ภูมินิเวศน์เทือกเขาเพชรบูรณ์

 

1.  สภาพพื้นที่เป้าหมาย

1.1   ที่ตั้ง  แบ่งเป็น 4 พื้นที่ ได้แก่

พื้นที่ดงลาน  ตั้งอยู่ในพื้นที่  อำเภอสีชมพู  อำเภอชุมแพ  อำเภอภูผาม่าน  จังหวัดขอนแก่น

พื้นที่น้ำพอง  ตั้งอยู่ในพื้นที่  อำเภอน้ำหนาว  จังหวัดเพชรบูรณ์  อำเภอภูกระดึง  จังหวัดเลย

พื้นที่น้ำพรม ตั้งอยู่ในพื้นที่  อำเภอภูเขียว  อำเภอเกษตรสมบูรณ์  จังหวัดชัยภูมิ

พื้นที่นายางกลัก  ตั้งอยู่ในพื้นที่  อำเภอเทพสถิต  จังหวัดชัยภูมิ

1.2 ลักษณะภูมิประเทศ

โดยรวมจะแบ่งได้เป็น  ลักษณะพื้นที่ คือ

1.2.1 ที่ราบบนภูเขา  คือ พื้นที่น้ำพอง  และพื้นที่นายางกลัก 

1.2.2 ที่ราบเชิงเขา  คือ พื้นที่ดงลาน  และพื้นที่น้ำพรม

ซึ่งแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ดังนี้

(1) พื้นที่น้ำพอง ใน  อำเภอน้ำหนาว ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนน้ำหนาว  ส่วน  อำเภอภูกระดึง อยู่ติดกับเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง  ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำพอง แม่น้ำสายสำคัญของภาคอีสาน 

(2) พื้นที่นายางกลัก คือ  อำเภอเทพสถิต อยู่ในเขตอนุรักษ์ใกล้อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำชี 

(3) พื้นที่น้ำพรม มีภูเขาล้อมรอบ  อยู่ใกล้กับเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว  ซึ่งเป็นต้นน้ำพรม

(4) พื้นที่ดงลาน ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปป่าเสื่อมโทรม  ใน  อำเภอสีชมพู มีพื้นที่บางส่วนตั้งอยู่ในเขตอุทยานภูผาม่าน  ส่วน  อำเภอชุมแพ และ  อำเภอภูผาม่าน เป็นเขตต้นน้ำเชิญ

1.3   ลักษณะภูมิอากาศ เป็นแบบมรสุม โดยทั่วไปเย็นสบายตลอดปี

1.4   ทรัพยากรดิน/น้ำ/ป่า

ลักษณะดินในพื้นที่ราบเชิงเขาจะเป็นดินร่วนซุย สีดำ ส่วนดินในพื้นที่ราบบนภูเขาจะเป็นสีดำร่วนปนหิน

                         แหล่งน้ำ พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์  ต้องอาศัยน้ำจากแหล่งธรรมชาติ เช่น  น้ำซับจากภูเขา  ลำธาร  ห้วย คลอง  หนอง  บึง  เพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภคและใช้ในการทำเกษตร  ในช่วงหน้าแล้งแหล่งน้ำดังกล่าวจะไม่เพียงพอในการทำเกษตรกรรมเพราะมีสภาพพื้นที่ตั้งในที่สูงไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งได้

                         ป่าไม้ ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้ง  ป่าเบญจพรรณ  ไม้ที่ขึ้นส่วนมาก  เช่น ประดู่ ชิงชัน มะค่าโมง แดง  ตะแบก  เต็งรัง  และพืชสมุนไพร เช่น  จันทร์แดง  สะคร่าน  พญาเสือโคร่ง  ไผ่  และพืชที่เกิดกับป่า  ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของคนในชุมชนได้แก่  เห็ด  หน่อไม้  ผักหวาน  พืชผักป่า  สมุนไพรต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ในป่า  โดยที่ชาวบ้านมีกิจกรรมร่วมกันอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ  นอกจากนั้นพืชพันธุ์จากไร่ที่สำคัญที่เป็นพืชพันธุ์ท้องถิ่น  และพืชเศรษฐกิจ  ได้แก่  พันธุ์ข้าวโพด  ข้าวไร่  ข้าวพญาลืมแกง  ข้าวหมื่นล้าน  เป็นต้น

 

