กลับไป sathai โฮมเพจ
กลับไปหน้าแรก
I ไปหน้ารู้จักเรา

เรื่องเก่าๆ ที่ปู่จะเล่าให้หลานฟัง

โดย ปู่ระพี สาคริก
(17 สิงหาคม 2548)

ลูกหลานที่รักทุกคน เรามักได้ยินคนพูดกันว่า “ คนแก่ชอบพูดเรื่องเก่าๆ” ซึ่งเป็นคำปรารภในเชิงวิจารณ์ แต่ความจริงเรื่องนี้ควรจะเป็นสัจธรรมของชีวิตทุกคน ในเมื่อเราเกิดมาแล้วควรเรียนรู้ความจริงจากประสบการณ์ชีวิต หากใครปล่อยไปตามสบายโดยไม่สนใจนำเอาสิ่งที่พบเห็นมาคิดวิเคราะห์เพื่อค้นหาความจริงย่อมเป็นคนขาดสติ มีผลทำให้ชีวิตอนาคตตกอยู่ในความประมาท จึงก้าวต่อไปอย่างเสี่ยงอันตรายได้ไม่ยาก

ความจริงแล้วไม่เฉพาะคนแก่เท่านั้นที่ควรสนใจเก็บเอาสิ่งซึ่งตนมีโอกาสสัมผัสมาแล้วเข้ามาไว้ในใจตัวเอง เนื่องจากชีวิตหลังเกิดมาแล้วไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน แม้แต่คนหนุ่มสาวก็ควรมีเรื่องเก่าๆอยู่ในใจร่วมด้วย หากใครดูถูกสิ่งนี้ก็เท่ากับดูถูกตัวเอง

นอกจากนั้น แต่ละคนควรรู้สึกได้ว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ดังนั้นเมื่อมีข้อมูลเก่าๆอยู่ในใจ จึงจำเป็นต้องนำออกมาเล่าให้ผู้อื่นได้รู้ เพื่อเป็นการให้น้ำใจต่อกัน และควรถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าให้วัตถุ

ขณะนี้ปู่มีอายุใกล้จะ 83 ปีเต็ม แต่ก่อนเมื่อทำงานอยู่ในหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยที่เป็นครูของลูกศิษย์ ความใกล้ชิดสนิทสนมทำให้นิสิตส่วนใหญ่เรียกว่า คุณพ่อ มีผู้ถามว่าเราไปกำหนดกฎเกณฑ์ให้เขาเรียกหรือเปล่า? ปู่ตอบว่า เปล่า หากเขาเรียกแล้วมีความสุขก็เต็มใจให้เรียก

ครั้งนั้นปู่ยังสัมผัสกับนิสิตโดยตรงเพราะทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยมานานหลายสิบปี จนกระทั่งถูกขอร้องให้เข้ารับตำแหน่งอธิการบดี ลูกศิษย์ก็ยังเรียกว่าคุณพ่อ เพราะปู่ไม่ได้คิดว่าเขาเป็นนิสิต หากรู้สึกว่าทุกคนเหมือนลูกหลานตัวเอง โดยที่นิสิตส่วนใหญ่ก็ไม่คิดว่า ปู่เป็นอธิการบดี หากหลายคนรู้สึกว่า ปู่เป็นพ่อของเขา

เมื่อเวลาผ่านพ้นมาถึงช่วงนี้ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยมากว่า 30 ปีแล้ว โอกาสสัมผัสกันเป็นการส่วนตัวก็น่าจะห่างเหินกันมากกว่าแต่ก่อน แต่เหตุใดกลับมีคนเข้ามาหา อีกทั้งยังเรียกว่า คุณปู่ ประเด็นนี้ทำให้ต้องนำมาคิดวิเคราะห์เพื่อค้นหาความจริงเพราะสงสัยว่าเราห่างเหินกันมาตั้งนานแล้ว อีกทั้งผ่านพ้นมาหลายรุ่น ทำไมจึงยังสนใจอยากเข้ามาใกล้ชิด คำตอบก็คือ บุคคลใดก็ตามหากมุ่งมั่นสร้างงานที่มีความดีความงามแก่สังคมจนเป็นที่ยอมรับและนิยมชมชื่นอย่างกว้างขวาง ใครๆก็อยากรู้จักและเข้ามาสนิทสนมด้วย ดังคำกลอนที่คนยุคก่อนเคยเขียนฝากไว้ว่า

