1. สภาพพื้นที่
1.1 ที่ตั้ง
จังหวัดปัตตานีมีความยาวของชายฝั่งทะเลประมาณ 116.40 กิโลเมตร โดยเป็นความยาวของชายฝั่งด้านทะเลนอกประมาณ 85 กิโลเมตร การประมงทะเลเป็นกิจกรรมที่มีความโดดเด่นมากที่สุด รองลงมาเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยง เช่น การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ การเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง
การประมงทะเลประกอบด้วยกลุ่มชาวประมงสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ ชาวประมงพาณิชย์ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นคนต่างถิ่น และกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นคนในพื้นที่ โดยชาวประมงพาณิชย์จะใช้เรือใหญ่กินน้ำลึกมีเครื่องมือประเภทอวนล้อมจับ ส่วนชาวประมงทะเลพื้นบ้านจะใช้เรือยาวที่เรียกว่า เรือกอและ เรือท้ายตัด เครื่องมือประมงที่นิยมใช้คือเครื่องมืออวนลอย อย่างไรก็ตามมีชาวประมงบางคนได้ดัดแปลงเรือใช้เครื่องมืออวนลาก อวนรุน เพื่อทำการประมงบริเวณน้ำตื้น ข้อมูลปี พ.ศ. 2537 ท่าเทียบเรือประมงปัตตานีมีเรือประมงเข้าเทียบท่าประมาณ 3,360 ลำ โดยเป็นเรือใหญ่กว่า 20 ตัน ประมาณ 1,860 ลำ ซึ่งเข้าเทียบท่าประมาณ 15,618 ครั้ง/ปี หรือมีเรือเทียบท่าเฉลี่ยวันละ 43 ลำ และเรือประมงขนาดเล็ก จำนวน 2,000 ลำ โดยมีปริมาณสัตว์น้ำผ่านท่าเทียบเรือประมาณ 205,731 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท โดยในปัจจุบันมีการพัฒนาขยายท่าเทียบเรือให้สามารถรองรับเรือประมงได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นตลาดหลักในการรองรับผลผลิตสัตว์น้ำที่ได้
อ่าวปัตตานีเป็นแหล่งทำการประมงสัตว์น้ำกร่อยที่สำคัญของจังหวัด ส่วนใหญ่ชาวประมงจะใช้เครื่องมืออวนลอยทำการประมง เครื่องมือประจำที่พบในอ่าว ได้แก่ กร่ำ และโพงพาง นอกจากนี้ยังมีการทำการประมงด้วยการลากอวกที่ใช้แรงคน เรียกว่าอวนสามขา การเก็บหอยสองฝาด้วยมือ (โดยเฉพาะหอยแครง) และการเก็บสาหร่ายผมนาง
ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในจังหวัดปัตตานีมีโรงเพาะฟักกุ้งกุลาดำ 3 โรง โรงเพาะฟักปลากะพงขาว 2 โรง ตั้งอยู่บริเวณแหลมตาชีทั้งหมด และมีแหล่งอนุบาลลูกปลากะพงขาวในกระชังอยู่ที่ปากแม่น้ำสายบุรี แหล่งเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังของจังหวัดที่คลองยามู อำเภอยะหริ่ง และแม่น้ำสายบุรี ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ส่งผลให้เศรษฐกิจด้านประมงของจังหวัดกระเตื้องขึ้น จนเจ้าของกิจการประมงหลายรายหันไปลงทุนเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แทนการลงทุนด้านการประมงทะเล เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง
1.2 สภาพภูมิอากาศ
ภูมิอากาศของจังหวัดปัตตานีจำแนกตามระบบของ Koeppen เป็นแบบมรสุมเมืองร้อน (Am) โดยพิจารณาจากอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในแต่ละเดือน ข้อมูลภูมิอากาศของจังหวัดปัตตานีในคาบ 30 ปี (พ.ศ. 2510-2539) ได้แสดงในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 สถิติน้ำฝน อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ของจังหวัดปัตตานี ในคาบ 30 ปี (พ.ศ. 2510-2539)
เดือน |
ปริมาณน้ำฝน |
จำนวนวัน |
อุณหภูมิ (°ซ) |
ความชื้นสัมพัทธ์ (%) |
|
เฉลี่ย (มม.) |
ที่ฝนตก (วัน) |
เฉลี่ย |
เฉลี่ย |
|
|
มกราคม |
49.5 |
6.2 |
25.8 |
80 |
|
กุมภาพันธ์ |
19.2 |
3.0 |
26.2 |
79 |
|
มีนาคม |
37.0 |
3.8 |
27.1 |
77 |
|
เมษายน |
67.0 |
6.4 |
28.1 |
77 |
|
พฤษภาคม |
142.2 |
13.8 |
28.0 |
80 |
|
มิถุนายน |
115.2 |
12.0 |
27.7 |
80 |
|
กรกฎาคม |
117.8 |
12.9 |
27.3 |
80 |
|
สิงหาคม |
127.9 |
12.8 |
27.3 |
80 |
|
กันยายน |
149.9 |
15.3 |
27.0 |
81 |
|
ตุลาคม |
194.2 |
18.7 |
26.7 |
84 |
|
พฤศจิกายน |
422.5 |
20.7 |
26.1 |
86 |
|
ธันวาคม |
320.0 |
16.6 |
2.7 |
85 |
|
รวม เฉลี่ย |
1,762.4 - |
142.2 - |
- 26.9 |
- 81 |
ที่มา : สถิติภูมิอากาศประเทศไทยในคาบ 30 ปี (พ.ศ. 2510-2539) กรมอุตุนิยมวิทยา
1.2.1 ฤดูกาล
จังหวัดปัตตานีสามารถแบ่งออกเป็น 2 ฤดูกาล คือ ฤดูฝนและฤดูร้อน เช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้
(1) ฤดูฝน เนื่องจากจังหวัดปัตตานีตั้งอยู่ในคาบสมุทรของภาคใต้ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดมาจากทะเลจีนตอนใต้ในระหว่างเดือนตุลาคม-มกราคม และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย จึงพบว่ามีฤดูฝนหลายเดือนเช่นเดียวกับจังหวัดในภาคใต้อื่นๆ กล่าวคือตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมกราคมโดยจะแบ่งเป็น 2 ระยะตามช่วงเวลาที่มรสุมทั้งสองพัดผ่าน (bi-modal) คือ ระยะแรก ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน (อิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้) จะมีฝนตกชุกปานกลาง มีปริมาณน้ำฝนรวมประมาณ 636 ม.ม. ระยะที่สอง ระหว่างเดือนตุลาคม-มกราคม (อิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ) จะมีฝนตกชุกรวมปริมาณน้ำฝนประมาณ 990 ม.ม. ในเวลา 4 เดือน
(2) ฤดูร้อน ในช่วงที่มีฝนตกน้อยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนจะเป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้พัดผ่านขึ้นมาสู่คาบสมุทรซึ่งเป็นลมร้อนและชื้น ในช่วงดังกล่าวจะมีอุณหภูมิของอากาศร้อนกว่าในช่วงเดือนอื่นๆ และมีฝนตกน้อยมีปริมาณน้ำฝนในช่วง 3 เดือนดังกล่าวรวมกันประมาณ 150 ม.ม. เท่านั้น
1.2.2 อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนตลอดทั้งปีมีความแตกต่างกันน้อยมาก โดยจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 26.9°ซ อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 32.0°ซ และต่ำสุดเฉลี่ย 22.8°ซ ความชื้นสัมพัทธ์ในแต่ละรายเดือนจะไม่มีความแตกต่างกันมากเช่นเดียวกัน ความชื้นสัมพัทธ์โดยทั่วไปค่อนข้างสูงกล่าวคือเฉลี่ยในรอบปีประมาณ 80% โดยมีค่าสูงสุด 95% และค่าต่ำสุด 62% ความชื้นสัมพัทธ์จะมีความสัมพันธ์กับจำนวนวันที่ฝนตกในแต่ละวัน
1.2.3 ผลกระทบจากสภาวะภูมิอากาศ จากสภาพฝนตกชุกในฤดูฝน (ตุลาคม-ธันวาคม) และสภาพพื้นที่ของปัตตานีส่วนใหญ่ที่เป็นพื้นที่ราบและมีลำน้ำหลายสายไหลผ่านจึงทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมทุกปีและทำความเสียหายให้กับพื้นที่การทำนาและมีผลกระทบกับราษฏรที่อาศัยในพื้นที่เหล่านั้น พื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมมาก ได้แก่ พื้นที่ในเขตตำบล ปะกาฮารัง บาราเฮาะ และตะลูโบะ ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำปัตตานีไหลผ่าน
2. ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย
2.1 สภาพทางสังคม
2.1.1 สภาพของการทำประมงพื้นบ้านก่อนการปรับเปลี่ยนมาสู่การประมงแบบรวมกลุ่มในการศึกษาเกี่ยวกับการทำประมงพื้นบ้านนั้น ได้เลือกหมู่บ้านตันหยงเปาว์ เป็นหมู่บ้านตัวแทน โดยหมู่บ้านตันหยงเปาว์นี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี จากการสอบถามผู้อาวุโสในหมู่บ้านและตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่า หมู่บ้านดังกล่าวตั้งขึ้นมาประมาณ 4 ช่วงอายุคน หรืออย่างน้อยประมาณ 200 ปี ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านดังกล่าวทำประมงโดยการจับสัตว์น้ำเป็นอาชีพหลัก โดยใช้เรือพาย เรือใบ และเครื่องมือประมงพื้นบ้าน เช่น เบ็ด ลอบปู ไซ แห อวนปลากระบอก อวนปลากะพง (ทำเอง) อวนรุนกุ้ง (ใช้คนรุน) และโพงพาง เป็นต้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเครื่องมือขนาดเล็ก ทั้งนี้เนื่องจากในอดีตความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสูงมาก
ปัจจุบันหมู่บ้านตันหยงเปาว์มีครัวเรือนตามสำมะโนครัวประมาณ 237 ครัวเรือน ประชากรรวมประมาณ 1,500 คน ประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% ทำประมงโดยการจับสัตว์น้ำเป็นอาชีพหลัก ส่วนที่เหลือมีอาชีพค้าขาย เป็นผู้ประกอบการและแรงงานรับจ้างในประเทศมาเลเซีย ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีเพียงครัวเรือนเดียวที่นับถือศาสนาพุทธ โดยในปัจจุบันมีเรือประมงในหมู่บ้านทั้งหมดประมาณ 162 ลำ โดยแบ่งเป็นเรือประมงท้ายตัด 92 ลำ และเรือพาย 70 ลำ โดยเรือท้ายตัดจะมีขนาด 5-7 วา ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.5-13 แรงม้า และเรือแจวมีขนาด 3.5-4 วา
หมู่บ้านตันหยงเปาว์ตั้งอยู่บนที่ราบชายฝั่งของอ่าวปัตตานี สภาพทั่วไปของพื้นที่ในหมู่บ้าน ทางด้านทิศตะวันออกจะเป็นพื้นที่ว่างเปล่าและสวนมะพร้าว ทางด้านทิศเหนือเป็นหาดทราย สวนมะพร้าว พื้นที่ว่างเปล่าและพื้นที่นากุ้ง ทางด้านตะวันตกเป็นพื้นที่นากุ้งและพื้นที่ป่าปลูก ส่วนทางด้านทิศใต้เป็นที่ตั้งชุมชน
ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2520 เป็นช่วงที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก ลงอวนกุ้งตาขนาด 4.7 ซม. จำนวน 1 หัว เพียงครั้งเดียวจะได้กุ้งแซบ๊วยประมาณ 80-100 กิโลกรัม และใน 1 วัน จะลงอวนได้เพียงครั้งเดียว เพราะไม่สามารถแกะกุ้งออกจากอวนได้ทัน นอกจากนั้นในการทำประมงอวนปลาหลังเขียว โดยการหาฝูงปลาจะมองหา พรายน้ำ (เกิดจากปลาขึ้นสู่ผิวน้ำเป็นฝูงจนเกิดแสงสะท้อนเห็นได้ชัดโดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน) จากนั้นจะทำการล้อมปลา หรือล่อปลาโดยใช้ อูหยำ (เป็นซั้งที่ทำจากใบมะพร้าว ร้อยด้วยเชือก ถ่วงด้วยก้อนหินหรือกระสอบทราย และมีไม้ไผ่เป็นทุ่นเพื่อให้ลอยตัวในแนวดิ่ง) เพื่อล่อปลาให้รวมฝูง จากนั้นก็ทำการล้อมด้วยอวนและดึงซั้งขึ้นเพื่อความสะดวกในการจับปลา สามารถจับปลาได้เต็มลำเรือขนาด 7-8 วา ได้อย่างสบายๆ ผู้อาวุโสท่านหนึ่งในหมู่บ้านเล่าว่าสมัยก่อนประมาณ 30 ปีที่แล้ว หากใช้เครื่องมือในจำนวน ขนาด ชนิดและเวลาในการจับเหมือนดังเช่นในปัจจุบัน จะสามารถจับปลาหรือกุ้งได้วันละ 1 ตันโดยไม่ยากเย็นนัก แต่ในปัจจุบันออกเรืออวนลอยกุ้งได้วันละ 5 กิโลกรัม ก็ถือว่าจับได้มากแล้ว จึงกล่าวได้ว่าความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในอดีตสูงมาก และมีการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรก็ค่อนข้างรวดเร็ว สามารถเปรียบเทียบได้ชัดเจนเพียงไม่ถึงหนึ่งช่วงอายุคน
2.1.2 สภาพปัญหาของการทำประมงพื้นบ้านก่อนการปรับเปลี่ยนมาสู่การประมงแบบรวมกลุ่ม
สภาพปัญหาของการทำประมงพื้นบ้านก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมาสู่การทำประมงแบบรวมกลุ่ม สามารถจะประมวลได้จากคำบอกเล่าของชาวประมงตัวอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ ที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพและตัวทรัพยากรซึ่งเกิดขึ้นในอดีต พอสรุปได้ดังนี้
(1) การใช้เครื่องมือเรืออวนรุนที่ทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำ พ.ศ. 2518 เริ่มมีการพัฒนาเครื่องมืออวนรุน โดยชาวบ้านในพื้นที่ จังหวัดปัตตานีและพื้นที่ข้างเคียง แต่เป็นลักษณะเรืออวนรุนขนาดเล็กมีคันรุนไม่ยาวมาก รวมทั้งเป็นเครื่องจักรที่ใช้ในเรือมีกำลังแรงม้าไม่มากนัก ในช่วงนั้นทรัพยากรยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ปัญหาเกี่ยวกับการครองชีพและรายได้จึงยังไม่รุนแรง มีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้างระหว่างกลุ่มเรืออวนรุน และชาวประมงพื้นบ้านในหมู่บ้าน แต่ระดับความรุนแรงไม่มากนัก
(2) ป่าชายเลนถูกทำลาย พ.ศ. 2522 รัฐมีโครงการปลูกป่าโกงกางในพื้นที่ใกล้หมู่บ้าน (ทางตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน) โดยทำการโค่นป่าเดิมซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นแสมขนาดใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าแสมเป็นพืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ควรใช้พื้นที่ดังกล่าวปลูกป่าโกงกาง ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าแทน แต่หลังจากโค่นต้นแสมแล้วลงกล้าไม้โกงกางปรากฏว่าไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร อัตรารอดตายของต้นโกงกางที่ปลูกน้อยมาก ในส่วนของชาวบ้านก็ไม่ได้คัดค้าน เนื่องจากได้รับการชี้แจงว่าเป็นโครงการของรัฐ กอปรกับความรู้ความเข้าใจเรื่องทรัพยากรและความเกี่ยวพันกันระหว่างทรัพยากรป่าชายเลนกับทรัพยากรสัตว์น้ำยังมีไม่มากนัก ทั้งนี้การทำลายป่าชายเลนเพื่อนำพื้นที่ป่าไปใช้ทำประโยชน์ด้านอื่นๆ ก็มีอยู่มาก
(3) ความขัดแย้งของชาวประมงพื้นบ้านกับประมงอวนรุน เนื่องจากชาวประมงพื้นบ้านในชุมชนและชุมชนข้างเคียงบางชุมชนได้รับความเดือดร้อนจากกลุ่มเรือประมงอวนรุนจึงทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งประเด็นความเดือดร้อนพอจะสรุปได้ 2 ประเด็น คือ ประการแรก เรืออวนรุนทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำ ประการที่สอง อวนรุนทำลายเครื่องมือประมงของชาวประมงพื้นบ้านโดยตรง เช่น ลอบหมึก ลอบปู ลอบปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อวนลอยกุ้ง อวนปลา อวนลอยปู และลอบปูม้า ซึ่งเป็นเครื่องมือทำกินส่วนใหญ่ของชาวประมงในขณะนั้น ทำให้ชาวบ้านจับสัตว์น้ำได้น้อยลง มีรายได้ไม่พอจ่าย มีหนี้สินพอกพูนจำนวนมากเนื่องจากต้องลงทุนทดแทนเครื่องมือที่โดนทำลาย
(4) การว่างงาน การว่างงานเกิดขึ้นเนื่องจากเครื่องมือในการทำประมงของชาวบ้านถูกทำลายหรือสูญหายเนื่องจากเรืออวนรุน ทำให้ไม่สามารถหาเงินมาซื้อเครื่องมือทดแทนได้ หรือสามารถหาเงินได้แต่ไม่มั่นใจในสถานภาพของทรัพยากร จึงไม่อยากเสี่ยงลงทุนอีกถ้าเหตุการณ์ยังคงเป็นลักษณะเดิมๆ ชาวบ้านบางส่วนว่างงานเพราะไม่อยากไปทำงานที่อื่นๆ เนื่องมาจากข้อจำกัดทางด้านสังคม วัฒนธรรมและศาสนา
(5) ปัญหาความยากจน ชาวบ้านตันหยงเปาว์มีอาชีพประมงกว่า ร้อยละ 80 และรายได้จากการประมงก็เป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือน เมื่อทรัพยากรถูกแย่งชิงและทำลายไปด้วยเรืออวนรุน ทำให้ผลผลิตทางการประมงของชาวบ้านลดน้อยลง ทำให้รายได้น้อยลงด้วย จึงขาดแคลนเงินที่จะนำไปใช้จ่ายในครัวเรือน เกิดความยากจน
2.1.3 ปัจจัยที่สำคัญต่อการปรับเปลี่ยนมาสู่การทำประมงพื้นบ้านแบบรวมกลุ่ม
การปรับเปลี่ยนจากการทำประมงแบบเดิมที่ไม่มีการรวมกลุ่มาสู่การทำประมงแบบรวมกลุ่มกันนั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องมาจากความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้นปัญหาที่ชาวประมงได้ประสบมาจึงถือได้ว่าเป็นแรงในการผลักดันภายในที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่เป็น แรงผลักดัน ที่สำคัญที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันของชุมชน และหันมาทำการประมงแบบอนุรักษ์และฟื้นฟูประกอบด้วย
(1) เป็นอาชีพดั้งเดิม เนื่องจากหมู่บ้านตันหยงเปาว์เป็นหมู่บ้านประมงดั้งเดิม ในสมัยอดีตกล่าวได้ว่า เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ทำประมงเป็นอาชีพหลัก เว้นแต่ครอบครัวคนจีนซึ่งมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรทั้งหมด แม้ในปัจจุบันก็ยังเป็นชุมชนประมง กล่าวคือมีผู้ทำอาชีพประมงเป็นอาชีพหลักประมาณร้อยละ 80 ทั้งการพุดคุยกับชาวประมงทั้งหมดยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถหาได้จากทะเล หากแม้บางอย่างไม่มีในทะเล ทะเลก็จะสามารถบันดาลให้ได้ หากเรามีความขยันหมั่นเพียรและทรัพยากรไม่ถูกทลายจนเสื่อมสภาพ
