1. สภาพพื้นที่เป้าหมาย
1.1 ที่ตั้ง
เกษตรกรเป้าหมายอยู่ในพื้นที่ 2 จังหวัดคือ จังหวัดสกลนครใน 2 อำเภอคือ อำเภอเต่างอย และ อำเภอภูพาน จังหวัดมุกดาหาร ใน 2 อำเภอ คือ อำเภอพรรณานิคม และ อำเภอกุดบาก
1.2 ลักษณะภูมิประเทศ
มีลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบสูงคลื่นลอนลาดตามแนวสันเขาของเทือกเขาภูพาน สภาพพื้นที่ดินทำกินส่วนใหญ่เป็นดินประเภทกลุ่มดินไร่ โดยแบ่งคุณสมบัติของดินออกได้ดังนี้
กลุ่มดินไร่ทั่วไป ในพื้นที่ อำเภอภูพานและ อำเภอกุดบาก
กลุ่มดินไร่ทราย ในพื้นที่ อำเภอเต่างอย
กลุ่มดินไร่ตื้น ในพื้นที่ อำเภอพรรณานิคม
สภาพทั่วไปในผิวดินและใต้ดิน มีสภาพเป็นหินชุดโคราชตอนกลางและหมวดหินภูพานมีหินกรวดปนดินดานและหินลูกรังรวมทั้งมีหินทรายแป้งสลับอยู่บ้าง ทำให้มีผลต่อศักยภาพในการกักเก็บน้ำต่ำ พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นป่าปนไร่ ซึ่งเป็นป่าแดงโปร่งและป่าเบญจพรรณ แนวเขตที่ดินทำกินนี้จะติดป่าผืนใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน และอุทยานแห่งชาติห้วยหวดของอำเภอเต่างอย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและพื้นที่เลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ดั้งเดิม โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ มีบางส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ได้เอกสารสิทธิ์ สปก. 4-01
1.3 ลักษณะภูมิอากาศ
โดยทั่วไปฤดูร้อนอากาศจะร้อนอบอ้าว ฤดูฝนจะมีฝนตกชุก ส่วนในฤดูหนาวอากาศค่อนข้างหนาวเย็นเนื่องจากพื้นที่เป็นภูเขาและมีป่าไม้หนาแน่น
2. ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรเป้าหมาย
2.1 ลักษณะทางสังคม
เกษตรกรเป้าหมายเป็นชุมชนดั้งเดิมที่ส่วนใหญ่อพยพมาจากประเทศลาว มีการตั้งถิ่นฐานอย่างน้อย 200 ปีขึ้นไป มีหลากหลายกลุ่ม ดังนี้ กลุ่มชนเผ่ากะเลิง และกลุ่มชนเผ่าย้อ กลุ่มละ 45 คน กลุ่มชนเผ่าข่า 30 คน กลุ่มชนเผ่าภูไท และกลุ่มชนเผ่าโส้ กลุ่มละ 15 คน ซึ่งแต่ละกลุ่มมีกระบวนการทำงานและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปบ้าง เช่น บางกลุ่มมีความสามารถในการค้าขาย บางกลุ่มมีศักยภาพในการออมสูง ด้วยความเชื่อและความซื่อสัตย์ในชุมชนของตนเอง เป็นต้น
2.1.1 สถานภาพพื้นฐานของครัวเรือนเกษตรกร
จำนวนเกษตรกรเป้าหมาย 150 ครัวเรือน หัวหน้าครัวเรือนเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย ส่วนใหญ่คือ ร้อยละ 81 มีการศึกษาระดับประถมศึกษา ขนาดจำนวนประชากรในครัวเรือนเฉลี่ย 5 คนต่อครัวเรือน มีจำนวนผู้ใช้แรงงานเกษตรในแต่ละครัวเรือนประมาณ 2 คน
2.2 ลักษณะทางเศรษฐกิจ
2.2.1รายได้
|
รายได้รวมทั้ง ภูมินิเวศน์ (บาท) |
รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปี (บาท) |
ประเภทรายไ ด้สูงสุด 2 ลำดับ |
รวมทั้งหมด |
เฉลี่ยต่อครัวเรือน (บาท) |
|
352,200 |
45,102 |
1.การผลิตในแปลงเกษตร |
82,500 |
9,524 |
|
|
|
2.การรับจ้าง |
72,000 |
5,820 |
2.2.2 รายจ่าย
|
รายจ่ายรวมทั้ง ภูมินิเวศน์ (บาท) |
รายจ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปี (บาท) |
ประเภทรายจ่าย สูงสุด 2 ลำดับ |
รวมทั้งหมด |
เฉลี่ยต่อครัวเรือน (บาท) |
|
415,249 |
44,229 |
ลงทุนในการผลิต |
142,000 |
9,478 |
|
|
|
ค่าอาหาร (ข้าว พืชผักผลไม้) |
103,000 |
9,350 |
2.2.3 เงินออม
รวมเงินออมทั้งหมด 80,000 บาท เฉลี่ย 7,988 บาท กล่าวโดยสรุปพบว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่มีการออมทรัพย์
2.2.4 หนี้สิน
หนี้สินรวมทั้งหมด 440,000 บาท เฉลี่ยครอบครัวละ 60,000 บาท โดยเป็นหนี้ ธ.ก.ส.มากที่สุด รองลงมาได้แก่ สหกรณ์การเกษตร และหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ
3. แบบแผนการผลิตของครัวเรือน/และการทำเกษตรยั่งยืน
3.1 รูปแบบการทำเกษตรยั่งยืน
โดยส่วนใหญ่มีการทำวนเกษตรมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 โดยการสนับสนุนการจัดอบรม และการดูงานจากองค์กรพัฒนาเอกชนหลายหน่วยงาน
3.1.1 เกษตรกรที่อยู่ในระดับก้าวหน้า คือ ดำเนินกิจกรรมแนวคิดระบบวนเกษตรมา 6 ปี จำนวน 8 ครอบครัว
3.1.2 เกษตรกรที่อยู่ในระดับปานกลาง คือ ดำเนินกิจกรรมแนวคิดระบบวนเกษตรมา 3-5 ปีจำนวน 45 ครอบครัว