2.  ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย

2.1    ลักษณะทางสังคม

                         พื้นที่ดงลาน เป็นกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2512 จากนโยบายเพื่อการปราบปรามผู้ก่อการร้ายซึ่งมีการเปิดป่า กลุ่มคนทั่วทั้งภาคอีสาน เช่น จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา กาฬสินธุ์ ได้อพยพเข้ามาอาศัยเพราะพื้นที่อุดมสมบูรณ์

                         พื้นที่น้ำพอง เป็นกลุ่มคนที่ย้ายมาจาก อำเภอหล่มสัก และ อำเภอหล่มเก่า ที่อพยพเพราะมีการเจ็บป่วยล้มตายหรือเกิดโรคระบาดของคนในหมู่บ้าน

                         พื้นที่น้ำพรม ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มคนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่มาแต่ดั้งเดิม  และอีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มคนที่อพยพมาจาก จังหวัดนครราชสีมา เพราะความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ โดยส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานตามแหล่งน้ำ เช่น  ลำน้ำพรม  และหนองสามหมื่น

                         พื้นที่นายางกลัก  เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากนครราชสีมา เพราะพื้นที่นี้มีความอุดมสมบูรณ์

2.1.1 การประกอบอาชีพ

อาชีพหลักคือ  การปลูกข้าวทำนา  ทำไร่  ทำสวน  ซึ่งทำได้เฉพาะฤดูฝน  ช่วงฤดูอื่นไม่มีน้ำ  นอกจากนี้มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อจำหน่ายคือ  วัว ควาย  หมู  ปลา  และเลี้ยงไว้บริโภคในครัวเรือนคือ เป็ด ไก่

2.1.2 วัฒนธรรม  ประเพณี

สมาชิกส่วนใหญ่จะนับถือพุทธศาสนา มีการประกอบพิธีกรรมตามประเพณีอีสาน เช่น บุญพระเวส  บุญสงกรานต์  บุญบ้องไฟ  บุญกฐิน  และฮีตสิบสองคองสิบสี่  ซึ่งเป็นการทำบุญทางพระพุทธศาสนาทั้ง  12  เดือน  เพื่อแสดงความกตัญญูต่อแผ่นดิน ต่อบรรพชนและสิ่งที่มีคุณ เช่น การเลี้ยงผีนา การเลี้ยงผีตาแฮก การไหว้ศาลปู่ตา การไหว้พระแม่ธรณี ทำบุญข้าวสาก การเลี้ยงพระแม่โพสก

2.1.3 สถานภาพเกษตรกรเป้าหมาย

จำนวนครัวเรือน รวมทั้งหมด 230  ครัวเรือน  แบ่งเป็น

(1)  พื้นที่ดงลาน  85  ครัวเรือน

(2)  พื้นที่น้ำพอง  60  ครัวเรือน

(3)  พื้นที่น้ำพรม  50  ครัวเรือน

(4)  พื้นที่นางยางกลัก 35 ครัวเรือน

2.1.4  เพศ / อายุ / การศึกษาของหัวหน้าครัวเรือน

เพศชาย  183  คน  เพศหญิง  47  คน  อายุโดยเฉลี่ย  49  ปี ส่วนมากจบการศึกษาระดับประถมศึกษา สามารถอ่านออกเขียนได้เกือบทั้งหมด

2.2 ลักษณะทางเศรษฐกิจ

2.2.1 รายได้

รายได้รวมต่อปีเฉลี่ย  53,687  บาท/ครัวเรือน/ปี รายได้หลักรับจ้างทำเกษตรเฉลี่ย  3,132 บาท/ครัวเรือน/ปี  แหล่งรายได้รองคือรับจ้างทั่วไป  5,319  บาท/ครัวเรือน/ปี

2.2.2 รายจ่าย

รายจ่ายรวมต่อปีเฉลี่ย  48,082  บาท/ครัวเรือน/ปี รายจ่ายหลักคือการลงทุนทางการผลิต 12,050 บาท/ครัวเรือน/ปี และการใช้หนี้ ค่าการศึกษาของบุตรหลาน รายจ่ายค่าอาหารเฉลี่ย  6,428 บาท/ครัวเรือน/ปี

2.2.3 เงินออม

เงินออม ปริมาณสูงสุด  200,000  บาท/ครัวเรือน/ปี ปริมาณต่ำสุด  1,000  บาท  จากการขายผลผลิตทางการเกษตร เช่น  ข้าว  ข้าวโพด  และลูกหลานส่งมาให้