คบคนพาล พาลย่อมพาไปหาผิด คบบัณฑิตๆย่อมพาไปหาผล

ปู่ได้ทราบว่า ลูกๆหลานๆกำลังร่วมกันคิดจัดพิมพ์หนังสือของชมรมวรรณศิลป์ ปู่จึงได้ยื่นมือเข้ามาเพื่อแสดงน้ำใจจะเขียนเรื่องนี้ให้ เนื่องจากใจหนึ่งสามารถรู้คุณค่าของชีวิตคนรุ่นหลังซึ่งผู้ใหญ่ไม่ควรจะนิ่งเฉยโดยปล่อยให้มันผ่านพ้นไปอย่างเปล่าประโยชน์ หากควรแสดงความใจกว้างเข้าหากันก่อน อีกประการหนึ่งปู่คิดว่า ทุกคนหรืออาจกล่าวว่า เราแต่ละคนควรให้ใจกันเข้าไว้ โดยเริ่มต้นจากผู้ใหญ่ให้กับเด็กก่อน นับเป็นรากเหง้าที่มีคุณค่าที่สุดของทั้งสองฝ่าย ดังนั้นเมื่อใครเห็นใครทำอะไรซึ่งเป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์จึงไม่ควรคิดว่า ธุระไม่ใช่ หรือไม่ใช่เรื่องของฉัน

ปู่รู้สึกประทับใจในงานศิลปะมานานแล้ว แม้สมัยยังเป็นนักเรียนหลายคนมองเห็นว่า ปู่เป็นคนเรียนวิทยาศาสตร์เก่ง ช่วงนั้นปู่นำหนังสือตำราเรียนคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ แม่เหล็กไฟฟ้า และตำราเคมีมานอนอ่านเล่นตามใต้ต้นไม้ยามว่างอย่างมีความสุข อีกทั้งมีจินตนาการที่ใฝ่ฝันคิดจะสร้างอะไรต่อมิอะไร ตั้งแต่ตัวเองเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2

แต่ปู่ก็หาเวลาว่างทำงานด้านศิลปะควบคู่กันมาอย่างสนอกสนใจ โดยที่รู้ดีว่าศาสตร์แขนงไหนก็ตามเป็นเรื่องที่คนนำมาสร้างขึ้น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสมมติหากเรารู้เท่าทันทำให้ไม่ยึดติดอยู่กับมัน ย่อมสามารถมองเห็นรากฐานของศาสตร์ทุกสาขาเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด สิ่งนั้นคือความจริงที่อยู่ในใจเรานั่นเอง

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะจับงานอะไรก็ตามหากมีสิ่งดังกล่าวอยู่ในวิญญาณควรรู้อย่างลึกซึ้งถึงหัวใจ ย่อมเป็นการฝึกสมาธิจากของจริงดีกว่าไปยึดติดอยู่กับสิ่งสมมติแล้วขังตัวเองไว้ตรงนั้น ดังนั้นสมัยที่ปู่ยังเป็นวัยรุ่นแม้แต่เรียนในสาขาวิทยาศาสตร์แต่ก็มีวิญญาณด้านศิลปะเป็นพื้นฐาน ปู่จึงสนใจทั้งการเขียนภาพ ถ่ายภาพดนตรีทั้งไทยและสากล จนกระทั่งการเขียนร้อยกรองจากจินตนาการอย่างเป็นธรรมชาติ แม้กระทั่งงานประดิษฐ์คิดค้นซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์แต่ไม่ควรลืมตัวเพื่อหยั่งรู้ความจริงได้ว่า ศิลปะที่อยู่ในวิญญาณเราแต่ละคนคือพื้นฐานของงานด้านวิทยาศาสตร์

