กลับไป sathai โฮมเพจ

::: โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย :::
ข้อมูลพื้นฐานพื้นที่โครงการนำร่องฯ ภาคเหนือ


<<กลับหน้าแรก
| หน้าโครงการนำร่องฯ | ข้อมูลพื้นฐาน 4 ภาค 19 ภูมินิเวศน์>>



สรุปข้อมูลพื้นฐานภาคเหนือ

 

1. สภาพพื้นที่โดยรวมของภูมินิเวศน์ภาคเหนือ

ที่ตั้ง

โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยของภาคเหนือ ประกอบด้วย 4 ภูมินิเวศน์คือ ภูมินิเวศน์เชียงใหม่–ลำพูน ภูมินิเวศน์น่าน ภูมินิเวศน์ภูกามยาว (พะเยา) และภูมินิเวศน์เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.)

ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพทางภูมิศาสตร์โดยทั่วไปของภาคเหนือเป็นภูเขาสูงชัน สลับซับซ้อน มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 500-1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล และมีสภาพป่าแตกต่างกันออกไป เช่น บางพื้นที่มีสภาพป่าเป็นป่าดงดิบ บางพื้นที่เป็นป่าเบญจพรรณ หรือบางพื้นที่มีสภาพเป็นป่าดิบแล้ง เป็นต้น ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้มะค่า ไม้ชิงชัน ไม้ยาง ไม้เต็ง ไม้รัง ฯลฯ มีพื้นที่อยู่ในเขตลุ่มน้ำที่สำคัญคือ ลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำเจ้าพระยา

พื้นที่เป้าหมายโดยรวมอยู่ในที่สูง แบ่งเป็นที่ราบลุ่มน้ำ ที่ดอน และที่ราบระหว่างเขา โดยแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะ และบางพื้นที่จะมีสภาพผสมกันในหลายลักษณะ เช่น พื้นที่ในที่ราบลุ่มน้ำและที่ดอน ได้แก่ อำเภอพร้าว อำเภอแม่ริม (บางส่วน) อำเภอแม่แตง อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด กิ่ง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ในที่ราบระหว่างเขา ได้แก่ อำเภอสะเมิง อำเภอแม่ริม (บางส่วน) จังหวัดเชียงใหม่ และกิ่งอำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน โดยในบางพื้นที่จะมีความสูงชันมากกว่าลักษณะแรก

ลักษณะภูมิอากาศ แบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ

ฤดูร้อน อยู่ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อากาศร้อนจัดในเดือนเมษายน
ฤดูฝน อยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ฝนตกหนาแน่นในเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน
ฤดูหนาว อยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ อากาศหนาวจัดในเดือนธันวาคมและเดือนมกราคม

2. ลักษณะทางสังคม และเศรษฐกิจโดยรวมของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายภาคเหนือ


ลักษณะทางสังคม

กลุ่มสมาชิกเป้าหมายของภาคเหนือส่วนใหญ่มีหลายเชื้อสาย เช่น ภูมินิเวศน์น่านส่วนใหญ่จะมีเชื้อสาย “ไทลื้อ” หรือ “ไตลื้อ” ชาวไทลื้อเป็นกลุ่มที่พูดภาษาตระกูลไทย มีถิ่นดั้งเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา ทางตอนใต้ของประเทศจีน ภูมินิเวศน์เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ “ปกาเกอญอ” หรือที่เรียกทั่วไปว่า “กะเหรี่ยง” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีองค์ความรู้ ภูมิปัญญาและความเชื่อในการจัดการและการใช้ประโยชน์จากป่า กลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มก็เป็นชนเผ่าพื้นเมือง มีภาษาสำเนียงเฉพาะ วัฒนธรรม ประเพณีเหมือนกับชาวพื้นเมืองทางเหนือทั่วไป อาศัยอยู่กระจัดกระจาย ไม่หนาแน่น เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ดอนและที่สูง ดินส่วนใหญ่เป็นดินแดง ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอในฤดูแล้ง ส่วนใหญ่อาศัยแหล่งน้ำจากธรรมชาติในการทำเกษตร

อายุของสมาชิกโครงการนำร่องฯ ปรากฏว่าสมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการฯ มีอายุระหว่าง 39–48 ปี และมีอายุเฉลี่ยประมาณ 45 ปี ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าช่วงอายุดังกล่าวเป็นช่วงวัยกำลังทำงาน ร่างกายยังแข็งแรงพอที่จะทำการเกษตรและสร้างฐานะความมั่นคงให้แก่ครอบครัว

ระดับการศึกษาของสมาชิกโครงการนำร่องฯ พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาอยู่ในระดับการศึกษาประถมศึกษา

