| กลับหน้าแรก,
หน้าโครงการนำร่องฯ, ข้อมูลพื้นฐาน
4 ภาค 19 ภูมินิเวศน์
ความเป็นมา
การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และระบบการผลิตทางการเกษตรของประเทศไทยจากระบบเกษตรกรรมดั้งเดิมเพื่อการหาอยู่หากินระดับยังชีพเข้าสู่ระบบเกษตรแผนใหม่เพื่อการค้าส่งออก
ด้วยการเพิ่มผลผลิตจากการขยายพื้นที่และการเพิ่มปัจจัยการผลิตประเภทสารเคมีในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ได้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแนวหน้าของโลกในการส่งออกผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
แต่เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดเป็นแบบทุนนิยม และปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตจากเกษตรที่หลากหลายเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว
ทำให้ต้องสูญเสียพันธุกรรมพืชและสัตว์และภูมิปัญญาที่เคยมีอยู่อย่างหลากหลายในท้องถิ่น
วัฒนธรรมการร่วมมือช่วยเหลือกันในการเกษตรกรรมหมดไป เน้นการจ้างงานและปัจจัยการผลิตจากภายนอก
เกษตรกรมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพราะรายได้เกิดจากการขายผลผลิตเพียงชนิดเดียว
และประกอบกับการกำหนดราคาสินค้าขึ้นกับตลาดต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่
เกษตรกรจึงประสบกับภาวะขาดทุน มีหนี้สิน ยากจน ขาดความมั่นคงทางอาหารทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน
ขาดความมั่นคงด้านเศรษฐกิจในเชิงรายได้ของครอบครัว เกษตรกรต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว
ไม่มีทางเลือกที่จะดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องล้มละลาย
ถูกยึดที่ดินทำกิน ต้องอพยพเข้าเมืองใหญ่เพื่อขายแรงงาน ส่วนเกษตรกรที่ยังอยู่ได้ก็ต้องใช้สารเคมี
สุขภาพของเกษตรกรแย่ลง ผลผลิตจากระบบเกษตรกรรมเคมียังทำให้การบริโภคของคนในสังคมไทยขาดคุณภาพและความมั่นคง
คนไทยส่วนใหญ่ต้องบริโภคอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อนและพิษตกค้างอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาที่รุนแรงดังกล่าวได้มีกลุ่มองค์กรชาวบ้านเล็กๆ
ที่ได้รับผลกระทบ และมีความตระหนักถึงพิษภัยของการเกษตรแผนใหม่ที่ใช้สารเคมี
และวิถีการผลิตที่ไม่ยั่งยืน เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาค มีความพยายามค้นหาวิถีการผลิตที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของครอบครัวและชุมชน
เช่น กลุ่มผลิตข้าวปลอดสารเคมี กลุ่มปลูกผักปลอดสารเคมี โดยประยุกต์วิถีการผลิตแบบดั้งเดิมที่อาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านกับการผลิตทันสมัย
มีการสรุปบทเรียน รวมถึงปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเชิงเดี่ยวมาเป็นแบบผสมผสาน
มีการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น สารสมุนไพร ใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกทดแทนปุ๋ยเคมี
จนได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ต้นทุนในการผลิตลดลง สุขภาพดีขึ้น
สิ่งแวดล้อมดีขึ้น แหล่งอาหารเพิ่มขึ้น ดังนั้นเกษตรกรผู้ยากจน
จึงได้รวมตัวกันเป็นองค์กรและเครือข่ายในภูมิภาคต่างๆ ผลักดันเกษตรยั่งยืนเข้าสู่นโยบายตั้งแต่ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
8 (พ.ศ. 2540-2544) รัฐได้ยอมรับเอากระบวนการ และระบบเกษตรกรรมยั่งยืนมาเป็นแนวทางหลักในการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง
และระบบการผลิตเพื่อพัฒนาไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนของสถาบันเกษตรกรรายย่อย
ชุมชน และสังคมโดยรวม ทั้งมิติด้านอาหาร เศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม
และสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดให้มีพื้นที่เกษตรยั่งยืนร้อยละ 20 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศ
หรือประมาณ 25 ล้านไร่ ทั้งยังกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมและการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
ซึ่งแนวทางดังกล่าว จะเป็นการแก้ไขปัญหาด้านอาหารและเศรษฐกิจของเกษตรกรรายย่อยและชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก
อีกทั้งยังเป็นฐานการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของชุมชน การแก้ปัญหาอาหารปนเปื้อนสารเคมีของผู้บริโภค
และการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จึงเสนอโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย
พ.ศ. 25442546 ต่อรัฐบาล ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่
16 พฤษภาคม 2543 เห็นชอบการดำเนินงานโครงการนำร่องฯ โดยกำหนดให้มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
(ประเทศไทย) เป็นองค์กรรับผิดชอบบริหารจัดการโครงการ โดยกลุ่มองค์กรของเกษตรกร
ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มองค์กร เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กลุ่มองค์กรเครือข่ายการจัดการทรัพยากร
กลุ่มองค์กรเครือข่ายออมทรัพย์ และกลุ่มอนุรักษ์ชมรมชาวประมงพื้นบ้าน
กลุ่ม องค์กร เครือข่าย เหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็น 19 ภูมินิเวศน์
เพื่อดำเนินการโครงการนำร่องฯ
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย
มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถพึ่งตนเองได้ ด้วยการทำเกษตรกรรมแบบพึ่งตนเองและการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง
เพื่อให้เกิดความมั่นคงในที่ทำกิน ความมั่นคงด้านอาหาร และปัจจัยยังชีพ
และทำให้เกษตรกรและกลุ่มองค์กรเกษตรกรมีความเข้มแข็ง สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการเกษตรและการจัดการทรัพยากรที่เกื้อกูลตัวเอง
ครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพัฒนาให้เกิดความมั่นคงของฐานเศรษฐกิจของครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืน
โครงการนำร่องฯ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประการที่
1) เพื่อค้นหากระบวนการ รูปแบบ เทคนิค วิธีการ ในการพัฒนาเกษตรกรรายย่อย
ให้สามารถพึ่งตนเองได้ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เหมาะสมกับแต่ละชุมชนและภูมินิเวศน์
รวมทั้งรูปแบบการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และระบบนิเวศวิทยาชายฝั่ง
สำหรับเป็นแบบอย่างในการขยายผลต่อไป และประการที่ 2) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนโดยขบวนการที่ไม่จำกัดทางเลือกในการทำการเกษตรของเกษตรกร
โครงการนำร่องฯ มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี
ตุลาคม พ.ศ. 2543 สิ้นสุดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 โดยมีเกษตรกรเป้าหมาย
7,255 คน พัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนอยู่ในเขตภูมินิเวศน์เกษตรกรรมยั่งยืน
19 แห่ง ในท้องที่ 119 อำเภอ 37 จังหวัด มีเป้าหมายของแผนกิจกรรมที่สำคัญ
5 ประการคือ 1) องค์กรชาวบ้านในพื้นที่ทั้ง 19 ภูมินิเวศน์ สามารถบริหารจัดการโครงการได้
2) พัฒนารูปแบบ เทคนิคในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย
เพื่อเป็นแบบอย่างในการขยายผลที่ดอน และภูเขารวม 3,720 ครอบครัว
ในเนื้อที่ 27,100 ไร่ 3) พัฒนาองค์ความรู้ทั้งด้านการผลิต การแปรรูปและการตลาด
เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถสร้างเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งตนเองในระยะยาว