หลานที่รักของปู่ทุกคน หลังจากรับฟังแล้วรู้ว่า ชีวิตปู่ที่ผ่านมาได้ให้ความสนใจงานศิลปะไม่เพียงแต่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ประเด็นนี้อาจมองเห็นได้สองด้าน ด้านหนึ่งปู่อาจเป็นคนมีนิสัยผิวเผิน จึงไม่จับอะไรจริงจัง ส่วนอีกด้านหนึ่งน่าจะเป็นเพราะปู่เป็นคนที่มีรากฐานจิตใจอิสระ จึงสามารถหยั่งรู้ความจริงได้ว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงรูปแบบซึ่งหมายถึงกิ่งแขนงของศิลปะเท่านั้น ส่วนรากฐานของทุกแขนงมันอยู่ในจิตใจเราเองเป็นหนึ่งเดียวกันหมด

แสดงให้รู้ว่าปู่ไม่ใช่เป็นคนยึดติดอยู่กับรูปแบบใดแบบหนึ่ง โดยรู้เท่าทันสิ่งที่เป็นกิเลสของมนุษย์ ทำให้ก้าวห่างจากจิตใจตนเองออกไปเรื่อยๆจึงสามารถรักษารากฐานตัวเองไว้ให้มั่นคงอยู่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็คงสรุปได้ว่า ไม่ว่าใครจะเริ่มต้นสนใจศาสตร์สาขาไหน ในที่สุดก็สามารถสานไปถึงสาขาอื่นได้ไม่ยาก โดยไม่จำเป็นต้องเอาเด่น เอาดีเหนือคนอื่นซึ่งเป็นอุปนิสัยของคนเห็นแก่ตัว

เช่นเดียวกับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งมีการแตกกิ่งก้านสาขาออกไปเป็นวิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ และศาสตร์สาขาอื่นๆซึ่งแท้ที่จริงแล้วคนเป็นผู้เอมาแบ่งแยก ครั้นก้าวออกไปจากใจตนเองมากขึ้นก็หวนกลับมาหาความจริงที่ใจตัวเองได้ยากยิ่งทุกทีจึงทำให้เป็นคนลืมตัว ดังที่เห็นกันอยู่ทั่วไปในขณะนี้

แม้กระทั่งการเป็นผู้ใหญ่ยิ่งมีอำนาจสูง คิดซื้อหาคอมพิวเตอร์มาแจกเด็ก โดยหารู้ไม่ว่าเป็นการทำลายความมั่นคงทางจิตใจของแต่ละคน แล้วยังมีหน้ามาตั้งชื่อหน่วยงานใหญ่แขนงหนึ่งว่า กระทรวงความมั่นคงของมนุษย์อีกด้วย ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่คนยุคก่อนเคยกล่าวไว้ว่า เพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของผู้ใหญ่ ทุกวันนี้ผู้ใหญ่จึงมีพฤติกรรมทำลายเด็กรุนแรงขึ้นในทุกด้าน แม้กระทั่งการใช้วิชาศิลปะศาสตร์มาหาเงิน ออกแบบสิ่งที่มันพิสดารมอมเมาเด็กซึ่งเห็นกันได้ทั่วไป

สรุปความประเด็นสุดท้ายที่กล่าวมาแล้ว หมายความว่า หากผู้ที่สนใจงานด้านศิลปะมีสิ่งสกปรกเข้าไปปนเปื้อนอยู่ในรากฐานจิตใจ หรือไม่ก็ขาดรากฐานจิตใจที่ลึกซึ้งถึงวิญญาณตัวเอง อย่างที่กล่าวกันว่า พวกมากลากไป ในที่สุดก็ต้องไปจบลงตรงนั้น หรือกล่าวได้ว่า เพราะต้องการเพียงศิลปะไปใช้หาเงิน หรือเก่งกาจเหนือคนอื่นเพื่อความยิ่งใหญ่ของตนเอง แทนที่จะมุ่งที่การปฏิบัติเพื่อความสุขทางใจเหนือกว่าอย่างอื่น ซึ่งผลย่อมปรากฏออกมาในภายหลัง อย่างที่ความจริงได้กล่าวไว้แล้วว่า กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คน

หากชีวิตบุคคลใดมุ่งไปทางด้านวิทยาศาสตร์ด้านเดียว ยิ่งเรียนรู้ได้ลึกซึ้งและไปไกล ย่อมมีผลนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ไปคิดเอาเปรียบธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมชาติที่อยู่ในจิตใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองอย่างโหดเหี้ยมที่สุดเพราะความไม่รู้ ยิ่งกว่านั้นหากมุ่งตามหลังคนชาติอื่น โดยที่คิดว่าเขาดีกว่าเรา ชีวิตอนาคตย่อมตกเป็นทาสคนชาติเหล่านั้นได้ไม่ยาก ทำให้คุณค่าของตัวเองจำต้องสูญเสียหนักมากยิ่งขึ้น

