ภูมินิเวศน์สุพรรณภูมิ

 

1. สภาพพื้นที่เป้าหมาย

 

1.1 ที่ตั้งชุมชนเป้าหมาย/การตั้งถิ่นฐานของชุมชน

 
จังหวัดสุพรรณบุรี

เกษตรกรที่เป็นสมาชิกโครงการนั้นอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล 3 อำเภอ ได้แก่ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช ตำบลโคกโคเฒ่า อำเภอเมือง ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ โดยมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 คน

 

จังหวัดกาญจนบุรี

เกษตรกรที่เป็นสมาชิกโครงการ อยู่ในพื้นที่ 2 ตำบล 1 อำเภอ คือ ตำบลทุ่งกระบำ และตำบลหนองโสน อำเภอเลาขวัญ โดยมีสมาชิก 28 คน

 

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เกษตรกรที่เป็นสมาชิกโครงการอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล 1 อำเภอ คือ ตำบลบางนมโค ตำบลบ้านหลวง ตำบลสามตุ่ม อำเภอเสนา โดยมีสมาชิก 24 คน

 

1.2   ลักษณะทางกายภาพ/ภูมิอากาศ

 

จังหวัดสุพรรณบุรี

พื้นที่ในจังหวัดสุพรรณบุรีในอำเภอเดิมบางนางบวชนั้นมีลักษณะเป็นที่ราบเชิงเขา บางส่วนเป็นเขากระโดดหรือเนินเขา ประกอบด้วยคลื่นดอนลาด ในฤดูฝนมักจะมีน้ำหลากและมีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม ในอำเภอศรีประจันต์และอำเภอเมืองนั้นลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบตะกอนลำน้ำ เหมาะแก่การทำนาและมีคลองชลประทานและแม่น้ำสุพรรณหรือแม่น้ำท่าจีนไหลผ่าน ทำให้สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปีและในบางปีที่น้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำขังในพื้นที่บางส่วน

 

ภูมิอากาศในพื้นที่ มีลักษณะร้อนชื้น กล่าวคือได้รับอิทธิพลจากลมใต้พัดผ่านตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม และในเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคมนั้นจะเป็นฤดูฝนที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และฤดูหนาวในเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปริมาณน้ำฝนในปี 2543 นั้นทั้งสิ้น 1,112.1 มิลลิเมตร มีจำนวนฝนตก 104 วัน อุณหภูมิสูงสุดที่วัดได้ 38.7 องศาเซลเซียสในเดือนเมษายนและอุณหภูมิต่ำสุดที่ 15.6 องศาเซลเซียสในเดือนกุมภาพันธ์

 

จังหวัดกาญจนบุรี

พื้นที่โครงการในจังหวัดกาญจนบุรีมี 1 อำเภอ คือ อำเภอเลาขวัญ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรีและลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกัน คือ เป็นที่ราบเชิงเขา มีเขาเตี้ย ๆ เป็นระยะ แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ ปริมาณน้ำเพื่อการเกษตรที่ยังขาดแคลน สามารถทำการเกษตรได้ปีละครั้ง เนื่องจากอยู่มนพื้นที่อับฝนและไม่มีระบบชลประทานในการกักเก็บน้ำในเพื่อใช้ในฤดูแล้ง เมื่อถึงฤดูแล้งจะแล้งจัดคล้ายกับพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

 

ภูมิอากาศในพื้นที่นั้นมีลักษณะร้อนชื้น ในช่วงฤดูแล้งค่อยข้างยาวนาน ซึ่งปริมาณน้ำฝนต่อปี น้อยกว่า 800 มิลลิเมตร เนื่องจากเป็นพื้นที่อับฝนและลักษณะดินเป็นดินทรายไม่สามารถอุ้มน้ำได้ ในฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 15 – 20 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

 

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่โครงการมีทั้งสิ้น 3 ตำบล ใน 1 อำเภอ คือ อำเภอเสนา ลักษณะทางกายภาพจะแตกต่างจากพื้นที่อื่นมาก คือเป็นพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ที่เรียกว่า “ที่ราบลุ่มเดลต้า” ซึ่งเกิดจากการที่แม่น้ำไหลพัดพาเอาเศษหิน ดิน ทรายมาทับถมเป็นเวลายาวนานจนกลายเป็นที่ราบกว้าง พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่จึงเป็นทุ่งนาและไม่มีภูเขา ไม่มีพื้นที่ป่า แต่เมื่อถึงคราวถึงหน้าน้ำหลาก จะเกิดปัญหาน้ำท่วมในลักษณะน้ำท่วมทุ่งในเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ในอำเภอเสนานั้นมีแม่น้ำสานสำคัญไหลผ่านคือ แม่น้ำน้อย และมีคลองเล็ก คลองน้อยเชื่อมโยงรับน้ำเข้าไปทั่วถึงทุกพื้นที่ เช่น คลองเจ้าเจ็ด คลองขนมจีน

 

ภูมิอากาศในพื้นที่นั้น ในฤดูฝนจะเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคมหรือเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนตุลาคม ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมหรือเดือนมิถุนายนฝนจะเริ่มตกและตกถี่ขึ้นในเดือนสิงหาคมหรือเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเดือนที่ฝนตกชุกมากที่สุด อันได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ส่วนหนึ่งและลมมรสุมของพายุดีเปรสชั่นจากทะเลจีนใต้ รวมระยะเวลาของฤดูฝนประมาณ 5 เดือน ในฤดูหนาวเริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนตะเป็นระยะเปลี่ยนจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวคือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มอ่อนกำลังลง ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามาแทนที่ ซึ่งอุณหภูมิจะไม่ลดต่ำมากนักเพราะอยู่ใกล้อ่าวไทย ไออุ่นจากทะเลทำให้หนาวน้อยลง รวมระยะของฤดูหนาวประมาณ 3 เดือน ในฤดูร้อนเริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน  เมื่ออิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออ่อนตัวลงทำให้อากาศร้อนชื้นและจะอบอ้าวที่สุดในเดือนเมษายน แต่จะไม่ร้อนมากนัก เนื่องจากมีแม่น้ำลำคลองมากมายทำให้ช่วยคลายความร้อนได้ รวมระยะเวลาของฤดูร้อนประมาณ  4  เดือน

 

1.3 ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติและระบบนิเวศ

 

จังหวัดสุพรรณบุรี

ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติของพื้นที่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมแก่การเพาะปลูกพืชในทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ ทำนาหรือทำสวน ด้วยเหตุผลของลักษณะพื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มานาน รวมทั้งมีทรัพยากรน้ำที่เหมาะสมกับระบบการผลิต ในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวชนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมทำนา ทั้งนาปีและนาปรัง ในรอบ  1  ปีสามารถทำนาได้ถึง  3  ครั้ง และยังมีการทำสวนและทำไร่เพิ่มเติม  เช่น  สวนมะม่วง  สวยผักไร่ข้าวโพด  เป็นต้น  ส่วนพื้นที่ในอำเภอศรีประจันต์เกษตรกรนิยมทำนาแห้ว  นาข้าวและสวนผัก  ซึ่งมีน้ำเพียงพอต่อการผลิตและสามารถมีกิจกรรมการผลิตได้ตลอดทั้งปี  ในพื้นที่อำเภอเมืองนั้นเกษตรกรจะทำนาเป็นอาชีพหลักและในรอบ  1  ปีก็สามารถทำนาได้ปีละหลาย ๆ ครั้งและสามารถทำสวนผลไม้  สวนผักควบคู่กันไปด้วย

 

ระบบนิเวศของพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีนั้นค่อนข้างจะขาดความสมดุลย์ เนื่องจากเน้นการเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อการค้า  จากการที่มีทรัพยากรน้ำเพียงพอที่จะทำนาได้ปีละ  3  ครั้ง  จึงเกิดการใช้สารเคมีและสารกระตุ้นทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ผลผลิตตามความต้องการ โดยให้ความสำคัญกับการได้ผลผลิตทางการเกษตรมากกว่าการคำนึงถึงระบบนิเวศที่สร้างการเกื้อกูลกันระหว่างพืช  สัตว์และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการทำลายแมลงศัตรูพืช  เกิดการทำลายห่วงโซ่อาหาร  การให้ความสำคัญกับพืชที่ปลูกมากเกินไปจนขาดการให้ความสำคัญกับพืชข้างเคียงที่คอยเกื้อหนุนกัน  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้ถูกลดความสำคัญลงไปจนไม่เห็นคุณค่าของความสมดุลย์ทางธรรมชาติ

