ภูมินิเวศน์เชียงใหม่ ลำพูน
1.1 ที่ตั้ง
พื้นที่เป้าหมายโครงการนำร่องฯ ภูมินิเวศน์เชียงใหม่-ลำพูน อยู่ใน จังหวัดเชียงใหม่ 28 หมู่บ้าน 7 อำเภอ และ 2 หมู่บ้าน 1 อำเภอใน จังหวัดลำพูน ดังนี้
|
จังหวัด |
อำเภอ |
ตำบล |
หมู่บ้าน |
|
เชียงใหม่ |
สะเมิง |
สะเมิงเหนือ |
นาฟาน* |
|
|
|
แม่สาบ |
อมลอง* |
|
|
|
|
หาดส้มป่อย* |
|
|
แม่แตง |
สันป่ายาง |
สันป่ายาง* |
|
|
|
|
หนองก๋าย* |
|
|
|
|
สันป่าตึง* |
|
|
|
|
สันลมจอย |
|
|
|
สบเปิง |
ดอนเจียง* |
|
|
|
|
หนองบัวหลวง |
|
|
|
|
ท่าข้าม |
|
|
|
|
สบเปิง |
|
|
|
ป่าแป๋ |
ผาเด็ง |
|
|
แม่ริม |
สะลวง |
สะลวง |
|
|
|
|
ห้วยส้มสุก |
|
|
|
|
เมืองก๊ะ |
|
|
|
|
แม่ก๊ะเปียง |
|
|
|
|
พระบาทสี่รอย |
|
|
ดอยสะเก็ด |
ลวงเหนือ |
ลวงเหนือ * |
|
|
สันกำแพง |
ห้วยทราย |
ห้วยทราย * |
|
|
กิ่ง อำเภอแม่ออน |
แม่ทา |
ป่านอต* |
|
|
|
|
ท่าข้าม (1)* |
|
|
|
|
ท่าข้าม (2)* |
|
|
|
|
ทาดอนชัย* |
|
|
|
|
ข้อกลาง* |
|
|
|
|
ใหม่ดอนชัย |
|
|
|
|
ห้วยทราย |
|
|
พร้าว |
น้ำแพร่ |
ถ้ำดอกคำ* |
|
|
|
|
ป่างิ้ว* |
|
|
|
|
น้ำแพร่* |
|
|
|
|
หนองปลามัน |
|
ลำพูน |
กิ่ง อำเภอทุ่งหัวช้าง |
ทุ่งหัวช้าง |
ปวง |
|
|
|
|
ตะเคียนปม |
|
|
|
|
จริญญา |
|
|
|
|
ทุ่งหัวช้าง |
หมายเหตุ * เป็นชุมชนที่มีองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปส่งเสริมเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน และชาวบ้านเริ่มมีการปรับเปลี่ยนมาก่อนปี 2543
1.2 ลักษณะภูมิประเทศ
พื้นที่เป้าหมายโดยรวมอยู่ในที่สูง แบ่งเป็นที่ราบลุ่มน้ำ ที่ดอน และที่ราบระหว่างเขา โดยแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะและบางพื้นที่จะมีสภาพผสมกันในหลายลักษณะ โดยสรุปแบ่งได้ดังนี้
1.2.1 พื้นที่ในที่ราบลุ่มน้ำและที่ดอน ได้แก่ อำเภอพร้าว อำเภอแม่ริม (บางส่วน) อำเภอแม่แตง อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด กิ่ง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
1.2.2 พื้นที่ในที่ราบระหว่างเขา ได้แก่ อำเภอสะเมิง อำเภอแม่ริมบางส่วน จังหวัดเชียงใหม่ และกิ่งอำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน โดยในบางพื้นที่จะมีความสูงชันมากกว่าประเภทแรก
2. ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย
2.1 ลักษณะทางสังคม
จำนวนสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนขอรับการสนับสนุนจากโครงการนำร่องฯ ปี 2543 มีจำนวนทั้งสิ้น 121 ครัวเรือน แต่มีข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ 103 ครัวเรือน ส่วนที่เหลือยังไม่มีข้อมูล
2.1.1 จำนวนครัวเรือน / ระดับการพัฒนา
|
ครัวเรือนเป้าหมาย 3 ปี (ครัวเรือน) |
ครัวเรือนที่เข้าร่วมปีแรก (ครัวเรือน) |
ระดับก้าวหน้า(ครัวเรือน/ร้อยละ) |
ระดับปานกลาง (ครัวเรือน/ร้อยละ) |
ระดับเริ่มต้น (ครัวเรือน/ร้อยละ) |
|
200 |
121 |
40 / 30.05 |
81 / 66.94 |
- |
2.1.2 อายุ การศึกษาของหัวหน้าครัวเรือน อายุโดยเฉลี่ย 44 ปี การศึกษาชั้นประถมศึกษกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถอธิบายโดยแบ่งตามอำเภอ ได้ดังนี้