ปู่มีเรื่องเล็กๆน้อยๆในอดีตมาเล่าสู่กันฟัง แต่หลานๆควรจะรู้ได้ว่าเรื่องเล็กน้อยไม่ใช่ไม่สำคัญเพราะว่าหากไม่มีเรื่องเล็กน้อยย่อมไม่อาจก้าวไปสู่เรื่องใหญ่ และเรื่องเก่าๆก็ไม่ใช่ไมสำคัญ เพราะถ้าไม่มีเรื่องเก่าเราจะก้าวมาสู่เรื่องใหม่ๆได้ยากยิ่งขึ้น

หลานๆเคยเห็นนกแร้งบ้างหรือเปล่า? เพราะปู่รู้สึกว่าคนเดี๋ยวนี้ยิ่งเป็นเด็กๆหรือเยาวชนมักไม่ค่อยได้เห็น ถึงเห็นก็หาดูได้ยาก

พูดอย่างสุภาพว่า นกแร้งแต่จริงๆแล้วชาวบ้านยุคก่อนๆเขาเรียกว่า อีแร้ง นอกจากนั้นยังเอามาว่าผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวรุงรังว่า ยายแร้งทึ้ง เนื่องจากคำนี้มีความหมายซึ่งต้องนำมาอธิบายกันค่อนข้างยาวสักหน่อย

มีโคลงสี่สุภาพในหนังสือโคลงโลกนิติ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศรทรงนิพนธ์ไว้นานปีแล้ว ซึ่งสมัยที่ปู่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 ครูให้ท่องมาเป็นการบ้านแล้วออกมายืนพูดหน้าชั้นวันละ 2 บททุกวัน หลายบทมีความหมายเกี่ยวกับชีวิตอย่างลึกซึ้ง ทำให้ปู่รู้สึกประทับใจจึงไม่มีวันลืมมาจนถึงบัดนี้ มีอยู่บทหนึ่งพูดถึงนกแร้งโดยเขียนไว้ว่า

รูปแร้งมีร่างร้าย      รุงรัง
ภายนอกเพียงพึงชัง     ชั่วช้า
เสพสัตว์ที่มรณัง     นฤโทษ
ดังจิตสาธุชนกล้า     กลั่นสร้างทางผล

และยังมีโคลงสี่สุภาพที่ร้องกรองออกมาเพื่อสะท้อนให้เห็นอีกด้านหนึ่งไว้เป็นการคู่กันด้วยว่า

ยางขาวขนเรียบร้อย     ดูดี
ภายนอกหมดใสสี     เปรียบฝ้าย
กินสัตว์เสพปลามี     ชีวิต
เฉกเช่นชนชาติร้าย     นอกนั้นนวลงามฯ

ปู่เกิดที่วรจักร อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัดพระนคร ซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำการประปานครหลวง สมัยนั้นบริเวณนั้นยังไม่เจริญทางวัตถุมากนัก ถนนหนทางก็โรยด้วยหินปูนก้อนเล็กๆรถราในกรุงเทพฯยังไม่เกิน 10 คัน

เมื่ออายุได้ 4 ขวบ พ่อกับแม่ก็ย้ายบ้านมาอยู่ชานเมืองที่ปลายตรอกเศรษฐศิริ ตำบลสามเสนใน ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นชานเมืองมีบ้านไม่กี่หลัง หากส่วนใหญ่ยังเป็นท้องไร่ท้องนาและสวนผัก

ช่วงนั้นปู่อายุ 4 ขวบเริ่มเข้าโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน พ่อให้เดินไปกลับจากโรงเรียนทุกวัน หลายครั้งหลายหนปู่มักเดินไปตามคันนา ตัดทุ่งนาไปออกอีกด้านหนึ่งซึ่งบริเวณนี้อยู่หลังสถานีรถไปสามเสน