 

จังหวัดกาญจนบุรี

ในพื้นที่อำเภอเลาขวัญนั้น ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติจะเป็นพืชที่สามารถทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนและอดทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้  โดยเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมทำนาปีตามฤดูกาล ซึ่งใช้พันธุ์ที่สามารถทนต่อสภาพอากาศแล้งได้ดีและการทำไร่  ได้แก่  มันสำปะหลัง  อ้อย  ข้าวโพด  ซึ่งใช้พื้นที่ในการปลูกมากและมีความเหมาะสมกับพื้นที่ที่เป็นที่ราบเชิงเขา  ไม่ต้องการการดูแลรักษามาก  นอกจากนี้ยังมีการปลูกผักที่สามารถเจริญเติบโตในพื้นที่ได้  เช่น  ฟักทอง  ถั่วเหลือง  เป็นต้น

 

สภาพทางนิเวศนั้น จากสภาพพื้นที่ที่มีการทำไร่ ไม่ว่าจะเป็นสำปะหลัง อ้อยนั้น สภาพพื้นดินจึงไม่มีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอที่จะปลูกพืชชนิดอื่นได้ กอปรกับปริมาณน้ำเพื่อการเกษตรในแต่ละปีไม่เพียงพอ สภาพพื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์น้อย อันเป็นผลมาจากกระบวนการผลิตที่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีในพืชไร่ ทำให้ความสมดุลย์ทางธรรมชาติลดลง สามารถสังเกตได้จาก ทางเลือกในการปลูกพืชชนิดอื่นของเกษตรกรมีไม่มาก จึงถูกจำกัดให้ปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำ ๆ เรื่อยไป ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่จึงลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ

 

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติในพื้นที่มีลักษณะที่ทนต่อสภาพน้ำท่วมได้นาน เนื่องจากพื้นที่ในฤดูน้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่จะทำนา ซึ่งลักษณะพันธุ์ที่ใช้จะเป็นพันธุ์ข้าวขึ้นน้ำหรือพันธุ์ข้าวน้ำตมที่สามารถทนต่อระยะเวลาน้ำท่วมได้เป็นเวลานาน สภาพอากาศในพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกพืชได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หลาย ๆ ชนิดและพืชผักตามฤดูกาล ดังนั้นจึงมีความหลากหลายของพืชพรรณธรรมชาติ

 

ตามลักษณะพื้นที่ที่มีความหลากหลายของพืชพรรณ ทำให้เกิดระบบนิเวศที่สมดุลย์ในระดับหนึ่ง ซึ่งเกิดจากทรัพยากรน้ำที่เพียงพอตลอดปี

 

2.  ลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย

 

2.1   ลักษณะทางสังคม

 

จังหวัดสุพรรณบุรี

ลักษณะทางสังคมของเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นสังคมเกษตรพาณิชย์ ที่มุ่งผลิตเพื่อการค้าเป็นหลัก ลักษณะที่เกิดขึ้นคือ การใช้ทรัพยากรในการลงทุนกับการเกษตรสูง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน แรงงาน และเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตขั้นสูง อีกเหตุผลหนึ่งคือ ในเขตพื้นที่ภาคกลางนั้น สามารถรับกระแสการพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ ได้รวดเร็วและมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากอยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร ยกตัวอย่างเช่น หากตอนนี้ราคาผลผลิตของพันธุ์ข้าวชนิดใดได้ราคาดีก็จะหันมาปลูกพันธุ์นั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด แสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายการผลิตเพื่อการพาณิชย์ อีกปัจจัยหนึ่ง คือ ทรัพยากรต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเกษตร พื้นที่เพาะปลูกที่มีจำนวนมาก ดังนั้นโครงสร้างการผลิตของจังหวัดสุพรรณบุรี จึงขึ้นอยู่กับสาขาการเกษตรเป็นหลัก รองลงมาคือ อุตสาหกรรม การค้า และบริการ รายได้เฉลี่ยต่อคนเท่ากับ 50,576 บาทต่อปี และรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเท่ากับ 12,409 บาทต่อเดือน ซึ่งรายได้หลักมาจากการทำเกษตร ภาพรวมของสังคมเกษตรกรรมในจังหวัดสุพรรณบุรีจึงเป็นสังคมเกษตรเชิงพาณิชย์ที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงต่อระบบเศรษฐกิจ

 

ลักษณะทางวัฒนธรรมและความเชื่อ ในสังคมเกษตรในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้น ถึงแม้ว่ารูปแบบการทำเกษตรจะอิงเชิงพาณิชย์ แต่ยังมิได้ทำลายวัฒนธรรมอันดีงามทางด้านการผลิต แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลง คือ ค่านิยมสมัยใหม่ที่เข้ามาแทน คือ ต้องการความสะดวกรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีปริมาณมาก วัฒนธรรมบางอย่างได้เลือนหายไปบ้างตามกิจกรรมการผลิตที่ปรับเปลี่ยน เกษตรกรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและมีวัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งความเชื่อตามหลักพุทธศาสนา พิธีกรรมด้านการเกษตรที่ยังนับถือปฏิบัติอยู่คือ พิธีแรกนาขวัญ พิธีรับขวัญข้าวท้อง พิธีแรกเกี่ยว พิธีรับขวัญข้าวขึ้นลาน ซึ่งเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล ไม่ได้จัดรวมเป็นกลุ่มหรือชุมชน

 

จังหวัดกาญจนบุรี

ลักษณะทางสังคมในอำเภอเลาขวัญ เป็นสังคมเกษตรที่มีจุดมุ่งหมายการผลิตเพื่อจำหน่ายและเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว กล่าวคือ มุ่งผลิตเพื่อการค้าและนำรายได้จากการค้านั้นมาจุนเจือครอบครัว ด้วยเหตุผลด้านระบบการผลิต ที่มีผลผลิตตามฤดูกาล ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ การควบคุมและการจัดการผลผลิตให้เป็นไปตามความต้องการจึงมีน้อย ไม่เหมือนกับที่จังหวัดสุพรรณบุรี เกษตรกรต้องดิ้นรนทำการเกษตรเพื่อการอยู่รอด ในบางปีผลผลิตทางการเกษตรได้ผลผลิตไม่เพียงพอกับการลงทุนทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาการอพยพแรงงาน ช่วงอายุของเกษตรกรในพื้นที่จะอยู่ระหว่าง 35–50 ปี ความลำบากที่เกิดจากตัวแปรต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคด้านการทำเกษตร ไม่ว่านะเป็นปริมาณน้ำฝน สภาพดิน แรงงาน เงินทุนทำให้เป็นสังคมเกษตรที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว

 

ประเพณีวัฒนธรรม รวมทั้งความเชื่อต่าง ๆ ในระบบการผลิต ยังมีความหลากหลายและเกษตรกรยังให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางศาสนาอยู่ เนื่องจากเกษตรกรยังมีเวลาเพียงพอในการคิดทำกิจกรรม ไม่เร่งรีบเพื่อสร้างผลผลิตตอบสนองตลาด เช่น พิธีทำขวัญข้าว พิธีแห่นางแมว พิธีรับขวัญข้าวท้อง พีธีแรกเกี่ยวและการลงแรงแลกเปลี่ยนแรงงานในชุมชน รวมทั้งยังมีความเชื่อเรื่องการบนบานศาลกล่าวเจ้าที่ เพื่อให้เกิดกำลังใจในการทำเกษตรที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ส่วนพิธีกรรมอื่น ๆ ก็คล้ายกับพุทธศาสนิกชนทั่วไป

 