(1) อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรเป้าหมายมาจากสมาชิก 2 กลุ่มคือ
กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์บ้านถ้ำดอกคำ1 ในพื้นที่หมู่บ้านป่างิ้วและบ้านน้ำแพร่ ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมือง มีภาษาสำเนียงเฉพาะ วัฒนธรรม ประเพณี เหมือนกับชาวพื้นเมืองทางเหนือทั่วอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายทั่วไป ไม่หนาแน่น เนื่องจากสภาพหมู่บ้านเป็นที่ดอนถึงที่สูง ดินส่วนใหญ่เป็นดินแดง ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง ชาวบ้านส่วนใหญ่ในบ้านป่างิ้วจึงทำไร่ ปลูกถั่วลิสง พริก ข้าวโพด ขณะที่บ้านน้ำแพร่มีที่ราบมากกว่า จึงมีการเพาะปลูกข้าว ถั่วลิสง และมันฝรั่ง ซึ่งยังคงมีการใช้สารเคมีในที่นาเป็นส่วนใหญ่ แต่หลังจากสมาคมวายเอ็มซีเอเพื่อการพัฒนาภาคเหนือเข้ามาส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ เมื่อปี 2539 เกษตรกรบางกลุ่มเริ่มทำการปลูกผักปลอดสารพิษ และปี 2540 กลุ่มเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตได้เข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ จังหวัดเชียงใหม่ และปี 2543 เข้าร่วมโครงการนำร่องฯ
กลุ่มผู้ผลิตดอกคำ 2 เกิดจากการขยายแนวคิดเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนของกลุ่มแรก มีสมาชิกใน 4 หมู่บ้านคือ บ้านถ้ำดอกคำ บ้านป่างิ้ว บ้านน้ำแพร่ และบ้านหนองปลามัน หมู่ 1 เกษตรกรส่วนใหญ่ทำนาข้าว ปลูกแตงกวา ถั่วลิสง มันฝรั่ง แบบใช้สารเคมี มีแหล่งน้ำธรรมชาติไว้ใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์ในชุมชนคือลำน้ำแม่ลาด และลำน้ำบ่อส้ม
(2) อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีเกษตรกรเป้าหมายซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ผลิต 3 กลุ่มคือ
กลุ่มผู้ผลิตบ้านสันป่ายาง ในพื้นที่บ้านสันป่ายาง บ้านสันป่าตึง และบ้านหนองก๋าย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร มีบางส่วนเข้าไปทำงานในโรงงานแปรรูปผลผลิตในอำเภอ พืชที่ปลูกเป็นหลักคือ ข้าว ถั่วเหลือง ยาสูบ ไม้ผล เช่น ลำไย ลิ้นจี่ และไม้ดอกคือดอกดาวเรืองเพื่อส่งโรงงาน ต่อมากลุ่มมีการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรปลอดสารพิษโดยไม่ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต และรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกนำมาแปรรูป เช่น เต้าเจี้ยวจากถั่วเหลืองอินทรีย์ กล้วยอบ ผลไม้ดอง-แช่อิ่ม เป็นต้น
ชุมชนมีการใช้ประโยชน์จากป่าสงวนแห่งชาติอุทยานสุเทพปุยและป่าแพ่ง แหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตรมาจากแม่น้ำแม่ริม น้ำแม่เหลาะ แม่น้ำแม่ฮาว ห้วยแม่ป๋อง หนองควายปู้ และอ่างเก็บน้ำโป่งเป๋า
กลุ่มผู้ผลิตบ้านดอนเจียง ในพื้นที่ ตำบลสบเปิง สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มน้ำ มีบางพื้นที่เป็นที่ดอนและที่สูง อาชีพหลักคือทำนาปลูกข้าว และปลูกพืชไร่ในที่นาในช่วงฤดูแล้ง เช่น ถั่วเหลืองและถั่วแขก พื้นที่ในที่ดอนและที่สูงจะปลูกไม้ผล สลับกับถั่วเหลืองในช่วงฤดูแล้ง เกษตรกรในชุมชนได้รวมตัวกันทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2542 ผลิตข้าวอินทรีย์ ถั่วเหลืองอินทรีย์ และมีการทดลองแปรรูปถั่วเหลืองเป็นน้ำนมถั่วเหลืองอินทรีย์ต่อมาได้มีการขยายแนวคิดไปในหมู่บ้านเดียวกันและหมู่บ้านใกล้เคียงจนได้สมาชิกปรับเปลี่ยนระบบการผลิตมากขึ้น โดยมีทั้งกลุ่มสมาชิกที่เลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างเด็ดขาด และกลุ่มที่อยู่ในช่วงลด ละ เลิกสารเคมี
