ภูมินิเวศน์ขอนแก่นใต้-โคราชเหนือ

 

1.  สภาพพื้นที่เป้าหมาย

1.1    ที่ตั้ง

มีพื้นที่การทำงานใน  39  หมู่บ้าน  13  ตำบล  อำเภอ  ใน  จังหวัดคือ  อำเภอพล  และอำเภอแวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น  และอำเภอประทาย  และอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

1.2    ลักษณะภูมิประเทศ / ภูมิอากาศ

สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาดอน เป็นที่ราบลูกคลื่นลอนตื้น สูงๆ ต่ำๆ ลักษณะอากาศเหมือนพื้นที่ในภาคอีสานทั่วไป ซึ่งค่อนข้างแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล และทิ้งช่วง ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างน้อย โดยพื้นที่ที่มีฝนตกมากที่สุดคือ  อำเภอพล  และพื้นที่ที่มีฝนน้อยที่สุดคือ อำเภอบัวใหญ่

1.3    ทรัพยากรดิน น้ำ ป่า

ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย  และดินทรายปนกรวดสีแดง  มีดินเค็มกระจายอยู่ทั่วไป ดินไม่สามารถอุ้มน้ำได้ดี ซึ่งเมื่อบวกกับปริมาณน้ำฝนที่มีน้อยอยู่แล้ว  ทำให้การทำเกษตรไม่ค่อยได้ผล

แหล่งน้ำที่สำคัญของ อำเภอแวงใหญ่ คือ แม่น้ำชี และห้วยหนองเอี่ยน และห้วยเล็กห้วยน้อย ซึ่งจะใช้ได้เฉพาะฤดูฝนเท่านั้น อำเภอพล มีแหล่งน้ำธรรมชาติน้อย มีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กคือ อ่างเก็บน้ำละเลิงหวาย ซึ่งจะมีน้ำเฉพาะฤดูฝน อำเภอประทาย มีแหล่งน้ำคือ ลำห้วยวังแคน ส่วน อำเภอบัวใหญ่ มี ลำห้วยยาง และมีชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร

พื้นที่ป่ามีลักษณะเป็นป่าโคก ป่าหัวไร่ปลายนา ส่วนใหญ่เป็นป่าเสื่อมโทรม ความหลากหลายทางพันธุ์พืชมีไม่มาก เช่น ใน อำเภอแวงใหญ่มีป่าสงวนแห่งชาติภูระงำ เป็นป่าเต็งรัง แต่ก็ถูกทำลายจนเสื่อมโทรม โดยยังคงเหลือที่สมบูรณ์อยู่บ้างคือ ที่ป่าโคกหนองกุง-วังแสง ในพื้นที่ติดต่อระหว่าง อำเภอพล และ อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา

1.4   อาชีพ

                         โดยทั่วไปทำนา ทำไร่ ปลูกมันสำปะหลัง ปอ และอ้อย ทอผ้า และรับจ้างทั้งในและนอกภาคเกษตร โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวเป็นแรงงานไปทำงานต่างประเทศค่อนข้างมาก

 

2.  ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรเป้าหมาย

2.1   ลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม

                         เกษตรกรเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว พูดภาษาลาวอีสานเป็นหลัก โดยมีเกษตรกรบางส่วนในพื้นที่ อำเภอประทาย และ อำเภอบัวใหญ่ ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไท-โคราช  ส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา มีความเชื่อเรื่องผีและพราหมณ์ มีการประกอบพิธีทำบุญ 12 เดือนหรือพิธีฮีต 12 ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างไปตามลักษณะแต่ละชุมชน

2.1.1 สถานภาพพื้นฐานเกษตรกรเป้าหมาย จำนวนครัวเรือนเป้าหมาย 230 ครัวเรือน

2.1.2 อายุเฉลี่ยหัวหน้าครัวเรือน อายุเฉลี่ย 52 ปี

2.1.3 แรงงานในการทำเกษตร

จากประชากรเฉลี่ยในแต่ละครัวเรือน 5 คน จะเป็นแรงงานทำเกษตรเฉลี่ย 3 คน

2.2   สถานภาพทางเศรษฐกิจ

2.2.1 รายได้

รายได้รวม(บาท)

เฉลี่ย/ครัวเรือน(บาท)

ประเภทรายได้ส่วนใหญ่

รวมทั้งภูมินิเวศน์

เฉลี่ย/ครัวเรือน(บาท)

