กลับไป sathai โฮมเพจ

::: โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย :::
ข้อมูลพื้นฐานพื้นที่โครงการนำร่องฯ ภาคอีสาน


<<กลับหน้าแรก
| หน้าโครงการนำร่องฯ | ข้อมูลพื้นฐาน 4 ภาค 19 ภูมินิเวศน์>>



สรุปข้อมูลพื้นฐานภาคอีสาน

 

1. สภาพพื้นที่โดยรวมของภูมินิเวศน์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ที่ตั้ง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีทั้งหมด 9 ภูมินิเวศน์ ประกอบด้วย ภูมินิเวศน์มหาสารคาม ภูมินิเวศน์ขอนแก่นใต้-โคราชเหนือ ภูมินิเวศน์สุรินทร์ ภูมินิเวศน์เทือกเขาภูพาน ภูมินิเวศน์เทือกเขาเพชรบูรณ์ ภูมินิเวศน์กาฬสินธุ์-นครพนม ภูมินิเวศน์ยโสธร ภูมินิเวศน์ร้อยเอ็ด และภูมินิเวศน์ทุ่งกุลาร้องไห้

ลักษณะภูมิประเทศ แบ่งตามลักษณะของพื้นที่แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ
(1) ที่ราบสูง มีภูเขาสลับซับซ้อน
(2) ที่ราบสูงลุ่ม ๆ ดอน ๆ มีลักษณะเป็นลูกคลื่นดอนลาดมาก
(3) ที่ราบลุ่มสลับที่ดอน
(4) ที่ราบลุ่ม

ลักษณะภูมิอากาศ
โดยทั่วไปเป็นแบบมรสุมเมืองร้อน ในฤดูร้อนอากาศจะร้อนอบอ้าว ค่อนข้างแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล และทิ้งช่วง ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างน้อย ส่วนในฤดูหนาวอากาศค่อนข้างหนาวเย็น

ทรัพยากรดิน น้ำ ป่า
สภาพดินโดยทั่วไปไม่เหมาะสมกับการทำการเกษตร ส่วนใหญ่จะเป็นดินเหนียวปนทราย

แหล่งน้ำที่สำคัญคือ แม่น้ำมูลที่สามารถนำน้ำมาใช้ได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรต้องอาศัยแหล่งน้ำจากธรรมชาติ เช่น น้ำซับจากภูเขา ลำธาร ห้วย คลอง หนอง บึง เพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค และใช้ในการทำเกษตร ในช่วงหน้าแล้งแหล่งน้ำดังกล่าวไม่เพียงพอในการทำเกษตรกรรม ป่าไม้ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณมีความหลากหลายทางชีวภาพไม่มากนัก

2. ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรเป้าหมาย

ลักษณะทางสังคม
โดยทั่วไป ชุมชนต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ในลักษณะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ลักษณะครอบครัวที่พบเป็นทั้งครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย

เกษตรกรเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว พูดภาษาลาวอีสานเป็นหลัก ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีความเชื่องเรื่องผีและพราหมณ์

จำนวนครัวเรือนเป้าหมายรวมทั้ง 9 ภูมินิเวศน์ มีทั้งหมด 1,343 ครัวเรือน

ลักษณะทางเศรษฐกิจ
อาชีพส่วนใหญ่ของเกษตรกรเป้าหมายคือ ทำนา รองลงมาคือทำไร่ และมีอาชีพอื่นๆ เป็นอาชีพเสริม เช่น ทำงานในเครือข่ายชุมชน กลุ่มแม่บ้าน รับจ้างทำการเกษตร รับจ้างทั่วไป เป็นต้น

รายได้ส่วนใหญ่เกษตรกรจะมีรายได้จากการที่ลูกหลานส่งเงินมาให้ จากการขายผลผลิตการเกษตรที่เหลือจากบริโภคภายในครัวเรือน และรายได้จากเงินเดือน ค่าตอบแทน

รายจ่าย รายจ่ายสูงสุด/ครัวเรือนส่วนใหญ่จะเป็นด้านการลงทุนทางการผลิต (ค่าจ้างและค่าปุ๋ย) การลงทุนค่าอาหาร (ค่าเนื้อสัตว์และเครื่องประกอบอาหาร)