ชุมชนมีแหล่งทรัพยากรเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรจากห้วยแม่แลบ ห้วยแม่ป๋อง และน้ำแม่ฮาว และใช้ประโยชน์จากป่าสงวนบ้านดอนเจียง ป่าห้วยแม่แลบ ป่าแพะ และป่าจำแนก เพื่อเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติ เช่น เห็ด หน่อไม้ ผักป่า สัตว์ป่าขนาดเล็ก และไม้ใช้สอย เช่น ฝืน ไม้ทำคอกสัตว์
กลุ่มผาเด็ง ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง สมาชิกบางส่วนมีการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน มานานหลายปี ด้วยลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง รูปแบบการเกษตรเป็นแบบวนเกษตร ขณะที่บางส่วนที่อยู่ในที่ราบลุ่มจะทำนา ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนารูปแบบไร่นามาสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
(3) อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ มีชุมชนเป้าหมายใน 3 หมู่บ้านคือ บ้านหาดส้มป่อย ตำบลแม่สาบ หมู่บ้านอมลอง บ้านนาฟาน
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ มีที่ราบเชิงเขาและระหว่างเขาเพื่อใช้ทำเกษตรประมาณ 20% มีแม่น้ำสายหลักคือ แม่น้ำขานและแม่น้ำแม่สะเมิงซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ในพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าลำน้ำจะมีปัญหาน้ำในหน้าแล้ง และด้วยความจำกัดของพื้นที่ จึงต้องใช้ระบบหมุนเวียนในการปลูกพืช คือ ข้าวนาปี กระเทียม เผือก ถั่วเหลือง เก็กฮวย สตรอเบอร์รี่ ข้าวโพด งา และไม้ดอก และทำปศุสัตว์คือเลี้ยงวัว หมู เป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เกษตรกรยังคงใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น แต่หลังจากที่มีองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปสนับสนุนให้ทำเกษตรอินทรีย์ มีเกษตรกรบางส่วนหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีการส่งผลผลิตที่เหลือจากบริโภคมาขายที่ศูนย์อิ่มบุญ เช่น แยมสตรอเบอรี่ ชาจากหญ้าหวาน กระเจี๊ยบอบแห้ง ดอกเก็กฮวยอบแห้ง กาแฟสดปลอดสารพิษ เป็นต้น นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านนาฟานทำปศุสัตว์อินทรีย์ด้วยคือ การเลี้ยงวัวเลี้ยงหมูแบบปล่อย
แหล่งทรัพยากรในท้องถิ่นคือ ป่าชุมชนอมลอง เป็นแหล่งอาหารตามฤดูกาล เช่น เห็ด หน่อไม้ ไม้ล้มทำฟืน ซึ่งชุมชนร่วมกันดูแลรักษา เช่น ไม่ตัดไม้ใหญ่
แหล่งทรัพยากรของชุมชนคือ ป่าต้นน้ำแม่ทา ที่ชุมชนพึ่งพาในการเก็บหาอาหาร ของป่า และแหล่งน้ำแม่ทาในการอุปโภคและบริโภค
