ภูมินิเวศน์ทุ่งกุลาร้องไห้

 

1.  สภาพพื้นที่เป้าหมาย

1.1 ที่ตั้ง  กลุ่มเป้าหมายมีพื้นที่อยู่ใน 3 จังหวัด 6 อำเภอ ได้แก่

1.1.1 จังหวัดร้อยเอ็ด คือ อำเภอปทุมรัตต์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอโพนทราย

1.1.2 จังหวัดศรีสะเกษ คือ อำเภอราษีไศล

1.1.3 จังหวัดสุรินทร์ คือ อำเภอท่าตูม

1.2 สภาพภูมิประเทศ อากาศ พืชพรรณ ทรัพยากรทั่วไป  พื้นที่เป้าหมายมีสภาพทางกายภาพที่ค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งไปตามลักษณะได้ดังนี้

1.2.1 เขตที่ราบสูง (โคก) พบในบริเวณพื้นที่ อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด สภาพดินเป็นดินลูกรังปนเหนียว มีไม้เบญจพรรณขึ้นกระจายทั่วไปจัดเป็นพื้นที่แห้งแล้งที่สุดในกลุ่มเป้าหมายของภูมินิเวศน์น์ เนื่องจากไม่มีลำน้ำธรรมชาติผ่านในเขตนี้ ชาวบ้านจะอาศัยน้ำฝนเป็นหลักในการทำการเกษตร และอาศัยทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ คือ ป่าไม้ เพื่อเก็บของจากป่าเป็นอาหารและไม้ใช้สอย การถือครองที่ดินในเขตที่โคก ส่วนใหญ่มีกรรมสิทธิ์เป็นโฉนด และ นส.3 มีภาษาที่ใช้คือภาษาลาวอีสาน

1.2.2 เขตที่ราบลุ่มลำน้ำ พบในบริเวณอำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์  โดยแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน คือ

(1) อำเภอเกษตรวิสัย ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย มีลำน้ำเสียว ลำน้ำเตา และลำน้ำพลับพลา เป็นแหล่งอาหารธรรมชาติ

(2) อำเภอสุวรรณภูมิ  เป็นดินเหนียว/ทาม  มีลำน้ำเสียวไหลผ่าน

(3) อำเภอโพนทราย  มีลำน้ำเสียวและลำน้ำมูลไหลผ่าน ลักษณะเป็นดินทรายละเอียด/ดินดาน/ทาม

(4) อำเภอท่าตูม เป็นดินเหนียว/ทาม มีลำน้ำพลับพลาและลำน้ำมูลไหลผ่าน

ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติในแถบลุ่มน้ำเสียวและน้ำมูลเป็นป่าทาม ซึ่งชาวบ้านได้อาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ในเขตพื้นที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตตลอดมา สภาพทั่วไปในเขตลุ่มน้ำเป็นทุ่งโล่งกว้าง ในอดีตไม่มีต้นไม้มากนัก ชุมชนแต่ละแห่งมีความห่างไกลกัน การไปมาหาสู่กันมีความยากลำบาก แต่หลังจากที่ภาครัฐเข้ามาพัฒนาพื้นที่ภายใต้โครงการอีสานเขียวในปี พ.. 2535 มีการปรับพื้นที่สร้างถนนคลองต่างๆ ในพื้นที่มากมาย และที่สำคัญคือมีการปลูกพืชพันธุ์ใหม่คือ ไม้ป่ายูคาลิปตัส ทั้งปลูกในพื้นที่สาธารณะและแปลงนาเกษตรกร ทำให้พื้นที่ที่เคยโล่งกว้างในอดีตเต็มไปด้วยยูคาลิปตัส หลายพื้นที่มีการทำลายป่าไม้เดิมเพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจมากขึ้น

 

 

 

2.  ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรเป้าหมาย

2.1  ลักษณะทางสังคม

2.1.1 อาชีพ อาชีพหลักคือ การปลูกข้าว โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ มีการปลูกกระจายทั่วไป โดยทำการแปรสภาพพื้นที่ป่าเป็นที่สำหรับทำนาปลูกข้าว และมีการปลูกพืชหลังนาได้แก่  ข้าวโพด  ถั่ว  ผักต่างๆ โดยอาศัยน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาล ซึ่งถือว่ามีคุณภาพดีในเขตนี้ และมีการรับจ้างทั่วไปทั้งต่างจังหวัดและในพื้นที่