สำหรับแรงงานในภาคการเกษตรของครัวเรือนสมาชิกโครงการนำร่องฯ โดยเฉลี่ย 2.19 คน หรือประมาณ 2 คน (ซึ่งจากการสำรวจพบว่าแรงงานในภาคการเกษตรส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าครอบครัวและภรรยา) และจำนวนแรงงานภาคการเกษตรน้อยที่สุด 1 คน และมากที่สุด 4 คน

ลักษณะทางเศรษฐกิจ

รายได้จากการขายผลผลิตภาคการเกษตร

ประเภทของการผลิตในภาคเกษตรมีทั้งหมด 8 ประเภท คือ ข้าว พืชไร่ พืชผัก ไม้ผล เลี้ยงสัตว์ ปลา ผลผลิตอื่นๆ และการแปรรูปผลผลิต ซึ่งรายได้จากการผลิตในไร่นาที่ก่อให้เกิดรายได้สูงสุดคือ การผลิตพืชผัก และที่ก่อให้เกิดรายได้น้อยที่สุดคือ การเลี้ยงปลา เมื่อพิจารณาระดับรายได้ของสมาชิกโครงการนำร่องฯ จากการขายผลผลิตภาคการเกษตร สมาชิกส่วนใหญ่มีรายได้จากการขายข้าว และรองลงมาคือไม้ผล ส่วนรายได้จากผลผลิตประเภทพืชไร่ และอื่น ๆ มีจำนวนน้อย และเมื่อพิจารณาร่วมกับรายได้ที่ได้รับจากการขายผลผลิตทางการเกษตรแล้ว พบว่าสมาชิกโครงการฯ มีรายได้จากการขายไม้ผลมากสุด รองลงมาจากการขายข้าว และรายได้น้อยสุดจากการขายปลา

รายได้นอกภาคการเกษตร

รายได้นอกภาคการเกษตรมีทั้งหมด 7 ประเภท คือ รับจ้างภาคการเกษตร รับจ้างนอกภาคการเกษตร ลูกหลานส่งมาให้ เงินเดือน/ค่าตอบแทน การทำหัตถกรรม หาของป่า และรายได้อื่น ๆ
เมื่อพิจารณารายได้นอกภาคการเกษตรของสมาชิกโครงการนำร่องฯ พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่มีรายได้จากการรับจ้างทั่วไป และรายได้จากการทำหัตถกรรมน้อยสุด

รายจ่ายด้านการลงทุนในการผลิตภาคการเกษตร

รายจ่ายการลงทุนในการผลิตภาคการเกษตรของสมาชิกโครงการนำร่องฯ ทั้งหมดหากพิจารณาประเภทรายจ่ายด้านการลงทุน พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่ใช้จ่ายประเภทค่าปุ๋ย (ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ) มากที่สุด รองลงมาคือ การลงทุนอื่น ๆ (อุปกรณ์ทางการเกษตร น้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ฯลฯ) ค่าจ้าง (ค่าจ้างเทคโนโลยี ค่าจ้างแรงงาน) ค่าพันธุ์ (พืช และสัตว์) และค่าเวชภัณฑ์ (สารเคมี สารจากธรรมชาติ/จุลินทรีย์) ตามลำดับ และพบว่ารายจ่ายภายในครัวเรือนของสมาชิกโครงการฯ ส่วนใหญ่ที่ทุกครัวเรือนต้องจ่าย คือ ซื้อเนื้อสัตว์ ซื้อเครื่องนุ่มห่ม จ่ายค่าสังคม/บันเทิง และ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 100 แต่รายจ่ายในการซื้อข้าวมีน้อย เพราะสมาชิกส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้นำมาเก็บไว้บริโภคภายในครัวเรือน หากครอบครัวใดมีข้าวมากพอที่จะบริโภคในรอบปีก็จะนำไปขาย

การออมเงินของสมาชิกโครงการนำร่องฯ

ส่วนใหญ่มีการออมในรูปของกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านซึ่งเป็นการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งทุนภายในหมู่บ้าน รองลงมาคือการออมในธนาคารพาณิชย์และแหล่งออมของรัฐ เงินออมส่วนใหญ่ได้มาจากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวและกิจการภายในครอบครัว สมาชิกส่วนใหญ่มีเงินออมต่อครัวเรือนน้อยที่สุด มีการฝากเงินออมส่วนใหญ่ไว้ที่กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน และฝากเงินในรูปบัตรออมทรัพย์/สลากออมสิน/พันธบัตรรัฐบาล หากพิจารณาเงินออมพบว่ามีการออมเงินประเภทอื่น ๆ คือ เกษตรกรจะฝากเงินไว้ที่สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ครู บริษัทประกันชีวิตมากที่สุด และการออมเงินประเภทบัตรออมทรัพย์ /สลากออมสิน /พันธบัตรรัฐบาล น้อยที่สุด