4) เพื่อสร้างแบบอย่างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรชายฝั่งของชาวประมงพื้นบ้าน
และ 5) ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศชายฝั่งจังหวัดปัตตานี
ความยาว 116.4 กิโลเมตร เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวประมงพื้นบ้านจำนวน
3,535 ครอบครัว
พื้นฐานของเกษตรกรสมาชิกโครงการนำร่องฯ ส่วนหนึ่งมีพื้นฐานเกษตรยั่งยืนมาบ้างแล้ว
และส่วนหนึ่งเพิ่งเริ่มใหม่ เกษตรกรมีปัญหาคล้ายคลึงกัน คือ
ทรัพยากรซึ่งเป็นปัจจัยดำรงชีวิต ได้แก่ ดิน น้ำ ป่าที่เป็นแหล่งอาหารเสื่อมสภาพลง
เกษตรกรขาดความมั่นคงในการดำรงชีวิต ไม่สามารถกำหนดวิถีการดำรงชีวิตของตนเองได้
เกษตรมีที่ดินถือครองเฉลี่ย 22.97 ไร่ต่อครอบครัว นำที่ดินเข้าโครงการนำร่องฯ
ทำเกษตรยั่งยืนเฉลี่ย 5.16 ไร่ต่อครอบครัว หรือประมาณร้อยละ
22.47
การเปลี่ยนแปลงของเกษตรกร
โครงการนำร่องฯ ทำให้เกษตรกรเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางความรู้และภูมิปัญญา
การผลิต ทรัพยากร และการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
สรุปได้ดังนี้
การเปลี่ยนแปลงฐานภูมิปัญญา
การเปลี่ยนแปลงฐานภูมิปัญญาของเกษตรกร แม้จะเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก
แต่ในทางปฏิบัติ พบว่าเกษตรกรมีการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมากขึ้น
เช่น การฟื้นฟูภูมิปัญญาเรื่องดิน การฟื้นฟูและรักษาพันธุกรรมพืชและสัตว์พื้นบ้าน
และยังมีกระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากกลุ่มเกษตรกรก้าวหน้า /
ผู้นำทางความคิด ที่ได้มีการนำไปปฏิบัติแล้วมาสู่เกษตรกรกลุ่มเริ่มต้น
ภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง เช่น การใช้วัสดุในท้องถิ่น
ทำซั้ง กูละ ให้ปลาได้อยู่อาศัย รวมทั้งมีการดัดแปลงวัสดุเหลือใช้เป็นเครื่องมือประมง
นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยและพัฒนาอีกถึง 10 กลุ่มงานที่สร้างการเรียนรู้ให้กับเกษตรกร
แต่ยังไม่ถึงระดับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากนัก
การเปลี่ยนแปลงฐานองค์กรและชุมชน
เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันในรูปแบบต่างๆ จำนวน
160 กลุ่ม เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มเกษตรปลอดสารเคมี ฯลฯ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มและองค์กรมากขึ้น
เกษตรกรหลายกลุ่มเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายความร่วมมือทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง
เช่น เครือข่ายระดับอำเภอ จังหวัด ภูมินิเวศน์ ภาค และยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกษตรยั่งยืนระดับประเทศอีกด้วย
การบริหารงานกลุ่มองค์กรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ
80 มีการบริหารงานที่ดี มีกองทุนสำหรับสนับสนุนการขยายผลเกษตรกรรมยั่งยืนในระดับพื้นที่
และเกษตรกรสมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกลุ่มองค์กรและโครงการ
การเปลี่ยนแปลงฐานทรัพยากร
เกษตกรมีกิจกรรมสนับสนุนการคุ้มครองรักษาและจัดการทรัพยากรสาธารณะที่เกษตรกรใช้ประโยชน์ร่วมกัน
เช่น แหล่งน้ำ ป่าไม้ และสิ่งสาธารณะประโยชน์อื่นๆ ในชุมชน แม้ยังไม่สามารถสรุปผลงานด้านนี้ได้
แต่พบว่า มีความเปลี่ยนแปลงในการจัดการทรัพยากรของเกษตรกร เพราะมีการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่เหมาะสม
มีการกำหนดระเบียบข้อบังคับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชนร่วมกันอย่างยั่งยืน
เช่น กฎระเบียบในการจัดสรรการใช้น้ำ กฎ ระเบียบในการจัดสรรการใช้น้ำประปาภูเขา
กฎ ระเบียบในการตัดไม้เพื่อใช้ประโยชน์ กฎ ระเบียบในการจับผึ้ง
