ภูมินิเวศน์ฉะเชิงเทรา
1. สภาพพื้นที่เป้าหมาย
1.1 ที่ตั้ง
พื้นที่เป้าหมาย 11 หมู่บ้าน ใน 4 ตำบล 3 อำเภอ ของจังหวัดฉะเชิงเทรา คืออำเภอสนามชัยเขต จำนวน 9 หมู่บ้าน อำเภอพนมสารคาม จำนวน 1 หมู่บ้าน อำเภอท่าตะเกียบ จำนวน 1 หมู่บ้าน
1.2 ลักษณะภูมิประเทศ / สภาพดิน
1.3 ภูมิอากาศ
อากาศร้อนชื้น ฤดูร้อนมีอากาศร้อนจัด ฤดูฝนมีฝนตกชุก ส่วนฤดูหนาวมีสภาพอากาศอบอุ่น
1.4 ลักษณะพืชพันธุ์ธรรมชาติ และระบบนิเวศ
อำเภอสนามชัยเขต และอำเภอท่าตะเกียบยังคงมีพื้นที่ป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ คือ ป่าสงวนแห่งชาติแควระบม-สียัด ซึ่งเป็นป่าผืนสุดท้ายของภาคตะวันออก ที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและแหล่งสะสมพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ป่า แต่ปัจจุบันสภาพป่ามีจำนวนลดน้อยลงมากสืบเนื่องจากการบุกรุกและขยายพื้นที่ทำการเกษตรแบบครบวงจรที่เน้นการปลูกพืชเศรษฐกิจและขยายพื้นที่สร้างเมืองใหม่ โดยเฉพาะในเขตอำเภอสนามชัยเขต ที่มีการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อการค้าและการส่งออกกันมาก เช่น มันสำปะหลัง อ้อย สัปปะรด รวมทั้งมีการส่งเสริมการปลูกสวนป่าเชิงพาณิชย์ ปลูกไม้เศรษฐกิจ คือ ยูคาลิปตัส และมีการสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องแบบครบวงจรของภาคเอกชนซึ่งส่งผลให้ป่าไม้ลดน้อยลง คุณภาพของดินเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว คุณภาพของสิ่งแวดล้อมก็เลวร้ายขึ้น
อย่างไรก็ตามในพื้นที่เป้าหมายโครงการซึ่งผ่านการส่งเสริมกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมมาระยะพอสมควรเกษตรกรเกิดตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อม มีการรื้อฟื้นสภาพป่าธรรมชาติขึ้นมาเป็นป่าตามหัวไร่ปลายนา และมีการปลูกเสริมพันธุ์พืชในแปลงเกษตรของชาวบ้านเองทำให้พันธุ์พืชในพื้นที่มีความหลากหลายขึ้นทั้งชนิดของไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ใช้สอย เช่น ไม้ยาง ไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้รัง ต้นไผ่ป่า เป็นต้น มีพันธุ์พืชผักพื้นบ้านที่เป็นอาหาร เช่น ชะอม แต้ว ชะมวง เสม็ด ดอกดิน (กระเจียว) หวาย ผักหวานป่า ข่าป่า ฯลฯ และยังคงมีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของท้องถิ่น เช่น พันธุ์ตะเภาแก้ว พันธุ์เหลืองประทิว พันธุ์หอมจันทร์ พันธุ์ขวัญชัย มีการเพาะปลูกและเก็บรักษาพันธุ์ไว้
2. ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรเป้าหมาย
2.1 ลักษณะทางสังคม
ชาติพันธุ์การตั้งชุมชนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณป่าเสื่อมโทรมในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแควระบม-สียัด โดยชาวบ้านส่วนใหญ่อพยพย้ายถิ่นมาจากภาคอีสานเข้ามาจับจองที่ดินทำกินและรับจ้าง ซึ่งพบว่าบางหมู่บ้านชาวบ้านใช้ภาษาอีสานในการสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ และอายุการตั้งชุมชนอยู่ระหว่าง 50-100 ปี