กลุ่มผู้ผลิตห้วยทราย สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบ เกษตรกรทำนา ทำไร่พริก ทำสวนดอกกุหลาบ ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้สารเคมีในการผลิตอย่างเข้มข้น ต่อมามีเกษตรกรบางส่วนสนใจทำเกษตรอินทรีย์ เข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ จังหวัดเชียงใหม่ และเริ่มต้นทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี
แหล่งทรัพยากรสำคัญของชุมชนคือ ป่าห้วยแม่น้ำพริก ป่าห้วยมะตึ๋น ซึ่งเป็นตาน้ำธรรมชาติ หาของป่าสำหรับบริโภค ใช้ไม้โค่น ไม้หักทำฟืนและซ่อมแซมคอกสัตว์ ส่วนแหล่งน้ำเพื่อการบริโภคและการเกษตรใช้น้ำจากคลองชลประทานที่ระบายน้ำมาจากเขื่อนแม่กวง ลงสู่ห้วยธรรมชาติสายต่าง ๆ เช่น ห้วยแม่ตาด ห้วยแม่น้ำพริก เป็นต้น ปุ๋ยหมัก
(6) อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ มีกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายที่เป็นสมาชิกใน
กลุ่มผู้ผลิตบ้านสันทราย สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม ปลูกไม้ผลและทำนาข้าวเป็นหลัก และสลับช่วงด้วยถั่วลิสง ถั่วหวาน ถั่วฝักยาว บวบ แบบใช้สารเคมี ส่วนพื้นที่ที่เป็นที่ดอนถึงที่สูงซึ่งมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ จะมีการปลูกไม้ผลหรือทิ้งเป็นที่รกร้าง กลุ่มผู้ผลิตบ้านสันทรายได้มีการปรับเปลี่ยนระบบมาเป็นเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2542
(7) อำเภอ แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายที่เป็นสมาชิกใน
เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนแม่ริม-แม่แตง ซึ่งมีพัฒนาการเริ่มตั้งแต่ปี 2528 โดยมูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท เข้าไปส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน จนปี 2540 เกษตรกรหลายหมู่บ้านรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน มีการบริหารงานในรูปของสหกรณ์ เลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร
กลุ่มทุ่งหัวช้าง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นกลุ่มใหม่ที่อยู่ในช่วงการอบรมตามกระบวนการปรับเปลี่ยน สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม อยู่ระหว่างเขา อาชีพของคนในชุมชนมีหลากหลาย โดยกลุ่มผู้สนใจปรับเปลี่ยนระบบการผลิต เดิมทำการเกษตรและปลูกพืชไร่แบบเคมี และผูกขาดกับบริษัท พืชที่ปลูกคือ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองฝักสด มันสำปะหลัง ข้าวบาร์เลย์ มันฝรั่ง
2.2 สภาพทางเศรษฐกิจ
2.2.1 รายได้
|
รายได้รวม (บาท) |
เฉลี่ยต่อครัวเรือน (บาท) |
แหล่งรายได้สูงสุด 3 ดับ |
รวมทั้งภูมินิเวศน์ (บาท) |
|
5,374,359 |
52,178.24 |
1) เงินเดือน/ค่าตอบแทน |
1,126,600 |
|
|
|
2) รับจ้างทั่วไป |
780,000 |
|
|
|
3) จากการผลิตในไร่นา |
698,100 |
ประเภทของการผลิตในไร่นามีทั้งหมด 8 ประเภทคือ ข้าว พืชไร่ พืชผัก ไม้ผล เลี้ยงสัตว์ ปลา ผลผลิตอื่น และการแปรรูปผลผลิต ซึ่งรายได้จากการผลิตในไร่นาที่ก่อให้เกิดรายได้สูงสุดคือ การผลิตพืชผัก และที่ก่อให้เกิดรายได้น้อยที่สุดคือ การเลี้ยงปลา
ประเภทของการผลิตนอกไร่นามีทั้งหมด 7 ประเภทคือ รับจ้างภาคเกษตร รับจ้างนอกภาคเกษตรลูกหลานส่งมาให้ เงินเดือน/ค่าตอบแทน การทำหัตถกรรม หาของป่า และรายได้อื่น ๆ
2.2.2 รายจ่าย
|
รายจ่ายรวม (บาท) |
เฉลี่ยต่อครัวเรือน (บาท) |
แหล่งรายจ่ายสูงสุด 3 ลำดับ |
รวมทั้งภูมินิเวศน์ (บาท) |
|
8,096,566 |
78,607.4 |
1) ใช้หนี้ |
2,055,300 |
|
|
|
2) การศึกษาบุตร |
1,155,880 |
|
|
|
3) เมล็ดพันธุ์ |
1,092,787 |
(1) รายจ่ายค่าอาหาร
ซื้อข้าว 20 ครัวเรือน (139,600 บาท) คิดเป็นร้อยละ 19.41
ผลไม้ 31 ครัวเรือน (48,780 บาท) คิดเป็นร้อยละ 30.09
เนื้อสัตว์ 81 ครัวเรือน (387,536 บาท) คิดเป็นร้อยละ 78.64
ปลา 57 ครัวเรือน (94,241 บาท) คิดเป็นร้อยละ 55.33
อุปโภคอื่น 90 ครัวเรือน (517,944 บาท) คิดเป็นร้อยละ 87.37
2.2.3 หนี้สิน มีเกษตรกรที่มีหนี้สินจำนวน 92 ครัวเรือน
|
หนี้สินรวม (บาท) |
เฉลี่ยต่อครัวเรือน (บาท) |
แหล่งยืมหนี้ สูงสุด 3 ลำดับ |
รวมทั้งภูมินิเวศน์ (บาท) |
|
6,332,148 |
68,827.69 |
1) ธกส. |
3,508,000 |
|
|
|
2) องค์กรในชุมชนและเครือข่าย |
1,636,948 |
|
|
|
3) ธนาคารพาณิชย์ / จากโครงการของรัฐ |
1,090,200 |
แหล่งยืมหนี้สูงสุด ประเมินจากจำนวนเงินรวม แต่หากประเมินจากความนิยม พบว่า
(1) กู้ยืมจากกลุ่มองค์กรในชุมชนจำนวน 59 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 57.28ของครัวเรือนทั้งหมด
(2) กู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 48 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 46.60 ของครัวเรือนทั้งหมด
(3) กู้ยืมจากแหล่งอื่น เช่น ธนาคารพาณิชย์ โครงการรัฐ จำนวน 18 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 17.47 ของครัวเรือนทั้งหมด
เหตุผลของการยืมหนี้สินส่วนใหญ่เพื่อลงทุนทางการเกษตร เช่น ซื้อพันธุ์สัตว์ พัฒนาไร่นา ขุดสระน้ำ จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ และพัฒนาแหล่งน้ำ ส่วนค่าใช้จ่ายนอกภาคเกษตรจะเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนค้าขาย ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้าน ค่าใช้จ่ายในการซื้อยานพาหนะและเครื่องใช้ไฟฟ้า
|
เงินออมรวม (บาท) |
เฉลี่ยต่อครัวเรือน (บาท) |
แหล่งออมเงิน |
|
904,940 |
9,234 |
1) องค์กรชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน-ชุมชนและกลุ่มออมทรัพย์ชมรมผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ จังหวัดเชียงใหม่ 2) กระจายไปตามแหล่งอื่น ๆ |
|
พื้นที่การเกษตรรวม (ไร่) |
เฉลี่ยต่อครัวเรือน (ไร่) |
พื้นที่ทำเกษตรยั่งยืนรวม (ไร่) / ร้อยละ |
เฉลี่ยต่อครัวเรือน (ไร่) |
|
781.5 |
7.5 |
436.75 / 55.8 |
4.24 |
เกษตรกรส่วนใหญ่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน สามารถแยกประเภทของการถือครองได้ ดังนี้
3.2.1 มีเอกสารสิทธิ์หลายประเภทในแปลงเดียว (รวมทั้งบางส่วนในแปลงไม่มีเอกสารสิทธิ์ด้วย) จำนวนทั้งหมด 38 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 37.25
3.2.2 ไม่มีเอกสารสิทธิ์ จำนวน 28 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 27.45
3.2.3 มีเอกสารสิทธิ์ประเภท โฉนด จำนวน 21 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 20.5
3.2.4 มีเอกสารสิทธิ์ประเภท นส.3 จำนวน 12 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 11.76