2.1.2 ชนเผ่า ชนเผ่าดั้งเดิมของชาวทุ่งกุลาร้องไห้มีประกอบด้วย 3 ชนเผ่า ได้แก่

(1) ชนเผ่าลาวอีสาน ในพื้นที่ อำเภอปทุมรัตต์,อำเภอเกษตรวิสัย.อำเภอโพนทราย

(2) ชนเผ่าส่วยหรือกรวย  ในพื้นที่ อำเภอราษีไศล และ อำเภอสุวรรณภูมิบางส่วน

(3) ชนเผ่าเขมร ใน อำเภอท่าตูม

2.1.3 จำนวนครัวเรือนเป้าหมายปีแรก  69  ครอบครัว  แบ่งเป็น  อำเภอปทุมรัตต์  21  ครอบครัว  อำเภอเกษตรวิสัย  12  ครอบครัว  อำเภอสุวรรณภูมิ  ครอบครัว  อำเภอโพนทราย  ครอบครัว  และ  อำเภอท่าตูม 24 ครอบครัว

2.1.4 เพศ/อายุ/การศึกษาของหัวหน้าครัวเรือน ชาย  67  ราย หญิง  ราย อายุต่ำสุด  35  ปี สูงสุด  72  ปี การศึกษาต่ำสุด ป.4  สูงสุด ม.3

2.2 ลักษณะทางเศรษฐกิจ

2.2.1 รายได้ ส่วนใหญ่เกษตรกรมีรายได้จากการขายผลผลิตในแปลง เฉลี่ย  25,623  บาทต่อครัวเรือนต่อปี ผลผลิตที่ขายได้มากที่สุดคือ ข้าว  สัตว์เลี้ยง  ปลา  เป็นต้น รายได้รองลงมาคือการรับจ้าง และลูกหลานส่งมาให้

2.2.2 รายจ่าย เกษตรกรเป้าหมายมีรายจ่ายรวมเฉลี่ย 76,430 บาทต่อครัวเรือนต่อปี โดยเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการผลิต ประเภทที่มากที่สุดคือ ค่าจ้างแรงงาน การซื้อปุ๋ย (มีทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์) ยา และเทคโนโลยี เช่น ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ย 4,59  บาทต่อครัวเรือนต่อปี ซื้อปุ๋ยเคมี 4,311 บาทต่อครัวเรือนต่อปี

2.2.3 เงินออม พบว่ามีการออมโดยเฉลี่ย  6,059  บาทต่อครอบครัว ซึ่งมีทั้งการเก็บเองและการออมทรัพย์กลุ่มในพื้นที่

2.2.4 หนี้สิน เฉลี่ยต่อครอบครัว 37,526 บาท ไม่มีเกษตรกรรายใดที่ไม่มีหนี้สิน ส่วนใหญ่เกษตรกรกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนในการผลิต ได้แก่ ค่าปุ๋ยเคมี ค่าจ้างแรงงานเทคโนโลยี และการนำเงินกู้ยืมมาใช้จ่ายในครอบครัว

 

3.  แบบแผนการผลิตของครัวเรือนและการทำเกษตรยั่งยืน

3.1   ระดับการพัฒนาของเกษตรกร

3.1.1 ระดับเริ่มต้น จำนวน  31  ราย หรือเท่ากับร้อยละ 31

3.1.2 ระดับปานกลาง จำนวน 18 ราย หรือเท่ากับร้อยละ 26

3.1.3 ระดับก้าวหน้า จำนวน  20 ราย  หรือเท่ากับร้อยละ 29

3.2   การจัดแบ่งพื้นที่ทำเกษตรยั่งยืน

โดยเฉลี่ยเกษตรกรมีที่ดิน 31 ไร่/ครัวเรือน หรือประมาณ 3 แปลง/ครัวเรือน เกษตรกรจะเลือกเพียง 1 แปลงใช้ทำเกษตรกรรมยั่งยืน

3.3    รูปแบบการทำเกษตร

                         โดยทั่วไปจะใช้พื้นที่ในการผลิตกับพื้นที่สำหรับที่พักอาศัยแยกกันคนละแห่ง โดยพื้นที่การผลิตจะเป็นพื้นที่นา ที่สวน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก  สมาชิกระดับก้าวหน้าส่วนใหญ่สร้างที่พักไว้ในแปลงและมีการผลิตอย่างต่อเนื่องโดยมีการปลูกพืชหลังนา เช่น พืชผักต่างๆ พืชไร่แตง ข้าวโพดถั่ว สัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่เอาไว้ที่บ้าน เช่น วัว ควาย เป็ด ไก่ นิยมเลี้ยงไว้ในแปลงเกษตร 