การตั้งถิ่นฐานเป็นลักษณะการตั้งชุมชนแบบดั้งเดิม คือ กระจัดกระจายตามสองฝั่งแควระบม-สียัด และเส้นทางคมนาคม เช่น หมู่บ้านยางแดง หมู่บ้านวังไทร หมู่บ้านบางพะเนียง เป็นต้น บางหมู่บ้านเป็นชุมชนตั้งใหม่ผู้คนส่วนใหญ่อพยพย้ายถิ่นมาจากภาคอีสาน ส่วนใหญ่จะปลูกบ้านกระจุกตัวเป็นกลุ่ม แยกออกจากที่ดินทำกิน เช่น หมู่บ้านสระไม้แดง สำหรับหมู่บ้านห้วยน้ำใส เป็นชุมชนที่จัดตั้งขึ้นโดยมูลนิธิฉะเชิงเทราเพื่อการพัฒนา โดยจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรผู้เข้าอยู่อาศัยในชุมชนครัวเรือนละ 15 ไร่
2.2 ลักษณะทางเศรษฐกิจ
2.2.1 การประกอบอาชีพ
อาชีพ ร้อยละ 70 ทำนาปลูกข้าว ทำไร่มันสำปะหลัง ปลูกไม้ผล พืชผักอายุสั้น ผักกินยอด และเลี้ยงสัตว์ อีกร้อยละ 30 รับจ้าง เป็นแรงงานในภาคเกษตรและรับจ้างทั่วไป
รายได้ มีรายได้ 2 ทางคือ รายได้ที่รับเป็นตัวเงิน และรายได้ที่ไม่ใช่ตัวเงิน ได้แก่ ผลผลิตทางการเกษตรที่เก็บไว้บริโภคเองในครัวเรือน เป็นต้น
สำหรับรายได้ที่เป็นตัวเงิน รวมทั้งภูมินิเวศน์ 7,577,395 บาท เฉลี่ย 109,817.3 บาทต่อครัวเรือนต่อปี
ประเภทของรายได้ มาจาก 1) รายได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ ขายข้าว พืชไร่ พืชผัก ไม้ผล และสัตว์เลี้ยง 2) รายได้จากการขายผลผลิตแปรรูป 3) รายได้จากการรับจ้างทั้งในภาคเกษตรและรับจ้างทั่วไป 4) รายได้จากที่ลูกหลานไปรับจ้างและส่งเงินมาให้ 5) รายได้จากค่าตอบแทนและเงินเดือน 6) รายได้จากการหาของป่าขาย และ 7) รายได้อื่น ๆ
รายจ่าย รายจ่ายมีทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ส่วนที่เป็นตัวเงินรวม 7,083,281 บาทเฉลี่ย 102,656.25 บาทต่อครัวเรือนต่อปี
ประเภทรายจ่าย ประกอบด้วย 1) การลงทุนทำการเกษตร ได้แก่ ค่าพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ค่าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ ค่าจ้างแรงงาน ค่าเช่าที่ 2) ค่าอาหาร 3) ซื้อเครื่องนุ่งห่ม 4) การศึกษาบุตร 5) ค่ารักษาพยาบาลและเวชภัณฑ์ 6) ชำระหนี้ 7) การลงทุนอื่นๆ 8) ค่าใช้จ่ายสังคมและบันเทิง 9) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
เงินออม มียอดเงินออมรวม 1,187,830 บาท แหล่งเงินออมส่วนใหญ่ คือ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนาของหมู่บ้าน และมีออมเพียงเล็กน้อยไว้กับสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพาณิชย์
หนี้สิน รวมยอดหนี้ทั้งหมด 3,237,354 บาท โดยมีครัวเรือนที่ไม่มีหนี้สิน จำนวน 6 ครัวเรือน
2.2.2ศาสนา ประเพณีและความเชื่อ
เกษตรกรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก มีนับถือศาสนาคริสต์เป็นเพียงส่วนน้อย สำหรับประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาได้แก่ การทำบุญเดือน 3 ภายหลังที่ชาวบ้านเก็บข้าวขึ้นยุ้งแล้ว พอถึงเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ จะมีการทำบุญก่อนจึงจะสามารถนำข้าวเปลือกออกจากยุ้งได้ นอกจากนั้นก็จะมีประเพณีเหมือนกับท้องถิ่นอื่นๆ เช่น ทำบุญในวันตรุษสงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา งานบุญผ้าป่า ทอดกฐิน งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น
3. แบบแผนการผลิตของครัวเรือน/และการทำเกษตรยั่งยืน
3.1 จำนวนครัวเรือน
ครัวเรือนเป้าหมายของโครงการนำร่องฯ ภูมินิเวศน์ฉะเชิงเทรามี 69 ครัวเรือน
3.2 พื้นที่ทำเกษตรยั่งยืน พื้นที่ดินทั้งหมดของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกประมาณ 1,702.75 ไร่ เฉลี่ยแต่ละครัวเรือนมีที่ดินทำการเกษตรระหว่าง 10-50 ไร่ และมีพื้นที่ทำการเกษตรยั่งยืนโดยเฉลี่ย 3.3 ไร่ต่อครัวเรือน
3.3 เพศ / อายุ / การศึกษา
จากการสำรวจข้อมูล 69 ครัวเรือนในเบื้องต้น มีจำนวนประชากรรวม 350 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 176 คน และเพศชาย 174 คน อายุของหัวหน้าครัวเรือน น้อยที่สุด 22 ปี มากที่สุด 62 ปี การศึกษาส่วนใหญ่ระดับประถมศึกษา
3.4 หนี้สิน สาเหตุการเป็นหนี้สิน คือ 1) กู้เพื่อเป็นทุนในการทำเกษตร 2) กู้เพื่อใช้จ่ายภายในครัวเรือน 3) กู้เพื่อเป็นทุนในการศึกษาของบุตร แหล่งยืมหนี้สิน คือ 1) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 2) กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนาของหมู่บ้าน 3) กองทุนเพื่อสังคม (ซิฟ) 4) นายทุนและเพื่อนบ้าน 5) สหกรณ์การเกษตร
3.5 แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ 4 แหล่ง เป็นแหล่งหาอาหารของชาวบ้านและใช้น้ำเพื่อการเกษตรบ้างเล็กน้อย คือ
(1) คลองระบม ไหลผ่านหมู่บ้านยางแดง หมู่บ้านแหลมเขาจันทร์
(2) คลองสียัด ไหลผ่านหมู่บ้านสระไม้แดง หมู่บ้านห้วยกบ หมู่บ้านทุ่งยายชี หมู่บ้านท่าม่วงหมู่บ้านวังไทร หมู่บ้านบางพะเนียง
(3) ห้วยยางแดง ไหลผ่านหมู่บ้านยางแดง
(4) แหล่งน้ำธรรมชาติหนองเสม็ด ที่หมู่บ้านห้วยน้ำใส
แหล่งน้ำ 4 แหล่ง เป็นที่อาศัยของพันธุ์ปลาธรรมชาติมากกว่า 20 ชนิด เช่น ปลาชะโด ปลากระทิง ปลาหลด ปลาทก ปลาเนื้ออ่อน ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ ปลาไหล ปลาน้ำเงิน ปลาน้ำแดง ฯลฯ สำหรับน้ำเพื่อการทำนา ทำไร่ ส่วนมากจะใช้น้ำฝน ส่วนบ่อน้ำตื้นใช้ในการอุปโภค บริโภคในครัวเรือน สระน้ำใช้ในการเกษตรปลูกพืชผักอายุสั้น ผักกินยอด ไม้ผล ไม้ใช้สอยและใช้ในการเลี้ยงปลา เป็นต้น
จากการจัดแบ่งระดับการพัฒนาเกษตรกรเป็น 3 ระดับคือ ระดับก้าวหน้า ระดับปานกลาง และระดับเริ่มต้น พบว่าแต่ละระดับมีจำนวน 1 ใน 3 ของครัวเรือนทั้งหมด