หนี้สินของสมาชิกโครงการนำร่องฯ

เงินกู้ยืมของสมาชิกโครงการฯ พบว่าแหล่งเงินกู้ส่วนใหญ่เกษตรกรมีการกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) รองลงมาเป็นกลุ่มองค์กรชุมชน และเครือญาติ หนี้สินที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการกู้มาลงทุนในการผลิตพืชผักเชิงพาณิชย์หรือปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเป็นจำนวนมากในการผลิต ผลผลิตที่ได้ไม่คุ้มทุนทำให้เกษตรกรมีหนี้สิน ส่วนค่าใช้จ่ายนอกภาคการเกษตรจะเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนค้าขาย ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้าน ค่าใช้จ่ายในการซื้อยานพาหนะและเครื่องใช้ไฟฟ้า

3. แบบแผนการผลิตของครัวเรือน และการทำเกษตรยั่งยืน

พื้นที่ทำการเกษตรแบบยั่งยืน

พื้นที่ส่วนใหญ่ทำนาและสวนไม้ผลผสมผสาน การทำนาจะเน้นการใช้ข้าวพันธุ์เบา อายุการเก็บเกี่ยวน้อย ทำให้สามารถใช้พื้นที่นาหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วมีการใช้พื้นที่ปลูกพืชหลังทำนา เช่น ยาสูบ พริก หอม กระเทียม มะเขือเทศ ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเหลือง ฯลฯ โดยมีการใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านในการปลูก เน้นเทคโนโลยีพื้นบ้าน เช่น การยกร่องแปลง การเผาเศษฟางข้าวก่อนปลูกกระเทียมและถั่วเหลือง การใช้ฟางคลุมโดยจะเน้นการใช้วัสดุในท้องถิ่น และลดละเลิกการใช้สารเคมี

การถือครองที่ดิน เอกสารสิทธิ์

เกษตรกรส่วนใหญ่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน สามารถแยกประเภทของการถือครองได้ ดังนี้
3.1.1 มีเอกสารสิทธิ์หลายประเภทในแปลงเดียว (รวมทั้งบางส่วนในแปลงไม่มีเอกสารสิทธิ์)
3.1.2 มีเอกสารสิทธิ์ประเภท โฉนด
3.1.3 มีเอกสารสิทธิ์ประเภท นส.3
3.1.4 มีเอกสารสิทธิ์ประเภท สทก.

สมาชิกในโครงการบางรายไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน เนื่องจากพื้นที่ทำกินของเกษตรกรอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติและบางพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ จึงไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน

พื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรของสมาชิก โดยรวมมีการถือครองพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดเฉลี่ย 3 แปลง/ครัวเรือน รวมเป็นพื้นที่เฉลี่ย 22.24 ไร่ หรือประมาณ 22 ไร่ 1 งาน พื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดมากที่สุด 62 ไร่ 1 งาน/ ครัวเรือน และน้อยที่สุด 5 ไร่/ครัวเรือน ลักษณะการครอบครองที่ดินทั้งหมดของสมาชิก ปรากฏว่าพื้นที่ทำการเพาะปลูกการเกษตรส่วนใหญ่เป็นของตนเองร้อยละ 88.10 รองลงมาเป็นของพ่อแม่ร้อยละ 38.10 และเช่าผู้อื่นทำร้อยละ 30.95

หากพิจารณาพื้นที่ที่สมาชิกนำมาเข้าร่วมทำเกษตรกรรมยั่งยืน พบว่าสมาชิกโครงการฯ นำพื้นที่เพาะปลูกของตนเพื่อเข้าร่วมทำเกษตรกรรมยั่งยืนเฉลี่ย 1 แปลง/ครัวเรือน พื้นที่เฉลี่ย 5.19 ไร่ หรือประมาณ 5 ไร่ 76 ตารางวา พื้นที่เข้าร่วมโครงการฯ มากที่สุด 16 ไร่/ครัวเรือน และน้อยสุด 1 ไร่ 1 งาน/ครัวเรือน และลักษณะการถือครองที่ดินส่วนใหญ่เป็นของตนเองคิดเป็นร้อยละ 79.55 เอกสารสิทธิ์ส่วนใหญ่เป็นโฉนด ร้อยละ 56.82 รองลงมาเป็น นส.3 และ สปก. ตามลำดับ

แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร

เกษตรกรส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝน และแหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ คือ

กว๊านพะเยา เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของจังหวัดพะเยา คือ เป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือตอนบน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดพะเยา กว๊านพะเยาเกิดจากแม่น้ำสายต่างๆ ทางเทือกเขาด้านตะวันตกของจังหวัด และลำน้ำต่างๆ ในเขตอำเภอแม่ใจ ไหลลงสู่กว๊านพะเยา ซึ่งมีเนื้อที่ 12,831 ไร่

หนองเล็งทราย เป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่รองลงมาจากกว๊านพะเยา และใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก หนองเล็งทรายอยู่ในเขตอำเภอแม่ใจ มีเนื้อที่ประมาณ 4,000 ไร่

แม่น้ำยม ต้นน้ำเกิดจากดอยภูลังกาของเทือกเขาผีปันน้ำเขตท้องที่อำเภอปง ไหลผ่านอำเภอเชียงม่วน ไปรวมกับแม่น้ำน่านที่บ้านเกยชัย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ช่วงที่ผ่านจังหวัดพะเยาเป็นต้นน้ำ และมีระยะสั้นประมาณ 21.75 กิโลเมตร แม่น้ำยมยาวประมาณ 550 กิโลเมตร ซึ่งแม่น้ำนี้อยู่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในช่วงที่อยู่ในจังหวัดพะเยานี้มีลำน้ำสาขาที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อการใช้ที่ดินและการพัฒนาแหล่งน้ำคือ แม่น้ำควร แม่น้ำงิม แม่น้ำลาว ลำน้ำปี้ ห้วยหลวง ห้วยผาวัว และห้วยแม่กำลัง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอเชียงม่วน อำเภอปง

แม่น้ำอิง เกิดจากการรวมตัวของลำน้ำสายต่างๆ จากเทือกเขาทางด้านตะวันตกของอำเภอแม่ใจไหลลงสู่กว๊านพะเยา ผ่านอำเภอดอกคำใต้ อำเภอจุน วกขึ้นเหนือผ่านอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย และไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีความยาวประมาณ 240 กิโลเมตร แม่น้ำอิงจัดอยู่ในเขตลุ่มน้ำโขง ลำน้ำสาขาที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อการใช้ที่ดิน และการพัฒนาแหล่งน้ำในจังหวัดพะเยา ได้แก่ ลำน้ำจุน ลำน้ำแม่ต๋ำ ลำน้ำแม่ลาว ลำน้ำแวน เป็นต้น

กิจกรรมการผลิต

การทำนา การทำนาเกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกข้าวนาปี ๆ ละครั้ง เนื่องจากเกษตรกรใช้พื้นที่นาหมุนเวียนไปปลูกพืชไร่ในฤดูแล้งหรือหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว

การทำไร่ มี 2 ลักษณะคือ มีพื้นที่ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเพื่อการปลูกพืชไร่โดยเฉพาะ กับลักษณะการใช้พื้นที่ในช่วงหลังฤดูทำนาสำหรับปลูกพืชไร่ สำหรับพืชไร่ที่นิยมขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ข้าวโพดฝักอ่อน พริก และมีบางพื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระเจี๊ยบ ไม้ตัดดอก ขิง ดอกเก๊กฮวย และยาสูบแต่ไม่มากนัก

การปลูกพืชผัก ลักษณะการปลูกเกษตรกรนิยมปลูกทั้งผักพื้นเมืองและผักจีน แต่มีจำนวนผู้ปลูกและชนิดของผักพื้นเมืองมากกว่าผักจีน โดยบางครัวเรือนจะปลูกผักพื้นเมืองไว้เพื่อกินอย่างเดียว แต่บางครัวเรือนที่มีการนำผักมาขายจะปลูกผักจีนหรือลูกผสมไว้ในแปลงด้วย

การปลูกไม้ผล ชนิดไม้ผลที่นิยมปลูกมีลำไย มะม่วง ลิ้นจี่ เป็นหลัก ส่วนไม้ผลพันธุ์พื้นเมืองหรือไม้ท้องถิ่นจะเป็นไม้ปลูกแซมซึ่งมีจำนวนน้อย เช่น กล้วย มะละกอ ผลไม้ป่า ซึ่งชนิดของไม้ผลที่ปลูกในแปลงน้อยที่สุดคือ 1 ชนิด และมากสุดมีถึง 17 ชนิดใน 1 แปลง และส่วนใหญ่ยังไม่ให้ผลผลิต จำนวนไม้ผลนั้นจะขึ้นอยู่กับจำนวนพื้นที่และสภาพของพื้นที่

การปลูกไม้ยืนต้น พื้นที่การปลูกไม้ยืนต้นมี 2 ลักษณะคือ ปลูกสลับในแปลงอื่น และแบบป่าไม้ใช้สอยทั้งแปลง ไม้ใช้สอยที่นิยมคือ ไม้ไผ่ ไม้สัก และไม้ป่าท้องถิ่นทั่วไป

การเลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่เลี้ยง ได้แก่ ควาย วัว เป็ด ไก่ สุกร ปลา ห่าน กบ และสุนัข

เมื่อพิจารณาประเภทการผลิตหลัก ๆ พบว่า (1) การทำนา สมาชิกโครงการฯ จะมีการปลูกพันธุ์ข้าวประมาณ 2 ชนิด สมาชิกส่วนใหญ่ปลูกพันธุ์ข้าวเหนียว กข.6 และ ข้าวหอมมะลิ กข.15 (2) ไม้ผล จะมีการปลูกเฉลี่ย 4 ชนิด สมาชิกส่วนใหญ่ปลูกไม้ผลประเภท ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วงเป็นหลัก ที่เหลือก็จะแตกต่างกันไปบ้าง เช่น ฝรั่ง น้อยหน่า มะพร้าว กระท้อน ฯลฯ การเลี้ยงสัตว์สมาชิกส่วนใหญ่จะมีการเลี้ยงไก่ประมาณ 45 ตัวต่อครัวเรือน สมาชิกส่วนใหญ่มีการเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมืองซึ่งจะปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ ทั้งนี้เพราะเลี้ยงง่ายไม่ต้องดูแลรักษามากและออกไข่และลูกอย่างต่อเนื่อง (3) การเลี้ยง ปลา มีอยู่ 2 ประเภท คือ ปลาธรรมชาติ และปลาเลี้ยง พบว่าปลาเลี้ยงสมาชิกส่วนใหญ่จะมีการเลี้ยงปลา 2 ชนิด คือปลานิล และปลาตะเพียน ส่วนปลาธรรมชาติคือ ปลาที่อยู่ตามแม่น้ำลำคลอง หนอง เมื่อฤดูฝน เป็นช่วงทำนาเกษตรกรจะปล่อยน้ำเข้าสู่พื้นที่นา หรือเกิดน้ำหลาก น้ำท่วม ปลาธรรมชาติก็จะไปอยู่ในนาข้าวของเกษตรกร ทำให้สมาชิกมีการเลี้ยงปลาในพื้นที่นาข้าว หรือสระในไร่นาของตน ปลาก็จะมีการวางไข่ เมื่อถึงช่วงเกี่ยวข้าวก็จะมีการปล่อยน้ำออกจากนาเกษตรกรจึงทำการจับปลามาบริโภค และขายเป็นรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว หรือบางรายก็จะมีการจับปลาปล่อยลงสระในไร่นาของตนเพื่อทำการเลี้ยงต่อไป ปลาที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นปลาช่อน ปลาดุก ปลาสร้อย ปลาตะเพียน เป็นต้น

เป้าหมายการผลิต

โดยส่วนใหญ่ เป้าหมายในการผลิตข้าว พืชผัก ไม้ผล ของป่า สัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก เช่น ไก่ ปลา เป็ดเพื่อบริโภคเป็นหลัก บางอย่างเก็บไว้ทำพันธุ์ เหลือแล้วจึงขาย แต่มีบางรายการที่ปลูกเพื่อขายเป็นหลัก เช่น พืชไร่ สัตว์เลี้ยง เช่น หมู และวัว ซึ่งเป็นที่นิยมที่จะเลี้ยงวัวไว้ขายเพราะได้เงินเป็นก้อน และนอกจากนั้นสามารถใช้มูลในการปรับปรุงดินด้วย

ความเพียงพอต่อการบริโภคและการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำแต่ละประเภท

ความเพียงพอในการบริโภคผลผลิตทางการเกษตร ปรากฏว่าสมาชิกส่วนใหญ่มีผลผลิตที่พอเพียงในการบริโภค และปริมาณผลผลิตที่ขายพบว่า การทำนา มีปริมาณผลผลิตที่ขายมากที่สุด แต่ถ้าพิจารณารายได้พบว่า สมาชิกโครงการฯ ส่วนใหญ่มีรายได้จากการขายไม้ผล เป็นรายได้จากการขายผลผลิตสูงสุด (จากการวิเคราะห์พบว่า ปริมาณข้าวที่เกษตรกรผลิตได้มีปริมาณต่อครัวเรือนมากก็จริงและมีผลผลิตสูงกว่าไม้ผลแต่รายได้ที่ได้รับต่ำกว่า เพราะเมื่อเทียบราคาข้าวและราคาผลไม้ในท้องตลาดพบว่าราคาข้าวในท้องตลาด 1 กิโลกรัมจะราคาถูกกว่าผลไม้ 1 กิโลกรัม .ซึ่งผลไม้ที่สมาชิกนำออกขาย ได้แก่ ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง ฯลฯ)

หากพิจารณาถึงความพอเพียงของน้ำเพื่อทำการเกษตรที่ได้รับจากแหล่งน้ำแต่ละประเภท ปรากฏว่า น้ำฝน แหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ ลำห้วย น้ำหนองเล็งทราย น้ำตกจำปาทอง อ่างเก็บน้ำ น้ำซึมผ่านใต้ดิน และน้ำชลประทานตลอดปี เกษตรกรส่วนใหญ่มีน้ำใช้ในการทำการเกษตรอย่างพอเพียง แต่น้ำที่ได้จากสระน้ำในไร่นา และน้ำชลประทานเฉพาะฤดูกาล น้ำที่ได้จะไม่พอเพียงในการทำการเกษตร

แต่หากพิจารณาถึงการนำน้ำที่ได้แต่ละแหล่งไปใช้ให้เกิดประโยชน์ พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่มีการใช้น้ำในการทำการเกษตรในพื้นที่แปลงเพาะปลูกของตนเอง และนำไปใช้ในการเลี้ยงสัตว์ มีเพียงน้ำฝนที่สมาชิกส่วนใหญ่นำไปอุปโภคบริโภค ถึงร้อยละ 100

การใช้ปุ๋ย/สารเคมี และปุ๋ย/สารอินทรีย์ในระบบการผลิต

เกษตรกรยังมีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในระบบการผลิต ที่พบมากคือ ในนาข้าว และการปลูกไม้ผล เพื่อเพิ่มและเร่งผลผลิต โดยจำนวนของผู้ใช้ในแต่ละระดับจะแตกต่างกัน ในระดับก้าวหน้ามีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก ส่วนในระดับปานกลางจะมีการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์ ยกเว้นการใช้สารเคมีในสัตว์จะมีการใช้ในจำนวนใกล้เคียงกัน สารเคมีที่ใช้คืออาหารสัตว์สำเร็จรูป ซึ่งเกษตรกรทั้งสองระดับได้ซื้อจากนอกชุมชน เช่น อาหารหมู อาหารปลา เป็นต้น

หากมีการเปรียบเทียบปริมาณและค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ กับการผลิตทางการเกษตรหลายประเภทหากแยกรายกลุ่ม พบว่ามีเพียงกลุ่มเกษตรกรรมบางกลุ่มที่สมาชิกส่วนใหญ่มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งปริมาณและค่าใช้จ่ายมากที่สุด เมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมี และในบางกลุ่มพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่มีการใช้ปริมาณปุ๋ยอินทรีย์มากเมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมี แต่ค่าใช้จ่ายจากการใช้ปุ๋ยเคมีมีมากเมื่อเทียบกับปุ๋ยอินทรีย์ หากพิจารณาภาพโดยรวมปรากฏว่าสมาชิกส่วนใหญ่มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปริมาณมาก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีที่สูงกว่า (จากการสอบถามสมาชิกโดยตรงพบว่า ปุ๋ยอินทรีย์ของสมาชิกส่วนใหญ่หาได้ง่ายในท้องถิ่น และสมาชิกส่วนใหญ่มีการเลี้ยงสัตว์ จึงเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยอินทรีย์น้อยเมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมีซึ่งมีราคาสูงและเกษตรกรไม่สามารถผลิตหรือหาได้ในท้องถิ่นของตนเองได้)

หากมีการเปรียบเทียบปริมาณและค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมีและสารธรรมชาติ/จุลินทรีย์ กับการผลิตทางการเกษตรหลายประเภทของสมาชิกแต่ละครัวเรือน พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่มีการใช้สารธรรมชาติ/จุลินทรีย์มีปริมาณที่มากกว่าเมื่อเทียบกับกับใช้สารเคมี สมาชิกแต่ละครัวเรือนมีการใช้ปริมาณสารธรรมชาติ/จุลินทรีย์ เมื่อเทียบกับการใช้สารเคมีพบว่าปริมาณการใช้ มีการใช้สารธรรมชาติ/จุลินทรีย์ปริมาณที่มากกว่าสารเคมี แต่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าเป็นเพราะเกษตรกรที่ใช้สารธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นสารที่ทำจากสะเดาซึ่งบางครั้งสมาชิกได้มาจากการสนับสนุนจากองค์กรอื่น ๆ หรือหาได้ภายในท้องถิ่นที่มีจึงประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านนี้เมื่อเทียบกับสารเคมีที่สมาชิกต้องซื้อมาไม่สามารถผลิตเองได้

การใช้พันธุ์พืช/พันธุ์สัตว์ในการผลิตทางการเกษตร

การใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ในการผลิตทางการเกษตร พบว่าในการทำนาทำไร่สมาชิกโครงการฯ มีการซื้อหรือได้รับจากรัฐมีอัตราร้อยละที่สูงกว่าการเก็บเองหรือแลกเปลี่ยนในชุมชน ส่วนพืชผักและพันธุ์ปลา พบว่าสมาชิกโครงการฯ มีการเก็บเองหรือแลกเปลี่ยนในชุมชนมีอัตราร้อยละที่สูงกว่าการซื้อหรือได้มาจากรัฐ โดยเฉพาะพันธุ์ปลาเมื่อเปรียบเทียบแล้วจะเห็นได้ว่าสมาชิกโครงการฯ มีการเก็บเองหรือแลกเปลี่ยนในชุมชนสูงกว่าซื้อหรือได้มาจากรัฐ

พบว่าการได้มาซึ่งพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์จากการเก็บเองหรือแลกเปลี่ยนในชุมชนนั้นสมาชิกส่วนใหญ่จะมีการตอนกิ่ง ทาบกิ่งเองในประเภทไม้ผล ถ้าเป็นข้าวหรือพืชไร่ก็มีการเก็บเชื้อเมล็ดพันธุ์ สัตว์เลี้ยง:สัตว์ของสมาชิกจะมีการออกลูกและขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ สำหรับปลา ส่วนใหญ่เป็นปลาป่าที่มาเองตามธรรมชาติหรือการเกิดจากการขยายพันธุ์

ในส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายพบว่ากรณีสมาชิกมีการเก็บเองและแลกเปลี่ยนในชุมชน สมาชิกส่วนใหญ่จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เกิดขึ้นมีเพียงการซื้อพันธุ์ถึงจะเสียค่าใช้จ่าย

การใช้แรงงานและเทคโนโลยีในภาคเกษตร

ส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีของตนเองเป็นหลัก ซึ่งค่าใช้จ่ายจะเป็นการจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์แต่ไม่ได้คิดค่าเสื่อมหรือค่าน้ำมัน เทคโนโลยีที่ใช้เป็นเครื่องมือ เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องตัดหญ้า เครื่องพ่นสมุนไพร จอบ เสียม ในส่วนเทคโนโลยีที่มีการจ้างคือ การจ้างไถพื้นที่ และปรับพื้นที่

การใช้แรงงานในครัวเรือนในภาคเกษตรโดยเฉลี่ยประมาณ 85% ของแรงงานทั้งหมด หรือเท่ากับครัวเรือนละ 1.7 คน มีการจ้างแรงงานในการช่วงปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิต ประเภทที่มีการจ้างแรงงานมากที่สุดคือ การทำนา และทำไร่ รวมทั้งพบการจ้างคัดเลือกผลผลิต เช่น ถั่วลิสง และการจ้างกำจัดวัชพืชในนา

การจัดการผลผลิต

ข้าว สมาชิกโครงการฯ ส่วนใหญ่มีการจัดการโดยนำผลผลิตไปบริโภคในครัวเรือนมากที่สุด รองลงมาทำบุญตามประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ ส่วนที่เหลือก็จะมีการรวบรวมผลผลิตเพื่อขาย และส่วนหนึ่งจะมีการนำไปแปรรูปเป็นเหล้าขาว (เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน) ไว้ดื่มในเทศกาลสังสรรค์

พืชไร่ สมาชิกโครงการฯ ส่วนใหญ่จะมีการนำไปบริโภคก่อนหากเหลือก็จะมีการรวบรวมผลผลิตเพื่อขาย (หอมแดงและกระเทียม) ขณะเดียวกันก็จะมีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนให้กับญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านใกล้เคียง

พืชผัก สมาชิกโครงการฯ ส่วนใหญ่จะนำพืชผักที่ตนเองปลูกนำไปบริโภคและมีการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนกับญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านใกล้เคียง หากเหลือก็จะมีการรวบรวมเพื่อขายและมีการนำไปแปรรูปเป็นผักดอง

ไม้ผล สมาชิกโครงการฯ ส่วนใหญ่มีการรวบรวมผลผลิตเพื่อขาย พร้อมมีการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนให้กับญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านใกล้เคียงและบริโภคเอง

สัตว์เลี้ยงและปลา สมาชิกโครงการฯ ส่วนใหญ่มีการรวบรวมผลผลิตเพื่อขาย ส่วนหนึ่งจะมีการนำมาบริโภคภายในครัวเรือน และแบ่งปันแลกเปลี่ยนให้กับญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน พร้อมนำไปทำบุญตามประเพณีต่าง ๆ

การเป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่าย

องค์กรระดับชุมชน ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ในแต่ละพื้นที่ กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้าน กลุ่มอาชีพในหมู่บ้าน กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ในชุมชน เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนวัดป่าดาราภิรมย์

องค์กรระดับเครือข่าย/องค์กรนอกชุมชน โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนฯ เชียงใหม่-ลำพูน ชมรมผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ จังหวัดเชียงใหม่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การเกษตรแม่ทา จำกัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม/องค์กร ของสมาชิกโครงการฯ โดยรวมพบว่า สมาชิกโครงการส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่มเกษตร ทั้งนี้เพราะสมาชิกทุกคนก่อนที่จะเข้าร่วมโครงการนำร่องฯ ล้วนแต่เป็นสมาชิกของแต่ละกลุ่มเกษตรดังกล่าวอยู่แล้ว คิดเป็นร้อยละ 100 รองลงเป็นกลุ่มอื่นๆ (กลุ่มอื่นๆ ของสมาชิกแต่ละครัวเรือน มักเป็นสมาชิกของกลุ่มกิจกรรมในชุมชน )