2.2.4 หนี้สิน

ส่วนใหญ่เป็นหนี้ ธกส. เฉลี่ย 24,960 บาท/ครัวเรือน/ปี ส่วนใหญ่ใช้ลงทุนในการทำเกษตรกรรม

 

3.  แบบแผนการผลิตของครัวเรือน/และการทำเกษตรยั่งยืน

3.1    รูปแบบการทำเกษตรยั่งยืน

พื้นที่ดงลาน  เกษตรแบบผสมผสาน

 พื้นที่น้ำพอง   วนเกษตร

 พื้นที่น้ำพรม  เกษตรผสมผสาน

 พื้นที่นายางกลัก  วนเกษตร  เกษตรผสมผสาน

โดยแต่ละที่มีการผลิตอย่างหลากหลาย คือ ทำนา ปลูกข้าวไร่ ปลูกผักสวนครัว ทำสวนผลไม้ เลี้ยงสัตว์ วัว ควาย หมู ปลา เป็ด ไก่ เป็นต้น

3.2   การถือครองที่ดิน /เอกสารสิทธิ์

พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ และเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีปัญหาในการครอบครองสิทธิของชาวบ้าน  แต่ภายหลังจากชาวบ้านร่วมกันเรียกร้อง ผลที่สุดได้สิทธิในการครอบครอง ดังนี้

พื้นที่ดงลาน ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้เป็น ภบท.5 ส่วนเขตปฏิรูปให้เป็น สปก4-01

พื้นที่นายางกลัก ที่ตั้งอยู่ใกล้เขตอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม มีการถือครองสิทธิคือ ภบท.5

พื้นที่น้ำพองตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ต้นน้ำ  เขตป่าสงวนแห่งชาติ  การถือครองสิทธิคือ ภบท.5

พื้นที่น้ำพรม ตั้งอยู่ในเขตที่ทำกิน  การถือครองสิทธิคือ โฉนด และ นส.3

3.3 การใช้แรงงานและเทคโนโลยี

                เฉลี่ยครัวเรือนละ  คน จากจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย  คน โดยทั่วไปแล้ว แรงงานในครัวเรือนที่ทำการเกษตรจะเป็นผู้ที่มีอายุมากคือเฉลี่ย 49 ปี ส่วนคนหนุ่มสาวอพยพแรงงานไปทำงานที่กรุงเทพหรือหัวเมืองใหญ่  พอถึงฤดูการทำเกษตรเช่น ทำนา ทำไร่ จึงจะอพยพกลับมาช่วย

มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยทุ่นแรง เช่น รถไถฟอร์ด รถไถเดินตาม เครื่องตัดหญ้า เครื่องสูบน้ำ

3.4    การใช้ปุ๋ย สารเคมี และปุ๋ย สารอินทรีย์ทางการเกษตร

ภูมินิเวศน์เทือกเขาเพชรบูรณ์เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาการใช้สารเคมีอย่างรุนแรงมาก สมาชิกส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าถ้าใช้สารเคมีจะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งไม่มีความมั่นใจในทำเกษตรปลอดสาร ด้วยความเชื่อว่าต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับผลผลิต ปริมาณการใช้สารเคมีโดยเฉลี่ยต่อครัวเรือนคือ 86%

3.5    ความเชื่อและพิธีกรรม

มีการประกอบพิธีกรรมทางการผลิต เช่น การเลี้ยงผีนา การเลี้ยงผีตาปู่ พิธีการไหว้ศาลปู่ตา การเลี้ยงพระแม่โพสก การเลี้ยงพระแม่ธรณี การเลี้ยงผีตาแฮก การทำบุญทั้ง 12 เดือน คือฮีดสิบสองครองสิบสี่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำเกษตร เพื่อปกปักรักษาคุ้มครองผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อความอุดมสมบูรณ์

3.6    การจัดการผลผลิต

ปริมาณผลผลิตที่ได้ไม่ว่าจะเป็น พืชไร่ ข้าวโพด ข้าวไร่ ถั่ว อ้อย ข้าวนา จะมีการขายเป็นรายปี ปีละครั้ง ส่วนไม้ผลใช้บริโภคในครัวเรือนและทำการขายแลกเปลี่ยนกันกับเพื่อนบ้าน และไว้ทำบุญตามประเพณี การแปรรูปจะมีเล็กน้อย เช่น แปรรูปผลไม้ ไว้ใช้บริโภคในครัวเรือน