3.1.3 เกษตรกรที่อยู่ในระดับเริ่มต้น คือ ดำเนินกิจกรรมแนวคิดระบบวนเกษตรมา 1-2 ปีจำนวน 97 ครอบครัว
อย่างไรก็ตามการดำเนินงานที่ผ่านมา ค่อนข้างดำเนินไปอย่างล่าช้า สืบเนื่องจากปัญหาเรื่องทุนและการสนับสนุนส่งเสริมให้ครบวงจรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลไกการตลาด จะมีส่วนสำคัญในอนาคตถ้าขาดการพัฒนา แต่การดำเนินงานที่ผ่านมาเริ่มทำให้เกษตรกรมีความเข้าใจและสนใจในการหันกลับมาทบทวนในการรวมกลุ่ม เพื่อวางแผนการฟื้นฟูระบบการผลิตพัฒนาระบบการเกษตรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและระบบนิเวศให้มีความมั่นคงและยั่งยืนทางด้านอาหารต่อครอบครัวในชุมชน รวมถึงการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรและอำนาจในการต่อรองในกลไกการตลาดที่จะส่งผลต่อนโยบายการพัฒนาประเทศในอนาคต
3.2 การถือครองที่ดิน/เอกสารสิทธิ์
ส่วนใหญ่เกษตรกรมีพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 1 แปลง มีที่ดินเป็นของตนเองเฉลี่ยครัวเรือนละ 21.19 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์การถือครองที่ถูกต้องแบ่งเป็น น.ส.3 ก และสปก.4-01 ร้อยละ 63.5 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 36.5 มีที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
3.3 แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
การทำเกษตรส่วนใหญ่เป็นเกษตรน้ำฝน เนื่องจากเป็นพื้นที่ภูเขามีน้ำใต้ดินค่อนข้างลึกโดยเฉลี่ยประมาณ 30-50 เมตร การขุดบ่อหรือสระน้ำตื้นจะต้องกักเก็บน้ำตลอดทั้งปี
สมาชิกใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรจากแหล่งน้ำธรรมชาติมากที่สุด ร้อยละ 69.1 และจากสระน้ำ ร้อยละ 75.8 โดยส่วนใหญ่เห็นว่ามีความเพียงพอ
3.4 กิจกรรมในไร่นา
พื้นที่ร้อยละ 70 ใช้ทำไร่ (ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกไม้ผล) ร้อยละ 30 ใช้ในการปลูกข้าว ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการปลูกพืชระบบเดี่ยวและปลูกเพียงครั้งเดียวเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ รวมทั้งมีการเลี้ยงสัตว์ในครัวเรือน ได้แก่ การเลี้ยงวัว ควาย สุกร เป็ด ไก่ ซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงเพื่อบริโภคและเก็บไว้ขาย มีการเลี้ยงเพื่อไว้ใช้งานน้อย เป็นการเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิม ซึ่งทำให้มีอัตราการตายสูง
3.5 การใช้ปุ๋ย/สารเคมี และปุ๋ย/สารอินทรีย์ทางการเกษตร
ส่วนใหญ่มีการใช้ปุ๋ยเคมีคือ ร้อยละ 77.9 ส่วนสารเคมีการใช้ร้อยละ 35.6 ซึ่งค่อนข้างต่ำคือ เฉลี่ยปีละ 1,504.93 บาท/ครัวเรือน เช่น ยาฆ่าแมลงเฉลี่ย 278.69 บาท/ครัวเรือน
ส่วนสารธรรมชาติสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้คือ ร้อยละ 76.5 พบการใช้อยู่ร้อยละ 23.5 ขณะที่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ พืชสด ส่วนใหญ่ไม่มีการใช้ คือ ร้อยละ 61.7
3.6 เป้าหมายการผลิต
การผลิตของครัวเรือนเน้นเพื่อการบริโภคในครัวเรือน แต่ยังพบว่ามีซื้อข้าวเพิ่มเติมเพื่อบริโภคร้อยละ 52.3
3.7 การใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์
พบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อพันธุ์พืชและสัตว์จากรัฐ คือ ร้อยละ 69 และพบว่ามีการเก็บ/แลกเปลี่ยนพันธุ์ข้าวในชุมชน ร้อยละ 63
3.8 พิธีกรรมการผลิต
พบการประกอบพิธีกรรมในการผลิต โดยส่วนใหญ่จะมี 1 พิธี ร้อยละ 24.2
3.9 ปัญหาการจัดการผลผลิต
การขาดแคลนน้ำ ราคาผลผลิตตกต่ำ ขาดแหล่งเงินทุน ขาดความรู้ในการวางแผนการผลิต ขาดการรวมกลุ่มในการแก้ไขปัญหาและระบบการเกษตรที่ยั่งยืนรวมทั้งการขาดความรู้ในการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่จะไม่กระทบต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะการชะล้างหน้าดินในพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตต้นน้ำพุงและหนองหาร
3.10 การเป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่าย
เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นสมาชิกองค์กรเฉลี่ยครัวเรือนละ 1 องค์กร คือ สมัชชาคนจน