(2) การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากชาวบ้านที่เป็นชาวประมงทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบจากการทำประมงโดยเรืออวนรุน ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็นตัวการทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงอย่างมาก กอปรกับทุกคนในชุมชนโดยเฉพาะครัวเรือนประมงยังต้องพึ่งพาทะเล ทำให้มีการรวมกลุ่มเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรเพื่อความอยู่รอดของตัวเองของชาวประมงชายฝั่งในหมู่บ้านอื่น และลูกหลานในอนาคต นอกจากนี้สิ่งที่หมู่บ้านตันหยงเปาว์และหมู่บ้านใกล้เคียงประสบอยู่ในปัจจุบัน คือการปล่อยน้ำเสียจากนากุ้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและปริมาณสัตว์น้ำในคลอง รวมทั้งบางครั้งชาวประมงที่ลงจับปลาในคลองก็มีอาการเป็นผื่นคัน แม้ชาวบ้านไม่สามารถวัดคุณภาพน้ำได้ แต่กลิ่นเหม็นเป็นสิ่งยืนยันได้ถึงสภาพน้ำที่เปลี่ยนไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่วงที่มีการถ่ายน้ำเสียจากบ่อกุ้ง
(3) มีทางเลือกในการประกอบอาชีพน้อย เนื่องจากชาวบ้านเป็นชาวประมงโดยกำเนิดเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงมีความคุ้นเคยกับการทำอาชีพดังกล่าวและไม่มีความเชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อหวังที่จะดำรงไว้ซึ่งอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นอาชีพที่ตนถนัดและมีความเชี่ยวชาญ จากการสอบถามชาวประมงตัวอย่างและชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างก็ยืนยันว่าด้วยประสบการณ์ของตัวเขาเอง บวกกับการเรียนรู้จากพ่อแม่และผู้อาวุโส ลูกหลานชาวประมงสามารถทำประมงได้อย่างไม่ลำบากนัก หากในทะเลยังมีกุ้ง ปลาให้จับ
(4) ชาวประมงกลัวการว่างงาน ดังนั้นจึงรวมกลุ่มเพื่อหวังอนุรักษ์ทรัพยากร ซึ่งจะทำให้เขามีอาชีพที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัว รวมทั้งลดปัญหาการว่างงานไปพร้อมๆ กัน
(5) เพื่อแก้ปัญหาความยากจน เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อต่อต้านเครื่องประมงที่ทำลายล้างทรัพยากร และมีความหวังลึกๆ ว่าเมื่อทรัพยากรสมบูรณ์ขึ้น ความเป็นอยู่โดยรวมจะดีขึ้น เนื่องจากสามารถจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น จะส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้คนในหมู่บ้านต่างมีความเชื่อว่า สัตว์น้ำในทะเลมีมากพอที่จะแบ่งปัน การทำประมงพื้นบ้านนั้นไม่สามารถทำให้รวยได้ แต่สามารถดำรงชีพได้แบบพออยู่พอกินตามอัตภาพ ไม่ถึงกับเดือดร้อน
(6) ต้องการลดปัญหาแรงงานย้ายถิ่น หลังจากทรัพยากรโดนทำลายอย่างรุนแรง ในช่วงปี พ.ศ. 2530-2536 ชาวประมงที่ได้รับความเดือดร้อนจากปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลง ตลอดจนผู้ที่เครื่องไม้เครื่องมือประมงถูกทำลาย บางรายถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็จำต้องออกหางานทำในต่างถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะไปทำงานที่มาเลเซีย เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายใน ครอบครัว ใช้หนี้คืน และซื้อเครื่องมือจับสัตว์น้ำใหม่ นอกจากนี้การย้ายถิ่นของแรงงานยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของบุตรหลานของแรงงานเหล่านั้น คือ เด็กจะขาดความอบอุ่น ขาดการให้การ อบรมจากพ่อแม่ผู้ปกครอง มีความเสี่ยงที่จะประพฤติผิดธรรมเนียมอันดี อีกทั้งแรงงานคืนถิ่นบางคนมีรสนิยมที่เปลี่ยนไป และประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา ส่งผลให้มีพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น การเสพยาเสพติด เป็นต้น ฉะนั้นถ้าหากมีหนทางที่จะฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ก็จะช่วยให้แรงงานมีงานทำในหมู่บ้านมากขึ้นและช่วยลดปัญหาสังคมได้
(7) มุ่งหวังการใช้ทรัพยากรที่ยั่งยืน ชาวบ้านมีความเชื่อว่าการทำประมงแบบพื้นบ้านโดยการรวมกลุ่มกัน เป็นแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากใช้เครื่องมือที่ไม่ทำลายล้างมุ่งจับสัตว์น้ำเฉพาะอย่าง และจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาด รวมทั้งการประมงแบบพื้นบ้านต้องอาศัยสภาพธรรมชาติที่อำนวย ทำให้มีการฟื้นตัวของทรัพยากรเพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้ นอกจากนี้ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่าการทำประมงของชาวประมงพื้นบ้าน ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือ เครื่องมือประมง จำนวนสัตว์น้ำ และสภาพธรรมชาติที่เอื้ออำนวย กล่าวคือ แม้ชาวบ้านมีเครื่องมือในสภาพพร้อม ในทะเลมีสัตว์น้ำให้จับ แต่สภาพคลื่นลมไม่อำนวย ก็จะไม่สามารถออกไปจับปลาได้ โดยเฉพาะเครื่องมือจับสัตว์น้ำบางชนิด เช่น อวน ลอยกุ้ง ถ้าหากกระแสน้ำไม่มีการเคลื่อนตัวกุ้งก็จะไม่ติดอวน หรือติดน้อยมากจนไม่คุ้มเงินลงทุนและเวลาที่เสียไป
(1) รูปแบบการรวมกลุ่ม ปี พ.ศ. 2534-2535 มีการรวมตัวของชาวประมงพื้นบ้านของภาคใต้ ในนาม สมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรประมง โดยมีแนวคิดที่จะรวมเครือข่ายระดับภาค เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาวประมงและประชาชนโดยรวม
ปี พ.ศ. 2536 มีการรวมกลุ่มกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ในนาม ชมรมชาวประมงพื้นบ้าน หมู่บ้านตันหยงเปาว์ กิจกรรมที่มีในขณะนั้นได้แก่ การจัดสร้างปะการังเทียม การปล่อยพันธุ์กุ้งสู่ธรรมชาติ การเก็บข้อมูลพื้นฐานในพื้นที่ เช่น จำนวนประชากร ระดับการศึกษา จำนวนเรือ ครัวเรือนประมง ทรัพย์สินที่จำเป็นสำหรับการประมง และปัญหาในมุมมองของชาวบ้าน
อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2536 มีชาวบ้านทำการต่อต้านโดยวิธีรุนแรง มีการตอบโต้และใช้อาวุธ โดยเฉพาะผู้ที่ชาวบ้านเคยตักเตือนแล้วไม่เชื่อฟังหรือไม่ให้ความร่วมมือ มีการทำลายเครื่องมืออวนรุน เป้าหมายในเบื้องต้นเพื่อให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นหวาดกลัว แต่ในที่สุดชาวบ้านก็ได้ข้อสรุปว่าผู้ที่เขาได้ทำร้ายนั้นไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ แต่เป็นลูกจ้างซึ่งผู้ประกอบการสามารถหามาแทนเมื่อไหร่ก็ได้ ชาวบ้านจึงเริ่มรู้สึกเห็นใจลูกจ้างเหล่านั้น ประกอบกับมีเจ้าหน้าที่องค์กรเอกชนได้เข้ามาในหมู่บ้านตันหยงเปาว์ในปี พ.ศ. 2536 จากนั้นจึงได้พูดคุยเรื่องการสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา โดยในเบื้องต้นชาวบ้านก็ยังมีความระแวงเนื่องจากเห็นว่าเป็นคนต่างถิ่น แต่เมื่อเห็นถึงความตั้งใจจริงของทางเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ชาวบ้านจึงเริ่มไว้วางใจและยอมให้ร่วมงานด้วย กระทั่งมีการรวมกลุ่มในที่สุด ทั้งนี้ชาวบ้านเริ่มมีความเห็นร่วมกันว่าที่พวกเขาประสบความลำบากในตอนนั้นเป็นเพราะสภาพทรัพยากรที่เสื่อมโทรม จึงเริ่มหาแนวทางที่จะฟื้นฟูทรัพยากร โดยเชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ผู้ว่าราชการ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ประมงและเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน เข้าร่วมด้วยในบางโอกาสและดำเนินกิจกรรมดังกล่าวมากระทั่งทุกวันนี้ ในปีเดียวกันมีกลุ่มชาวประมงในหมู่บ้านสายหมอ บางตาวา และบางราพา ก็ได้มีการจัดตั้งชมรมในระดับหมู่บ้านขึ้นด้วย จึงมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายระดับอำเภอ ในนาม ชมรมชาวประมงพื้นบ้าน อำเภอหนองจิกโดยมีเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นพี่เลี้ยงและให้คำปรึกษา