3.7 การเป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่าย

3.7.1 องค์กรชาวบ้านป่าดงลาน  หรือองค์กรชาวบ้านแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินป่าดงลาน การรณรงค์เพื่อพิทักษ์สิทธิที่ดินทำกิน กลุ่มเกษตรผสมผสานดงลาน เป็นกลุ่มองค์กรชาวบ้านที่ดำเนินงานตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบัน  โดยเริ่มกิจกรรมอนุรักษ์และค้นหาอาชีพทางเลือกในพื้นที่ 18 หมู่บ้าน ในเขต อำเภอสีชมพู 15 หมู่บ้าน อำเภอชุมแพ 2 หมู่บ้าน และ อำเภอภูผาม่าน 1 หมู่บ้าน ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ของเกษตรกร คือ การเป็นหนี้สิน  เนื่องจากความล้มเหลวจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว

3.7.2 กลุ่มวนเกษตรต้นน้ำพอง กลุ่มวนเกษตรน้ำหนาวก่อตั้งเมื่อปี 2538 โดยการรวมกลุ่มของชาวบ้านที่เคยทำงานอนุรักษ์ต้นน้ำพองและพัฒนาอาชีพทางเลือกในเขต อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และ อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย มาก่อน  ซึ่งต่างสนใจปรับเปลี่ยนการผลิตจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวปลูกพืชไร่ เช่น ถั่ว ขิง และข้าวโพด ในปริมาณที่มากจนทำให้เกิดภาระหนี้สินตามมาเนื่องจากราคาตลาดลดลง มาเป็นการปลูกพืชไม้ผลหลากหลายชนิดแบบผสมผสานเพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการไถพรวนหน้าดินลดการใช้สารเคมี โดยได้รับการสนับสนุนกิ่งพันธุ์ พันธุ์สัตว์ (โค–กระบือ )และการให้ความรู้เทคนิควิธีการ  จากการอบรม ศึกษาดูงานจากโครงการพัฒนาและฟื้นฟูระบบนิเวศลำน้ำพอง

3.7.3 สหกรณ์การเกษตรลุ่มน้ำพรม จำกัด เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวบ้านที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อทำเกษตรในพื้นที่ลำน้ำพรม 3 อำเภอ คือ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ อำเภอภูเขียว และ อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ปัญหาขาดแคลนน้ำเกิดจากความผิดพลาดในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ของภาครัฐร่วมกับรัฐวิสาหกิจในการสร้างเขื่อนจุฬาภรณ์ปิดกั้นลำน้ำพรมและผันน้ำหนีไปลำน้ำอื่นตั้งแต่ปี 2510 ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนต้องเดินทางไปขอน้ำจากเขื่อนจุฬาภรณ์มาเพื่อทำเกษตรทุก ๆ ปี อย่างน้อยปีละประมาณ 3-4 ครั้ง จนกลายเป็นประเพณีการเดินตามน้ำของเกษตรกรตามลุ่มน้ำพรม ที่สุดเกษตรกรในพื้นที่จึงรวมกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหาโดยการจัดตั้งเป็นกลุ่มที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อประสานงานกับหน่วยงานอื่น และได้รับใบอนุญาตการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เป็นนิติบุคคลตั้งแต่ปี 2539

3.7.4 องค์กรชาวบ้านนายางกลัก เป็นการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 11 หมู่บ้าน จากปัญหา คจก.อพยพราษฎรออกจากพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและให้ทำป่าเศรษฐกิจ แทน ซึ่งได้รับการคัดค้านจากชาวบ้านจำนวนมากในนามคณะกรรมการองค์กรชาวบ้านป่าไม้–ที่ดินอีสาน ซึ่งกลุ่มชาวบ้านป่านายางกลักเป็นสมาชิกกลุ่มหนึ่ง จนที่สุดรัฐบาลประกาศยกเลิกโครงการ คจก.กลุ่มองค์กรชาวบ้านป่านายางกลัก จึงได้ทำงานในดินทำกินของตนเองตั้งแต่ปี 2535 ถึงปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง

3.8 ภูมิปัญญาด้านการเกษตร

3.8.1 การรักษาโรคสัตว์ (วัว-ควาย) ของชาวบ้านพองหนีบ

สัตว์ที่มีแผลเป็นหนอง แผลเน่าเปื่อยมีหนอนเข้าเจาะ ด้วยวิธีการทำ ไซย แผล เทคนิค คือนำดินเหนียวปั้นหุ่นรูปสัตว์ที่ป่วย ใช้หนามปักหุ่น ตรงแผลที่เกิดกับของจริงแล้วนำมาย่างไฟจนตัวหุ่นแห้งสนิทแผลก็จะหายและหนอนเจาะก็ตายได้ผลดี

3.8.2 การรวบรวมขยายพันธุ์พืช ของนายไพโรจน์  จันศิลา

โดยการใช้เทคนิคการปลูกพืชและขยายพันธุ์พืช ด้วยการนำนมดิน หรือที่เรียกว่า จอมปลวก ใส่ลงไปรองก้นหลุมไม้ผล ขนาดกว้างประมาณ 2 x 2 เมตร แล้วจึงปลูกไม้ผล จอมปลวกจะเป็นสารอาหารอย่างดีสำหรับไม้ผลเจริญเติบโตดีมาก

3.8.3 การจัดระบบน้ำในไร่นา ของนายไพโรจน์  จันศิลา

ด้วยการทำประปาภูเขา และระบบน้ำหยดคือ นำน้ำจากที่สูงมาใช้ในแปลงเกษตร มีเทคนิคโดยการวางท่อพีวีซีเดินตามสวนติดสามแยกในจุดที่มีต้นไม้ใช้สายยาง 2 หุน เชื่อมจากสามแยกใช้สายเมนไฟฟ้า (สายเขียว) ถอดใส่ที่อยู่ข้างในออกเสียบสายยาง 2 หุน ด้วยลวดโลหะ น้ำหยดมากน้อย ปรับได้ตามต้องการ

3.8.4  การจัดการศัตรูพืช  ของนายไพโรจน์  จันศิลา

การทำธงไล่แมลงนำเอาแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงมาตัดให้เป็นเส้นยาว ๆ ประมาณ 2-3 ซม.นำไปแขวนตามต้นไม้ผลแมลงจะไม่มารบกวนต้นไม้ผลเพราะแมลงกลัวแสงสะท้อนจากแผ่นพลาสติก

เทคนิคในการจัดการเพลี้ย เจาะไม้ผล คือ นำกำมะถันผสมกับ น้ำมันหมู หรือน้ำมันพืช นำมาทาที่ต้นไม้ผลที่มีหนอนเจาะลำต้นจะได้ผลดีมาก

3.8.5  การปรับปรุงดิน ของ นายไล  จันทร์สีดา นายสมผล  คำหมู ด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่ว คือ ถัวงิ้วนางแดง เป็นพืชคลุมดินก่อนแล้วไถกลบเพื่อปลูกพืช

3.8.6  การทำน้ำหมักชีวภาพ ของนายคำมุข  ชิลนาค ด้วยการนำผลไม้สุก เช่น กล้วย ฝรั่ง ฟักทอง กากน้ำตาล มาผสมกันหมักไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อทำหัวเชื้อปุ๋ยหมัก

การทำปุ๋ยหมักสูตรเร็ว ด้วยการนำมูลสัตว์ แกลบดำ แกลบขาว รำ มาผสมคลุกให้เข้ากันแล้วผสมน้ำให้ได้ความชื้นประมาณ 60% วัดความชื้นโดยการปั้นให้เป็นก้อน ดูอุณหภูมิ ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน รอให้อุณหภูมิลดก็สามารถนำมาใช้กับพืชผัก ผักสวนครัว ไม้ผล

การทำปุ๋ยหมักสูตรช้า นำวัชพืช เศษหญ้าแห้ง ฟางแห้ง กากถั่วเหลือง นำมากองทับถมกันให้เป็นชั้นๆ  รดน้ำให้ทั่วได้ความชื้นประมาณ 60% เมื่อรดน้ำจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น หมักทิ้งไว้ให้จุลินทรีย์ทำการย่อยสลายเศษวัสดุแล้วทำการกลับกองปุ๋ยรอให้อุณหภูมิลดลง แล้วนำมาใช้กับพืชผักได้ผลดีมาก

3.8.7 การลดแรงงานในการขนส่งมูลสัตว์ในแปลง ของนายสายใจ  ศึกสงคราม สมาชิกบ้านโคกป่ากรุง ในหน้าแล้ง จะนำวัวไปเลี้ยงในแปลงเกษตรโดยจะทำคอกให้วัวอยู่แปลงหนึ่งๆ เจ็ดวันแล้วเคลื่อนย้ายไปอีกแปลงใหม่เรื่อย ๆ

3.9   ภูมิปัญญาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

คนในชุมชนและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในท้องถิ่นได้เห็นพ้องต้องกันถึงความสำคัญของการจัดทำแผนการจัดการ และการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ โดยมีการประเมินสถานการณ์ของทรัพยากรว่าเป็นอย่างไร มีมากน้อยเพียงใด มีความอุดมสมบูรณ์หรือไม่ และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรว่าเป็นอย่างไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแผนการจัดการที่เหมาะสมกับสถานภาพของทรัพยากรและตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน

3.9.1 ตัวอย่างภูมิปัญญาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ชุมชนบ้านซำผักหนามและชุมชนตาดฟ้าดงสะคร่าน ได้ระดมความคิดเห็นถึงตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรต่าง ๆ ว่า

ดิน     จะต้องมีลักษณะร่วนซุย มีสีดำไม่มีหินลูกรังและหินปูน ปลูกต้นไม้เจริญงอกงามดี  หน้าดินไม่มีการพังทลาย

น้ำ     จะต้องมีลักษณะใสไหลตลอดปี ไม่มีสารพิษ ยาฆ่าแมลงฆ่าหญ้า น้ำไม่เค็ม

ป่า     ต้องมีลักษณะสีเขียว มีต้นไม้มากหลายชนิด มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ไม่มีไฟป่า ไม่มีคนตัดไม้ทำลายป่า

สัตว์ป่า จะต้องมีสัตว์ป่าหลายชนิด หลายขนาด หลายประเภท มีนกร้อง

การเกษตร ต้องเป็นเกษตรปลอดสารพิษ ปลูกพืชผสมผสานทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้นและพืชผัก

คน/ชุมชน จะต้องมีวินัย มีกฎระเบียบของชุมชน คนในชุมชนปฏิบัติตามกฎระเบียบของชุมชน มีการรักษาสิ่งแวดล้อม ปลอดจากการดื่มสุรา มีความสามัคคี มีที่อยู่อย่างแน่นนอน ครอบครัวมีความมั่นคง ไม่มีการอพยพแรงงานและครอบครัว มีรายได้ที่แน่นนอน

       นอกจากนี้ ชาวบ้านตาดฟ้า-ดงสะคร่าน พร้อมด้วยคณะกรรมการหมู่บ้านได้ร่วมกันจัดตั้ง คณะกรรมการป้องกันรักษาป่า ประจำหมู่บ้าน และชาวบ้านได้มีการตั้งข้อบังคับสำหรับการใช้ที่ดินของชุมชน ดังนี้

(1) จัดการพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน ระหว่างพื้นที่สำหรับทำการเกษตร พื้นที่สำหรับปลูกป่าชุมชน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ พื้นที่อนุรักษ์

(2) การแบ่งที่ดินทำกิน โดยแต่ละครอบครัวมีไม่เกิน 25 ไร่ เพื่อที่ดินที่เหลือจะได้มีพื้นที่ปลูกป่าชุมชนมากขึ้น  เพื่อจะให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในการเพิ่มเนื้อที่ป่า

(3) หมู่บ้านต้องตั้งกฎกติกาเพื่อดำเนินการให้บรรลุประสงค์ หาผู้ใดมีการฝ่าฝืนกฎระเบียบ เช่น การบุกรุกถากถางทำลายป่าเพิ่มเติม กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งขึ้นจะใหึความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดำเนินการจับกุมโดยทันที

(4) ชาวบ้านจะต้องปลูกไม้ยืนต้นปีละร้อยละ 25 ของพื้นที่ทำกิน โดยจะให้ไม้ยืนต้นเต็มพื้นที่ทดแทนการทำไร่ในเวลาไม่เกิน 3-5 ปี หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามจะยึดที่ดินทันทีแล้วจะเอาพื้นที่นั้นปลูกป่าชุมชน โดยเริ่มดำเนินการให้ต้นฤดูฝนปี 2536 นี้ หากใน 3-5 ปี ชาวบ้านไม่สามารถปลูกไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง  มะขาม  ลิ้นจี่ได้จริงชาวบ้านก็ยินดีที่จะเข้าไปอยู่ในเขตที่รัฐจัดหาให้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น