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ลักษณะทางสังคม ที่สมาชิกในชุมชนมีความหลากหลายในเรื่องอาชีพมากกว่าพื้นที่อื่น เช่น เกษตรกรรม รับจ้าง อุตสาหกรรม ข้าราชการ ค้าขาย ซึ่งในบางคนมีหลายอาชีพ จึงมีการผสมกันระหว่างเมืองและชนบท เมื่อ 10 ปีที่แล้วนั้น คนในชุมชนยังประกอบอาชีพเกษตกรรมเป็นหลักและเมื่อมีการโยกย้ายฐานการผลิตของโรงงานอุสาหกรรมเข้ามาในพื้นที่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ เริ่มมีอาชีพอื่น ๆ เข้ามาในชุมชนมากขึ้น มีคนจากต่างถิ่นเข้ามาอาศัยเป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม มีความหลายหลายของชาติพันธุ์ รูปแบบการทำเกษตรจึงเปลี่ยนไปตามภาวะการเปลี่ยนแปลงของชุมชน เช่น การปลูกผักเพื่อบริโภคอย่างเดียวมาสู่การแปรรูปผลผลิตเพื่อจำหน่ายให้สมาชิกในชุมชนที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

วัฒนธรรมประเพณีในพื้นที่ค่อนข้างโดดเด่น เนื่องจากประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัดที่เก่าแก่และมีการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีจากรุ่นสู่รุ่น ในพื้นที่ได้จัดตั้งชุมชนริมน้ำ โดยใช้ชื่อ “ชุมชนวัฒนธรรมคลองขนมจีน” การที่มีแม่น้ำลำคลองไหลผ่านชุมชนหลายชุมชน เป็นตัวเชื่อมโยงวัฒนธรรมที่ถูกสืบทอดตามวิถีชีวิตริมสายน้ำ เช่น เทศกาลลอยกระทง การเล่นเพลงเรือ ความเชื่อที่โดดเด่นก็คือ ความเชื่อเกี่ยวกับข้าว เนื่องจากเกษตรส่วนใหญ่ทำนา ประเพณีที่สามารถสร้างขวัญและกำลังใจ จึงเป็นความเชื่อเรื่อง แม่โพสพ ที่ถูกสืบทอดมาเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าปัจจุบันสภาพทางสังคมจะเปลี่ยนแปลง แต่เกษตรกรบางส่วนยังมีความเชื่อในเรื่องดังกล่าวอยู่อย่างเหนียวแน่น

 

2.2  ฐานทรัพยากร

 

2.2.1 ที่ดิน  ทรัพยากรดินในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัดมีทั้งลักษณะคล้ายคลึงและแตกต่างกันไป กล่าวคือ ที่คล้ายกัน คือ มีความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ใช้สำหรับทำการเกษตรถูกระบบการเกษตรสมัยใหม่ที่มุ่งใช้สารเคมี เช่นสารกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ยเคมีสำหรับทำเกษตรลงไปในดินเพียงเพราะความเข้าใจผิดหรือหวังผลผลิตเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่มิได้ให้ความสำคัญถึงความอุดมสมบูรณ์ในระยะยาว แนวคิดของเกษตรกรส่วนหนึ่งถูกหลอกให้หลงเชื่อหรือชักจูงจากพ่อค้าปัจจัยการผลิตต่าง ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในขั้นสุดท้ายแล้วเกษตรกรหลายคนได้สามารถตระหนักถึงผลเสียจากการใช้สารเคมีหรือสารสังเคราะห์ในระบบการผลิตแล้วในทุกพื้นที่ แต่ด้วยระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ที่ต้องเร่งสร้างผลผลิตเพื่อความมีอยู่มีกินในช่วงระยะเวลาในปีต่อไป จึงเป็นตัวบังคับให้เกษตกรต้องใช้กระบวนการผลิตนั้นเพื่อตอบสนองต่อระบบต่อไป ซึ่งสถานการณ์จะคล้ายคลึงกันในทุกพื้นที่ ในส่วนที่มีความแตกต่างนั้นอยู่ที่การจัดการทรัพยากรดินตามระบบการเพาะปลูกในพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นเกษตรกรจะมีการแบ่งแปลงเพื่อเพาะปลูกพืชแตกต่างชนิดกันไป เช่น ในอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรีจะมีการแบ่งแปลงสำหรับทำนาแห้วแปลงหนึ่ง อีกแปลงหนึ่งทำนาข้าว เพื่อที่สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ แต่ในอำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรีนั้น ในพื้นที่แปลงเดียวก็จะปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นผลผลิตที่ได้ก็มาจากข้าวอย่างเดียว ซึ่งเหตุผลดังกล่าวก็เกิดขึ้นจากสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินในแต่ละพื้นที่นั้นแตกต่างกัน รวมทั้งปัจจัยเรื่องน้ำเป็นตัวสำคัญอีกตัวหนึ่งด้วย

 

พื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด                  1,955      ไร่

เป็นพื้นที่ของเกษตรกรเอง                             1,300      ไร่

เป็นพื้นที่จากการเช่าพื้นที่ผู้อื่น                         655      ไร่

พื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน                                      326      ไร่

เกษตรกรมีพื้นที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนเฉลี่ย    5.25      ไร่

 

2.2.2 แหล่งน้ำ น้ำถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญสำหรับเกษตรกรไทย ซึ่งทรัพยากรน้ำที่เหมาะสมสำหรับทำการเกษตรย่อมนำไปสู่ระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่ใน 3 พื้นที่ภายในภูมินิเวศน์นั้น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ พื้นที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทรัพยากรน้ำมากเกินความต้องการ ในฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมพื้นที่ไร่นาเกษตรกรทำความเสียหายแก่พืชผลเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มและมีแม่น้ำลำคลองเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพื้นที่ที่มีความสามารถในการจัดการเรื่องน้ำได้อย่างเหมาะสม อาจจะด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อันได้แก่ระบบชลประทานที่สามารถจัดการให้เกิดความเหมาะสมสำหรับทำการเกษตรในทุก ๆ พื้นที่ของจังหวัด ส่วนในเขตพื้นที่อำเภอเลาขวัญจังหวัดกาญจนบุรีนั้นกลับเป็นพื้นที่ที่มีปัหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ ต้องรอน้ำฝนเพื่อทำเกษตรและสภาพพื้นที่เป็นดินทรายไม่สามารถอุ้มน้ำได้และไม่มีระบบชลประทานที่ดีพอ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัญหาใหญ่

 

(1)  ประเภทของแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร

  ก. แหล่งน้ำตามธรรมชาติ เป็นแหล่งน้ำหลักที่ใช้ในการเกษตรอได้แก่ น้ำฝน แม่น้ำ คลองธรรมชาติ คุณภาพในการใช้ค่อนข้างดี เป็นแหล่งน้ำที่เหมาะสำหรับการทำนา

  ข. สระน้ำ ส่วนใหญ่จะเป็นสระน้ำที่เกษตรกรขุดขึ้นเองเพื่อสำรองไว้เพื่อการเกษตรในช่วงที่น้ำน้อย แต่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชที่ที่ต้องใช้น้ำมาก แต่จะใช้สำหรับพื้นที่การเกษตรที่มีพื้นที่น้อยและไม่ต้องการนำมาก

  ค. บ่อน้ำบาดาล จุดมุ่งหมายของการใช้น้ำบาดาลเพื่อใช้อุปโภคภายในครอบครัว แต่หากมีช่วงใดที่ขาดแคลนน้ำ นอกเหนือจากแหล่งน้ำอื่น ๆ ก็จะใช้น้ำจากบ่อน้ำบาดาลเพื่อทำการเกษตรในการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย

  ง. บ่อน้ำตื้น จะเป็นบ่อน้ำตื้นที่ขุดโดยเกษตรกรเองหรือมีหน่วยงานจากภายนอกไปขุดให้เพื่อการอุปโภคและบริโภคภายในชุมชนเป็นหลัก

  ง. แหล่งน้ำอื่น ๆ เช่น น้ำจากการขุดร่องสวน จะมีปริมาณน้อยแต่เพียงพอสำหรับการทำสวนของเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด

 

(2)  ความเพียงพอของแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร

ด้วยลักษณะพื้นที่ภาคกลางเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตรมากแต่ด้วยกิจกรรมการปลูกพืชที่ต้องพึ่งพาน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติอาจจะไม่เพียงพอสำหรับทำการเกษตร แต่สามารถใช้น้ำจากแหล่งน้ำอื่น ๆ ทดแทนได้

 

2.2.3 ป่า ทรัพยากรด้านป่าไม้ในภูมินิเวศน์ ถือว่ามีปริมาณน้อยมากและเกษตรกรไม่ได้ใช้ประโยชน์ เช่น ในอำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่ป่าจะเป็นป่าสาธารณประโยชน์เป็นต้นไม้ขนาดเล็กที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ส่วนในอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ป่าก็มีอยู่ตามเขาเตี้ย ๆ ซึ่งเกษตรกรก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากป่าด้วยเช่นกัน ในอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นก็ไม่มีพื้นทีป่าเลย พื้นที่ส่วนใหญ่จึงเป็นพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

 

2.2.4 ทรัพยากรชีวภาพ ในพื้นที่มีไม่โดดเด่นมากนักและก็เป็นทรัพยากรที่จัดว่ามีอยู่ในทุกพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น ปลาในแม่น้ำในพื้นที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในคลองที่ไหลผ่านใจกลางชุมชนมีปลาเพียงพอต่อการบริโภค ตามคลองซอยทั่วไปก็มีเช่นกัน เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนในจังหวัดกาญจนบุรีก็มีแต่ไม่มากนัก เนื่องจากลักษณะทางภูมิประเทศที่ค่อนข้างแห้งแล้ง

 

2.3 ลักษณะพื้นฐานของเกษตรกร

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในปี 2544 นั้นมีทั้งสิ้น 62 คนโดยสามารถแบ่งเป็นการศึกษาพื้นที่ของเกษตรกรรมของเกษตรกรจำนวน 62 ราย แบ่งตามประเภทการผลิตได้ดังนี้

 

2.3.1 ลักษณะของประชากร

ช่วงอายุของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกในโครงการส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40 – 44 ปี ลำดับต่อมาคือ 45 – 49 ปี และ 50 – 54 ปีตามลำดับ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยผู้ชายมีถึง 40 คนและผู้หญิงมีเพียง 22 คน

 

2.3.2 อาชีพหลักและอาชีพรอง

เกษตรกรที่ทำการศึกษาในครั้งนี้ทั้งสิ้นประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งได้รับการสืบทอดอาชีพจากบรรพบุรุษ อาชีพเกษตรกรที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นทำให้เกิดการถ่ายทอดเป็นมรดกตกทอดในด้านต่าง ๆ  เห็นได้จาก การยกพื้นที่เกษตรกรรมให้แก่ลูกหลานเพื่อประกอบอาชีพ การถ่ายทอดทางด้านความคิดและองค์ความรู้ในการเกษตรหลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ในการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ การบริหารการผลิตต่าง ๆ  แนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงการยึดมั่นในอาชีพเกษตรกรอย่างเหนียวแน่นคือคำพูดที่ว่า “พ่อแม่เป็นชาวนามานานแล้ว ฉันเป็นลูกชาวนา ฉันก็เป็นชาวนา” การยึดมั่นในอาชีพเกษตรกรได้ฝังรากลึกลงในจิตใจ นอกเหนือจากการประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลักแล้ว ประชากรได้ประกอบอาชีพอื่น ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับการทำการเกษตร เช่น การรับจ้างทำสวน รับจ้างปรับพื้นที่ รับจ้างขนถ่ายสินค่าทางการเกษตรเข้าสู่ตลาด และการประกอบอาชีพรองด้านต่าง ๆ เช่น การค้าขาย รับเหมาก่อสร้าง ขับรถส่งนักเรียน ขับรถส่งของและการรับจ้างทั่วไป

 

2.4   ลักษณะทางเศรษฐกิจ

 

2.4.1  รายได้ต่อปีของเกษตรกร

รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน                                     106,821 บาท

รายได้สูงสุดของเกษตรกร                  339,000 บาท

รายได้ต่ำสุดของเกษตรกร                  20,000   บาท

 

2.4.2  แหล่งที่มาของรายได้

รายได้หรือรายรับที่อยู่ในรูปผลตอบแทนที่ออกมาในรูปตัวเงินของเกษตรกร มีแหล่งรายได้หลักมาจากการทำกิจกรรมทางการเกษตร เช่น การจำหน่ายผลผลิต การแปรรูปผลผลิต แต่ไม่ได้หมายความว่า รายได้ของเกษตรกรจะขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตรอย่างเดียว การสร้างอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เข้าครอบครัว เช่น การรับจ้างทั่วไป การค้าขาย การลงทุนด้านธุรกิจต่าง ๆ เป็นแหล่งรายได้ที่มาช่วยจุนเจือครอบครัวด้วย รวมทั้งการได้รับการสนับสนุนจากลูกหลานของเกษตรกรเอง การไปทำงานต่างประเทศ

 

2.4.3  รายจ่ายต่อปีของเกษตรกร

รายจ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือน                                      154,734               บาท

รายจ่ายสูงสุดของเกษตรกร                                1,808,050              บาท

รายจ่ายต่ำสุดของเกษตรกร                                      12,000             บาท

 

2.4.4  การออมทรัพย์

จำนวนเงินออมรวมทั้งสิ้น                                   815,590                บาท

จำนวนเงินออมเฉลี่ยต่อครัวเรือน                         12,477                บาท

จำนวนเงินออมสูงสุดของเกษตรกร                  232,300  บาท

 

2.4.5  หนี้สิน

จำนวนหนี้รวมทั้งสิ้น                                           9,659,200              บาท

จำนวนหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือน                                 150,925              บาท

จำนวนหนี้สูงสุดของเกษตรกร                           1,800,000              บาท

 

ภาวะของการไม่สมดุลกันระหว่างรายได้และรายจ่าย ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุผลในการกู้เงินมานั้นส่วนใหญ่ก็จะนำมาใช้ในการลงทุนด้านการเกษตร เพื่อหวังสร้างรายได้ให้มากขึ้นและอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวตนเองด้วย

 

ปริมาณหนี้สินที่มีจำนวนสูงมาก กลับไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรสำหรับเกษตรกร เนื่องจาก ค่านิยมของการกู้หนี้ยืมสินนั้นได้อยู่ในส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการในครัวเรือนเกษตรกร แต่ในอีกส่วนหนึ่ง นอกจากความไม่สมดุลระหว่างรายจ่ายกับรายได้ที่เกิดขึ้นเป็นประจำแล้ว นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจยังพยายามหยิบยื่นหนี้สินให้แก่เกษตรกร โดยมีเงื่อนไขต่าง ๆ มาล่อใจ เช่น การสามารถกู้เงินได้เป็นจำนวนมาก สามารถผ่อนชำระได้เป็นระยะเวลานาน หรือปัจจัยล่ออื่น ๆ ซึ่งจะเห็นได้จากแหล่งที่มาของเงินกู้และปริมาณเงินกู้ที่มียอดกู้สูงกว่ายอดของรายรับของเกษตรกรเป็นจำนวนมาก

 

3.  แบบแผนการผลิตของครัวเรือน/และการทำเกษตรยั่งยืน

 

3.1  ความเข้าใจต่อระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

การดำเนินชีวิตของเกษตรกรเป็นรูปแบบการยึดกับระบบการผลิตเป็นหลัก  เชื่อมโยงกับสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ  รูปแบบการผลิตที่สามารถตอบสนองการดำรงอยู่ของครอบครัวและชุมชนถูกนำมาจัดลำดับความสำคัญเป็นลำดับแรกโดยการปรับวิถีทางด้วยกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนที่สั่งสมจากบรรพบุรุษ  เกิดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ  รวมทั้งทางด้านเกษตรกรรม เช่น การวางแผนการผลิต  โดยคำนึงถึงปัจจัยที่จะส่งผลกระทบกับระบบการผลิต  การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการลงทุน  องค์ความรู้ที่เกิดขึ้น  เกิดจากการกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม  การเข้าใจวิถีของธรรมชาติเป็นฐานสำคัญของกระบวนการเรียนรู้  ระบบการผลิตที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากการออกแบบภายใต้อ้อมแขนของธรรมชาติโดยเกษตรกรเอง  มีจุดมุ่งหมายเพื่อการยังชีพอย่างมีความสุขของครอบครัวและชุมชน  พื้นฐานของการคิดและการออกแบบระบบการผลิตนั้นได้รับอิทธิพลจากสถาบันทางสังคมที่มี  กฎเกณฑ์โดยสถาบันทางสังคม เช่น การปลูกพืชชนิดใดนั้นสถาบันทางสังคมจะเป็นตัวคัดเลือกและกลั่นกรองโดยเครื่องมือต่าง ๆ  เช่น การตลาด  เมื่อไม่สามารถยอมรับระบบการผลิตที่แปลกแยกและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ ระบบการผลิตนั้นก็จะสิ้นสูญไปในที่สุด  เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า  การจัดการระบบการผลิตนั้นไม่ได้อยู่เพียงตัวเกษตรกรเพียงอย่างเดียว แต่อิทธิพลด้านต่าง ๆ  จะเป็นตัวช่วยส่งเสริมทั้งทางด้านแนวคิด  การออกแบบ  การวางแผน  การตลาด  และกิจกรรมการผลิตอื่น ๆ  ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการผลิตกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจึงเชื่อมโยงอยู่ตลอดเวลา

 

ความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็เป็นตัวชี้นำการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตให้เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน สังคมที่ปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้ระบบการแลกเปลี่ยนที่มีตัวกลางการแลกเปลี่ยน  เป็นตัวชี้วัดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ระบบการผลิตก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ปัจจัยภายในชุมชนที่เคยมีอิทธิพลต่อระบบการผลิตลดลง แต่ถูกปัจจัยภายนอกชุมชนเข้ามามีบทบาทแทนแทบทั้งหมด ปัจจัยภายนอกนั้น ๆ ไม่ได้ทำความเข้าใจระบบการผลิตของเกษตรกรที่เคยเป็นมา แต่มุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันและรุนแรง ขาดความเอื้ออาทรและเห็นอกเห็นใจกัน แนวโน้มในการหาผลประโยชน์เข้าหาตัวเองก็ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้องค์ความรู้ของชุมชนในการจัดการระบบการผลิตถูกลดความสำคัญและถูกแทนที่โดย แนวคิดทาง เศรษฐศาสตร์ ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงวิถีทางของธรรมชาติและระบบสังคมที่ดีงาม ระบบการผลิตที่ถูกออกแบบจากผู้อื่นที่ไม่ใช่เกษตรกร ส่งผลดีต่อผู้ออกแบบ แต่นำความสั่นคลอนมาสู่วิถีชีวิตการดำรงอยู่ของเกษตรกร ปัญหาหนี้สิน ครอบครัวแตกแยก ทำลายระบบการพึ่งตนเอง ฯลฯ เริ่มก่อตัวอย่างช้า ๆ ในสังคมเกษตรกรรมและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

 

แนวทางที่ควรเป็นไปในอนาคต คือ การเริ่มต้นคิดถึงการพัฒนาแบบย้อนกลับ กลับไปสู่การนำองค์ความรู้ชุมชนมาประยุกต์ใช้ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้กลมกลืน และพิจารณาคัดเลือกองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับชุมชนโดยมีจุดกระบวนการเรียนรู้เพื่อความปกติสุขในชุมชนให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งในสังคมพลวัต การรวมกลุ่มเพื่อดำเนินกิจกรรมตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ จึงเป็นกระบวนการแรกในการดึงพลังการต่อรองกลับมาสู่เกษตรกรผู้ผลิต การเรียนรู้และทำความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของกลุ่มเป็นบทบาทสำคัญที่สมาชิกกลุ่มควรรับทราบ เมื่อได้ทิศทางการเป็นไปของกลุ่ม การดำเนินกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกจะเป็นตัวเชื่อมให้เกิดความแน่นแฟ้น ของสมาชิก มีการมองกระบวนการโดยการใช้มิติทางสังคม-วัฒนธรรม ให้ความสำคัญในคุณค่าความเป็นคน การมีศักดิ์ศรีของผู้ผลิตถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นของการต่อสู้ รื้อฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่นอันล้ำค่าที่อยู่ภายในชุมชนมาเป็นทรัพยากรในการบริหารจัดการระบบการผลิตของเกษตรกรผู้เป็นสมาชิกกลุ่ม จากแนวคิดดังกล่าวได้ถูกสร้างขึ้นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนแล้ว คงเหลือเพียงการขับเคลื่อนให้สามารถเดินไปในแนวทางที่ถูกต้องและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

 

3.2  การใช้พื้นที่ในการผลิต(ระบบเดิม/ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน)

 เกษตรกรในโครงการได้แบ่งพื้นที่ตามรูปแบบการทำเกษตร คือ รูปแบบการผลิตแบบเดิม คือ การใช้ทรัพยากรในการผลิตจำนวนมากและหวังผลผลิตมาก และระบบการผลิตตามแนวคิดเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนที่มุ่งผลิตเพื่อความพอเพียงในครอบครัวสร้างความมั่นคงทางอาหารในครอบครัว เกษตรกรในโครงการจึงได้จัดสรรพื้นที่ตาม 2 รูปแบบดังกล่าว ในส่วนของการจัดพื้นที่ตามรูปแบบเดิมนั้น มุ่งจะเป็นการผลิตที่สร้างรายได้มาจุนเจือครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการทำนาข้าว ทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง เทื่อครบรอบปีการผลิตก็สามารถที่จะจำหน่ายผลผลิตเพื่อมาเป็นรายได้ของครอบครัว ซึ่งเป็นความจำเป็นของเกษตรกรที่ต้องสร้างรายได้จากการเกษตรในรูปแบบนี้ และอีกส่วนหนึ่ง คือ การจัดแบ่งพื้นที่การผลิตออกมาเพื่อทำการทดลองตามรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน ตามที่โครงการได้ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดการปฏิบัติจริงในแปลง กิจกรรมการผลิตก็จะมีการปลูกผักสวนครัว โดยใช้ปัจจัยการผลิตที่สามารถหาหรือผลิตขึ้นเองได้ เช่น ปุ๋ย พันธุ์พืช สารสกัดชีวภาพ มีกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง โดยการเลี้ยงตามธรรมชาติ ตามทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น เศษอาหาร เศษพืชผักที่เหลือทิ้ง มีการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น เกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนเรื่องพันธุ์ในปีแรกนั้นก็จะปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดยยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพราะอยู่ในช่วงแรกของการเพาะปลูก ในส่วนของพื้นที่เกษตรที่ได้มี กิจกรรมการผลิตตามระบบเกษตรกรรมยั่งยืนนั้น เกษตรกรสามารถได้เก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในครอบครัวขึ้นได้ในระดับเริ่มต้นแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การปลูกผักหรือพืชล้มลุกอายุสั้น เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตเพื่อเป็นแหล่งอาหารในครอบครัวและลดการซื้ออาหารจากภายนอกได้ เมื่อกิจกรรมการผลิตมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น พืชผักต้นไม้เจริญเติบโต แนวโน้มในการพึ่งพิงอาหารที่ตนเองผลิตในพื้นที่ของตนเองก็จะเพิ่มมากขึ้นและลดรายจ่ายเรื่องค่าอาหารได้อีกด้วย

 

3.3  ลักษณะการถือครองที่ดิน/เอกสารสิทธิ์

 พื้นที่ในการทำการเกษตรในภูมินิเวศน์นั้น เป็นพื้นที่ที่เกษตรกรมีการถือครอบสิทธิ์เป็นของตนเองโดยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการมีเอกสารสิทธิ์ที่เป็น โฉนด หรือว่า นส.3 แต่ในส่วนของการผลิตในแปลนั้น เกษตรกรบางส่วนนั้นได้ทำการเช่าพื้นที่เพิ่มเติมจากที่ดินที่ตนมีอยู่เพื่อผลิตให้ได้ในปริมาณมาก โดยมีการเช่าพื้นที่เพิ่มถึง 655 ไร่ทั้งภูมินิเวศน์ โดยการเช่าพื้นที่เกษตรจากเพื่อนบ้านในชุมชนเดียวกันและจากพ่อค้านายทุนที่มีพื้นที่เพื่อให้เช่า

 

3.4  กิจกรรมการผลิต

 

3.4.1 การทำนา เกษตรกรในภูมินิเวศน์ทั้ง 3 พื้นที่มีกิจกรรมการทำนาในทุกพื้นที่ แต่ที่ชัดเจนและโดดเด่นคือที่จังหวัดสุพรรณบุรี เกษตรกรทำนาเป็นอาชีพหลัก โดยทำทั้งนาปีและนาปรังและทำในพื้นที่มาก ๆ จังหวัดพระนยครศรีอยุธยาก็ทำนาเป็นอาชีพหลักด้วยเช่นกันแต่มีอาชีพอื่นเสริมมาด้วย ในจังหวัดกาญจนบุรีนั้น เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ใช้นำฝนธรรมชาติทำการเกษตรจึงทำนาปีได้เพียงครั้งเดียว

 

3.4.2 การทำไร่ เกษตรกรที่มีการทำไร่ เกือบทั้งสิ้นอยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี พืชที่ปลูก ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด พื้นที่ทำการเกษตรที่ใช้ทำไร่ มีเนื้อที่มากกว่ากิจกรรมการเกษตรอื่น ๆ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ลงทุนทำไร่เพื่อคาดหวังรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเมื่อครบรอบฤดูการเก็บเกี่ยว ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ นั้นก็มีกิจกรรมการปลูกพืชไร่ด้วยเช่นกัน แต่มีพื้นที่ในการผลิตไม่มากนัก เช่น การปลูกข้าวโพดเพียง 1 งานเพื่อบริโภคในครัวเรือน หากเหลือจะจะแบ่งปันและแลกเปลี่ยนกันภายในชุมชน

 

3.4.3 การทำสวน โดยสามารถแบ่งตามชนิดของพืชได้ 2 ชนิด คือ การทำสวนผักแลสวนผลไม้ ในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรีนั้น มีการทำสวนผักในปริมาณมากและสามารถจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้ของครอบครัว สวนผักที่ปลูกก็ตั้งแต่ผักสวนครัวที่ปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนจนถึงพืชผักเกิดจากความต้องการของตลาด ในพื้นที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีกิจกรรมการปลูกผักที่เพิ่งเริ่มต้น และมีแนวโน้มการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้นและมีความหลากหลายของชนิดที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ นั้นก็มีการปลูกผักสวนครัวเพื่อบริโภคในครัวเรือนและอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากเหลือจากการบริโภคก็จะมีการแลกเปลี่ยนภายในชุมชนและจำหน่ายบ้างเล็กน้อย สาเหตุที่เกษตรกรสามารถปลูกผักได้ในทุกพื้นที่เนื่องจากผักเป็นพืชอายุสั้น เก็บผลผลิตได้ง่ายกว่าพืชชนิดอื่น ส่วนการทำสวนอีกอย่างหนึ่ง คือ สวนผลไม้ เกษตรกรในทุกพื้นที่ได้มีการปลูกไม้ผลในรูปแบบผสมผสานร่วมกับพืชชนิดอื่น โดยไม่ได้แบ่งพื้นที่การปลูกอย่างชัดเจน คือ ปลูกตามพื้นที่ว่าง ๆ ที่เอื้ออำนวย ในพื้นที่ของอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มีการปลูกมานานแล้ว จึงสามารถมีผลผลิตออกมาได้ นอกเหนือจากนั้นเกษตรกรพึ่งได้ทำการเพาะปลูก จึงยังไม่มีผลผลิตออกมา

 

 3.4.4 การปลูกไม้ยืนต้น ทั้ง 3 พื้นที่ได้มีการปลูกไม้ยืนต้นมาก่อนแล้วตามบริเวณรอบ ๆ พื้นที่การเกษตรหรือรอบพื้นที่อยู่อาศัย พืชที่ปลูก เช่น ไผ่ ยูคาลิปตัสและต้นไม้ชนิดอื่น ๆ ที่สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ โดยมีจุดหมายการปลูกเพื่อเป็นไม้ใช้สอยและเป็นร่มเงาให้บ้านเรือน โดยเกษตรกรยังเห็นความสำคัญกับการปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มเติมน้อยกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้แล้วระยะเวลาในการปลูกจนถึงระยะเวลาในการได้ใช้ประโยชน์นั้นยาวนาน

 

3.4.5 การเลี้ยงสัตว์ มีกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ผสมผสานกับการปลูกพืช โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทั้งบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายออกสู่ภายนอก ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีนั้นมีการเลี้ยงวัวเป็นจำนวนมากเพื่อจำหน่าย ส่วนในพื้นที่อื่นยังไม่มีการเลี้ยงวัว แต่ในทุก ๆ พื้นที่มีการเลี้ยงเป็ด ไก่เพื่อบริโภคในครัวเรือนมากกว่าจะเลี้ยงเพื่อขาย แต่หากมีจำนวนมาก ๆ จะมีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนผลผลิตหรือจำหน่ายภายในชุมชนตามความเหมาะสม ันธุ์ที่ใช้ก็จะเป็นพันธุ์พื้นเมือง โดยเลี้ยงตามธรรมชาติ

 

3.4.6 การเลี้ยงปลา เป็นการเลี้ยงเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ครอบครัวมีอาหารยามขาดแคลน ในครอบครัวที่มีการขุดสระน้ำเพื่อนำน้ำมาใช้ในครอบครัวและการเกษตร ก็จะมีการเลี้ยงปลาในบ่อน้ำนั้น ปลาที่เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นปลาที่มีการเลี้ยงง่ายและโตเร็ว เช่น ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลายี่สก เมื่อมีการจับปลา ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่จะเหลือเกินความต้องการในครอบครัวก็จะจัดการผลผลิตโดยการจำหน่ายในชุมชน แปรรูปตลอดจนการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันภายในชุมชน

 

3.4.7 การปลูกพืชสมุนไพร พืชสมุนไพรที่ทำการปลูกนั้น จะปลูกเพื่อนำมาใช้ในครอบครัวของตนเองมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นยารักษาโรค การควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชในไร่นา โดยจะปลูกในเกษตรกรกลุ่มเล็ก ๆ กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ เช่น การปลูกสะเดาเพื่อควบคุมโรคและแมลงของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี การปลูกสมุนไพรเพื่อเป็นยาบำรุงร่างกายของเกษตรกรในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

3.4.8 การทำนาแห้ว เป็นกิจกรรมการผลิตที่ปลูกได้ในพื้นที่เดียวคือ พื้นที่ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูก เพราะต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก จุดมุ่งหมายในการปลูกเพื่อการจำหน่ายเป็นหลัก จึงมีการลงทุนในการผลิตเป็นจำนวนมาก

 

3.5  เป้าหมายในการผลิต

การผลิตของเกษตรกรนั้นมีเป้าหมายหลัก ๆ อยู่ 2 ประการคือ การผลิตเพื่อจำหน่ายและการผลิตเพื่อบริโภค ซึ่งเกษตรกรนั้นแบ่งชนิดของผลผลิตตามวัตถุประสงค์นั้น ๆ อยู่แล้วในกิจกรรมการผลิต ดังนั้นการผลิตของเกษตรกรจะกำหนดหน้าที่ในกิจกรรมทางการเกษตรนั้น ๆ คือ

 

3.5.1 การผลิตเพื่อจำหน่าย การปลูกข้าว พืชไร่ มุ่งจะผลิตเพื่อจำหน่ายหาเงินทุนให้กับครอบครัวและในบางส่วนก็เก็บไว้บริโภคในครัวเรือน

 

3.5.2 การผลิตเพื่อบริโภค การปลูกผัก  ผลไม้และสมุนไพรไว้บริโภคในครัวเรือ นแต่ที่เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลง คือ การเริ่มต้นเปลี่ยนแนวคิดของเกษตรกรดังนี้คือ

(1) มุ่งผลิตเพื่อความพอเพียงของครอบครัว

(2) พยายามลดค่าใช้จ่ายในการผลิตให้มากที่สุด โดยการลดใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก เช่น ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช พันธุ์ เงินทุน

(3) คำนึงถึงสุขภาพของตนเองในการทำการเกษตร โดยกระบวนการผลิตควรจะปลอดภัยจากสารเคมี รวมทั้งผลผลิตก็ปลอดภัยจากสารเคมีด้วย