ปี พ.ศ. 2537 ได้มีการจัดตั้งชมรมประมงพื้นบ้านในระดับจังหวัด ในนาม ชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จังหวัดปัตตานี โดยมีสมาชิกรวมกันเป็นเครือข่ายแค่ 3 อำเภอ คือ ชมรมชาวประมงพื้นบ้าน อำเภอปะนาเระ ชมรมชาวประมงพื้นบ้าน อำเภอหนองจิก และชมรมชาวประมงพื้นบ้าน อำเภอยะหริ่ง
ในปีเดียวกันนี้ในหมู่บ้านตันหยงเปาว์ก็มีการจัดตั้งสหกรณ์ร้านค้าของหมู่บ้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันจัดซื้อสินค้าและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้า นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการลาดตระเวนตรวจจับเรืออวนรุน โดยไม่ต้องเรี่ยไรจากชาวบ้านอย่างที่เคยเป็นมา โดยสหกรณ์มีนโยบายว่า ร้อยละ 20 ของผลกำไร จะเก็บเป็นเงินทุนในการประกอบการของ สหกรณ์ ร้อยละ 30 เก็บเป็นกองทุนส่วนกลางซึ่งส่วนหนึ่งเป็นค่าดำเนินงานของชมรม เช่น ค่าใช้จ่ายในการตรวจจับ ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน เป็นต้น และมีบางส่วนบริจาคเป็นเงินกองกลางของหมู่บ้าน ส่วนอีกร้อยละ 50 คืนแก่สมาชิกผู้ถือหุ้นในรูปเงินปันผล เริ่มแรกมีสมาชิกเพียง 22 คน โดยเก็บเงินคนละ 500 บาท ในปัจจุบันมีสมาชิก 32 คน โดยปี พ.ศ. 2541 สมาชิกได้เงินปันผลคืนหุ้นละประมาณ 360 บาท และมีเงินซึ่งได้เป็นกองทุนส่วนกลางประมาณ 3,000 บาท นอกจากนี้ในหมู่บ้านยังมีการแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบเกี่ยวกับงานของชมรมระดับหมู่บ้านแบ่งเป็นฝ่ายต่างๆ ได้แก่ ฝ่ายประสานงานภายใน ฝ่ายประสานงานภายนอก ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โดยการทำงานเป็นไปตามความสมัครใจและไม่มีค่าตอบแทน
นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งกลุ่มสตรีเพื่อสนับสนุนและเสริมงานของกลุ่มประมงด้วย โดยทำหน้าที่เกี่ยวกับการให้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ระหว่างสตรีด้วยกัน เนื่องจากเป็นธรรมเนียมของชาวมุสลิมซึ่งมักไม่อนุญาตให้สตรีไปนั่งพูดคุยเรื่องต่างๆ ในที่ชุมนุมตลอดจนมีเป้าหมายในการส่งเสริมอาชีพในอนาคตด้วย
ปี พ.ศ. 2539 คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน จังหวัดปัตตานี ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้มีการออกกฎหมายเรื่องยกเลิกการใช้เครื่องมืออวนรุนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี รวมทั้งให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องมืออวนรุน พร้อมกันนี้ทางสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ร่วมกับสมัชชาคนจนให้รัฐทำตามแผนฯ 8 (ให้ยกเลิกเครื่องมืออวนลาก อวนรุน) โดยเสนอให้เริ่มนำร่องในพื้นที่ซึ่งมีความพร้อมก่อน และลงความเห็นว่า จังหวัดปัตตานี เป็นจังหวัดที่มีความเหมะสม เนื่องจากชาวบ้านและทางจังหวัดมีความตื่นตัวในเรื่องดังกล่าว
ปี พ.ศ. 2541 ชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จังหวัดปัตตานี มีเครือข่ายเพิ่มขึ้นอีก 3 ชมรม คือ ชมรมชาวประมงพื้นบ้าน อำเภอเมือง ชมรมชาวประมงพื้นบ้าน อำเภอไม้แก่น และชมรมชาวประมงพื้นบ้าน อำเภอสายบุรี และดำเนินกิจกรรมการอนุรักษ์และเรียกร้องประเด็นต่างๆ อาทิ ประกาศกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ เรื่องการห้ามเรือประมงอวนรุนเข้าทำประมงในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี รวมทั้งเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่โดยการโทรศัพท์แจ้งเมื่อมีผู้ฝ่าฝืน เป็นต้น
ในปีเดียวกันได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ห้ามใช้เครื่องมืออวนรุนประกอบเครื่องยนต์ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 และมีผลบังคับใช้ วันที่ 2 พฤษภาคม 2541 จากนั้นมีการต่อรองกันระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการเรืออวนรุน และกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน โดยมีทางจังหวัดเป็นตัวกลาง ได้ผลสรุปว่าให้มีการชลอการบังคับใช้ประกาศกระทรวงฉบับดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี และมีข้อตกลงอื่นๆ ร่วมกัน เช่น ให้เรืออวนรุนทำประมงได้ แต่ห้ามเข้าเขต 3,000 เมตร ถ้าฝ่าฝืนจะจับกุม ริบเครื่องมือ และดำเนินคดีจนถึงที่สุด
ห้ามเรืออวนรุนต่างถิ่นเข้ามาทำประมงใน จังหวัดปัตตานี หากมีผู้ฝ่าฝืนจะจับกุม ริบเครื่องมือและส่งฟ้องศาลดำเนินคดี
ตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย (ทางจังหวัด ชาวบ้าน และกลุ่มเรืออวนรุน) เพื่อตรวจสอบอาชญาบัตรและความมีอยู่จริงของเรืออวนรุนใน จังหวัดปัตตานี
ตั้งคณะกรรมการติดตามผลการปฏิบัติงานด้านการดำเนินคดีกับเรือประมงที่ฝ่าฝืน
ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการปรับเปลี่ยนเครื่องมือ เพื่อออกกฎเกณฑ์และวงเงินในการชดเชยต่อลำ
ชาวประมงพื้นบ้านเห็นว่าในช่วงชลอการบังคับใช้ประกาศฯนั้นเป็นช่วงหนึ่งที่ทรัพยากรถูกทำลายอย่างรุนแรง เนื่องจากมีเงื่อนไขของเวลามาเป็นตัวกำหนดในการทำประมงของกลุ่มเรืออวนรุน แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาที่กำหนดจริงๆ สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติ โดยทางรัฐอ้างว่าขาดงบประมาณ กำลังคนและเรือตรวจไม่เพียงพอ จังหวัดเป็นได้แค่ผู้ประสานงาน เพราะอำนาจสั่งการเรือตรวจอยู่ที่อธิบดีกรมประมง
ปี พ.ศ. 2543 มีการชุมนุมเรียกร้องของชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จังหวัดปัตตานี ในช่วงเดือนมิถุนายน เพื่อทวงสัญญาเรื่องการแก้ไขปัญหาอวนรุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการมาเจรจา ผลที่ได้คือได้เรือตรวจมาประจำการใน พื้นที่ จังหวัดปัตตานี 1 ลำ โดยมอบอำนาจในการสั่งการแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด
2.1.5 ปัญหาที่พบเมื่อเริ่มมีการรวมกลุ่มและแนวทางการแก้ไข
(1) ปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม : เป็นปัญหาที่มีระดับความรุนแรงมาก และเป็นประเด็นหลักในความเห็นของผู้นำกลุ่ม จึงเริ่มมีแนวคิดที่จะก่อตั้งกลุ่ม เพื่อดำเนินการฟื้นฟูทรัพยากร โดยการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำซั้ง รวมทั้งมีความตั้งใจที่จะใช้กลุ่มเป็นตัวสะท้อนปัญหาที่ชาวประมงโดยส่วนรวมได้รับ สู่หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ โดยในเบื้องต้นได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่องค์กรเอกชนในการจัดตั้งกลุ่มและการดำเนินงานในรูปเครือข่าย จากนั้นหน่วยงานรัฐจึงเข้ามาร่วมมือด้วยในตอนหลัง
(2) ปัญหาเรื่องภาษา ตัวบทกฎหมาย และขาดความมั่นใจในตัวเอง : ทั้งสามประเด็นสร้างปัญหาให้กับชาวประมงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นชาวมุสลิมโดยกำเนิดและอาศัยในชุมชนชนบท จึงไม่สามารถใช้ภาษาไทยในการติดต่อสื่อสารได้ดีเท่าที่ควร รวมทั้งไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับทางด้านประมง จึงทำให้พลอยขาดความเชื่อมั่นในตนเองในยามที่ต้องเสนอปัญหาในการประชุม สัมมนา หรือการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของทางราชการ และมักมีอาการตื่นเต้นและประหม่าเป็นอย่างมาก ส่วนเรื่องตัวบทกฎหมายก็ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมที่จัดโดยองค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ อาทิมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สมาคมประมง จังหวัดปัตตานี และอื่นๆ ที่ทำให้เริ่มมีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาไทย เพิ่มความรู้ทางด้านกฎหมาย และมีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้น