3.4    การถือครองที่ดิน เอกสารสิทธิ์

3.4.1 อำเภอปทุมรัตต์ ส่วนใหญ่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นโฉนด นส.3

3.4.2 อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอโพนทราย และอำเภอท่าตูม มีทั้งโฉนด  นส.3  และ ส... ซึ่งเป็นชื่อของสมาชิกเอง 

3.5  ประเภทการผลิต

มีการผลิตที่หลากหลายทั้งพืชและสัตว์  พืชหลักที่ปลูกได้แก่ ข้าวหอมมะลิ  นาปี  ซึ่งมีการปลูกกันทุกครอบครัว ส่วนข้าวพันธุ์พื้นบ้านดั้งเดิมมีการปลูกน้อยมาก รองลงมาเป็นการปลูกพืชผักหลังนาเช่น พริก  มะเขือ  แตง  ถั่ว  ข้าวโพด  ส่วนไม้ผลมีการปลูก  มะม่วง  กล้วยเป็นหลัก

การเลี้ยงสัตว์ ที่พื้นที่ อำเภอท่าตูม มีการเลี้ยงวัวมากที่สุด  ส่วนใหญ่เป็นวัวพันธุ์พื้นบ้าน ซึ่งมีขนาดเล็ก แต่ให้ลูกและขยายพันธุ์ได้ดี ส่วนอำเภออื่นๆ มีการเลี้ยงอยู่บ้าง โดยเฉลี่ยเกษตรกรมีการเลี้ยงครอบครัวละ 2 ตัว นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงหมูพื้นบ้าน (ไทกี้) ซึ่งใช้อาหารที่หาได้ในท้องถิ่น ส่วนเป็ด ไก่ มีการเลี้ยงแทบทุกครอบครัว เป็นการเลี้ยงเพื่อใช้บริโภคในครอบครัว และจำหน่าย

3.6    เป้าหมายการผลิต

3.6.1 ข้าว เพื่อการจำหน่ายและบริโภคในครอบครัว

3.6.2 ไม้ผล ส่วนใหญ่ปลูกเพื่อบริโภคในครอบครัวและขาย เช่น มะม่วง กล้วย

3.6.3 พืชผัก ปลูกเพื่อบริโภคและจำหน่าย

3.6.4 การเลี้ยงสัตว์วัว ควาย หมู เพื่อการจำหน่ายสร้างรายได้ และได้ปุ๋ยคอก ส่วนเป็ด ไก่ เลี้ยงเพื่อใช้บริโภคในครอบครัว

3.7   วิธีการผลิต มีความแตกต่างกันไปตามลักษณะพื้นที่ ดังนี้

3.7.1 พื้นที่ อำเภอปทุมรัตต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบสูง(โคก)มีต้นไม้กระจายทั่วไปในแปลง จะทำการปลูกข้าวโดยการปักดำ อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก

3.7.2 พื้นที่ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอโพนทราย และ อำเภอท่าตูม ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มลำน้ำ เป็นการทำนาหว่าน มีการใช้แรงงานจ้างเป็นหลักเริ่มจากการไถ หว่าน ใส่ปุ๋ย และการเกี่ยวนวดทุกขั้นตอนมีการจ้างแรงงานและเทคโนโลยีทั้งสิ้น ไม่มีเกษตรกรรายใดที่ใช้แรงงานจากสัตว์ไถนาส่วนใหญ่ใช้รถไถนาเดินตามและรถไถล้อยาง ส่วนการปลูกพืชผักใช้แรงงานในครอบครัวไม่มีการจ้างแรงงานภายนอก

3.8 การใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์

3.8.1 พันธุ์พืช

(1) ข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ปรับปรุงที่ได้จากกรมส่งเสริมมีการซื้อในปีแรกและในปีที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเช่น ข้าวหอมมะลิ 105  กข.15  กข.6