หลายครั้งหลายหนปู่ชอบเล่นกับควายที่เดินเพ่นพ่านอยู่ในท้องทุ่ง บางครั้งก็มีควายเดินริมทางรถไฟด้วย ปู่เริ่มคุ้นเคยกับอีแร้งตั้งแต่บัดนั้น ถ้าหลานไม่เคยเห็นปู่ก็จะเล่าให้ฟัง อีแร้งเป็นนกชนิดหนึ่ง แต่ตัวมันใหญ่มาก ถ้าประมาณขนาดกับสัตว์ตัวนี้ก็เห็นจะพอๆกับห่านขนาดย่อม เวลากางปีกทั้งกว้างและยาวดูแล้วรู้สึกว่า รูปทรงมันเทอะทะอุ้ยอ้าย ขนที่ปกคลุมบนลำตัวมีสีดำด้านๆและยาวรุงรัง ที่คอมีขนคล้ายพวงมาลัยสีขาว แต่มันก็ขาวอย่างสกปรก

ปกติอีแร้งจะไม่เกาะตามยอดไม้อย่างนกอื่นๆ แต่มักบินอยู่สูงลิบๆหากแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้ามักจะเห็นตัวนิดเดียวบินอยู่เหนือเมฆ ถ้าสังเกตให้ดีจะรู้ว่า ที่มันบินอยู่เหนือเมฆนั้นมันไม่ได้บินแต่กางปีกร่อนไปตามกระแสลมบนมากกว่า

สมัยนั้นเวลากลางวันหากมีแดดดีๆ ถ้าแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแม้ในเมืองกรุงเทพฯ เรามักเห็นอีแร้งร่อนอยู่ลิบๆแทบจะสุดสายตา นี่แหละที่ปู่บอกไว้แล้วว่ามันไม่ค่อยชอบบิน หากเพียงกางปีกให้ติดลมบน อีแร้งก็สามารถร่อนอยู่ได้นานเป็นชั่วโมงๆ

ธรรมชาติของอีแร้งชอบกินซากสัตว์เน่า เช่นหมาตาย หนูตายและวัวความตายทิ้งไว้กลางทุ่งนา สายตาของอีแร้งแหลมคมมาก ดังนั้นสายตาอีแร้งมันต้องไวและแหลมลึกมาก ขนาดบินอยู่ลิบๆยังมองเห็นอาหารที่อยู่บนพื้นดินได้

ดังเช่นร้อยกรองอีกบทหนึ่งซึ่งเขียนไว้ว่า

ลิ้นพราหมณ์ตานกแร้ง      จมูกมด
น้ำจิตพระยากำหนด     ยากแท้
คำครูสั่งสอนบท     ธรรเมศ

ห้าสิ่งนี้แหลมแล้     รวดรู้เร็วจริงฯ

เวลาลงพื้นดินมันจะลู่ปีกทิ้งตัวลงมาตามแนวดิ่ง บางครั้งปู่ได้ยินเสียงแหวกอากาศลงมาดังซู่ใหญ่แล้วจึงแหงนขึ้นไปดูทำให้เห็นว่า มันกำลังลู่ปีกทิ้งตัวลงมาบนพื้นดิน

อีแร้งเป็นสัตว์ที่มีวินัยโดยธรรมชาติ เพราะเหตุว่ามันจะมีจ่าฝูงหรือที่เรียกกันว่าพญาแร้ง เจ้าตัวที่เป็นจ่าฝูงมีขนรอบคอไม่ใช่สีขาวแต่เป็นสีแดง และขนที่หัวก็จะมีสีแดงด้วย อีแร้งฝูงหนึ่งจะมีจ่าฝูงอยู่ตัวเดียว เมื่อทิ้งตัวลงมาจากอากาศเจ้าจ่าฝูงมันจะลงมาก่อน ติดตามมาด้วยลูกน้อง

ไม่เพียงเท่านั้น พอลงมาถึงพื้นดินแล้วลูกน้องยังคงยืนจับกลุ่มมองดูอยู่ห่างๆ ส่วนตัวที่เป็นจ่าฝูงจะก้าวเข้าไปกินก่อน โดยเลือกกินของดีๆเช่น ลูกนัยน์ตาและลิ้นหลังจากกินเสร็จแล้วจึงถอยออกมายืนดู ปล่อยให้ลูกน้องกรูกันเข้าไปแย่งถกทึ้งกินไส้พุงและเนื้อที่เหลืออยู่ ส่วนจ่าฝูงจะยืนคุมอยู่บนคันนาอย่างสง่างาม

