ภูมินิเวศน์ยโสธร
1. สภาพพื้นที่เป้าหมาย
เกษตรกรเป้าหมายอยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ในจังหวัดยโสธร คือ อำเภอเมือง มีสมาชิก 3 หมู่บ้าน อำเภอทรายมูล มีสมาชิก 1 หมู่บ้าน และอำเภอกุดชุม มีสมาชิก 10 หมู่บ้าน โดยพื้นที่อำเภอทรายมูลจะรวมเข้ากับอำเภอกุดชุม เพราะมีเพียง 1 หมู่บ้านเท่านั้น ส่วนอำเภอเมืองจะเรียกว่าพื้นที่ป่าดงมะไฟ
พื้นที่อำเภอกุดชุม เป็นที่ราบลุ่มมีปัญหาน้ำท่วมนาอยู่เสมอ ส่วนพื้นที่ป่าดงมะไฟจะเป็นพื้นที่ไร่และพื้นที่นา
1.3 ภูมิอากาศ
อากาศร้อนอ้าวมากในช่วงฤดูร้อน หน้าฝนจะมีฝนตกหนักจนน้ำท่วมในบางพื้นที่ ส่วนฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวเย็นพอสมควร
1.4 แหล่งน้ำ
การเกษตรจะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก รวมทั้งอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นเอง เช่น สระน้ำ บาดาล
2. ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย
คนในชุมชนส่วนใหญ่มีชาติพันธุ์ดั้งเดิมเป็นลาว ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดยโสธรมาเป็นเวลานานแล้ มีประเพณีที่สำคัญคือ ประเพณีบุญบ้องไฟ จะจัดขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยชาวบ้านเชื่อว่าเป็นประเพณีที่ทำขึ้นเพื่อขอฝนกับเทวดาฟ้าดิน ให้ปล่อยฝนลงมาจะได้ทำนา การประกอบอาชีพของสมาชิกส่วนใหญ่จะทำนา รองลงมาคือทำไร่ และมีอาชีพอื่นที่เป็นอาชีพเสริม เช่น ทำงานในเครือข่ายในชุมชน กลุ่มแม่บ้าน รับจ้างทำการเกษตร รับจ้างทั่วไป เป็นต้น
2.1.2 เพศ อายุ การศึกษาหัวหน้าครัวเรือน เพศชาย 56 ราย เพศหญิง 9 ราย อายุเฉลี่ย 47.5 ปี การศึกษาส่วนใหญ่ระดับประถมศึกษา
2.1.3 แรงงานในภาคเกษตรจำนวนคนต่อครัวเรือนเฉลี่ย 4.86 คน มีแรงงานภาคเกษตรเฉลี่ย 2.82 คน ส่วนใหญ่จะใช้แรงงานในครัวเรือนก่อน หากไม่พอจึงจ้าง
2.2.1 รายได้
|
รวมเฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปี (บาท) |
ประเภทรายได้สูงสุด 3 ลำดับ |
เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปี (บาท) |
|
69,234 |
1. ลูกหลานส่งมาให้เฉลี่ย |
46,846.15 |
|
|
2.จากการผลิต (ข้าว, สัตว์เลี้ยง) |
35,663.77 |
|
|
3. เงินเดือน / ค่าตอบแทน |
24,009.69 |
2.2.2 รายจ่าย
|
รวมเฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปี (บาท) |
ประเภทรายจ่ายสูงสุด 3 ลำดับ |
เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปี (บาท) |
|
39,486.08 |
ลงทุนทางการผลิต (ค่าจ้างและค่าปุ๋ย) |
6,088.67 |
|
|
ค่าอาหาร (ค่าเนื้อสัตว์และเครื่องประกอบอาหาร) |
5,106.5 |
2.2.3 เงินออม เฉลี่ย 11,884.08 บาท/ครัวเรือน/ปี
2.2.4 หนี้สิน เฉลี่ย 18,639.8 บาท/ครัวเรือน/ปี ส่วนใหญ่หนี้ ธกส.(เฉลี่ย 12,531.67 บาท/ครัวเรือน) มีบางครัวเรือนที่ไม่มีหนี้สิน
3. แบบแผนการผลิตของครัวเรือน/และการทำเกษตรยั่งยืน
|
พื้นที่เพาะปลูกเฉลี่ยต่อครัวเรือน (ไร่) |
พื้นที่ทำการเกษตรยั่งยืนเฉลี่ยต่อครัวเรือน (ไร่) |
พื้นที่ป่าเฉลี่ยต่อครัวเรือน (ไร่) |
|
28.65 |
11.32 |
3.42 |
3.2 กิจกรรมการผลิต