คิดเป็นร้อยละ

22,163,530

96,363

1.การผลิตในแปลงเกษตร (การขายข้าวและสัตว์เลี้ยง)

10,127,980

44,035

45.69

 

 

2.ลูกหลานส่งให้

3,813,000

16,580

13.07

 

2.2.2 รายจ่าย

รายจ่ายรวม(บาท)

เฉลี่ย/ครัวเรือน(บาท)

ประเภทรายจ่ายส่วนใหญ่

รวมทั้งภูมินิเวศน์

เฉลี่ย/ครัวเรือน

คิดเป็นร้อยละ

17,666,469

76,811

1.การใช้หนี้

7,438,520

32,341

42.10

 

 

2.การลงทุนการผลิต

3,264,199

14,192

18.47

 

 

ค่าอาหาร

1,404,166

6,105

7.94

 

2.2.3 หนี้สิน

หนี้สินรวม(บาท)

เฉลี่ย/ครัวเรือน(บาท)

แหล่งยืมหนี้สินส่วนใหญ่

รวมทั้ง

ภูมินิเวศน์

เฉลี่ย/ครัวเรือน(บาท)

คิดเป็นร้อยละ

21,195,493

92,154

1....

12,258,800

53,299

57.84

 

 

2.ธนาคารอื่นๆ

3,970,700

17,264

18.73

 

2.2.4 เงินออม

เงินออมรวม(บาท)

เฉลี่ย/ครัวเรือน (บาท)

แหล่งออมเงินส่วนใหญ่

รวมทั้ง

ภูมินิเวศน์

เฉลี่ย/ครัวเรือน(บาท)

คิดเป็นร้อยละ

2,959,493

4,289.12

1.ธนาคาร

1,441,271

6,266.39

42.80

 

 

2.กลุ่มออมทรัพย์

987,592

4,293.87

 

3.  แบบแผนการผลิตของครัวเรือนและการทำเกษตรยั่งยืน

3.1   พื้นที่ทำเกษตรยั่งยืน

                         พื้นที่เกษตรรวมทั้งหมด 6,536 ไร่ เฉลี่ยครัวเรือนละ 28.4 ไร่ เป็นพื้นที่ทำเกษตรยั่งยืน 2,541.5 ไร่ เฉลี่ยครัวเรือนละ 11.1 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 38.94 ของที่ดินทั้งหมด

3.2   การถือครองที่ดิน เอกสารสิทธิ์

เกษตรกรส่วนใหญ่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน

ประเภทเอกสารสิทธิ์ ที่มากที่สุด

จำนวนครัวเรือน

ร้อยละ

1. โฉนด

135

58.7

2. ไม่มีเอกสารสิทธิ์

35

15.2

3. มีหลายอย่าง (โฉนด สปก. นส.3)

25

10.9

 

3.3   แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร

                         เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ คือ  148  ราย  คิดเป็นร้อยละ  64.3  ของครัวเรือนทั้งหมด บางรายมีแต่ไม่ได้นำมาใช้ เพราะปริมาณน้ำไม่เพียงพอ หรือไม่มีเทคโนโลยีในการดึงน้ำมาใช้ คือ  47  ราย คิดเป็นร้อยละ  20.4  ของครัวเรือนทั้งหมด และส่วนใหญ่คือ 207 ราย ไม่มีบ่อบาดาล

                         ส่วนการขุดสระน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร  สมาชิกส่วนใหญ่จะมีการขุดสระประมาณ บ่อต่อครัวเรือน  คือ  97  ราย ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่ามีความพอเพียงต่อการใช้

3.4   การใช้ปุ๋ย สารเคมี และปุ๋ย สารอินทรีย์ทางการเกษตร

พบการใช้  ปุ๋ยเคมี  202  ครัวเรือน  หรือเท่ากับร้อยละ  87.8  ของครัวเรือนทั้งหมด

ปุ๋ยอินทรีย์  197  ครัวเรือน  หรือเท่ากับร้อยละ  85.7  ของครัวเรือนทั้งหมด

สารเคมี  104  ครัวเรือน  หรือเท่ากับร้อยละ  45.2  ของครัวเรือนทั้งหมด

สารธรรมชาติ  68  ครัวเรือน  หรือเท่ากับร้อยละ  29.6  ของครัวเรือนทั้งหมด

                         เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าวเพื่อเร่งผลผลิต เร่งความเจริญเติบโต ส่วนกิจกรรมอื่นๆ จะไม่ค่อยพบการใช้ปุ๋ยเคมี เนื่องจากราคาแพง และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้ผลผลิตที่ดีกว่า เช่น การปลูกผัก ในการปลูกข้าวมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อยู่บ้าง เพื่อบำรุงดินให้สมบูรณ์ ขณะที่การใช้สารเคมีส่วนใหญ่ใช้เพื่อกำจัดศัตรูพืชในนา ส่วนการใช้สารธรรมชาติ พบค่อนข้างน้อย เนื่องจากเกษตรกรไม่มีความรู้และไม่มีวัตถุดิบในการทำสารธรรมชาติใช้

 3.5   กิจกรรมการผลิต

                         เกษตรกรเกือบทุกครัวเรือนทำนาเป็นหลัก คือ  214  ครัวเรือน  และมีการปลูกพืช  ไม้ผล  ไม้ยืนต้น  ส่วนการเลี้ยงสัตว์พบไม่มากนัก ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นการเลี้ยงไก่ คือมี  182  ครัวเรือน  รองลงมาคือ วัว มี  111  ครัวเรือน เป็ด มี  107  ครัวเรือน  ซึ่งปริมาณการผลิตส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นทุกปี

3.6   เป้าหมายการผลิต

                         เกษตรกรส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการบริโภค เหลือกินจึงขาย เช่น ข้าว พบว่ามี 184 ครัวเรือนที่บริโภคและขาย คิดเป็นร้อยละ  80  ของครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่การผลิตไม้ผล สัตว์เลี้ยง ก็เช่นกัน ส่วนการปลูกผัก เลี้ยงปลา ส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเฉพาะบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น

3.7   ความเพียงพอของผลผลิต

                         ส่วนใหญ่ผลผลิตมีความพอเพียงต่อการบริโภคในครัวเรือน โดยเฉพาะข้าวมีความพอเพียงถึงร้อยละ 98.3  มีการซื้อเพิ่มเติมร้อยละ  1.3  และสามารถขายได้ร้อยละ  59.1  ขณะที่ไม้ผล พอเพียงร้อยละ  67.2  มีการซื้อเพิ่มเติมร้อยละ  14.2  และขายได้ร้อยละ  24.8

3.8   การใช้พันธุ์พืช/พันธุ์สัตว์

                         การใช้พันธุ์พืช เช่น ข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่คือ ร้อยละ 85 แลกเปลี่ยนและเก็บเองในชุมชน ส่วนพันธุ์พืชไร่ ส่วนใหญ่ต้องซื้อ รวมทั้งพันธุ์ปลาด้วยเช่นกันที่ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อหรือได้จากรัฐ

3.9   พิธีกรรมในการผลิต

                         ส่วนใหญ่เกษตรกรมีการประกอบพิธีกรรมในการผลิต 1 พิธีกรรมเช่น พิธีการเลี้ยงผีปู่ตาเพื่อความอุดมสมบูรณ์คือร้อยละ 75.7 มีเกษตรกรที่ไม่ประกอบพิธีกรรมเลย ร้อยละ 24.3

3.10   การเป็นสมาชิกองค์กรชุมชนและเครือข่าย

                         การเป็นสมาชิก  เกษตรกรส่วนใหญ่คือร้อยละ 28.3 เป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่ายทั้งในระดับหมู่บ้านและระดับเครือข่ายระหว่างหมู่บ้าน  องค์กรต่อครัวเรือน  รองลงมาคือ  ร้อยละ  25.7  เป็นสมาชิก  องค์กร

การศึกษาดูงาน สมาชิกส่วนใหญ่คือร้อยละ 48.1 จะได้ไปศึกษาดูงาน อย่างน้อย 1 ครั้ง รองลงมาคือร้อยละ 19.1 ได้ไปศึกษาดูงาน 2 ครั้ง ส่วนเกษตรกรที่ไม่เคยไปศึกษาดูงานเลยมีร้อยละ 13.0 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกที่เพิ่งเข้ามาใหม่

ประสบการณ์การทำงานร่วม เกษตรกรส่วนใหญ่ คือร้อยละ 53 ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับกลุ่ม ส่วนคนที่เคยมีประสบการณ์ร่วม 1 ครั้งมีร้อยละ 27.2

การได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ส่วนใหญ่คือร้อยละ 57.2 ไม่ได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต มีผู้ที่ได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต 2 ปัจจัยขึ้นไป ร้อยละ 29.1 ได้รับ 1 ปัจจัย ร้อยละ 27.2 ปัจจัยที่ได้รับ เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สระน้ำ เป็นต้น หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนมีทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน

3.11 การจัดการผลผลิต

                         ส่วนใหญ่เกษตรกรจะนำผลผลิตออกขาย ส่วนที่เหลือเก็บไว้แลกเปลี่ยนในชุมชน  และเก็บไว้ทำบุญ  ส่วนการแปรรูปผลผลิตยังมีน้อย  เช่น ข้าว การรวบรวมผลผลิตออกขายมีร้อยละ 86.1 รองลงมาเป็นการทำบุญ/ประเพณี ร้อยละ 81.7 การแบ่งปันแลกเปลี่ยน ร้อยละ 46.5 การแปรรูปผลผลิต มีร้อยละ 23 

3.12  การเป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่าย

อำเภอแวงใหญ่ ในระดับหมู่บ้าน จะมีกลุ่มเกษตรผสมผสานในหมู่บ้าน 17 หมู่บ้าน 3 ตำบล และกลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น กลุ่มทอผ้า กลุ่มเพาะเห็ดฟาง เพื่อเป็นรายได้เสริม  กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต  เพื่อระดมทุนในการทำเกษตรยั่งยืน และเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้เกษตรกรในชุมชนได้พึ่งพา

ในระดับอำเภอ มีการรวมตัวกันระหว่างกลุ่มเกษตรในหมู่บ้านต่างๆ 17 หมู่บ้าน เข้าเป็น ชมรมฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ อำเภอแวงใหญ่ มีสมาชิกปัจจุบัน 500 คน เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน และร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

อำเภอพล กลุ่มที่สำคัญคือ ชมรมฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อำเภอพล มีสมาชิกจาก 27 หมู่บ้าน 6 ตำบล รวมกว่า 1,000 คน ร่วมกันทำกิจกรรมการออมทรัพย์เพื่อการส่งเสริมกาผลิตในระบบเกษตรยั่งยืน

กลุ่มทอผ้าไหม สมาชิกร่วมกันทอผ้าและขายเป็นรายได้เสริม

กลุ่มผู้ปลูกอ้อย ในบ้านหนองแวงโสกพระ และบ้านหนองหญ้าปล้อง มีสมาชิก 30 คน ร่วมกันนำอ้อยมาแปรรูป ทำหีบน้ำอ้อยขาย

กลุ่มทำขนม มีสมาชิกจาก 5 หมู่บ้าน จำนวน 100 คน ทำขนมขายเป็นรายได้เสริม เช่น กะหรี่ปั๊บ  ขนมจีบ

กลุ่มตลาดชุมชน ได้รับการสนับสนุนจาก JVC ประเทศญี่ปุ่น ตั้งตลาดภายในชุมชนเพื่อแลกเปลี่ยนผลผลิตในชุมชน ซึ่งมี 4 หมู่บ้านร่วมกันคือ บ้านยานาง-โนนแต้ บ้านหนองบั่ว-ชัยพัฒนา บ้านโสกนกเต้น และบ้านหนองแวงโสกพระ มีสมาชิกรวม 155 คน

อำเภอประทาย มีกลุ่มระดับตำบลคือ ชมรมเกษตรผสมผสาน ตำบลวังไม้แดง  มีสมาชิก 189 คน กิจกรรมคือ การออมทรัพย์เพื่อการผลิต ตั้งธนาคารน้ำเพื่อการออมน้ำ ด้วยการสนับสนุนให้สมาชิกขุดสระน้ำในนาของตนเอง นอกจากนี้มีกลุ่มย่อยในพื้นที่ เช่น กลุ่มแปรรูผลผลิตจากกล้วย กลุ่มเพาะเห็ดฟาง กลุ่มเลี้ยงไก่ชน

อำเภอบัวใหญ่ มีกลุ่มระดับอำเภอคือ กลุ่มเกษตรพึ่งตนเอง อำเภอบัวใหญ่ มีสมาชิกประมาณ 50 คน ร่วมกันทำกลุ่มออมทรัพย์ในระดับหมู่บ้าน และสนับสนุนเกษตรกรทำเกษตรยั่งยืน นอกจากนี้มีกลุ่มเล็กๆ เช่น กลุ่มโรงสี กลุ่มแปรรูป (ทำขนม ปลาร้าบอง) กลุ่มปุ๋ยชีวภาพ คือ ร่วมกันทำปุ๋ยชีวภาพ