3.2.5 มีเอกสารสิทธิ์ประเภท สทก. จำนวน 3 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 2.9
3.3 รูปแบบการผลิต มี 3 รูปแบบ คือ
3.3.1 เกษตรอินทรีย์เชิงเดี่ยว (สวนผัก ข้าว ข้าวโพดฝักอ่อน ถั่วเหลือง สตรอเบอร์รี่ปลอดสารพิษ)
3.3.2 เกษตรผสมผสาน (ปลูกพืชผัก ไม้ผล เลี้ยงสัตว์-ปลา ในแปลงเดียวกัน)
3.3.3 เกษตรบนพื้นที่สูง/วนเกษตร (สวนชาสลับไม้ยืนต้น ไม้ผล เลี้ยงสัตว์)
3.4 กิจกรรมการผลิต
3.4.1 การทำนา การทำนาเกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกข้าวนาปี ๆ ละครั้ง เนื่องจากเกษตรกรใช้พื้นที่นาหมุนเวียนไปปลูกพืชไร่ในฤดูแล้งหรือหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว กิจกรรมการทำนามีเกษตรกรที่ปลูกข้าวจำนวน 70 ครัวเรือน มีพื้นที่เพื่อการทำนาทั้งหมด (ปี 43-44) จำนวน 320 ไร่
3.4.2 การทำไร่ มี 2 ลักษณะคือ มีพื้นที่ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเพื่อการปลูกพืชไร่โดยเฉพาะ กับลักษณะใช้พื้นในช่วงหลังฤดูทำนาสำหรับปลูกพืชไร่ มีครัวเรือนที่ทำไร่ทั้งหมด 51 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกพืชไร่ทั้งหมด (ปี 43-44) จำนวน 193.75 ไร่ สำหรับพืชไร่ที่นิยมขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ได้แก่ ถั่วเหลือง (15 ครัวเรือน) ถั่วลิสง (9 ครัวเรือน) ข้าวโพดฝักอ่อน (20 ครัวเรือน) พริก (1 ครัวเรือน) และมีบางพื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระเจี๊ยบ ไม้ตัดดอก ขิง ดอกเก๊กฮวย และยาสูบแต่ไม่มากนัก
3.4.3 การปลูกพืชผัก มีเกษตรกร 70 ครัวเรือนที่ปลูกพืชผัก โดยมีพื้นที่รวมทั้งหมด (ปี 43-44) 299.25 ไร่ ลักษณะการปลูกเกษตรกรนิยมปลูกทั้งผักพื้นเมืองและผักจีน แต่มีจำนวนผู้ปลูกและชนิดของผักพื้นเมืองมากกว่าผักจีน โดยบางครัวเรือนจะปลูกผักพื้นเมืองไว้เพื่อกินอย่างเดียว แต่บางครัวเรือนที่มีการนำผักมาขายจะปลูกผักจีนหรือลูกผสมไว้ในแปลงด้วย
3.4.4 การปลูกไม้ผล มีเกษตรกร 79 ครัวเรือนที่ปลูกไม้ผล มีพื้นที่ทั้งหมด (ปี 43-44) 1,127 ไร่ ส่วนชนิดไม้ผลที่นิยมปลูกมีลำไย มะม่วง ลิ้นจี่ เป็นหลัก ส่วนไม้ผลพันธุ์พื้นเมืองหรือไม้ท้องถิ่นจะเป็นไม้ปลูกแซมซึ่งมีจำนวนน้อย เช่น กล้วย มะละกอ ผลไม้ป่า ซึ่งชนิดของไม้ผลน้อยที่สุดคือ 1 ชนิด และมากสุดมีถึง 17 ชนิดใน 1 แปลง และส่วนใหญ่ยังไม่ให้ผลผลิต จำนวนไม้ผลนั้นจะขึ้นอยู่กับจำนวนพื้นที่และสภาพของพื้นที่
3.4.5 การปลูกไม้ยืนต้น มีเกษตรกรที่ปลูกไม้ยืนต้นจำนวน 22 ครัวเรือน มีพื้นที่ทั้งหมด 324.75 ไร่ ซึ่งพื้นที่การปลูกไม้ยืนต้นมี 2 ลักษณะคือปลูกสลับในแปลงอื่น และแบบป่าไม้ใช้สอยทั้งแปลง ไม้ใช้สอยที่นิยมคือ ไม้ไผ่ ไม้สัก และไม้ป่าทั่วไป
3.4.6 การเลี้ยงสัตว์
การเลี้ยงควาย (ปี43-44) ไม่ปรากฏจำนวนสัตว์ประเภทนี้
การเลี้ยงวัว มีจำนวนทั้งหมด (ปี 43) จำนวน 165 ตัว
การเลี้ยงเป็ด มีจำนวนทั้งหมด (ปี 43) 175 ตัว
การเลี้ยงไก่ มีจำนวนทั้งหมด (ปี 43) 2,725 ตัว
การเลี้ยงสุกร มีจำนวนทั้งหมด (ปี 43) 265 ตัว
การเลี้ยงสัตว์อื่น ประกอบด้วย ปลา ห่าน กบ สุนัข (เพื่อขาย) จำนวน 6,117 ตัว
3.5 เป้าหมายการผลิต