(3) การขาดความร่วมมือจากสมาชิกในครัวเรือน : เป็นปัญหาค่อนข้างมากสำหรับตัวชาวประมงในช่วงเริ่มต้นของการรวมกลุ่ม เนื่องจากต้องมีการประชุมพบปะเครือข่าย รวมทั้งประชุมสัมมนาอื่นๆ ทั้งในลักษณะที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทำให้แม่บ้านรู้สึกไม่พอใจเพราะเห็นเสียเวลาในการทำมาหากิน ซึ่งก็แก้ไขโดยการพูดคุยทำความเข้าใจและชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องทำ รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงผลที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต พร้อมทั้งแสดงให้แม่บ้านเห็นถึงความรับผิดชอบที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ รวมทั้งบางโอกาสเพื่อนบ้านก็ช่วยชี้แจงให้แม่บ้านเข้าใจบ้างเป็นครั้งคราว ว่าการกระทำนั้นถือเป็นการทำบุญในคติความเชื่อทางศาสนาเพราะถือเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยส่วนรวม
(4) ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน : เนื่องจากชาวประมงที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวมักมีแรงงานประมงเพียงคนเดียวในครอบครัว เมื่อมีภาระการประชุมหรือติดต่อกับหน่วยงานราชการ ก็จะไม่มีแรงงานประมงในครัวเรือนมาทดแทน เนื่องจากลูกๆ ยังอยู่ในวัยเด็ก ซึ่งก็ต้องแก้ไขโดยการทำงานเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาว่างจากการไปทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม รวมทั้งหาลูกเรือมาทำงานแทนบางโอกาส โดยแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ในสัดส่วนที่ตกลงกันระหว่างเจ้าของเรือและลูกเรือ เช่น สัดส่วน 70:30 และ 75:25 เป็นต้น
(5) ปัญหาผลกระทบจากประมงพาณิชย์ : โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรืออวนรุนเป็นปัญหาที่รุนแรงมากในทัศนะของชาวประมงพื้นบ้านโดยรวม ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มเรืออวนรุนเป็นเหตุให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม นอกจากนั้นการทำประมงอวนรุนยังทำลายเครื่องมือประมงซึ่งสร้างหนี้สินให้ชาวประมงค่อนข้างมาก ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกทั้งชาวบ้านก็เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยการรวมกลุ่มเพื่อแก้ปัญหา เพราะไม่มีทางเลือกอื่นๆ แม้ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจว่าการรวมกลุ่มจะสามารถแก้ไขได้ก็ตาม แต่ก็มิได้คัดค้าน โดยการแก้ปัญหาในช่วงนั้นก็จะเป็นการสร้างปะการังเทียม การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การเป็นหูเป็นหาให้เจ้าหน้าที่เมื่อมีผู้ฝ่าฝืน รวมทั้งพยายามผลักดันให้ทางราชการออกมาตรการมาช่วยเหลือ
แม้ว่าปัญหาในการรวมกลุ่มและการทำประมงจะมีมาก แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านคงอาชีพประมงอยู่กระทั้งทุกวันนี้ คือ การทำประมงเป็นอาชีพที่อิสระ สภาพพื้นที่อำนวย รวมทั้งมีความถนัดและประสบการณ์ในการทำประมงเนื่องจากเป็นอาชีพดั้งเดิม เพียงแต่ช่วงเวลาดังกล่าวทรัพยากรมีน้อย แต่ชาวบ้านมั่นใจว่าหากทรัพยากรฟื้นฟูขึ้นเมื่อไหร่ ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็คงจะดีขึ้น อันเป็นแรงผลักดันให้มีความพยายามในการต่อสู้เรื่อยมา
2.2.1 ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจาการทำประมงพื้นบ้านแบบรวมกลุ่ม สามารถสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้
(1) การเพิ่มขึ้นของรายได้และลดความเสี่ยงของกระแสรายได้ ชาวประมงตัวอย่างมีความเห็นในเรื่องนี้ว่าเป็นประเด็นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากสภาพทรัพยากรที่มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ชาวบ้านรวมถึงตัวเขาเองจับสัตว์น้ำได้ในปริมาณมากขึ้น ความแปรปรวนของกระแสรายได้มีน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ ความสามารถในการซื้อหาสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันมีมากขึ้น ปริมาณและความถี่ในการเข้าร้านน้ำชาของชาวบ้านเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่การเข้าร้านน้ำชาเกือบทุกครั้งก็ต้องจ่ายเงินไปจำนวนหนึ่งเสมอ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าชาวบ้านมีความมั่นใจในรายได้นั่นเอง
(2) หนี้สินของครัวเรือนลดลง เมื่อทรัพยากรมีเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำที่ชาวประมงจับได้เพิ่มมากขึ้น และส่งผลให้รายได้จากการทำการประมงมากขึ้นด้วย ทำให้ชาวบ้านมีความสามารถคืนหนี้ให้กับแพปลาหรือนายทุนในหมู่บ้านได้มากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต จากการสอบถามแพปลารายใหญ่ของหมู่บ้านพบว่า ในระยะสองถึงสามปีที่ผ่าน ผลประกอบการของแพปลาดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับแต่ก่อน ทั้งนี้เนื่องจากชาวบ้านคืนหนี้มากขึ้น ทำให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัว และแพปลาเองก็มีความสามารถลงทุนเพิ่มขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลทางบวกทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อชาวประมงที่อยู่ในฐานะลูกหนี้ (หรือลูกแพ) กล่าวคือ หากคืนเงินที่เป็นหนี้ได้หมด ก็จะสามารถขายสัตว์น้ำได้ในราคาที่ดีขึ้นด้วย ในส่วนตัวของชาวประมงตัวอย่างเองก็มีเงินเก็บและเงินที่จะใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมในการทำประมงมากขึ้น
พื้นที่และช่วงเวลาในการทำประมง มีความผันแปรไปตามชนิดเครื่องมือที่ใช้ในการทำประมงและฤดูกาล แต่โดยส่วนใหญ่ชาวบ้านโดยทั่วไปจะทำประมงในพื้นที่อ่าวปัตตานี โดยในอดีตชาวบ้านบางคนอาจมีการทำประมงนอกเขตพื้นที่อ่าว ทั้งนี้เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ทำให้ต้องออกไปนอกพื้นที่ สำหรับตัวชาวประมงตัวอย่างนั้น แม้ว่าจะมีการเพิ่มเติมชนิดของเครื่องมือ แต่ก็ยังคงทำประมงในเขตพื้นที่ภายในหมู่บ้านเนื่องจากเครื่องมือที่เพิ่มนั้นใช้จับสัตว์น้ำเป้าหมายที่มีในพื้นที่อ่าว กล่าวโดยรวมชาวประมงตัวอย่างทำประมงได้ตลอดปีแม้จะเป็นช่วงมรสุม เนื่องจากความหลากหลายของเครื่องมือประมง อาทิ ช่วงเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่คลื่นลมรุนแรง ไม่สามารถออกเรือได้ เขตคลองและป่าชายเลนที่มีน้ำท่วมถึง ส่วนฤดูกาลที่ไม่มีมรสุมก็จะออกทำประมงในอ่าว โดยใช้เครื่องมือที่สอดคล้องกับชนิดสัตว์น้ำเป้าหมายที่จะจับ
การศึกษารายรับรายจ่ายจากการทำประมง ทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการทำประมงก่อนมีการรวมกลุ่ม และการทำประมงหลังจากมีการรวมกลุ่ม โดยปีที่เริ่มมีการรวมกลุ่มคือ ปี พ.ศ. 2536 เนื่องจากรูปแบบการทำประมงของกรณีศึกษาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เว้นแต่การเพิ่มเครื่องมือที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ คือ อวนใย ในปี พ.ศ. 2541 ทั้งนี้เนื่องจากชนิดสัตว์น้ำเป้าหมายเปลี่ยนไปและความพร้อมทางด้านเงินทุน การศึกษาครั้งนี้จะใช้ข้อมูลปี พ.ศ.2535 เป็นตัวแทนของการทำประมงก่อนการรวมกลุ่ม โดยแสดงออกมาในรูปรายรับ-จ่าย จากการทำประมง และใช้ข้อมูลรายรับรายจ่าย ปี พ.ศ. 2541-พ.ศ. 2543 เป็นข้อมูลตัวแทนของการทำประมงหลังจากการรวม
จากการสอบถามเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการรวมกลุ่มในทัศนะของชาวประมงตัวอย่าง สามารถสรุปประเด็นต่างๆ ทั้งที่เป็นผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ที่เกิดกับสังคมโดยรวมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเรียงตามลำดับความสำคัญได้ดังนี้
(1) ผลประโยชน์ทางด้านสังคม เมื่อมองประเด็นทางด้านสังคม มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของชาวประมง หรือผลประโยชน์ทางสังคมที่ชาวประมงได้รับจากการรวมกลุ่ม โดยสามารถสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