เงินออมส่วนใหญ่มีปริมาณต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เป็นหนี้ ธกส. เพราะกู้เงินมาลงทุนในการทำเกษตรกรรม และมีหนี้สินจากแหล่งอื่น ๆ เช่น พ่อค้า นายทุน บ้างเล็กน้อย

เกษตรกรทั้ง 9 ภูมินิเวศน์ยังคงแบกภาระหนี้สินอยู่มาก ทั้งหนี้สินในระบบและหนี้สินนอกระบบ แหล่งเงินออมก็มีน้อยมาก

3. แบบแผนการผลิตของครัวเรือน/และการทำเกษตรยั่งยืน

พื้นที่ทำเกษตรยั่งยืน
การแบ่งพื้นที่ทำเกษตรยั่งยืน พื้นที่เพาะปลูก เกษตรผสมผสานและวนเกษตร เป็นส่วนใหญ่

การถือครองที่ดิน/เอกสารสิทธิ์
เกษตรกรส่วนใหญ่มีการถือครองที่ดินเป็นเอกสารสิทธิ์ประเภทโฉนด สค.1 นส.3 สปก

แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
ต้องอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร

กิจกรรมการผลิต
พื้นที่ร้อยละ 70 ใช้ทำไร่ (ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกไม้ผล) ร้อยละ 30 ใช้ในการปลูกข้าว ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการปลูกพืชระบบเดี่ยวและปลูกเพียงครั้งเดียว เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ รวมทั้งมีการเลี้ยงสัตว์ในครัวเรือน ได้แก่ การเลี้ยงวัว ควาย สุกร เป็ด ไก่ ซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงเพื่อบริโภคและเก็บไว้ขาย มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้งานน้อย เป็นการเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิม ซึ่งทำให้มีอัตราการตายสูง

เกษตรกรเกือบทุกครัวเรือนมีอาชีพทำนาเป็นหลักและมีการปลูกพืช ไม้ผล ไม้ยืนต้น ส่วนการเลี้ยงสัตว์พบไม่มากนัก สัตว์เลี้ยงที่เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงก็คือ ไก่

เป้าหมายการผลิต
เกษตรกรส่วนใหญ่ผลิตเพื่อบริโภคอย่างเดียว ที่เหลือจากบริโภคจึงขาย โดยเฉพาะ ข้าวไม้ผล และสัตว์เลี้ยง

ความเพียงพอของผลผลิต
ส่วนใหญ่ผลผลิตมีความเพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน

การใช้ปุ๋ยเคมี/ปุ๋ยอินทรีย์
พบการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี เช่น ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ฯลฯ สาเหตุการใช้ ใช้เพื่อเร่งผลผลิตของพืชระยะสั้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกเพื่อจำหน่าย จะไม่มีรายใดที่ใช้สารสมุนไพรไล่แมลง ทั้งที่เกษตรกรบางรายได้รับการอบรมเทคนิคการใช้สมุนไพรมาบ้างแล้ว

บางพื้นที่มีปัญหาการใช้สารเคมีอย่างรุนแรงมาก เช่น เทือกเขาเพชรบูรณ์ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าถ้าใช้สารเคมีจะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งไม่มีความมั่นใจในการทำเกษตรปลอดสาร เนื่องจากเกษตรกรไม่มีความรู้ และไม่มีวัตถุดิบในการทำสารธรรมชาติใช้

ปัจจุบันมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเกษตรกรเห็นว่าปุ๋ยอินทรีย์ทำให้ดินดี พืชงาม และปลอดสารพิษ ส่วนมากเกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์และสารธรรมชาติขึ้นเอง บางส่วนซื้อมาจากชุมชนภายนอก สมาชิกเห็นว่าสารธรรมชาติช่วยป้องกันความเสียหายของพืชได้ดีกว่าที่จะแก้ไขปัญหาโรคและแมลงในไร่นา แต่ยังมีบางครัวเรือนใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีอยู่ ซึ่งอาจเป็นเพราะแรงงานในครัวเรือนมีน้อย และไม่มีประสบการณ์ในการทำเกษตรให้ได้ผลผลิตดีโดยไม่ต้องใช้สารพิษ