โดยส่วนใหญ่ เป้าหมายในการผลิตข้าว พืชผัก ไม้ผล ของป่า สัตว์เลี้ยงขนาดเล็กเช่น ไก่ ปลา เป็ด เพื่อบริโภคเป็นหลัก บางอย่างเก็บไว้ทำพันธุ์ เหลือแล้วจึงขาย แต่มีบางรายการที่ปลูกเพื่อขายเป็นหลักเช่น พืชไร่ สัตว์เลี้ยง เช่น หมู และวัว ซึ่งเป็นที่นิยมที่จะเลี้ยงวัวไว้ขาย เพราะนอกจากสามารถใช้มูลในการปรับปรุงดินขณะเลี้ยงแล้ว เวลาขายก็ได้รายได้เป็นเงินก้อนด้วย
3.6 ความเพียงพอของผลผลิต
โดยส่วนใหญ่ผลิตผลทางการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์มีความพอเพียงต่อการบริโภค
3.7 การใช้ปุ๋ยเคมี/ปุ๋ยอินทรีย์ และสารเคมี/สารธรรมชาติในระบบการผลิต
เกษตรกรยังมีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในระบบการผลิต ที่พบมากคือในนาข้าว และการปลูกไม้ผล เพื่อเพิ่มและเร่งผลผลิต โดยจำนวนของผู้ใช้ในแต่ละระดับจะแตกต่างกัน ในระดับก้าวหน้ามีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก ส่วนในระดับปานกลางจะมีการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์ ยกเว้นการใช้สารเคมีในสัตว์จะมีการใช้ในจำนวนใกล้เคียงกัน สารเคมีที่ใช้คืออาหารสัตว์สำเร็จรูป ซึ่งเกษตรกรทั้งสองระดับได้ซื้อจากนอกชุมชน เช่น อาหารหมู อาหารปลา เป็นต้น
การใช้แรงงานในครัวเรือนในภาคเกษตรโดยเฉลี่ยประมาณ 85% ของแรงงานทั้งหมด หรือเท่ากับครัวเรือนละ 1.7 คน มีการจ้างแรงงานในการช่วงปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิต ประเภทที่มีการจ้างแรงงานมากที่สุดคือ การทำนา และทำไร่ รวมทั้งพบการจ้างคัดเลือกผลผลิต เช่น ถั่วลิสง และการจ้างกำจัดวัชพืชในนา
ส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีของตนเองเป็นหลัก ซึ่งค่าใช้จ่ายจะเป็นการจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์แต่ไม่ได้คิดค่าเสื่อมหรือค่าน้ำมัน เทคโนโลยีที่ใช้เป็นเครื่องมือระดับเล็กเช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องตัดหญ้า เครื่องพ่นสมุนไพร จอบ เสียม ในส่วนเทคโนโลยีที่มีการจ้างคือ การจ้างไถพื้นที่ และปรับพื้นที่
3.9 ความเชื่อและพิธีกรรม
มีการประกอบพิธีกรรมทั้งก่อนการเพาะปลูก ระหว่างการทำการเพาะปลูก และหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เช่น พิธีแฮกนา เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยก่อนการเพาะปลูกข้าว การเรียกขวัญข้าว สืบชะตาข้าว เพื่อเป็นการขอบคุณผีปู่ผีย่า เจ้าที่ และเจ้าที่ดินที่ให้ผลผลิตดี การหาวันดีเพื่อปลูกเอาฤกษ์ เลี้ยงเจ้าที่ ทำควักข้าวบอกเจ้าที่เพื่อบอกกล่าวและขออนุญาตก่อนทำการเกษตร รวมทั้งเพื่อขอขมาในกรณีที่มีสัตว์เจ็บป่วย มีโรคแมลง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการลงโทษของเจ้าที่ เกือบทุกชุมชนในภาคเหนือจะมีพิธีเหล่านี้คล้ายกัน อาจแตกต่างไปบ้านตามสภาพพื้นที่ และวิธีการ
การใช้เทคนิคการปรับปรุงดิน การเพิ่มผลผลิตโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ฮอร์โมนจากน้ำหวานหมัก หมักพืชสมุนไพรพ่น เพื่อทดแทนสารเคมีทางการเกษตร ใช้การปลูกพืช ดอกไม้ สมุนไพรผสมในแปลงเพื่อไล่แมลง
การวางแผนและผังแปลงที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม มีการปลูกพืชที่เอื้อกันในแปลง การปลูกพืชหลากหลายในแปลงเดียวกัน มีการวางผังแปลงและไม่ปลูกพืชชนิดเดียวในไร่นา และปลูกพืชที่เอื้อกันและไล่แมลง เช่น เห็นได้ว่าหลายครอบครัวเลี้ยงวัวเพื่อขายในอนาคต แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ ใช้วัวกำจัดวัชพืชในไร่สวน และถ่ายมูลให้เป็นอินทรีย์วัตถุในแปลงด้วย รวมทั้งใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ
การเลือกใช้พันธุ์พืชท้องถิ่น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพอากาศ โดยใช้พันธุ์พืชผักพื้นเมืองตามฤดูกาล และพันธ์ข้าวที่เก็บพันธุ์ได้เอง หรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างกลุ่ม ชุมชน รวมทั้งใช้วัสดุในไร่นาก่อน
เกือบทุกหมู่บ้านมีป่าสาธารณประโยชน์ที่ชุมชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน บางแห่งเป็นป่าสงวน ป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน แตกต่างกันไป การใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นไปในรูปแบบการหาอาหารป่าตามฤดูกาล เช่น หน่อไม้ เห็ด ลูกไม้ สัตว์ป่า สมุนไพร เพื่อเป็นอาหารและยารักษาโรค นอกจากนั้นจะเป็นการใช้ไม้เพื่อทำฟืน ทำคอกสัตว์ หรือบางแห่งสร้างบ้านเรือนด้วย
การจัดการทรัพยากรป่า คือ ทำแนวกันไฟในฤดูแล้ง บางแห่งใช้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามตัดไม้ใด ๆ และมีการตั้งหอเจ้าหน้าเพื่อให้เกิดความเคารพยำเกรง บางแห่งมีคณะกรรมการดูแลป่า และที่คล้ายกันแล้ว เกือบทุกหมู่บ้านจะใช้ประโยชน์จากไม้ใหญ่เท่าที่จำเป็น และใช้วิธีการสังคมมิติ คือ คนในชุมชนช่วยกันดูแลสอดส่องกัน และลงโทษกันเองในชุมชน
3.12 การจัดการผลผลิต ส่วนใหญ่มีการแปรรูปผลผลิต สามารถสรุปตามกลุ่มอำเภอได้ดังนี้
|
กลุ่มอำเภอ |
ผลิตภัณฑ์แปรรูป |
|
กลุ่มพร้าว 1 และพร้าว 2 อำเภอพร้าว |
ถั่วลิสงอบ |
|
กลุ่มสันป่ายาง และดอนเจียง อำเภอแม่แตง |
เต้าเจี้ยว ซีอิ๊วขาว ผลไม้แช่อิ่ม แชมพูและครีมนวดผม น้ำยางล้างจาน (บ้านสันป่ายาง) แปรรูปกล้วย เช่น กล้วยเนย กล้วยฉาบ กล้วยทรงเครื่อง ข้าวซ้อมมือ (ข้าวขาว ข้าวแดง) ถั่วเหลืองอินทรีย์ |
|
กลุ่มหาดส้มป่อย-กลุ่มอมลอง อำเภอสะเมิง |
แยมสตรอบอรี่ เก๊กฮวยอบแห้ง |
|
กลุ่มนาฟาน อำเภอสะเมิง |
กาแฟอะราบิกา กาแฟถั่วเหลือง |
|
กลุ่มแม่ทา 1-7 กิ่งอำเภอแม่ออน |
มะตูมอบแห้ง ผลไม้ น้ำข้าวโพดฝักอ่อน น้ำเสาวรสข้าวเกรียบข้าวโพดอ่อน ฟักทอง มะขามแก้ว กล้วยฉาบ ตะไคร้อบแห้ง |
|
กลุ่มเครือข่ายวัดป่าฯ อำเภอสะเมิง |
หน่อไม้อัดปี๊บ มะตูมแห้ง ใบเตยอบแห้ง กล้วยอบ บ๊วยดอง มะม่วงดอง ผลไม้แช่อิ่ม |
3.13 การเป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่าย
3.13.1 องค์กรระดับชุมชน
กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ในแต่ละพื้นที่
กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้าน กลุ่มอาชีพในหมู่บ้าน
กองทุนหมู่บ้าน
กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ในชุมชน
เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนวัดป่าดาราภิรมย์
3.13.2 องค์กรระดับเครือข่าย/องค์กรนอกชุมชน
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนฯ เชียงใหม่-ลำพูน
ชมรมผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ จังหวัดเชียงใหม่
สหกรณ์การเกษตร