เป็นต้น ทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน คือ ทรัพยากรชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น
การเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการโครงการ
โครงการนำร่องฯ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ วิธีการบริหารจัดการโครงการทุกระดับอยู่เสมอ
ในระดับกลุ่มองค์กรในพื้นที่มีการปรับเปลี่ยนผู้นำ และกลไกการจัดการกลุ่ม
ระดับภูมินิเวศน์มีการปรับเปลี่ยนผู้นำ กลไก ระเบียบและวิธีการบริหาร
และระดับโครงการมีการปรับเปลี่ยนระเบียบกฎเกณฑ์ของมูลนิธิฯ ซึ่งกระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังองค์กรในพื้นที่
ทำให้เกษตรกรสมาชิกมีส่วนร่วมเป็นอย่างสูงในการบริหารจัดการโครงการ
การบรรลุตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ
1) การบรรลุผลจำนวนเกษตรกรเป้าหมาย
โครงการนำร่องฯ กำหนดเป้าหมายเกษตรกรไว้จำนวน
7,255 คน ในเวลา 3 ปี โครงการได้สนับสนุนเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดและระบบการผลิตและจัดการทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งได้
7,830 คน ผลงานเชิงปริมาณเกินเป้าหมาย 575 คน หรือร้อยละ 7.39
โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 543,929,807 บาท หรือร้อยละ 86 ของงบประมาณที่ได้รับ
2) การพึ่งตนเอง
แม้ในช่วงเวลาในการดำเนินโครงการเป็นช่วงสั้นๆ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่สมบูรณ์ได้
แต่เกษตรกรสมาชิกโครงการนำร่องฯ จำนวนหนึ่ง ประมาณร้อยละ 58
ซึ่งเป็นเกษตรกรกลุ่มปานกลางและก้าวหน้า สามารถพึ่งตนเองได้ด้านความคิด
และการผลิตอาหารหลัก ได้แก่ ข้าว ปลา ผัก และสัตว์เลี้ยง รายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น
10,324 บาท/ปี ส่วนประมงพื้นบ้านปัตตานีมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ
122 บาท/ครัวเรือน และลดค่าใช้จ่ายในการบริโภคและการผลิตที่ไม่จำเป็นลง
เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนความคิดและระบบการผลิตที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายและมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากขึ้น
เกษตรกรในระยะเริ่มต้นประมาณร้อยละ 39 แม้ยังพึ่งตนเองไม่ได้ในด้านผลผลิต
เนื่องจากแนวคิดยังไม่ชัดเจน ยังไม่เชื่อมั่น แต่มีบ้างที่เริ่มเชื่อและนำพื้นที่บางส่วนมาปรับเปลี่ยนระบบการผลิต
ลดการใช้สารเคมีและมีการฟื้นฟูดิน นอกจากนี้แล้ว ภัยธรรมชาติยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้เกษตรกรในหลายภูมินิเวศน์
ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่
ระบบเกษตรยั่งยืนที่พัฒนาขึ้นมาภายใต้โครงการนำร่องฯ
มี 4 ระบบ
ระบบเกษตรยั่งยืนที่มีข้าวเป็นหลัก ระบบนี้พัฒนาขึ้นในภูมินิเวศน์ที่ภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม
มีการทำนาเป็นหลักอยู่เดิม แต่เพิ่มความหลากหลายของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ในนา
ทำให้มีข้าว และอาหารที่ปลอดภัยบริโภคและจำหน่าย
ระบบเกษตรยั่งยืนที่มีไม้ผลเป็นหลัก ระบบนี้พัฒนาขึ้นในที่ราบและที่ดอนที่มีความชื้นเพียงพอกับการปลูกไม้ผล
เกษตรกรจะปลูกไม้ผลหลากหลายเป็นหลัก ผสมด้วยบ่อปลา พืชผัก และการเลี้ยงสัตว์
ระบบเกษตรยั่งยืนที่มีการเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก
ระบบนี้พัฒนาขึ้นในพื้นที่สูงหรือค่อนข้างสูงดินไม่ค่อยสมบูรณ์
เป็นหินหรือดินลูกรังและมักขาดน้ำ ไม่สามารถผสมผสานพืชให้หลากหลายได้
ต้องเลี้ยงสัตว์ใหญ่ประเภทวัวควายเป็นหลัก และผสมผสานกับพืชไร่หรือไม้ผลที่ทนแล้ง
หรือเก็บหาอาหารจากป่าด้วย
ระบบที่มีพืชไร่เป็นหลัก ระบบนี้มักอยู่ในที่ดอน
การเกษตรต้องปลูกพืชไร่ประเภทข้าวไร่และพืชไร่เศรษฐกิจอื่นที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก
อาจมีการเลี้ยงสัตว์ หรือเลี้ยงปลาเสริมด้วย
นอกจากนี้แล้วยังมีระบบเกษตรกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ
เช่น ภูมินิเวศน์ คกน. ที่มี ระบบไร่หมุนเวียน โดยทำการเพาะปลูกพืชไร่สับเปลี่ยนหมุนเวียนในที่ดินหลายแปลงตามช่วงเวลาที่เหมาะสม
ทำให้ดินฟืนตัวด้วยวิธีธรรมชาติ หรือ ระบบสวนดูซง ในภูมินิเวศน์สายบุรี
ที่ทำการเพาะปลูกสวนไม้ผล ไม้ยืนต้น มีการจัดการด้วยระบบเครือญาติ
หรือตระกูล ซึ่งการใช้ที่ดินในการทำเกษตรทั้งสองลักษณะ เป็นการใช้ที่ดินทำการเพาะปลูกในเชิงวัฒนธรรม
โดยสรุป เกษตรยั่งยืนในโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อย
เป็นระบบการเกษตรบนฐานความคิดและหลักการของการพึ่งตนเอง ความมั่นคงปลอดภัยของอาหารและสุขภาพโดยรวม
การเกื้อกูลแก่ตัวเอง ครอบครัว กลุ่มองค์กรชุมชน และสิ่งแวดล้อม
ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนนี้ มีการผสมผสานทั้งความคิดและการผลิตที่หลากหลายและครบเครื่อง
คือผสมทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นด้วยองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วในชุมชนและที่สร้างขึ้นใหม่
ทำให้ระบบนิเวศสมดุลและเกิดประโยชน์กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน
3) การจัดการทรัพยากรชายฝั่ง
ภารกิจนี้ประสบผลสำเร็จในระดับสูงมาก เพราะเดิมมีความขัดแย้งเรื่องการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชายฝั่งสูงมาก
ในระยะเวลา 3 ปี เกษตรกรซึ่งเป็นชาวประมงพื้นบ้านใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาจนทรัพยากรชายฝั่งได้รับการฟื้นฟูจนกลับฟื้นคืนสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์
ด้วยการปรับเปลี่ยนเรือที่มีเครื่องมือชนิดทำลายล้างมาเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมถึง
134 ลำจากเรือที่มี 152 ลำ หรือทำได้ประมาณร้อยละ 88 ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นจากการประกอบอาชีพประมงถึงระดับที่ดูแลครอบครัวและชุมชนได้
เกษตรกรจำนวนหนึ่งที่เคยออกไปทำงานนอกชุมชนก็กลับเข้ามาอยู่และประกอบอาชีพในชุมชน
เกษตรกรมีความเชื่อมั่นและมีความร่วมมือกับรัฐในการจัดการทรัพยากรชายฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลงานของเกษตรกรยังได้รับการยอมรับจากสังคมเป็นอย่างสูง สื่อสารมวลชนนำข่าวเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง
4) การบริหารจัดการ
เกษตรกรสมาชิกโครงการนำร่องฯ รวมตัวกันเป็นกลุ่มองค์กรได้จำนวน
160 กลุ่ม และแต่ละกลุ่มมีสมาชิกจริง และกลุ่มองค์กรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ
80 มีการบริหารงานที่ดี มีกองทุนสำหรับสนับสนุนการขยายผลเกษตรกรรมยั่งยืนในระดับพื้นที่
มีศักยภาพในการระดมทุน และเกษตรกรสมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกลุ่มองค์กรและโครงการ
โดยสรุป เกษตรกรสามารถบริหารจัดการระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ได้พัฒนาขึ้นในระดับครอบครัว
และระดับกลุ่มองค์กรเครือข่ายในระดับพื้นที่ได้
อย่างไรก็ดีการบริหารงานเกษตรกรรมยั่งยืน และระดับเครือข่ายที่ใหญ่กว่า
เช่น ระดับภูมินิเวศน์ ส่วนใหญ่ไม่เป็นจริง บริหารความสัมพันธ์ขององค์กรสมาชิกได้ยาก
เกษตรกรจะต้องกลับไปทบทวนความสัมพันธ์ของเครือข่ายระดับภูมินิเวศน์กันใหม่
เพื่อให้มีขนาดเล็กลงและเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์กันจริงๆ
การบริหารงานในระดับโครงการ โครงการนำร่องฯ
ได้ปฏิบัติงานตามแผนงานที่กำหนดไว้จำนวน 5 แผนงาน คือ แผนงานพัฒนาบุคลากรและองค์กรชุมชน
แผนงานวิจัยและพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม แผนพัฒนาการผลิตแปรรูปและการตลาด
และแผนการบริหารและจัดการโครงการ มีกิจกรรมหลัก 58 กิจกรรม และแผนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งมี
17 กิจกรรม รวมทั้งสิ้น 75 กิจกรรม
โครงการนำร่องฯ ได้รับงบประมาณทั้งสิ้นจำนวน
630,100,728 ล้านบาท คิดต่อครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 87,210 บาทต่อครัวเรือน
การดำเนินงานของโครงการ สามารถทำได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้
คิดเป็นร้อยละ 7.39 ได้ใช้จ่ายในการทำกิจกรรมไปจำนวน 543,929,807
บาท หรือประมาณร้อยละ 86 ของงบประมาณที่ได้รับ คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือน
69,467 บาท ประหยัดไปได้ถึงครอบครัวละ 17,744 บาท หรือร้อยละ
20 ยิ่งไปกว่านั้นเกษตรกรยังคืนเงินที่ได้รับการสนับสนุนกลับมาเป็นกองทุนหมุนเวียนสนับสนุนและขยายผลการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนต่ออีกประมาณ
180 ล้านบาท หรือประมาณ 23,012 บาทต่อราย หากพิจารณาตัวเลขเงินกองทุนหมุนเวียนจำนวนนี้เข้าไปด้วย
ค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนของเกษตรกรก็ยิ่งลดลงไปอีก ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่าโครงการฯ
บริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง และเมื่อพิจารณาถึงรูปธรรมในแปลงและเกษตรกรก้าวหน้าซึ่งเป็นตัวอย่างอีก
765 คน หรือร้อยละ 21.39 ของจำนวนสมาชิกที่ได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตถ่ายทอดความรู้ต่อไปได้
จึงสรุปได้ว่า โครงการนี้ทำให้เกิดระบบการสร้างทุนทางสังคมที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรและชุมชน
จึงเป็นการคุ้มค่าที่รัฐให้การลงทุนสนับสนุนโครงการนี้ อย่างไรก็ดี
ประเด็นคุ้มค่ากับการลงทุน ต้องคิดถึงการที่รัฐจะนำผลจากโครงการนำร่องฯ
นี้ไปใช้ในระยะยาวด้วย หากมีการนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งคุ้มค่ายิ่งขึ้นไปอีก
การที่โครงการนำร่องฯ เหลืองบประมาณคืนรัฐ
86 ล้านบาท หรือร้อยละ 14 มีเหตุผลที่สำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก
เพราะการดำเนินงานในปีแรกล่าช้า ทำงานไม่ทันตามแผนจึงมีผลกระทบทำให้งานต้องเลื่อนมาในปีต่อๆ
ไป หลายภูมินิเวศน์ทำไม่ทัน เงินจึงเหลือ ประการที่สอง เพราะเกษตรกรใช้งบประมาณด้วยความประหยัด
โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมสัมมนาและฝึกอบรมต่างๆ ซึ่งมักจัดกันในอาศรมหรือในชุมชนแบบเรียบง่าย
รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างที่ดีและมีประสิทธิภาพ ทำให้ถูกหรือประหยัดกว่าที่ทำกันโดยทั่วไป
และประการสุดท้ายคือ มีกลไกการตรวจสอบการเงิน และบัญชีที่โปร่งใสทำให้เงินงบประมาณไม่รั่วไหล
จึงมีเงินเหลือคืนรัฐ
ภาพรวมในช่วงระยะเวลา 3 ปี เกิดความสำเร็จขึ้นได้เพราะโครงการนำร่องฯ
ทำงานเป็นกระบวนการและเน้นการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจตัดสินใจไปยังกลุ่มองค์ระดับพื้นที่
และยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจสังคม และการเมืองที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ทำให้กระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนความคิดได้
กระบวนการปรับเปลี่ยนการผลิตก็ได้ผลเพราะมีระบบการหนุนเสริมที่ดี
นอกจากนั้นระบบการบริหารจัดการก็ทำได้ผลเพราะบริหารจัดการโดยเกษตรกรโดยตรง
แม้ยังพึ่งตนเองไม่ได้ในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดจากปัจจัยภายนอก
เช่น ค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษาที่สูง แต่ก็ยังมีศักยภาพที่จะทำกิจกรรมด้านแปรรูปและการตลาดที่จะช่วยเสริมรายได้
อย่างไรก็ดี การควบคุมรายจ่ายที่เกิดจากแรงกระตุ้นจูงใจภายนอก
ต้องอาศัยการรณรงค์เผยแพร่ความรู้ และค่านิยมในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง
เรียบง่าย และประหยัดโดยนโยบายของรัฐบาลด้วย
ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ
โครงการนำร่องฯ มีปัญหาอุปสรรคในระหว่างการดำเนินหลายประการ
ได้แก่ ปัญหาความล่าช้าในการเริ่มโครงการ การขาดบูรณาการงานในพื้นที่
ความขัดแย้งกันระหว่างระบบการจัดการของภาครัฐกับของเกษตรกร ระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลายข้อที่เกษตรกรปฏิบัติไม่ได้
เงื่อนไขในการบริหารจัดการที่เข้มงวด ระบบการตรวจสอบซับซ้อนและหลายมาตรฐาน
เงื่อนไขในระเบียบราชการทำให้ต้องทำกิจกรรมหลายอย่างโดยขาดความพร้อม
ระบบการสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ไม่เข้มแข็งพอ ระบบการประเมินผลโครงการฯ
ไม่ชัดเจน ขาดการประสานกับองค์กรเดิมของเกษตรกร และปัญหาการเตรียมความพร้อมของคนทำงาน
ปัญหาเหล่านี้มีผลกระทบต่อกระบวนการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนของเกษตรกร
กระทบต่อแผนและกิจกรรมการผลิตในไร่นา และกระทบต่อการมีส่วนร่วมตัดสินใจบริหารโครงการของเกษตรกร
เมื่อพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงของเกษตรกรในด้านต่างๆ
ทั้งการปรับเปลี่ยนแนวคิด การปรับเปลี่ยนแบบแผนการผลิต และการบริหารจัดการกลุ่มองค์กรแล้ว
การดำเนินงานของโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย
สรุปได้ว่า ประสบความสำเร็จระดับสูง ถึงแม้จะยังพัฒนาไปไม่ถึงเป้าหมายระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
แต่ก็มีศักยภาพและแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนได้จากการสนับสนุนของกลุ่มองค์กรเครือข่ายเกษตรกรเอง
มีตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ได้ และการมีกองทุนสนับสนุนการพัฒนาเกษตรกรรมที่เป็นของเกษตรกรเอง
เกษตรกรพึ่งตนเองได้และบริหารจัดการได้แล้ว
โดยเฉพาะการพึ่งตนเองในเรื่องอาหารหลัก เช่น ข้าว ผัก ปลา และพืชสมุนไพร
แต่รายได้ยังพึ่งตนเองไม่ได้ต้องเพิ่มกิจกรรมการแปรรูปและการตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิต
การบริหารจัดการทำได้ในระดับกลุ่มองค์กรเล็กๆ ในพื้นที่ เครือข่ายระดับภูมินิเวศน์ยังไม่สอดคล้องกับความสัมพันธ์กันจริง
และเพื่อส่งเสริมให้ผลความสำเร็จของโครงการนี้ขยายผลออกไปในวงกว้าง
ทีมประเมินผลมีข้อเสนอแนะ ต่อเกษตรกร มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนฯ
และภาครัฐ ดังนี้
1) ส่วนของเกษตรกร ยังคงต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งในด้านการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และการพัฒนากลุ่ม /
องค์กร / เครือข่ายให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการกองทุนให้เกิดมั่นคง
เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร และองค์กรของเกษตรกรให้มากที่สุด
2) ส่วนของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ควรมีการสรุปบทเรียน
และทำการขยายผลโครงการนำร่องฯ ไปสู่ภาคปฏิบัติในวงกว้าง เพราะมีบทเรียนที่สำคัญและมีคุณค่าควรแก่การขยายผล
หลังจากนี้แล้ว การทำงานควรจะเน้นงานด้านการสนับสนุนเกษตรกร
และองค์กรชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการกองทุนในระดับภูมินิเวศน์
การพัฒนากองทุนในระดับเครือข่ายระหว่างภูมินิเวศน์
3) ส่วนของรัฐ ควรเน้นงานด้านการส่งเสริม เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้น
และสร้างแรงจูงให้เกษตรกรมีความสนใจในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งสร้างระบบการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
|