ส่วนใหญ่ในพื้นที่ อำเภอกุดชุม จะเน้นการทำนา ปลูกพืชผัก ไม้ยืนต้น ไม้ผล เป็นต้น โดยปลูกให้มีความหลากหลาย เช่น ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น บริเวณคันคูและมีพืชผักสวนครัวอยู่ใกล้ครัวเรือน มีสมุนไพรไว้รักษาขั้นพื้นฐาน ปลูกไม้ใช้สอย นอกจากนี้ยังปลูกพืชที่มีซากที่ให้ธาตุอาหารสูงที่ช่วยปรับปรุงบำรุงดิน เช่น ปลูกถั่วลิสง ปลูกถั่วเขียว ถั่วพร้า เป็นต้น ส่วนพื้นที่ป่าดงมะไฟ มีทั้งการทำนาและทำไร่ แต่ส่วนใหญ่เกษตรกรยังใช้ประโยชน์ในที่ดินไม่สมบูรณ์เต็มที่ ด้วยความเคยชินในการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น พื้นที่ไร่ปลูกมันสำปะหลัง หรือถั่วลิสงอย่างเดียว เป็นต้น และยังมีการใช้ปุ๋ยเคมีค่อนข้างสูงเพื่อเพิ่มผลิตผล โดยสรุปรวมมีประเภทของการผลิต ดังนี้
ข้าว ได้แก่ กข.6 หอมมะลิ 105 นางนวล ดอ เล้าแตก ข้าวก่ำ
พืชก่อนนา ได้แก่ ปุ๋ยพืชสด งา ถั่วเขียวเมล็ดดำ
พืชพร้อมนา ได้แก่ ผักสวนครัว กระเจี๊ยบ หญ้าเลี้ยงสัตว์
พืชหลังนา ได้แก่ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ฟักทอง พริก มะเขือ ข้าวโพด งา
ไม้ผล ได้แก่ มะม่วง มะนาว มะพร้าว มะขาม ขนุน กล้วย น้อยหน่า มะม่วงแก้ว มะกอกป่าสมอ มะขามป้อม ฝรั่ง พุทรา กระท้อน
ไม้ยืนต้น ได้แก่ ประดู่ ยางนา ขี้เหล็ก สะเดา เป็นต้น
สมุนไพร ได้แก่ ฟ้าทลายโจร สะเดา ขมิ้น กระเจี๊ยบ บอระเพ็ด ข่า ตะไคร้ รางจืด ชะพลู มะตูม ไพล
พืชไร่ ได้แก่ ปอ มันสำปะหลัง สับปะรด งา หวาย
สัตว์ ได้แก่ ไก่พื้นบ้าน วัว ควาย หมู เป็ดเทศ เป็ดไข่ ปลา ห่าน ไก่ไข่ กบ เป็นต้น
3.3 เป้าหมายการผลิต
เพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก มีบางส่วนผลิตเพื่อขายเป็นรายได้ให้ครัวเรือน โดยเกษตรกรมีสมาชิกต้องการรวมกลุ่มหาตลาดในชุมชนเพื่อที่จะรองรับผลผลิตของกลุ่มเกษตรกรที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือน และต้องการความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิต
3.4 ความเพียงพอของผลผลิต
ผลิตผลที่ได้มีทั้งพอและไม่พอต่อกับการบริโภค เช่น ปริมาณข้าว และพืชผักสวนครัวจะเพียงพอกับการบริโภค เหลือจากการบริโภคจะนำไปขาย ขณะที่ผลผลิตที่ไม่พอต่อการบริโภค เช่น ผลไม้ เป็นต้น
3.5 การถือครอง / เอกสารสิทธิ์
ส่วนมาก เกษตรกรเป้าหมายจะมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และยังมีสมาชิกอีกบางส่วนที่มีเอกสิทธิ์ของที่ดินเป็นของบรรพบุรุษ ซึ่งยังไม่ได้โอนสิทธิ์ให้อย่างสมบูรณ์ โดยส่วนใหญ่เกษตรกรจะมีเอกสารสิทธิ์อยู่ 3 ประเภท คือ น.ส.3 ก ส.ป.ก 4 01 และ ส.ค. 1
สมาชิกเริ่มหันกลับมาใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ท้องถิ่น เพราะเชื่อว่า ทนกับสภาพพื้นที่มากกว่าพันธุ์ใหม่ ถ้าเป็นสัตว์จะเลี้ยงง่าย ออกลูกดก ถ้าเป็นพืชก็จะทนทานต่อโรคและแมลง โดยเกษตรกรส่วนใหญ่จะเก็บพันธุ์ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ข้าว พืชผักสวนครัว ไม้ผลในท้องถิ่น ไม้ยืนต้น จะมีบางชนิดเท่านั้นที่ยังอาศัยพันธุ์จากภายนอก เช่น พืชผักที่เก็บพันธุ์ยาก ไม้ผลบางชนิดที่ขยายพันธุ์เองไม่ได้ หรือไม้ผลที่มาจากที่อื่นอยากนำมาปลูกในแปลงตนเอง ไม้ยืนต้น เป็นต้น
3.7 การใช้ปุ๋ย สารเคมี และปุ๋ย สารอินทรีย์ทางการเกษตร
มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น โดยสมาชิกเห็นว่าปุ๋ยอินทรีย์ทำให้ดินดี พืชงามและปลอดสารพิษ ส่วนมากเกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์และสารธรรมชาติขึ้นเอง บางส่วนซื้อมาจากชุมชนภายนอก สมาชิกเห็นว่าสารธรรมชาติช่วยป้องกันได้ดีกว่าที่จะแก้ไขปัญหาโรคและแมลงในไร่นา แต่ยังมีบางครัวเรือนใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีอยู่คือในพื้นที่ป่าดงมะไฟ ซึ่งอาจเป็นเพราะแรงงานในครัวเรือนมีน้อย และไม่มีประสบการณ์ในทำการเกษตรให้ได้ผลิตผลดีโดยไม่ต้องใช้สารพิษ
3.8 พิธีกรรมในกระบวนการผลิต
ส่วนใหญ่ยังมีการใช้พิธีกรรมเข้ามามีส่วนในการปลูกการเกษตรในครัวเรือน เช่น พิธีแรกนาขวัญ
เทคโนโลยี ส่วนมากเป็นเทคโนโลยีตนเอง เช่น รถไถนาเดินตาม เป็นต้น ส่วนเทคโนโลยีที่มารับจ้างเช่น รถสีข้าว เป็นต้น
3.10.1 เรื่องแนวความคิดเกี่ยวกับการทำเกษตรยั่งยืนยังไม่ชัดเจน
3.10.2 เกษตรกรขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบยั่งยืนยังไม่ถูกต้อง
3.10.3 แรงงานในครัวเรือนไม่เพียงพอกับการทำการเกษตรแบบยั่งยืน
3.10.4 ขาดแคลนน้ำที่จะใช้ในการเกษตร
3.10.5 ขาดแหล่งเงินทุน ในการทำการเกษตร
3.10.6 ขาดความรู้ในการวางแผนในการผลิตในระดับแปลง
3.10.7 ขาดความรู้เรื่องการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการการเกษตร
3.11.1 ต้องตกลงเรื่องแนวความคิดเกษตรยั่งยืน
3.11.2 ต้องมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำให้ชัดเจน
3.11.3 ต้องเป็นนักทดลอง นักเรียนรู้ และหาประสบการณ์เพิ่มเติมอยู่เสมอ
3.11.4 ต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำ
3.11.5 ต้องจัดทำแผนผังฟาร์ม บันทึกฟาร์ม
3.11.6 ต้องทำบันทึกงบประมาณของตนเอง
3.12 การเป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่าย
ภูมินิเวศน์ยโสธร ประกอบด้วยกลุ่มเครือข่าย 2 พื้นที่ คือ เครือข่ายกุดชุมและเครือข่ายป่าดงมะไฟ โดยทั้งสองพื้นที่ทำกิจกรรมการรวมกลุ่มที่แตกต่างกัน คือ
3.12.1 เครือข่ายกุดชุม
มีสมาชิก 46 ครอบครัวมีการรวมกลุ่มเป็นองค์กรชาวบ้านทำกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ปี 2523 โดยมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
(1) กลุ่มสหกรณ์ร้านค้าของชุมชน ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจชุมชน ในรูปแบบของคณะกรรมการโดยหมุนเวียนกันเข้าไปรับผิดชอบในแต่ละวัน หมู่บ้านที่เริ่มทำเช่น บ้านโสกขุมปูน ต่อมาก็มีการกระจายแนวคิดไปยังหมู่บ้านอื่นๆ หลังจากนั้นมีการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชน พระนักพัฒนา ข้าราชการ อาสาสมัครจนถึงหน่วยงานของรัฐ ทำให้การพัฒนามีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
(2) ชมรมหมอยาพื้นบ้านและผู้สนใจสมุนไพร อำเภอ กุดชุม ก่อตั้งปี 2526 โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขมูลฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องสมุนไพรให้แก่ผู้สนใจ มีการแลกเปลี่ยนประสบการณเรื่องการใช้สมุนไพร
(3) กลุ่มสังฆอาสาพัฒนา เริ่มทำกิจกรรมเมื่อปี 2532 โดยทำกิจกรรมส่งเสริมการดูแลสุขภาพโดยการใช้สมุนไพรรักษา เป็นกลุ่มพระสงฆ์ที่สนใจการทำกิจกรรมด้านการพัฒนาชุมชน การเผยแพร่พุทธศาสนาแบบประยุกต์
(4) โครงการผ้าป่าพันธุ์ไม้สู่ชาวอีสาน เริ่มปี 2532 เป็นกิจกรรมระดมทุนเพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเองเรื่องปากท้อง และการปรับเปลี่ยนวิธีชีวิตที่นำไปสู่ความยั่งยืน นับเป็นกองทุนหมุนเวียนก้อนแรกที่มีการบริหารจัดการโดยองค์กรชุมชน
(5) โรงสีข้าวชมรมรักษ์ธรรมชาติ ก่อตั้งปี 2533 เป็นกิจกรรมธุรกิจชุมชน มีการบริหารจัดการโดยองค์กรชาวบ้าน มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ และมีการส่งเสริมเกษตรกรผลิตข้าวอินทรีย์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรยั่งยืน
(6) โครงการเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน เริ่มปี 2542 เป็นโครงการสร้างครอบครัวตัวอย่างเพื่อเป็นแบบอย่างในการพึ่งตนเองของชุมชน โดยเน้นการพึ่งตนเองด้านการผลิต มีการผลิตเองใช้เองในครอบครัว ถ้าเหลือใช้จึงนำมาจำหน่าย
(7) โครงการเงินตราชุมชน (เบี้ยกุดชุม) เริ่มปี 2543 เป็นโครงการที่รวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าที่ผลิตขึ้นในชุมชน
3.12.2 เครือข่ายป่าดงมะไฟ
มีสมาชิก 19 ครอบครัว พื้นที่ป่าดงมะไฟเคยเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านใช้พื้นที่ป่าทำมาหากิน มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2524 กรมป่าไม้ได้เข้ามาส่งเสริมให้ปลูกยูคาลิปตัสทับที่ทำกินชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ไม่มีที่ทำกิน จึงร่วมกันเรียกร้องสิทธิทำกินเดิมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ในช่วงปี พ.ศ.2539 2540 ในสมัยพลเอกชวลิต เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการอนุมัติให้รื้อถอนป่ายูคาลิปตัสออก ซึ่งได้มีการรื้อไป และต่อมากรมป่าไม้ทำการออก สปก.ให้ชาวบ้าน และส่งเสริมให้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวหอมมะลิ แต่ในปัจจุบันชาวบ้านไม่มีทุนที่จะปรับเปลี่ยนระบบการผลิตทางการเกษตรจริงจัง จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มกันขึ้น คือ กลุ่มจักสาน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มป่าชุมชน และกลุ่มเกษตรยั่งยืน
ปัจจุบันกลุ่มเกษตรยั่งยืนมีเครือข่าย 3 หมู่บ้าน คือ บ้านคำฮี หมู่ 3 ตำบลขั้นไดใหญ่ บ้านโคกมนัส หมู่ 9 ตำบลขั้นไดใหญ่ และบ้านหนองเม็ก หมู่ 6 ตำบลทุ่งแต้ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร มีสมาชิกโครงการนำร่อง 19 ครอบครัว
การรวมตัวเป็นเครือข่ายภูมินิเวศน์ยโสธรได้เริ่มขึ้นในปี 2540 โดยมีการประสานงานและช่วยเหลือกันในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ในการทำเกษตรและกิจกรรมต่างๆที่สามารถเอื้อกันได้
3.13.1 การคัดพันธุ์ ชาวบ้านจะรู้จักการคัดพันธุ์พืชมาตั้งแต่อดีต เช่น การคัดพันธุ์ข้าว การคัดเลือกพันธุ์ไม้ผลที่มีลักษณะดี
3.13.2 การปลูกพืชโดยที่ไม่พึ่งพาปุ๋ยหรือสารเคมี อาศัยธาตุอาหารที่ได้ในธรรมชาติ เช่น ใบไม้ มูลวัว มูลควาย เป็นต้น มาช่วยในการบำรุงดินแทนสารเคมี
3.13.3 การลงแขกในการทำงานต่างๆ แต่ก่อนจะไม่มีการจ้างในเรื่องของการทำการเกษตร จะใช้วิธีขอแรงงานจากเพื่อนบ้านมาช่วยทำ ยกตัวอย่างเช่น การลงเกี่ยวข้าว เป็นต้น