(4) มุ่งผลิตโดยทำกิจกรรมทางการเกษตรให้มีความหลากหลายและผสมผสานกันในพื้นที่เดียวกันให้มากที่สุด เช่น การปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน การเลี้ยงสัตว์ควบคู่กับการปลูกพืช โดยมุ่งได้ผลประโยชน์จากกิจกรรมการผลิตนั้นนำมาสู่ความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวและชุมชน

(5) พยายามที่จะคิดค้นวิธีการผลิตรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะสามารถเกื้อหนุนระบบนิเวศน์ในพื้นที่และรักษาสภาพแวดล้อมให้คงอยู่นานที่สุด

 

3.6  วิธีการผลิต

 

ในแปลงเกษตรนั้นมีรูปแบบการจัดแบ่งพื้นที่ตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว คือ พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกษตรกรจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว พืชไร่ เพื่อเป็นรายได้หลัก ดังนั้นการใช้ทุนการผลิตจึงสูงขึ้นด้วย เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อจำหน่ายในรอบปี จึงเกิดภาวะความเสี่ยงต่อการขาดทุนสูง ดังนั้นวิธีการผลิตในแปลงจึงเป็นวิธีที่มีการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตจำนวนมาก ในพื้นที่ส่วนที่เหลือของเกษตรกรที่ได้จัดแบ่งเพื่อเป็นพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนนั้นจะอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างจำกัด มีการลุงทุนน้อยและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ในแปลงนาจึงเป็นวีธีการผลิตที่ปลอดการใช้สารเคมี เนื่องจากผลผลิตที่ได้จากในพื้นที่เกษตรกรจะนำไปบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก

 

3.7  การใช้แรงงาน/เทคโนโลยี

 

3.7.1 การใช้แรงงาน

แรงงานที่ใช้ในการทำการเกษตรนั้น สมาชิกในครอบครัวเกษตรกรเองจะเป็นแรงงานหลักในการทำการเกษตรในสมาชิกที่อยู่ในวัยแรงงานที่ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่น ๆ แต่ลักษณะการใช้แรงงานมีลักษณะเป็นผู้จัดการ ดูแลแปลงนาของตนเองสามารถเจริญเติบโตให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ส่วนใหญ่แล้วเกษตรกร จะจ้างแรงงานจากภายนอก ในกิจกรรมการผลิตทางการเกษตรที่ต้องทำครั้งเดียว เช่น การจ้างไถ จ้างเกี่ยว จ้างยกร่อง จ้างเก็บเกี่ยวผลผลิต ในกิจกรรมการผลิตอื่นที่ไม่เร่งด่วนนั้น เกษตรกรจะใช้แรงงานในครัวเรือน ซึ่งประเภทการผลิตที่ใช้ต้นทุนในการใช้แรงงานจากภายนอกมากที่สุด คือ การทำไร่

 

3.7.2  การใช้เทคโนโลยี

สิ่งที่เป็นความจำเป็นอีกอย่างหนึ่งของปัจจัยการผลิต คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการผลิตและส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการนำเทคโนโลยีจากภายนอกมาใช้ ทั้งสิ้น เช่น รถไถขนาดใหญ่ รถเกี่ยวข้าว นวดข้าว ส่วนในการใช้เทคโนโลยีของตนเอง ได้แก่ รถไถนาเดินตาม เครื่องสูบน้ำ แต่หากเปรียบต้นทุนในการใช้เทคโนโลยีแล้วการใช้เทคโนโลยีจากภายนอกจะเป็นปัจจัยการผลิตอีกอย่างที่มีค่าใช้จ่ายมาก

 

3.8  การใช้ปัจจัยการผลิตภายใน/ภายนอก

 

3.8.1 การใช้ปุ๋ย

เห็นได้ว่าการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ในการทำนาต้องใช้ปริมาณมาก เนื่องจากพื้นที่ในการเพาะปลูกมีมาก รวมทั้งต้องควบคุมการเจริญเติบโตของข้าวให้เป็นไปตามความต้องการ ปริมาณการใช้ปุ๋ยจึงมากกว่าการผลิตอย่างอื่น

 

3.8.2 การใช้พันธุ์

ในกิจกรรมการผลิตแต่ละอย่างนั้น การได้มาซึ่งพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ แตกต่างกัน ในส่วนของการทำนานั้น เกษตรกรบางรายที่คุณภาพของผลผลิตดีและใช้ข้าวพันธุ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดก็จะเก็บพันธุ์บางส่วนไว้เพื่อทำนาในปีต่อไป แต่หากเกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวชนิดใดชนิดหนึ่งและผลผลิตที่ได้น้อย มีอุปสรรคในการผลิตมาก เช่น โรคพืช ศัตรูพืช เกษตรกรก็จะหาพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม รวมทั้งสามารถตอบสนองตลาดได้ด้วย จึงทำให้เกิดการซื้อพันธุ์ข้าว ในบางครั้งอาจได้รับจากการแจกจ่ายจากสำนักงานเกษตรประจำอำเภอเป็นบางปี  นอกเหนือจากพันธุ์ที่นำพันธุ์จากภายนอกมาใช้แล้ว การปลูกผลไม้เพื่อจำหน่ายก็จะทำการไปซื้อพันธุ์มาจากภายนอก เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เช่น มะม่วงพันธุ์เขียวเสวย โชคอนันต์ น้ำดอกไม้ การเลี้ยงปลาก็ซื้อพันธุ์มาจากภายนอกเช่นกัน เช่น ปลานิล ปลาดุก ในส่วนของกิจกรรมการผลิตอื่น ๆ นั้นก็จะเห็นได้ว่าเป็นการพึ่งพิงพันธุ์จากภายนอกเท่านั้น

 

3.8.3 การใช้สารเคมี

มีลักษณะเช่นเดียวกันกับการใช้ปุ๋ย คือ การตั้งวัตถุประสงค์การผลิตเพื่อจำหน่าย จึงทำให้ต้องได้ผลผลิตมาก การทำนาจึงต้องใช้สารกระตุ้นส่งเสริมการผลิตมากกว่ากิจกรรมการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ และส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืช ยารักษาโรคพืชและฮอร์โมนต่าง ๆ แต่แนวโน้มการใช้จะลดลงเนื่องจากส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

 

3.9  ความเชื่อและพิธีกรรม

พิธีกรรมที่ใช้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่การเริ่มต้นการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการทำนาทั้งสิ้น มีดังนี้

 

พิธีแรกนาขวัญ เป็นพิธีกรรมที่ใช้ในช่วงการเริ่มต้นการผลิต โดยเชื่อว่าเป็นการเรียกความศิริมงคลเข้าสู่นา ผืนดิน พืช สัตว์และต่อตัวเกษตรกรเองให้ประสบความสำเร็จในทำนาได้ผลผลิตมาก ๆ และไม่ให้เกิดเพศภัยมาทำลายกระบวนการผลิต

 

พิธีรับขวัญข้าวท้อง เมื่อข้าวเริ่มออกรวงให้เห็นอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “ข้าวท้อง” เกษตรกรจะทำพิธีรับขวัญข้าวท้อง โดยเชื่อว่าจะทำให้ผลผลิตได้มากและมีคุณภาพดี โดยจุดมุ่งหมายของพิธีกรรมเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่เกษตรกรในการทะนุบำรุงข้าวจนกว่าจะเก็บเกี่ยว

 

พิธีแรกเกี่ยว ก่อนที่จะทำการเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรจะทำพิธีโดยเชื่อว่าจะทำให้แม่โพสพปลอดภัย เมล็ดข้าวที่เก็บเกี่ยวไม่หลุดร่วง เก็บเกี่ยวได้ในปริมาณมาก และระลึกคุณพระแม่โพสพที่ประทานผลผลิตให้เกษตรกรและเกี่ยวกับความเชื่อโชคลางที่จะดูว่าวันไหนเป็นวันดีสำหรับการทำพิธีนี้

 

พิธีรับขวัญข้าวขึ้นลาน หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อย เตรียมรวบรวมข้าวเพื่อที่จะนวดออกจากรวงเป็นเมล็ด เกษตรกรจะทำพิธีรับขวัญข้าวขึ้นลานโดยเชื่อว่าเป็นการเชิญแม่โพสพขึ้นลานเพื่อเป็นศิริมงคลแก้เจ้าของนาและแสดงออกในการสำนึกบุญคุณ รวมทั้งได้ประสบสิ่งดีในช่วงการผลิตต่อไป

 

พิธีบนเจ้าที่ ก่อนที่จะเริ่มการผลิตหรืออยู่ในช่วงที่ดำเนินการผลิตอยู่เกษตรกรหวังที่จะได้ผลผลิตที่สมบูรณ์ได้ปริมาณมาก ๆ จึงได้ทำพิธีบนบานเจ้าที่ โดยการตั้งเงื่อนไข หากเป็นจริงตามที่ขอไว้จะได้ทำพิธีแก้บน เพื่อตอบแทนในการที่เจ้าที่ได้บันดาลให้เป็นไปตามสิ่งที่ตนเคยขอไว้ ส่วนใหญ่จะขอเรื่องการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น

 

3.10  ปริมาณผลผลิตที่ได้/การใช้ประโยชน์จากผลผลิต

ปริมาณผลผลิตที่ได้ใน 3 พื้นที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ ในพื้นที่อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรีนั้น ปริมาณผลผลิตจะได้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนในปีนั้น เนื่องจากไม่มีนำเพียงพอสำหรับการเกษตร เกษตรกรจึงต้องพึ่งน้ำฝนตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตมากหนือน้อบขึ้นอยู่กับปริมาณการลงทุนในรอบปี ซึ่งเชื่อมโยงกับตลาดที่รับซื้อผลิตภัณฑ์เห็นตัวอย่างได้จากการทำนาในรอบปีหนึ่งเกษตรกรสามารถทำนาได้มากกว่า 3 ครั้ง ในปีที่ราคาผลผลิตดี และพยายามขยายพื้นที่การเพาะปลูกโดยการเช่าพื้นที่เพิ่มเติม ส่วนในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับจังหวัดสุพรรณบุรี คือ ปริมาณการผลิตในรอบปีขึ้นอยู่กับการลงทุนในแต่ละปี รวมทั้งสภาพพื้นที่ในปีนั้น ๆ ว่าเหมาะสมเพียงไร หากว่าช่วงที่น้ำท่วมแล้วน้ำลดลงช้า ก็จะกินระยะเวลาในการเพาะปลูกในปีนั้น ส่งผลกับการตัดสินใจในการผลิต

 

ประโยชน์จากผลผลิตที่ได้ ในส่วนของพืชที่เพาะปลูกเพื่อเป็นรายได้ของครอบครัว เกษตรกรส่วนใหญ่จะนำไปจำหน่าย เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย แห้ว ซึ่งจะใช้ปัจจัยการผลิตมาก ส่วนพืชผัก ไม้ผลและสัตว์เลี้ยง ผลผลิตที่ได้ก็จะนำมาบริโภคในครัวเรือนในลำดับแรก หากเหลือจากการบริโภค ก็จะจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

 

3.11  ปัญหาและการจัดการ

ปัญหาที่พบจากแปลงเกษตร คือ การที่เกษตรกรยึดติดกับการใช้ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรเพื่อความสะดวกสบายจนติดเป็นนิสัย เมื่อเกษตรกรเปลี่ยนวิธีการผลิตมาสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนแล้ว องค์ความรู้ด้านเทคนิคเกษตรยังมีน้อย เกษตรกรบางคนที่หมั่นเพียรทดลองการปฏิบัติจริงตามที่ได้รับการฝึกอบรมไป ก็จะสามารถพัฒนาองค์ความรู้ไปใช้ในไร่นาของตนเองได้ แต่เกษตรกรในระดับเริ่มต้นนั้น ยังขาดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคนิคเพื่อนำไปใช้จริงในแปลง บางรายก็หวนกลับไปสู่การใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีเหมือนเดิม เนื่องจากสะดวกสบายกว่า การจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น จึงต้องพยายามกระตุ้นและพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้รับการฝึกอบรมไปแล้ว ให้สามารถนำไปใช้ในไร่นาได้จริงซึ่ง

 

3.12  องค์กรชุมชนและเครือข่าย

เกษตรกรในพื้นที่ของโครงการได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในชุมชนและกลุ่มที่อยู่ภายนอกชุมชน และเกษตรกรส่วนใหญ่ก็เป็นสมาชิกของหลาย ๆ กลุ่ม โดยสามารถแบ่งตามประเภทของกลุ่ม ดังนี้ คือ

 

3.12.1 กลุ่มทางด้านการส่งเสริมการเกษตร

(1) กลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ต่างๆ เป็นกลุ่มเกษตรกรที่จัดตั้งขึ้นและมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกทำการเกษตรแบบยั่งยืน โดยจัดตั้งโดยแกนนำเกษตรกรที่ต้องการพัฒนาระบบเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ ซึ่งตั้งอยู่ในทุกพื้นที่ของโครงการ

(2) กลุ่มสมาชิกมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นกลุ่มของเกษตรกรที่ได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์(มกท.) โดยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตผลิตภัณฑ์จากการทำเกษตรปลอดสารเคมี มีสมาชิกอยู่ทั้งสิ้น 2 ราย ซึ่งผลิตผักและผลไม้ที่ผ่านการรับรองที่บ้านโคกโคเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

 

3.12.2 กลุ่มทางการส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

(1) กลุ่มโรงสีสหเกษตรข้าวขวัญ จัดตั้งขึ้นโดยแกนนำกลุ่มเกษตรกรร่วมกับมูลนิธิข้าวขวัญ โดยมีวัตุประสงค์เพื่อเปลี่ยนระบบการผลิตและการจัดการเรื่องการแปรรูปโดยมีผลิตภัณฑ์ของกลุ่มในนาม “ข้าวขวัญ” โดยนำไปจำหน่ายยังร้านค้าต่าง ๆ ทั้งในและนอกท้องถิ่น กลุ่มตั้งอยู่ที่ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี

(2) กลุ่มชุมชนวัฒนธรรมคลองขนมจีน จัดตั้งโดยกรมส่งเริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรแปรรูปวัตถุดิบในท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ เช่น การทำยาสระผม ยานวดผม กลุ่มตั้งอยู่ที่ตำบลสามตุ่ม อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

(3) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร จัดตั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือ พัฒนากรประจำอำเภอ ซึ่งจะส่งเสริมเกษตรกรให้มีกิจกรรมด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการสร้างอาชีพด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

 

3.12.3 กลุ่มทางด้านการส่งเสริมการออมทรัพย์และสวัสดิการชุมชน

(1) กลุ่มออมทรัพย์ประจำหมู่บ้าน ในแต่ละพื้นที่จะมีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจชุมชน มีกิจกรรมการออมทรัพย์และให้สมาชิกกู้เงิน โดยการจัดตั้งขึ้นโดยองค์กรชาวบ้านเองหรือการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงานพัฒนาชุมชนประจำอำเภอ โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยภูมิเวศน์สุพรรณภูมิ และองค์กรอื่น ๆ

(2) กลุ่มสหกรณ์การเกษตรแต่ละอำเภอ ซึ่งเกษตรกรส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ โดยมีกิจกรรมการส่งเสริมการออมทรัพย์ และการช่วยเหลือเงินทุนให้แก่เกษตรกร รวมทั้งการจัดสวัสดิการต่าง ๆ แก่สมาชิก

(3) กลุ่มฌาปนกิจและสงเคราะห์ชุมชน โดยการจัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ ได้แก่ กรมประชาสงเคราะห์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ขาดหลักประกันทางด้านสวัสดิการและสงเคราะห์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น คนชรา ผู้มีรายได้น้อยและผู้ทุพลภาพ

 

กลุ่มทางด้านการพัฒนา เกษตรกรบางคนได้เป็นสมาชิกในการส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง เช่น สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล กรรมการหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่ทางด้านการพัฒนาท้องถิ่นด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา การส่งเสริมอาชีพ การสงเคราะห์ การพัฒนาสาธารณูปโภคด้านต่าง ๆ