พฤติกรรมที่กล่าวมาแล้วนี้กระมัง ที่ทำให้ในสังคมนำมาขนานนามผู้หญิงซึ่งแต่งตัวรุงรังว่านางแร้งทึ้ง ไม่เพียงเท่านั้นเนื่องจากรูปร่างของอีแร้งแต่ละตัว ขนมันจะค่อนข้างยาวรุงรัง หากเข้าไปใกล้จะรู้สึกเหมือนเหม็นสาบอีกด้วยแต่มันเป็นสัตว์ที่ไม่ทำร้ายคนหรือสัตว์ที่ยังมีชีวิต

ปู่เล่าให้ฟังแล้วว่า ตอนลงบนพื้นดินมันจะลู่ปีกทิ้งตัวลงมาตมแนวดิ่ง แต่ตอนจะขึ้นนี่ซิ ตัวก็หนัก ปีกก็กว้างกระพือไม่ค่อยกระฉับกระเฉง จึงต้องการลานวิ่งเพื่อให้ปีกกินลมแบบเดียวกันกับเครื่องบิน เวลามันจะบินขึ้นจึงต้องกางปีกวิ่งไปตามพื้นนาด้วยระยะไกลพอสมควร หลังจากปีกกินลมแล้วจึงค่อยๆกระพือปีกช้าๆน่าจะเป็นเพราะมันมีน้ำหนักมากเอาเรื่อง

เด็กๆสมัยนั้นก็ซนไม่ใช่เล่น เอาไม้ไผ่มาปักล้อมเป็นคอกเล็กๆ แล้วเอาซากหมาเน่าใส่ไว้ในนั้น เมื่ออีแร้งมองลงมาเห็นหมาเน่ามันจะทิ้งตัวลงไปในคอกตามแนวดิ่งได้ไม่ยาก แต่อีตอนกินเสร็จแล้วนี่ซิ เด็กๆก็มักกรูเข้าไปส่งเสียงร้องไล่แต่อีแร้งบินขึ้นไม่ได้เพราะติดอยู่ในคอกทำให้ขาดทางวิ่ง

เด็กๆก็ซนใจหายใช้กระป๋องนมข้นเก่าๆ เอาก้อนอิฐผูกเชือกแขวนไว้ในนั้น หลังจากนั้นก็เอาไปผูกคออีแร้งแล้วเปิดคอกปล่อยให้มันวิ่ง จนกระทั่งสามารถบินขึ้นไปสู่อากาศได้ เสมือนนำกระดิ่งไปผูกคออีแร้งแล้วปล่อยให้มันบินไป เสียงก้อนอิฐกระทบกระป๋องดังไปในอากาศตลอดเวลา

ลูกหลานที่รัก ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมักมีเด็กๆนำมาพูดเล่นกันในเชิงขบขันโดยเล่าว่า ... มีอีแร้งตัวหนึ่งเจาะเข้าไปทางก้นควายที่นอนตายอยู่กลางทุ่งนา แล้วมุดเข้าไปกินด้านใน นอกจากนั้นยังมีตัวอื่นตามเข้าไปด้วย เนื่องจากควายตัวใหญ่ทำให้อีแร้งมุดเข้าไปได้หลายตัว

เด็กสมัยนั้นมักอุตริ รีบวิ่งเข้าไปใช้ไม้ปิดก้นควายเข้าไว้ แล้วร้องตะโกนไล่อีแร้ง ปรากฏว่า ซากควายลอยขึ้นไปในอากาศทั้งตัวได้เนื่องจากอีแร้งซึ่งเข้าไปอยู่ในนั้นตกใจจึงบินหนี

เรื่องนี้ปู่คิดว่า คงเป็นเรื่องขำขันซึ่งเด็กๆ ยุคนั้นกุขึ้นมาพูดเล่นๆมากกว่า เนื่องจากเมื่ออีแร้งมันจะบินขึ้น ถ้าไม่มีลานวิ่งมันก็ไม่น่าจะลอยขึ้นไปได้ แสดงว่าเด็กสมัยนั้นมีอารมณ์ขำขันแทรกอยู่ในตัวเองหลายเรื่อง

