| |
| :::
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย
::: |
|
ข้อมูลพื้นฐานพื้นที่โครงการนำร่องฯ
ภาคอีสาน |
สรุปข้อมูลพื้นฐานภาคอีสาน
1. สภาพพื้นที่โดยรวมของภูมินิเวศน์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ตั้ง ลักษณะภูมิประเทศ แบ่งตามลักษณะของพื้นที่แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ
คือ ลักษณะภูมิอากาศ ทรัพยากรดิน น้ำ ป่า แหล่งน้ำที่สำคัญคือ แม่น้ำมูลที่สามารถนำน้ำมาใช้ได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรต้องอาศัยแหล่งน้ำจากธรรมชาติ เช่น น้ำซับจากภูเขา ลำธาร ห้วย คลอง หนอง บึง เพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค และใช้ในการทำเกษตร ในช่วงหน้าแล้งแหล่งน้ำดังกล่าวไม่เพียงพอในการทำเกษตรกรรม ป่าไม้ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณมีความหลากหลายทางชีวภาพไม่มากนัก 2. ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรเป้าหมาย ลักษณะทางสังคม เกษตรกรเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว พูดภาษาลาวอีสานเป็นหลัก ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีความเชื่องเรื่องผีและพราหมณ์ จำนวนครัวเรือนเป้าหมายรวมทั้ง 9 ภูมินิเวศน์ มีทั้งหมด 1,343 ครัวเรือน ลักษณะทางเศรษฐกิจ รายได้ส่วนใหญ่เกษตรกรจะมีรายได้จากการที่ลูกหลานส่งเงินมาให้ จากการขายผลผลิตการเกษตรที่เหลือจากบริโภคภายในครัวเรือน และรายได้จากเงินเดือน ค่าตอบแทน รายจ่าย รายจ่ายสูงสุด/ครัวเรือนส่วนใหญ่จะเป็นด้านการลงทุนทางการผลิต (ค่าจ้างและค่าปุ๋ย) การลงทุนค่าอาหาร (ค่าเนื้อสัตว์และเครื่องประกอบอาหาร) เงินออมส่วนใหญ่มีปริมาณต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เป็นหนี้ ธกส. เพราะกู้เงินมาลงทุนในการทำเกษตรกรรม และมีหนี้สินจากแหล่งอื่น ๆ เช่น พ่อค้า นายทุน บ้างเล็กน้อย เกษตรกรทั้ง 9 ภูมินิเวศน์ยังคงแบกภาระหนี้สินอยู่มาก ทั้งหนี้สินในระบบและหนี้สินนอกระบบ แหล่งเงินออมก็มีน้อยมาก 3. แบบแผนการผลิตของครัวเรือน/และการทำเกษตรยั่งยืน พื้นที่ทำเกษตรยั่งยืน การถือครองที่ดิน/เอกสารสิทธิ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร กิจกรรมการผลิต เกษตรกรเกือบทุกครัวเรือนมีอาชีพทำนาเป็นหลักและมีการปลูกพืช ไม้ผล ไม้ยืนต้น ส่วนการเลี้ยงสัตว์พบไม่มากนัก สัตว์เลี้ยงที่เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงก็คือ ไก่ เป้าหมายการผลิต ความเพียงพอของผลผลิต การใช้ปุ๋ยเคมี/ปุ๋ยอินทรีย์ บางพื้นที่มีปัญหาการใช้สารเคมีอย่างรุนแรงมาก เช่น เทือกเขาเพชรบูรณ์ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าถ้าใช้สารเคมีจะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งไม่มีความมั่นใจในการทำเกษตรปลอดสาร เนื่องจากเกษตรกรไม่มีความรู้ และไม่มีวัตถุดิบในการทำสารธรรมชาติใช้ ปัจจุบันมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเกษตรกรเห็นว่าปุ๋ยอินทรีย์ทำให้ดินดี พืชงาม และปลอดสารพิษ ส่วนมากเกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์และสารธรรมชาติขึ้นเอง บางส่วนซื้อมาจากชุมชนภายนอก สมาชิกเห็นว่าสารธรรมชาติช่วยป้องกันความเสียหายของพืชได้ดีกว่าที่จะแก้ไขปัญหาโรคและแมลงในไร่นา แต่ยังมีบางครัวเรือนใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีอยู่ ซึ่งอาจเป็นเพราะแรงงานในครัวเรือนมีน้อย และไม่มีประสบการณ์ในการทำเกษตรให้ได้ผลผลิตดีโดยไม่ต้องใช้สารพิษ การใช้พันธุ์พืช/พันธุ์สัตว์ การใช้พันธุ์สัตว์ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันทุกปี มีการปรับปรุงพันธุ์พื้นบ้านให้มีขนาดน้ำหนักที่ใหญ่ขึ้น เกษตรกรเริ่มหันกลับมาใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ในท้องถิ่น เพราะเชื่อว่าทนกับสภาพพื้นที่มากกว่าพันธุ์ใหม่ ถ้าเป็นสัตว์พื้นบ้านเชื่อกันว่าจะเลี้ยงง่าย ออกลูกดก ถ้าเป็นพืชก็จะทนทานต่อโรคและแมลง โดยเกษตรกรส่วนใหญ่จะเก็บพันธุ์ด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชผักสวนครัว ไม้ผลในท้องถิ่น ไม้ยืนต้น จะมีพืชผักบางชนิดเท่านั้นที่อาศัยพันธุ์จากภายนอก ไม้ผลบางชนิดที่ขยายพันธุ์เองไม่ได้ การใช้แรงงานและเทคโนโลยี เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการเกษตรเช่น รถไถนาเดินตาม รถไถใหญ่ (2 เพลา) เครื่องสูบน้ำ และรถสีข้าว การจัดการผลผลิต การเป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่าย
ดูรายละเอียด ภูมินิเวศน์มหาสารคาม ภูมินิเวศน์ขอนแก่นใต้-โคราชเหนือ ภูมินิเวศน์สุรินทร์ ภูมินิเวศน์เทือกเขาภูพาน ภูมินิเวศน์เทือกเขาเพชรบูรณ์ ภูมินิเวศน์กาฬสินธุ์-นครพนม ภูมินิเวศน์ยโสธร ภูมินิเวศน์ร้อยเอ็ด ภูมินิเวศน์ทุ่งกุลาร้องไห้ <<กลับหน้าแรก | หน้าโครงการนำร่องฯ | ข้อมูลพื้นฐาน 4 ภาค 19 ภูมินิเวศน์>> |
![]() |