การใช้พันธุ์พืช/พันธุ์สัตว์
การใช้พันธุ์พืช ส่วนใหญ่จะมีการแลกเปลี่ยนกันเองในชุมชน เช่น ข้าว ส่วนพันธุ์พืชไร่ พันธุ์ปลา ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อหรือได้จากรัฐ มีพันธุ์พืชไร่บางชนิดที่เป็นผักพื้นบ้านจะมีการเก็บพันธุ์ไว้แลกเปลี่ยนกันในชุมชน เช่น ผักเสี้ยน ผักชี เป็นต้น มีบางพื้นที่ที่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ปรับปรุงที่ได้จากกรมส่งเสริมมีการซื้อในปีแรกและในปีที่ประสบปัญหาน้ำท่วม

การใช้พันธุ์สัตว์ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันทุกปี มีการปรับปรุงพันธุ์พื้นบ้านให้มีขนาดน้ำหนักที่ใหญ่ขึ้น เกษตรกรเริ่มหันกลับมาใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ในท้องถิ่น เพราะเชื่อว่าทนกับสภาพพื้นที่มากกว่าพันธุ์ใหม่ ถ้าเป็นสัตว์พื้นบ้านเชื่อกันว่าจะเลี้ยงง่าย ออกลูกดก ถ้าเป็นพืชก็จะทนทานต่อโรคและแมลง โดยเกษตรกรส่วนใหญ่จะเก็บพันธุ์ด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชผักสวนครัว ไม้ผลในท้องถิ่น ไม้ยืนต้น จะมีพืชผักบางชนิดเท่านั้นที่อาศัยพันธุ์จากภายนอก ไม้ผลบางชนิดที่ขยายพันธุ์เองไม่ได้

การใช้แรงงานและเทคโนโลยี
แรงงานที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในครัวเรือน โดยแรงงานเฉลี่ย 3 คน/ครัวเรือน จากสมาชิกในครัวเรือนทั้งหมด 5 คน และอาศัยแรงงานจากสัตว์บ้างเช่น วัว ควาย เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ว แรงงานในครัวเรือนที่ทำการเกษตรจะเป็นผู้ที่มีอายุมากคือเฉลี่ย 49 ปี ส่วนคนหนุ่มสาวอพยพแรงงานไปทำงานที่กรุงเทพฯหรือหัวเมืองใหญ่ พอถึงฤดูกาลทำเกษตร เช่น ทำนา ทำไร่ จึงจะอพยพกลับมาช่วย

เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการเกษตรเช่น รถไถนาเดินตาม รถไถใหญ่ (2 เพลา) เครื่องสูบน้ำ และรถสีข้าว

การจัดการผลผลิต
ส่วนใหญ่เกษตรกรจะนำผลผลิตออกขาย ส่วนที่เหลือเก็บไว้แลกเปลี่ยนในชุมชน และเก็บไว้ทำบุญ ส่วนการแปรรูปผลผลิตยังมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นการรวบรวมผลผลิตออกขาย รองลงมาเป็นการเก็บไว้ทำบุญประเพณี และการแบ่งปันแลกเปลี่ยน ส่วนการแปรรูปยังพบค่อนข้างน้อย

การเป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่าย
การเป็นสมาชิก เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นสมาชิกองค์กรเฉลี่ย 2 องค์กร การศึกษาดูงาน สมาชิกส่วนใหญ่เคยศึกษาดูงานเฉลี่ย 2 ครั้ง ประสบการณ์การทำงานร่วม ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ร่วมกัน 1 ครั้ง




ดูรายละเอียด
ภูมินิเวศน์มหาสารคาม
ภูมินิเวศน์ขอนแก่นใต้-โคราชเหนือ
ภูมินิเวศน์สุรินทร
ภูมินิเวศน์เทือกเขาภูพาน
ภูมินิเวศน์เทือกเขาเพชรบูรณ
ภูมินิเวศน์กาฬสินธุ์-นครพนม
ภูมินิเวศน์ยโสธร
ภูมินิเวศน์ร้อยเอ็ด
ภูมินิเวศน์ทุ่งกุลาร้องไห้


<<กลับหน้าแรก | หน้าโครงการนำร่องฯ | ข้อมูลพื้นฐาน 4 ภาค 19 ภูมินิเวศน์>>