(2) พืชผักพืชไร่ ซื้อจากภายนอกมาปลูก เช่น ข้าวโพด  ผักกาด  แตง ถั่วฝักยาว ขณะที่พืชผักพื้นบ้าน เช่นผักเสี้ยน ผักชี และอื่นๆ จะมีการเก็บพันธุ์ไว้

3.8.2   พันธุ์สัตว์

(1) สัตว์ใหญ่ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ประจำทุกปี มีการปรับปรุงพันธุ์พื้นบ้านให้มีขนาดน้ำหนักที่ใหญ่ขึ้น

(2) หมู,เป็ด,ไก่มีการเก็บรักษาแลกเปลี่ยนพันธุ์ในชุมชน ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงเพื่อบริโภคและขาย

(3) ปลา เกษตรกรบางรายที่เลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพหลัก จะใช้พันธุ์จากภายนอกและซื้ออาหารเม็ดสำเร็จรูปจากบริษัทมาเลี้ยง ขณะที่เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในนาข้าวเพื่อบริโภคเป็นหลักก็อาศัยการซื้อพันธุ์ภายนอก เนื่องจากพันธุ์ปลาที่มีในธรรมชาติลดน้อยลง แต่จะใช้อาหารธรรมชาติเลี้ยง มีการซื้อเพิ่มเติมบ้าง

3.9   การใช้ปุ๋ย/สารเคมี และปุ๋ย/สารอินทรีย์ทางการเกษตร

เกษตรกรใน อำเภอเกษตรวิสัย มีการใช้สารเคมีในการผลิตมาก ทั้งสารจำกัดวัชพืช ยาฆ่าหญ้า ขณะที่ในพื้นที่ อำเภอปทุมรัตต์ ไม่มีการใช้ ส่วนพืชผักมีการใช้สารกำจัดแมลงทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรที่ปลูกเพื่อจำหน่าย จะไม่มีรายใดที่ใช้สารสมุนไพรใส่แมลงทั้งหมดในระบบ ทั้งที่เกษตรกรบางคนเคยได้รับการอบรมเทคนิคการใช้สมุนไพรมาบ้างแล้ว

3.10 พิธีกรรมในการผลิต

เกษตรกรส่วนใหญ่มีการประกอบพิธีกรรมในการผลิต เช่น การแรกนาขวัญ ขณะที่มีบางรายยังมีการเรียกขวัญข้าวและการเลี้ยงตาแฮก ร่วมด้วย

3.11 ปัญหาการผลิต

3.11.1 เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำประสบปัญหาภาวะน้ำท่วมในฤดูฝน ทำให้ข้าวและผลผลิตในแปลงเสียหายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งข้าวมีความชื้นสูงเนื่องจากการใช้ข้าวพันธุ์เดียวทั้งแปลง และใช้รถเกี่ยวนวดพร้อมๆ กันจึงต้องใช้พื้นที่ในการตากข้าวให้แห้ง บางรายต้องขายในขณะที่มีความชื้นสูงทำให้ถูกกดราคา

3.11.2 สมาชิกยังขาดความเชื่อมั่นในแนวคิดการทำเกษตรยั่งยืน

3.11.3 ปัญหาด้านต้นทุนการผลิตสูง

3.12 ข้อมูลองค์กรชุมชนและเครือข่าย

3.12.1 ภูมินิเวศน์ทุ่งกุลาร้องไห้ทั้ง 5 อำเภอในพื้นที่เป้าหมายเกษตรกรผ่านประสบการณ์ พัฒนาร่วมกับภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนมานานโดยการพัฒนาผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การพัฒนาระบบเกษตรผสมผสาน การจัดกลุ่มในชุมชน เช่น ธนาคารข้าว ธนาคารวัว–ควาย กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน ทำให้เกิดผู้นำกระจายอยู่ทั่วไป โดยมีองค์กรต่างๆ ที่เข้ามาส่งเสริม  จนเกิดการรวมตัวเป็นกลุ่ม  ได้แก่

(1) กลุ่มเกษตรผสมผสานปทุมรัตต์

(2) กลุ่มเกษตรผสมผสานลุ่มน้ำเสียว

(3) กลุ่มเกษตรทางเลือกจานเตยหนองเม็กสุวรรณภูมิ

(4) กลุ่มเกษตรผสมผสานสำโรง-สมสะอาด อำเภอท่าตูม

(5) กลุ่มเกษตรทามมูล อำเภอโพนทราย

ซึ่งต่อมามีการรวมตัวกันในนามเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน