ภูมินิเวศน์เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.)

 

1.  สภาพพื้นที่เป้าหมาย

1.1 ที่ตั้ง

สภาพโดยทั่วไปของที่ตั้งชุมชนที่เป็นสมาชิกของภูมินิเวศน์เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) มีสภาพทางภูมิศาสตร์ทั่วไปเป็นภูเขาสูงชัน สลับซับซ้อน มีความสูงโดยเฉลี่ยระหว่างประมาณ  500 -1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล และมีสภาพป่าต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป เช่น บางพื้นที่ลุ่มน้ำมีสภาพเป็นป่าดงดิบ บางพื้นที่เป็นป่าเบญจพรรณ หรือบางพื้นที่มีสภาพเป็นป่าดิบแล้ง เป็นต้น สมาชิกของภูมินิเวศน์เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) ส่วนใหญ่กว่าร้อยละเก้าสิบเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอญอ หรือที่เรียกทั่วไปว่า "กระเหรี่ยง" ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีการดำรงชีพที่เกื้อกูลต่อป่า หรือจะเรียกนัยหนึ่งคือ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และความเชื่อในการจัดการและใช้ประโยชน์จากป่า ซึ่งทำให้เกิดการดูแลรักษาป่าและอยู่คู่กับป่าอย่างยั่งยืนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อผืนป่า แม้จะต้องมีการการพึ่งพาป่าในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ใช้เลี้ยงสัตว์ และใช้ในการผลิตทางการเกษตรก็ตาม

ปัจจุบันรูปแบบระบบการผลิตของภูมินิเวศน์ คกน. มีหลากหลายรูปแบบ คือมีทั้งชุมชนทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่ปลูกเพื่อยังชีพ ชุมชนที่ทำการเกษตรในรูปแบบการผลิตซึ่งอยู่ในระหว่างกำลังปรับตัว หรือกำลังถูกเปลี่ยนแปลงโดยโครงการต่าง ๆ จากภายนอกที่เข้ามาสนับสนุน รวมทั้งชุมชนที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่การพัฒนาปกติแล้ว

 

2.  ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรเป้าหมาย

2.1    ลักษณะทาง สังคม วัฒนธรรม

2.1.1    ระดับครัวเรือน จำนวนครัวเรือนเป้าหมายของโครงการนำร่องฯ 3 ปี 300  ครัวเรือน 27 ชุมชน จำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมปีแรก 240 ครัวเรือน 27 ชุมชน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 240 ครัวเรือน (100 %) เป็นเกษตรกรในระดับเริ่มต้น

2.1.2     เพศ อายุ การศึกษา

จำนวนครัวเรือนปีแรก           240  ครัวเรือน

จำนวนสมาชิกครัวเรือนและหัวหน้าครอบครัวทั้งหมด  1,126  คน

เพศชาย  585  คน            เพศหญิง   541  คน

อายุเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือน  42  ปี (จาก  222  คน)

อายุเฉลี่ยของสมาชิกครัวเรือนและหัวหน้าครอบครัวทั้งหมด 26  ปี (จาก  1,095  คน)

2.1.3     การศึกษาของหัวหน้าครัวเรือน (จาก 226  คน)

ไม่ได้รับการศึกษา          156         คน          คิดเป็นร้อยละ       69.0

ประถมศึกษา                     58         คน          คิดเป็นร้อยละ       25.7

ระดับมัธยมต้น                10           คน          คิดเป็นร้อยละ         4.4

ระดับมัธยมปลาย               2           คน          คิดเป็นร้อยละ         0.9

2.1.4     การศึกษาของสมาชิกครัวเรือน  ( จาก 1,126  คน )

                                      ไม่ได้รับการศึกษา          723         คน          คิดเป็นร้อยละ       64.2

                                      ประถมศึกษา                   272         คน          คิดเป็นร้อยละ       24.1

                                      มัธยมศึกษาตอนต้น        89           คน          คิดเป็นร้อยละ       7.9

                                      มัธยมศึกษาตอนปลาย    33           คน          คิดเป็นร้อยละ       2.9

                                      อนุปริญญา                       5              คน          คิดเป็นร้อยละ       0.6

                                      ปริญญาตรี                       3              คน          คิดเป็นร้อยละ       0.3

กว่า  30  ปี ที่ผ่านมาที่หน่วยงานราชการและเอกชนหลายหน่วยงานได้เข้ามาตั้งในชุมชนซึ่งอ้างว่าจะเข้ามาพัฒนาบนพื้นที่สูง โดยเข้ามาในรูปแบบของโครงการต่าง ๆ ช่วงนี้เองเป็นช่วงระยะเวลาที่ระบบการผลิตแบบดั้งเดิมถูกเปลี่ยนแปลงโดยการส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์และให้ใช้สารเคมีแทนระบบเกษตรแบบดั้งเดิม ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ความเชื่อ องค์ความรู้ ภูมิปัญญาของชาวบ้านในการอยู่กับป่าเดิมถูกทำลายลงไปพร้อม ๆ กับการพัฒนา ที่ทางการเรียกว่า "การพัฒนาปกติ" ซึ่งบทวิเคราะห์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และ 9 ได้สรุปชัดเจนว่าเป็นแนวทางพัฒนาที่ผิดพลาด ล้มเหลวและไม่ยั่งยืน เนื่องจากสภาพปัญหาที่มองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ สภาพความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ป่าถูกทำลายเพื่อทำเป็นพื้นที่ปลูกพืชเชิงพาณิชย์ สังคมแตกแยกชุมชนล่มสลาย ฯลฯ แต่ก็ยังนำมาดำเนินการอยู่

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาตามที่กล่าวมา แต่ก็ยังมีชุมชนอีกหลายชุมชนในพื้นที่  ภูมินิเวศน์ คกน. ที่นับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่การพัฒนาตามปกติเข้าไม่ถึงทำให้ยังคงดำเนินวิถีชีวิตได้ตามปกติทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่ยั่งยืน เช่น การทำไร่หมุนเวียน หรือการทำนาตามฤดูกาล การเลี้ยงสัตว์  หรือบางพื้นที่ที่การพัฒนาเข้าถึงหลังจากรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายองค์กรชาวบ้านแล้วก็ได้มีการปรับตัวเพื่อทำการผลิตในรูปแบบปลูกเพื่อขายแต่ยั่งยืนในลักษณะเกษตรผสมผสาน หรือเกษตรธรรมชาติ เช่น สวนเมี่ยง  ชา  พร้อมกับทำไร่หมุนเวียนไปด้วย  เป็นต้น

เนื่องจากชุมชนสมาชิกของภูมินิเวศน์ คกน. ทั้งหมดถูกประกาศเขตป่าทับที่ ดังนั้นชุมชนจึงถูกกำกับ ควบคุมโดยกฎหมายป่าไม้ประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้กดดันชาวบ้านในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจำกัดการพัฒนา การข่มขู่ การจับกุม โดยเฉพาะการเข้าจับกุมในขณะที่ทำไร่หมุนเวียนหรือไร่ซากที่ทิ้งพักไว้ให้ดินฟื้นตัว ก็จะถูกจับกุมหรือถูกรีดไถ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาความไม่มั่นคงในสิทธิในที่ดินทำกิน และก่อให้เกิดความไม่มั่นคงของระบบเกษตรยั่งยืนบนที่สูงไปด้วย สาเหตุเนื่องมาจากถูกบังคับ ควบคุม กดดันด้วยระเบียบทางกฎหมาย เช่น การบังคับให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงต้องลดรอบการทำไร่หรือลดการทิ้งรอบไร่หมุนเวียนให้น้อยลง ก็จะทำให้ระบบนิเวศหรือระบบวงจรของการทำไร่เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่ตอกย้ำเร่งการใช้กฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะกับชุมชนบนพื้นที่สูงที่ไร้อำนาจต่อรอง 

สถานการณ์เร่งด่วนประการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่สูงคือ นโยบาย "แผนแม่บทเพื่อพัฒนาบนพื้นที่สูงฯ" ที่จัดทำโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ  ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการเสนอแผนระยะที่ 3 และหากรัฐบาลยังคงดึงดันอนุมัติให้ใช้แผนดังกล่าวนี้ปฏิบัติการอยู่ โดยไม่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนบนพื้นที่สูง คาดว่าในอนาคตจะเกิดปัญหากับสภาพบนพื้นที่สูงเพิ่มขึ้นอีกมหาศาลเหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต เนื่องจากในแผนที่เป็นแผนที่บริหารจัดการควบคุมและดำเนินการโดยองค์กรรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีแนวทางพัฒนาในรูปแบบที่เรียกตามแผนนี้ว่า เพื่อเป็นการพัฒนาไปสู่ "การพัฒนาตามปกติ" นั่นหมายถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงทำการเกษตรเพื่อขาย และเน้นบังคับและสั่งสอนให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยี  เช่น การใช้ปุ๋ย สารเคมี เพื่อให้ผลผลิตมากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์

จากภาวะความซับซ้อนของสถานการณ์ปัญหาตามที่กล่าวมา โครงการนำร่องฯ ภูมินิเวศน์ คกน. จึงต้องเร่งสร้างรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนบนพื้นที่สูงให้เป็นรูปธรรมเพื่อขยายผลให้แก่สมาชิกได้ศึกษาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในระบบเกษตรของตนเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องถอดบทเรียนประสบการณ์การทำเกษตรยั่งยืนในลักษณะงานวิจัย พร้อมกับการสร้างผู้นำเพื่อเป็นผู้สื่อสารกับสังคมและ เพื่อจะได้นำรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละชุมชนบนพื้นที่สูงเสนอเป็นทางเลือกแทนการทำเกษตรแบบทำลายต่อหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเป็นกระบวนการและเป็นระบบมากขึ้นต่อไป

2.2 ลักษณะทางเศรษฐกิจ 

2.2.1 รายได้เกษตรกร  รายได้รวมทั้งหมดของภูมินิเวศน์  3,352,024  บาท/ปี  รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน  13,966  บาท/ปี  รายได้ส่วนใหญ่ได้มาจากการทำไร่หมุนเวียน การทำสวนในป่า  และเก็บของป่ามาขาย

2.2.2  รายจ่ายของเกษตรกร รวมรายจ่ายทั้งหมด 3,109,438 บาท/ปี เฉลี่ยมีรายจ่ายครัวเรือนละ 12,956 บาท/ปี ประเภทการใช้จ่ายสูงสุดไม่ได้ระบุ เนื่องจากแบบสอบถามไม่มีข้อคำถามในการจำแนกประเภท

2.2.3  หนี้สิน  มีเกษตรกรที่มีหนี้สินจำนวน  143  ครัวเรือน หนี้สินรวมทั้งหมด  2,245,180  บาท เฉลี่ยหนี้สินของครัวเรือนทั้งภูมินิเวศน์ (240   ครัวเรือนจำนวน  9,355  บาท  เฉลี่ยหนี้สินต่อครัวเรือนเฉพาะครัวเรือนที่เป็นหนี้สิน  (143 ครัวเรือน) จำนวน  15,700  บาท

โดยแหล่งที่เกษตรกรสมาชิกกู้ยืม ส่วนใหญ่เป็นแหล่งเงินกู้อื่นๆ  รองลงมาเป็นการกู้ยืมภายในครอบครัว และธนาคาร ตามลำดับ

2.2.4  เงินออม มีเกษตรกรที่มีเงินออมจำนวน 59 ครัวเรือน เงินออมทั้งหมด 436,110 บาทเฉลี่ยเงินออมของครัวเรือนทั้งภูมินิเวศน์  (240  ครัวเรือนจำนวน  1,817  บาท  เฉลี่ยเงินออมต่อครัวเรือนที่มีเงินออม (59 ครัวเรือนจำนวน 7,392 บาท แหล่งเงินออมของสมาชิกส่วนใหญ่ เป็นการออมทรัพย์กับกลุ่มออมทรัพย์ในชุมชน

3.  แบบแผนการผลิตของครัวเรือน/และการทำเกษตรยั่งยืน

3.1   พื้นที่ทำเกษตรยั่งยืน

                         พื้นที่การเกษตรทั้งหมด                             5,055  ไร่

                         เฉลี่ยพื้นที่ทำการเกษตรครัวเรือนละ             21  ไร่

                         มีพื้นที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนทั้งหมด         2,391  ไร่

                         เฉลี่ยพื้นที่ทำเกษตรยั่งยืนครัวเรือนละ         10  ไร่

3.2    การถือครองที่ดิน/เอกสารสิทธิ์

สมาชิกในโครงการไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน เนื่องจากพื้นที่ทำกินของเกษตรกรอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนและบางพื้นที่อยู่ในเขตป่าอุทยาน

3.3   กิจกรรมการผลิต

3.3.1 การทำนา  มีเกษตรกรปลูกข้าวจำนวน  188  ครัวเรือน 

3.3.2 การทำไร่  มีเกษตรกรทำไร่จำนวน   29  ครัวเรือน 

3.3.3 การปลูกพืชผัก  มีเกษตรกรปลูกพืชผักจำนวน   ครัวเรือน 

3.3.4 การปลูกไม้ผล  มีเกษตรกรปลูกไม้ผลจำนวน  31  ครัวเรือน 

3.3.5 การปลูกไม้ยืนต้น   มีเกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นจำนวน  ครัวเรือน 

3.3.6 การเลี้ยงสัตว์

 - การเลี้ยงควาย   มีจำนวนทั้งหมด  336  ตัว

- การเลี้ยงวัว    มีจำนวนทั้งหมด  326  ตัว

- การเลี้ยงเป็ด  มีจำนวนทั้งหมด  97  ตัว

- การเลี้ยงไก่  มีจำนวนทั้งหมด  2,956  ตัว

- การเลี้ยงสุกร  มีจำนวนทั้งหมด  600  ตัว

3.4    เป้าหมายการผลิต

เป้าหมายการผลิตส่วนใหญ่  ผลผลิตข้าว พืชผัก ไม้ผล ของป่า สัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก เช่น ไก่ หมู  จะเป็นการผลิตเพื่อกินก่อน บางอย่างเก็บไว้ทำพันธุ์ เหลือแล้วจึงขาย แต่บางราย (ซึ่งเป็นส่วนน้อย) ปลูกไว้เพื่อขายเป็นหลัก เช่น พืชไร่ ชา ฯลฯ ซึ่งจำแนกได้ตามตารางดังต่อไปนี้

ประเภท

จำนวนครัวเรือน

กินอย่างเดียว

กินและขาย

ขายและกิน

ขายอย่างเดียว

ไม่พอเพียง

ข้าว

199

195

3

1

-

58

พืชไร่

31

10

7

7

7

6

พืชผัก

2

-

2

-

-

-

ไม้ผล

42

6

12

16

8

4

ไม้ยืนต้น

2

-

-

1

1

-

อื่น ๆ

32

8

4

15

5

4

3.5  การใช้ปุ๋ยเคมี / ปุ๋ยอินทรีย์

                         การใช้ปัจจัยการผลิต เป็นการคำนวณจากครัวเรือน 42 ครัวเรือน ซึ่งเป็นผู้ใช้ปัจจัยการผลิตทั้งหมดใน 5 ประเภทการผลิต (1) ทำนา (2) ทำไร่ (3) ปลูกพืชผัก (4) ปลูกไม้ผล (5) ปลูกไม้ยืนต้น แบ่งเป็นการใช้ปัจจัยการผลิตดังนี้

                          ใช้ปุ๋ยเคมี  จำนวน   35  ครัวเรือน  คิดเป็นร้อยละ  83.3

                          ใช้สารเคมี  จำนวน  ครัวเรือน  คิดเป็นร้อยละ  19

                          ใช้ปุ๋ยอินทรีย์  จำนวน   38  ครัวเรือน  คิดเป็นร้อยละ  90

                          ใช้สารอินทรีย์ จำนวน    ครัวเรือน  คิดเป็นร้อยละ  11.9

3.6  การใช้แรงงานและเทคโนโลยีในภาคเกษตร

                         มีแรงงานในภาคเกษตร คิดเป็นร้อยละ  100  ของแรงงานทั้งหมดจำนวน  715  คน

                         เฉลี่ยมีแรงงานครัวเรือนละ  3   คน

                         การใช้เทคโนโลยี  ส่วนใหญ่ใช้เป็นการใช้แรงงานของตนเองภายในครัวเรือนเป็นหลัก  ซึ่งค่าใช้จ่ายจะเป็นค่าจ้างเทคโนโลยี คือ รถไถ ไถในพื้นที่ และการปรับพื้นที่โดยรถไถขนาดใหญ่ และการจ้างแรงงานภายในชุมชน เป็นหลัก  ดังได้จำแนกในตารางต่อไปนี้

ประเภท

จำนวนครัวเรือน

จ้างเทคโนโลยี

จ้างแรงงาน

ข้าว

20

13

9

พืชไร่

3

3

-

พืชผัก

1

1

-

อื่น ๆ

2

1

1

 

3.7  พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

                         การทำเกษตรกรรมส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมแทบทั้งสิ้น โดยทั้งก่อนการเพาะปลูกจะเป็นความเชื่อเพื่อบวงสรวง  ขออนุญาต  ซึ่งมีความเชื่อว่าจะทำให้ผลผลิตงอกงามดี  ไม่มีแมลงรบกวน ฝนฟ้าเอื้ออำนวย  และหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีพิธีกรรมเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองผลผลิตและขอบคุณเจ้าที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พิธีแฮกนา เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยก่อนการเพาะปลูกข้าว  การเรียกขวัญข้าว สืบชะตาข้าว เพื่อเป็นการขอบคุณผีปู่ผีย่า ผีขุนน้ำ เจ้าที่เจ้าทาง และหาวันดีเพื่อปลูกเอาฤกษ์ เลี้ยงเจ้าที่ ทำควักข้าวบอกเจ้าที่เพื่อบอกกล่าวและขออนุญาตก่อนทำการเกษตร โดยทุกชุมชนในภาคเหนือจะมีพิธีกรรมเหล่านี้คล้ายๆ  กัน