ก. เพิ่มความมั่นคงของชีวิต ความมั่นคงในชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากประเด็นต่างๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของรายได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มของทรัพยากร ดังนั้นเมื่อชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ความสามารถในการหามาได้ซึ่งปัจจัยสี่ก็จะมากขึ้น ตลอดจนสามารถสนองความต้องการพื้นฐานของตนเองและครอบครัวเพิ่มขึ้นด้วย
ข. การได้อยู่รวมกันในครัวเรือน ในประเด็นนี้ชาวประมงตัวอย่างให้ความเห็นว่าส่วนตัวเขาได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากยังไม่เคยไปทำงานในต่างพื้นที่ จะมีบ้างก็คือใช้เวลาในการทำประมงลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนๆ ซึ่งทรัพยากรไม่สมบูรณ์อย่างทุกวันนี้ แต่กาหกมองภาพรวมในหมู่บ้านจะเห็นได้ชัดเจน โดยมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือ การกลับสู่ถิ่นของแรงงานที่ไปทำงานในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากเขาเหล่านั้นเห็นว่าความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรเริ่มเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง จึงกลับสู่บ้านเกิดเพื่อทำอาชีพประมง ซึ่งทำให้สมาชิกในครัวเรือนได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา นอกจากนี้ยังพบว่าในช่วงปี พ.ศ. 2543 มีชาวประมงในหมู่บ้านซื้อเรือเพิ่มขึ้นประมาณ 23 ลำ
ค. มีเวลาให้กับกิจกรรมของชุมชนมากขึ้น ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดทั้งในส่วนตัวและส่วนรวม กล่าวคือเมื่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรเพิ่มขึ้น ระยะเวลาในการทำประมงก็จะลดลงหรือสามารถจับปลาได้เพิ่มขึ้นโดยการใช้เวลาเท่าเดิม (เปรียบเทียบกับช่วงที่ไม่มีการรวมกลุ่ม) ดังนั้นเมื่อชุมชนมีกิจกรรมใดๆ ชาวบ้านในชุมชนจะให้ความร่วมมือมากขึ้น เนื่องจากปัญหาเรื่องปากท้องของตัวเองและครอบครัวมีน้อยลง ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือ เมื่อมีการเรียกประชุมเพื่อขอมติเพื่อตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็จะมีผู้ให้ความร่วมมือและแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับทรัพยากรประมง เนื่องจากเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชนว่าการรวมกลุ่มทำให้ทรัพยากรเพิ่มความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และทำให้ความเป็นอยู่ไม่อัตคัตอย่างที่เคยเป็นมา
ง. ความกล้าแสดงออกของคนในท้องถิ่น ในทัศนะของชาวประมงตัวอย่างเห็นว่าประเด็นนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน และตัวเขาในฐานะเป็นหนึ่งในแกนนำมีความภูมิใจเป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่าการรวมกลุ่มเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีความกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น ซึ่งในขั้นต้นอาจกล้าพูดในที่ประชุมของหมู่บ้าน ชมรมประมงพื้นบ้าน และสุดท้ายก็จะกล้าพูดในที่ประชุมระดับประเทศ โดยในอดีตชาวบ้านจะไม่ค่อยกล้าพูดกับคนที่เขาไม่รู้จักหรือเสนอความคิดเห็นในที่ชุมนุม โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องติดต่อกับทางราชการ เพื่อบอกกล่าวปัญหาที่ตนเองได้รับสู่คนภายนอก ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอุปสรรคเรื่องการใช้ภาษาไทย แต่ปัจจุบันความกล้าแสดงออกในเรื่องต่างๆ มีมากขึ้น แม้ความสามารถทางด้านภาษาไทยของชาวบ้านยังเป็นเหมือนเดิม ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ เคยมีชาวบ้านในชุมชนบางรายเคยพูดบนเวทีที่ชุมนุมหน้ารัฐสภา เพื่อที่จะบอกกล่าวความเดือดร้อนที่เขาได้รับ โดยใช้ภาษามาลายู ทั้งที่ผู้พูดก็ทราบดีว่ามีคนฟังน้อยรายที่จะเข้าใจ
จ. ความเข้มแข็งขององค์กรท้องถิ่น การรวมกลุ่มเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรท้องถิ่นในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ จากเดิมที่หน่วยงานของรัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับปัญหาที่ชาวบ้านร้องเรียนมากนัก ในปัจจุบันทางราชการก็จะให้ความสนใจมากขึ้น อาทิ การออกประกาศกระทรวงเกี่ยวกับการห้ามเรือลากอวนรุนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี (แม้ว่าในทางปฏิบัติ การควบคุมและบังคับให้เป็นตามประกาศฉบับดังกล่าวยังไม่บังเกิดผลเท่าที่ควรในสายตาของชาวประมงพื้นบ้าน แต่ก็ถือว่าชาวบ้านได้ประโยชน์จากประกาศดังกล่าวในระดับหนึ่ง) นอกเหนือจากประเด็นที่เกี่ยวกับทรัพยากรประมง ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ตามมาเช่น การร้องขอสิ่งสาธารณูปโภคเข้าสู่พื้นที่ชุมชน อาทิ โทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา ถนน ตลอดจนการสร้างเขื่อนป้องกันการตื้นเขินของปากแม่น้ำ (ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นทางออกสู่ทะเลเพื่อทำประมง) ก็ได้รับการตอบรับจากหน่วยงานของรัฐดีขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่ายังได้รับความสนใจจากนักวิชาการอิสระ องค์กรเอกชน รัฐมนตรี ตลอดจนวุฒิสมาชิกบางกลุ่ม ซึ่งปัจจัยหนึ่งน่าจะเกิดจากความเข้มแข็งขององค์กรท้องถิ่นนั่นเอง
ฉ. การฟื้นฟูภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ในการรวมกลุ่มของคนในชุมชนจะมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สภาพทรัพยากร และวิถีในการดำรงชีวิตของคนรุ่นก่อนๆ โดยผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุยกันในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น การพูดคุยในร้านน้ำชา ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของคนในหมู่บ้านโดยเฉพาะกลุ่มผู้ชาย คำบอกเล่าเกี่ยวกับวิถีการดำเนินชีวิต สภาพความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในอดีต และความสอดคล้องระหว่างวิธีการทำการประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรซึ่งมีให้เห็นในอดีต ทำให้คนในรุ่นปัจจุบันมีแนวคิดและทดลองปฏิบัติตามวิถีของบรรพบุรุษ เช่น การสร้างกองไม้ให้ปลาเข้ามาอาศัยหลบภัย (กูละ) ซึ่งเป็นการนำเอากิ่งไม้ที่หาได้ในท้องถิ่นมากองรวมกันในทะเล เพื่อเป็นที่อยู่ของปลา จากนั้นก็ใช้ลอบหรือเบ็ดเป็นเครื่องมือในการจับปลาบริเวณดังกล่าว และการทำซั้ง (อูหยำ) ซึ่งทำโดยการนำเอาทางมะพร้าว เชือก และกระสอบบรรจุทรายหรือก้อนหิน แล้วนำไปทิ้งในทะเลจุดละ 20 ตัน ทั้งนี้เพื่อหวังที่จะฟื้นฟูทรัพยากร และเป็นการสร้างความสามัคคีในชุมชน อันเป็นวิถีปฏิบัติที่เป็นมาในอดีต
ช. ลดการอพยพของแรงงาน เป็นผลมาจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรมีมากขึ้น ทำให้แรงงานที่ไปทำงานนอกพื้นที่หรือทำงานในประเทศมาเลเซีย กลับสู่หมู่บ้านและตัดสินใจ ลงทุนทำประมง เนื่องจากเขาเหล่านั้นมีความรู้ความสามารถในการทำประมงเป็นทุนเดิม จากการกระทำดังกล่าวสรุปได้ว่า การรวมกลุ่มกันอนุรักษ์ทรัพยากรและการทำประมงแบบอนุรักษ์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แรงงานเหล่านั้นกลับคืนสู่ถิ่นและหันมาทำการประมงพื้นบ้าน
ซ. ความมั่นคงทางด้านอาหารมีมากขึ้น หากแบ่งอาหารของชาวประมงพื้นบ้านออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่สามารถหาได้ในทะเล และกลุ่มทีต้องแลกเปลี่ยนด้วยเงิน พบว่าโดยรวมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น กล่าวคือ ในการทำประมงแต่ละครั้งจะมีสัตว์น้ำที่ไม่ใช่เป็นสัตว์น้ำเป้าหมาย ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ด้วยการบริโภคเอง หรือแจกจ่ายเพื่อนบ้านได้มากขึ้นโดยเปรียบเทียบ ส่วนกลุ่มอาหารที่ต้องไปแลกเปลี่ยนด้วยเงิน เช่น ข้าวสาร เครื่องปรุงและเครื่องเทศอื่นๆ ก็สามารถซื้อหามาได้คล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากมีรายได้จากการทำประมงเพิ่มมากขึ้น
(2) ผลประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อม
ก. เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ หลังจากมีการรวมกลุ่มพบว่าสัตว์น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (แม้จะมีความผันแปรตามสภาพแวดล้อมและฤดูกาลอยู่บ้าง) เนื่องจากชาวบ้านสามารถจับสัตว์น้ำเป้าหมายได้มากขึ้นโดยใช้วิธีและเครื่องมือแบบเดิม นอกจากนี้ยังมีเหตุผลประกอบอย่างอื่นที่ได้กล่าวมาข้างต้น เช่น ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น แรงงานกลับถิ่นมากขึ้น หนี้สินลดลง สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร เพราะวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านต้องพึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้เป็นหลัก ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การตัดสินใจกลับถิ่นของแรงงาน หนี้สินที่ลดลงของชาวบ้าน จึงเป็นสิ่งสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสภาพทรัพยากรได้เป็นอย่างดี และในปัจจุบันการออกไปทำการประมงในบริเวณทะเลหน้าหมู่บ้านตันหยงเปาว์ก็ยังสามารถมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว ไม่ต้องไปหาปลาในพื้นที่ที่มีระยะทางไกลจากหมู่บ้านดังที่เป็นมา
ข. เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ในประเด็นนี้แม้จะไม่มีข้อมูลเชิงตัวเลขที่เห็นได้ชัดเจน แต่จากคำยืนยันของชาวประมงตัวอย่างและชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวได้ว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาเริ่มมีปลาโลมาเข้ามาหากินในบริเวณหน้าหมู่บ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏให้เห็นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา จึงน่าจะกล่าวได้ว่าจำนวนชนิดสัตว์น้ำน่าจะเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าในการทำประมงมีสัตว์น้ำที่ไม่ใช่สัตว์น้ำเป้าหมายมีมากขึ้น โดยเครื่องมือประมงที่ใช้และวิธีการทำประมงยังคงเหมือนเดิม แสดงว่าทั้งปริมาณและจำนวนของสัตว์น้ำน่าจะเพิ่มมากขึ้นด้วย ชาวประมงตัวอย่างได้ให้ความเห็นในภาพรวมว่า ณ วันนี้ผลที่เกิดจากการรวมกลุ่มอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อันได้แก่ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลให้สภาพเศรษฐกิจ และสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของตัวเขาเองและชาวประมงพื้นบ้านโดยรวมดีขึ้นในระดับหนึ่ง และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นผลมาจากการรวมกลุ่ม คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวบ้านในการอนุรักษ์ทรัพยากร การมองเห็นปัญหาร่วมกัน การร่วมมือในการหาแนวทางเพื่อแก้ปัญหา และการสะท้อนปัญหาที่ประสบร่วมกันให้สังคมภายนอกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้นำกลุ่มถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดที่เขาคาดหวังเป็นการส่วนตัว เนื่องจากเขามั่นใจว่าหากชุมชนมีความเข้มแข็ง เมื่อเจอกับปัญหาอื่นๆ ในอนาคต ก็จะสามารถใช้กระบวนการเดียวกันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง
สำหรับประเด็นที่ว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนสามารถทำประมงได้อย่างยั่งยืนตลอดไปนั้น ชาวประมงตัวอย่างได้อธิบายว่า ต้องสร้างจิตสำนึกในการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรให้กับชาวบ้าน กระตุ้นให้รู้จักคิดและมีความมั่นใจในตนเอง และร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยใช้กระบวนการรวมกลุ่มและการมีส่วนร่วม ซึ่งอาจจะแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง ส่วนหากมีประเด็นข้อจำกัดที่ไม่อาจทำได้ เช่น ข้อจำกัดทางด้านข้อกฎหมาย ก็จะร่วมกันเสนอปัญหาเหล่านั้นให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้รับรู้ และข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรแก่เยาวชน เพราะเขาเหล่านี้จะเป็นผู้ได้ประโยชน์ เป็นผู้ใช้ และ/หรือทำลาย ตลอดจนรับผลกระทบอันพึงมีจากการใช้ทรัพยากรประมงในอนาคต
3. แบบแผนการผลิตของครัวเรือนและการทำเกษตรยั่งยืน
3.1 พื้นที่ทำเกษตรยั่งยืน
พื้นที่ทำเกษตรยั่งยืนของประมงปัตตานีประกอบด้วยชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ 6 อำเภอ คือ อำเภอหนองจิก อำเภอเมือง อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอสายบุรี และอำเภอไม้แก่น
จังหวัดปัตตานีเป็นจังหวัดที่อยู่ทางชายฝั่งทะเลอ่าวไทย มีความยาวของชายฝั่งทะเล 116 กม. และมีอ่าวปัตตานีซึ่งมีพื้นที่ผิวน้ำที่วัดจากปากแม่น้ำปัตตานีถึงปลายแหลมตาชีรวมทั้งสิ้นประมาณ 53 ตร.กม. มีความเหมาะสมในการเลี้ยงปลาในกระชัง เลี้ยงหอยแครง เลี้ยงหอยแมลงภู่ และแหล่งสาหร่ายตามธรรมชาติ และพื้นที่ชายฝั่งยังมีความเหมาะสมในการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และการทำประมงน้ำจืด เช่น ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาไน เป็นต้น ความโดดเด่นของการทำการประมงของจังหวัดปัตตานี ได้แก่การประมงทะเล มีปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นที่ท่าเทียบเรือประมงจังหวัดปัตตานีในปี 2541 รวมทั้งสิ้นประมาณ 185,400 ตัน คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 4,000 ล้านบาท มีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการประมง เช่น โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารกระป๋อง โรงงานน้ำปลา โรงงานน้ำแข็ง เป็นต้น จึงเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของจังหวัดปัตตานีมาโดยตลอด
3.2 กิจกรรมการผลิต
3.2.1 การทำประมงอาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ การเพาะเลี้ยง และการทำประมงทะเล ในการเพาะเลี้ยงมีผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่ศึกษารวมทั้งสิ้น 2190.95 ไร่ หรือประมาณ ร้อยละ 1.48 ของพื้นที่ทั้งหมดในบริเวณที่ศึกษาทำรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 ล้านบาท ส่วนการเลี้ยงปลาน้ำจืดยังคงมีผู้เลี้ยงน้อยคือ 460.34 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.31 ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น
สำหรับการประมงทะเลพื้นบ้านมีครัวเรือนทำประมง 2,180 ครัวเรือน คิดเป็น ร้อยละ 10.11 ของครัวเรือนทั้งหมด จำนวนประชากรที่ทำประมง 12,775 คน คิดเป็น ร้อยละ 11.15 ของประชากรทั้งหมด ประชากรชาวประมงจัดได้ว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่พอสมควร
(1) การประมงในอ่าวปัตตานี จากการสำรวจทรัพยากรในบริเวณอ่าวปัตตานีของสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งพบว่ามีสัตว์น้ำ 38 ชนิด จำแนกเป็นปลา 32 ชนิด กุ้งทะเล 4 ชนิด และปูทะเล 2 ชนิด สัตว์น้ำที่พบโดยทั่วไป คือ ปลาแป้น ปลาจวด และกุ้งตะกาด นอกจานี้บริเวณก้นอ่าวยังเป็นแหล่งสาหร่ายผมนาง (Gracilaria) ที่อุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ชาวประมงสามารถเก็บสาหร่ายผมนางบริเวณบ้านดาโต๊ะ บ้านสมิแล และบ้านบูดีเพื่อบริโภคและจำหน่าย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอ่าวปัตตานีเริ่มมีการพัฒนาเมื่อปี 2524 โดยกรมประมงนำหอยแมลงภู่มาทดลองเลี้ยงก่อน ต่อมามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีได้เลี้ยงหอยแมลงภู่ในเชิงพานิชย์โดยการใช้ไม้ไผ่เป็นตัวล่อลูกหอยทำให้มีการปักหลักเลี้ยงกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2529 กรมประมงได้นำหอยแครงไปปล่อยเลี้ยงบริเวณบ้านบานา อำเภอเมืองปัตตานี จำนวน 30 ตัน และปี 2530 ได้ปล่อยเลี้ยงเพิ่มเติมอีก 40 ตัน ที่บ้านตันหยงลูโล๊ะ ทำให้เกิดมีการเลี้ยงหอยในอ่าวปัตตานีเรื่อยมา ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงหอยแครงอยู่ในอำเภอเมืองและอำเภอยะหริ่งจำนวน 3 กลุ่ม มีพื้นที่การเลี้ยง 1,500 ไร่ นอกจากนั้นยังมีการเลี้ยงปลาในกระชัง บริเวณพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเลี้ยงสัตว์น้ำและฟาร์มทะเลในอ่าวปัตตานี แสดงใน