ยังมีโคลงสี่สุภาพอีกบทหนึ่งที่พูดถึงเรื่องยางขาว ความจริงเดี๋ยวนี้หากออกไปนอกเมืองตามหนองน้ำหรือทุ่งนาในฤดูน้ำ เรายังสามารถพบเห็นนกกายางสีขาวบินบ้าง เดินบ้าง หาปลากินระหว่างกอข้าวและพงหญ้า ซึ่งคนสมัยนั้นนำชีวิตนกยางและนกแร้งมาเปรียบเทียบกับศีลธรรมที่อยู่ในจิตใจคนควบคู่กันไปให้เห็นได้ชัดเจน

สังคมทุกวันนี้อย่าว่าแต่ชีวิตสัตว์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยให้คนคิดเพื่อสอนจิตใจคนให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ยุคก่อนรู้จักนำธรรมชาติของสัตว์มาชี้ให้ลูกหลานเห็นถึงศีลธรรมอย่างที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวันช่วยให้เห็นได้ไม่ยาก

แต่คนยุคนี้มีความเห็นแก่ตัวสูงมาก เนื่องจากมีความโลภมากขึ้น จึงนำเอาวัตถุจากธรรมชาติมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ช่วยให้ชีวิตตัวเองและพรรคพวกอยู่อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้นทุกที

ไม่เพียงเท่านั้นกาลเวลาที่ทำให้วัตถุจากธรรมชาติซึ่งมนุษย์เบียดเบียนอย่างหยุดได้ยาก หลังจากพบว่าสิ่งเหล่านี้หายากยิ่งขึ้นทุกวันจึงมีการแย่งชิงและคิดประหักประหารกันอย่างกว้างขวาง

ในที่สุดทุกวันนี้จิตใจมนุษย์กำลังเครียดหนัก โดยเฉพาะฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า ยิ่งตกอยู่ในสภาพลืมตัวมากขึ้น ทำให้มีความเห็นแก่ตัวสูงยิ่งขึ้น ส่งผลให้คนข้างล่างซึ่งทำอะไรไม่ถูกใจตัวเอง หวนกลับมาใช้อำนาจและกฎระเบียบซึ่งพวกตนเป็นฝ่ายออกมาเป็นข้ออ้างใช้รังแก

ทุกวันนี้คนในสังคมรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นทุกที ซึ่งคนเหล่านี้แสวงหาทางระบายอารมณ์ทุกรูปแบบเพื่อหวังให้ชีวิตตนอยู่ได้ แต่ก็มักถูกรังแกโดยอ้างความผิดซึ่งตนเป็นผู้กำหนดขึ้นไว้

เมื่อกล่าวมาถึงช่วงนี้หากทำใจเป็นกลางหรือเข้าถึงธรรมะย่อมสรุปได้ว่า ความถูกความผิดย่อมไม่มีในโลกแห่งความจริง

สุดท้ายผู้เขียนใคร่ขอฝากร้อยกรองไว้บทหนึ่งดังต่อไปนี้

“ ชีวิตนี้ยังมีหวัง”
ยามรุ่งแจ้ง แสงทอง เริ่มส่องฟ้า
ดวงจันทรา ลาลับไป ในแสงสูรย์
ที่เคยเย็น ชุ่มฉ่ำ ร่ำอาดูร
พลันต้องสูญ ไปจากใจ ให้อ่อนแรง
แสงอาทิตย์ เริ่มเจิดจ้า พาความร้อน
แต่พืชพรรณ พลันกลับย้อน มาช้อนแสง
ด้วยสีเขียว อันสดใส ให้ได้แรง
ช่วยเบาแบ่ง แรงใจ ไปกับกาล
ทั้งวันคืน ทั้งหลับตื่น จึงฟื้นจิต
ให้ได้คิด ถึงชีวิต ที่สืบสาน
ซึ่งวนเวียน เพียรให้ ใจเบิกบาน
ร่วมกันสาน วิญญาณรัก ภักดิ์แผ่นดิน
หวังว่าทุกคนคงจะประสบโชคดีในชีวิต

 

กลับไปหน้าแรก I ไปหน้ารู้จักเรา

Aboutus|News|Activities|SA technique|SA knowledge|SA Thai case study | SA book & Media | Member

ติดต่อ sathai.org