3.6 รูปแบบการทำเกษตรยั่งยืน
การใช้พื้นที่ในการผลิตจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ระบบเดิมร้อยละ 70 ระบบเกษตรยั่งยืนร้อยละ 30 ระบบเดิมใช้พื้นที่ปลูกข้าวร้อยละ 40 โดยเป็นลักษณะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและมีการใช้ยากำจัดวัชพืชและปุ๋ยเคมีในแปลงเกษตรบ้างแต่ไม่มาก อีกร้อยละ 30 ปลูกพืชไร่ เป็นแบบเชิงเดี่ยว ยังไม่มีการปลูกพืชอย่างอื่นหมุนเวียนในแปลงและการปลูกพืชไร่ เกษตรกรจะเน้นการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ดินที่เคยดีกลายเป็นดินที่เสื่อมโทรมและมีสารเคมีตกค้างในดินมาก
ระบบเกษตรยั่งยืน มีการปลูกพืชผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกผักกินยอด ปลูกไม้ผล ไม้ใช้สอย สมุนไพรไว้ใช้ในครัวเรือน บางครอบครัวมีการเลี้ยงสัตว์ใหญ่ เช่น ควาย วัว หมู แต่ส่วนมากเกือบทุกครอบครัวจะเลี้ยงไก่เพื่อบริโภคในครัวเรือนและขาย มีเกษตรกรร้อยละ 40 ที่ผลิตโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในแปลงเกษตร และอีกร้อยละ 60 อยู่ระหว่างลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี หันมาใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยชีวภาพแทน และมีการปรับปรุงดินด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่ว
3.7 การถือครองที่ดิน/เอกสารสิทธิ์ พื้นที่ของเกษตรกรเป้าหมาย 69 ครัวเรือน พบว่ามีเอกสารสิทธิ์ในที่ทำกินเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้
(1) สปก 4-01 จำนวน 698 ไร่
(2) บภท.5 จำนวน 488 ไร่
(3) โฉนด จำนวน 279 ไร่ 2 งาน
(4) สทก. จำนวน 105 ไร่
(5) นส 3ก จำนวน 94 ไร่ 3 งาน
(6) ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 28 ไร่ 2 งาน
(7) นส.2 จำนวน 9 ไร่
3.8 กิจกรรมการผลิต
ข้าว มีทั้งการปลูกข้าวพันธุ์ดั้งเดิมและข้าวที่ได้รับการส่งเสริมพันธุ์ เช่น ข้าวพันธุ์ตะเภาแก้ว ข้าวพันธุ์เหลืองประทิว ข้าวพันธุ์หอมจันทร์ ข้าวพันธุ์ขวัญชัย หอมอ้ม ข้าวมะลิแดง ข้าวขาวมะลิ ข้าวพันธุ์นางฟ้า ข้าวขาวหลวง ขาวตาแห้ง พันธ์ขาวตาเจือ พันธุ์หางปลาไหล พันธุ์เหลืองอ่อน ข้าวหอมมะลิ 105 ปทุมธานี 1 สุพรรณ 4 พิษณุโลก 60 เป็นต้น
พืชผัก มีการปลูก ชะอม เสม็ด ผักหวานป่า ผักแต้ว ชะมวง ยอดหวาย ดอกดิน ถั่วฝักยาว ถั่วพู ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว กระเพรา โหระพา ผักหนาม ผักกูด ชะพลู พริก มะเขือ มะรุม ฯลฯ
พืชไร่ มันสำปะหลัง สับปะรด ยูคาลิปตัส มะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง ยางพารา
ไม้ผล ส้มโอ ลำไย มะม่วง มะพร้าว กล้วย ขนุน เงาะ มังคุด ส้มเขียวหวาน มะปราง มะกอกน้ำ ทุเรียน มะขามเปรี้ยว ฝรั่ง กระท้อน ชมพู่ พุทรา มะยม ระกำ สละ มะยงชิด มะละกอ ละมุด ยอ มะเฟือง มะไฟ น้อยหน่า ลิ้นจี่ป่า ฯลฯ