พิธีกรรมทางการผลิตของครัวเรือน

การทำพิธีกรรมทางการผลิตของครัวเรือนของสมาชิกโครงการฯ ในรอบปีการผลิตที่ผ่านมา ปรากฏว่าสมาชิกมีการทำพิธีกรรมทางการผลิตในพื้นที่นามากที่สุด (พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่จะมีการทำพิธีกรรมเกี่ยวกับการเลี้ยงเจ้าที่ เจ้าแม่ธรณี โดยจะทำช่วงก่อนจะปลูกข้าว (ประมาณเดือนพฤษภาคม) เพื่อเป็นการบนบานศาลกล่าวให้เจ้าที่ เจ้าแม่ธรณีช่วยปกปักรักษาผลผลิตไม่ให้โรคแมลงมารบกวน ได้ผลผลิตมากๆ และขอให้สมาชิกในครอบครัวของผู้ทำพิธีมีแต่ความสุขอยู่ดีกินดีถ้วนหน้า และช่วงหลังเก็บเกี่ยว (ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม) เพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าที่ เจ้าแม่ธรณีที่ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตข้าว รองลงมาก็จะเป็นการทำพิธีกรรมทางการผลิตในพื้นที่ ซึ่งความเชื่อก็คล้ายๆ กับการทำพิธีกรรมทางการผลิตในพื้นที่นา

ภูมิปัญญาด้านการเกษตร

การใช้เทคนิคการปรับปรุงดิน การเพิ่มผลผลิตโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ฮอร์โมนจากน้ำหวานหมัก หมักพืชสมุนไพรพ่น เพื่อทดแทนสารเคมีทางการเกษตร ใช้การปลูกพืช ดอกไม้ สมุนไพรผสมในแปลงเพื่อไล่แมลง

การวางแผนและผังแปลงที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม มีการปลูกพืชที่เกื้อกูลกันในแปลง การปลูกพืชหลากหลายในแปลงเดียวกัน มีการวางผังแปลงและไม่ปลูกพืชชนิดเดียวในไร่นา และปลูกพืชที่เกื้อกูลกันและไล่แมลง เช่น เห็นได้ว่าหลายครอบครัวเลี้ยงวัวเพื่อขายในอนาคต แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ ใช้วัวกำจัดวัชพืชในไร่สวน และถ่ายมูลให้เป็นอินทรีย์วัตถุในแปลงด้วย รวมทั้งใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกใช้พันธุ์พืชท้องถิ่น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพอากาศ โดยใช้พันธุ์พืชผักพื้นเมืองตามฤดูกาล และพันธ์ข้าวที่เก็บพันธุ์ได้เอง หรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างกลุ่ม ชุมชน รวมทั้งใช้วัสดุในไร่นาก่อน

ภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรชีวภาพ

เกือบทุกพื้นที่มีป่าสาธารณประโยชน์ที่ชุมชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน บางแห่งเป็นป่าสงวน ป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน แตกต่างกันไป การใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นไปในรูปแบบการหาอาหารป่าตามฤดูกาล เช่น หน่อไม้ เห็ด ลูกไม้ สัตว์ป่า สมุนไพร เพื่อเป็นอาหารและยารักษาโรค นอกจากนั้นจะเป็นการใช้ไม้เพื่อทำฟืน ทำคอกสัตว์ หรือบางแห่งสร้างบ้านเรือนด้วย

การจัดการทรัพยากรป่า คือ ทำแนวกันไฟในฤดูแล้ง บางแห่งใช้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ห้ามตัดไม้ ใด ๆ และมีการตั้งหอเจ้าหน้าเพื่อให้เกิดความเคารพยำเกรง บางแห่งมีคณะกรรมการดูแลป่า และที่คล้ายกันแล้ว เกือบทุกหมู่บ้านจะใช้ประโยชน์จากไม้ใหญ่เท่าที่จำเป็น และใช้วิธีการสังคมมิติ คือ คนในชุมชนช่วยกันดูแลสอดส่องกัน และลงโทษกันเองในชุมชน



ดูรายละเอียด
ภูมินิเวศน์เชียงใหม่–ลำพูน
ภูมินิเวศน์น่าน
ภูมินิเวศน์ภูกามยาว (พะเยา)
ภูมินิเวศน์เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.)


<<กลับหน้าแรก | หน้าโครงการนำร่องฯ | ข้อมูลพื้นฐาน 4 ภาค 19 ภูมินิเวศน์>>