ไม้ใช้สอย ได้แก่ สะเดา นนทรี ไผ่รวก ไผ่ตง ไผ่สีสุก ไผ่ป่าไผ่เลี้ยง ขี้เหล็ก กระทินเทพา ตีนเป็ด ประดู่ ไม้ยางนา กระบก ตะเคียน พะยอม ไม้แดง คูน นุ่น มะหาด ไม้มะค่า ฯลฯ
สัตว์เลี้ยง ได้แก่ ไก่ เป็ด หมู วัว ควาย กระต่าย และเลี้ยงปลา ซึ่งส่วนใหญ่จะเลี้ยงไก่และปลาไว้บริโภคในครัวเรือนและขาย
3.9 เป้าหมายในการผลิต
ข้าว ปลูกเพื่อการบริโภคและขาย
พืชไร่ ปลูกเพื่อขาย
ไม้ผล ปลูกเพื่อการบริโภคและขาย
พืชผัก ปลูกเพื่อการบริโภคและขาย
ไม้ใช้สอย ปลูกเพื่อการใช้สอยในครัวเรือนและขาย
สัตว์เลี้ยง ประเภทสัตว์ใหญ่ เช่น ควาย วัว หมู เลี้ยงไว้ขายและใช้ประโยชน์จากมูลสัตว์ ส่วนไก่และเป็ดเลี้ยงเพื่อบริโภคและเหลือขายและใช้มูลทำปุ๋ย ส่วนปลามีทั้งเลี้ยงไว้บริโภคและขาย
3.10 การใช้แรงงานและเทคโนโลยี
เกษตรกรส่วนมากจะใช้แรงงานในครัวเรือนและจ้างแรงงานคนในการทำงานในแปลงเกษตร มีบางส่วนใช้การถือแรงกันในหมู่บ้าน เช่น การทำนา ทำไร่ สำหรับการไถพรวนดิน การไถปรับพื้นที่จะใช้รถไถซึ่งมีทั้งรถไถเดินตามของเกษตรกรเอง และจ้างรถไถ
3.11 การใช้สารเคมี
สารเคมีที่ยังมีการใช้อยู่ในพื้นที่ ได้แก่ ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมี
3.12 ความเชื่อและพิธีกรรม
พิธีกรรมจะเป็นการบวงสรวง กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อปกปักรักษาให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ให้ปลูกพืชผลอุดมสมบูรณ์ ให้ทำมาค้าขายดีและขอบคุณเมื่อการผลิตได้ผลดี รูปแบบพิธีกรรม อย่างเช่น ประเพณีเอาข้าวขึ้นยุ้ง การสู่ขวัญข้าว ช่วงเดือนมกราคม การทำบุญเดือน 3 ช่วงปลายกุมภาพันธ์ก่อนเอาข้าวออกจากยุ้ง ตรุษจีนและไหว้เจ้า สารทไทย การเลี้ยงผีบ้าน เป็นต้น
3.13 การจัดการผลผลิต
บางส่วนมาทำการแปรรูปและจำหน่ายเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตอีกทางหนึ่ง รวมทั้งมีการรวมกลุ่มเพื่อขายผลผลิตร่วมกันทั้งภายในชุมชนและตลาดนอกชุมชน
3.14 การเป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่าย
(1) กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนา มีวัตถุประสงค์การก่อตั้งเพื่อระดมการออมภายในของกลุ่ม และชุมชน เพื่อสร้างเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาของสมาชิกในกลุ่มและเพื่อสร้างสวัสดิการของชุมชน
(2) เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนาระหว่างหมู่บ้านเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์การก่อตั้งเพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างผู้นำหมู่บ้าน เพื่อสร้างเครือข่ายการศึกษาเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชนเป้าหมาย และเพื่อเป็นแกนกลางในการประสานทรัพยากรและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนและพันธมิตรอื่นๆ