(2) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญและนิยมเพาะเลี้ยงมากได้แก่ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ การเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง และการเลี้ยงหอยแครง
ก. การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากมีพื้นที่ที่เหมาะสมซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณพื้นที่ป่าชายเลนจึงทำให้มีการบุกรุกป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้งในบริเวณ อำเภอหนองจิก อำเภอเมือง อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอสายบุรี และ อำเภอไม้แก่น การเพาะเลี้ยงกุ้งของจังหวัดปัตตานีเพิ่มขึ้นจากในอดีต กล่าวคือ เพิ่มจาก 2,261 ไร่ ในปี 2531 เป็น 4,130 ไร่ในปี 2532 และ 4,480 ไร่ ในปี 2541 จำนวนรายและจำนวนพื้นที่การเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในปี 2541 ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา
ข. การเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง สถิติปี 2541 มีการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังทั้งหมด 688 ราย จำนวน 2,446 กระชัง มีพื้นที่การเพาะเลี้ยงทั้งสิ้น 52,232 ตารางเมตร พื้นที่เลี้ยงส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอยะหริ่งโดยเฉพาะที่คลองยามู รวม 351 ราย จำนวน 1,562 กระชัง อำเภอสายบุรี 152 รายจำนวน 608 กระชัง
ค. การเลี้ยงหอยแครง สถิติปี 2541 มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงหอยแครงอยู่จำวน 3 กลุ่มในเขตอำเภอเมืองและอำเภอยะหริ่ง มีพื้นที่การเลี้ยงทั้งสิ้น 1,500 ไร่
(3) การประมงน้ำจืด เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำจืดส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ 90 จะเลี้ยงปลากินพืช เช่น ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาไน และปลาสลิด เพราะเลี้ยงง่ายและโตเร็ว สามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว อีกประมาณร้อยละ 10 จะเลี้ยงปลาดุก เกษตรกรผู้เลี้ยงกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอต่างๆ โดยมีจำนวนผู้เลี้ยงทั้งจังหวัด 1,361 ราย เป็นพื้นที่ทั้งหมด 3,197 ไร่ แยกเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลากินพืช 1,261 รายพื้นที่ 3,174 ไร่ เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลาดุก 100 ราย พื้นที่ประมาณ 25 ไร่ อำเภอมีการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมาก ได้แก่ อำเภอยะหริ่ง รองลงมาคือ อำเภอโคกโพธิ์
3.3 การใช้แรงงานและเทคโนโลยี
แรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานในครอบเรือนและลูกจ้างต่างถิ่น จำนวนเรือประมงเมื่อคิดทั้งจำนวนเรือที่ทำประมงทะเลพื้นบ้านและเรือประมงน้ำลึกที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียนเครื่องมือทำการประมงในจังหวัด พบว่า ในอำเภอหนองจิกมีเรือจำนวน 316 ลำ อำเภอเมือง มีจำนวน 1,659 ลำ และในอำเภอยะหริ่งมีจำนวน 691 ลำ เป็นที่สังเกตว่าเรือประเภทอวนรุนและอวนลากมีอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งเรือที่มีเครื่องยนต์ก็มีเป็นจำนวนมากด้วย
ลักษณะของชุมชนประมงเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านที่กระจายอยู่รอบอ่าว รวมทั้งท่าเทียบเรือประมง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง อันเป็นท่าเทียบเรือที่มีการนำสัตว์น้ำขึ้นใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ เนื่องจากสภาพของอ่าวเป็นที่กำบังลมที่ดีและอยู่ใกล้กับแหล่งจับปลานอกน่านน้ำ มีเรือประมงจากแหล่งต่างๆ เข้ามาเทียบท่ากว่า 4,000 ลำ ปริมาณสัตว์น้ำกว่า 200,000 ตัน โดยมีมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านบาท จึงทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานและจำนวนธุรกิจและอุตสาหกรรมต่อเนื่องประมงด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น
สามารถแบ่งลักษณะกลุ่มคนในชุมชนประมง ได้ดังนี้
(1) กลุ่มผู้ทำประมงชายฝั่งและแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง เช่น กะปิ บูดู ปลาแห้ง ปลาเค็ม
(2) กลุ่มผู้ประกอบการค้า ผู้รับซื้อสัตว์น้ำ ร้านค้าในหมู่บ้าน ผู้ค้าเร่ ขายอาหาร ตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มาจากภายนอก
(3) กลุ่มแรงงานรับจ้าง กลุ่มรับจ้างเย็บอวน รับจ้างที่สะพานปลา กรรมกรทั่วไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซีย
(4) กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อขาย
(5) ทำเกษตร (สวนผัก ไม้ผล) ควบคู่กับอาชีพอื่นๆ
(6) อื่นๆ เช่น กลุ่มวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งผู้ดำรงชีพโดยการกะเทาะเมล็ดมะม่วงหิมพานต์
เดิมชุมชนประมงมีการจับสัตว์น้ำโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ แบบพื้นบ้าน และมีการทำนาควบคู่ไปด้วย การทำประมงเพื่อการค้าเป็นหลักเริ่มมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมาพร้อมๆ ไปกับการลดลงของการทำนาของชุมชนประมง การใช้เครื่องยนต์ติดเรือเริ่มประมาณปี พ.ศ. 2500 ในปัจจุบันมีเครื่องมือทำประมงของชาวประมงพื้นบ้านที่สำคัญ ได้แก่ อวนลอย (กุ้ง ปลา ปู) ไซปลา คราดหอยแครง ลอบหมึก เบ็ดตกปลาอินทรีย์ อวนล้อมปลา แห ตกหมึก ในขณะที่ประชากรบางส่วนก็เริ่มออกไปทำงานนอกพื้นที่ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (2510-2514) จังหวัดปัตตานีได้เป็นพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมห้องเย็น รวมทั้งท่าเทียบเรือของเอกชน (แพปลา) ในขณะเดียวกันชาวบ้านเริ่มหันไปประกอบอาชีพอื่นๆ มากขึ้นด้วย นั่นคือ อาชีพในชุมชนมีความหลายหลายมากขึ้น
3.4 เป้าหมายการผลิตที่คาดว่าจะได้รับ/ประโยชน์ที่เกิดขึ้น
3.4.1 ทรัพยากรสัตว์น้ำ และระบบนิเวศชายฝั่งของจังหวัดปัตตานีได้รับการฟื้นฟู
3.4.2 องค์กรและชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน สามารถพึ่งตนเองและช่วยกันแก้ไขปัญหาของตนเองได้มากขึ้น
3.4.3 ชุมชนชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดปัตตานี สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการ การดูแลและรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศน์ชายฝั่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการจัดให้มีเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง การจัดชุมเฉพาะกิจเฝ้าระวังและฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง โดยราษฎรอาสาสมัครร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
3.4.4 ผลการดำเนินงานของโครงการนำร่องการจัดการและฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งจังหวัดปัตตานี สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน รวมทั้งการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป
|
เป้าหมาย 3 ปี |
เป้าหมาย 1 ปี |
|
1. การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง จังหวัดปัตตานี 1.1 ปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมงอวนรุนพื้นบ้านจำนวน 160 ราย 1.2 จัดซื้อเรือและชุดเฉพาะกิจเฝ้าระวังชายฝั่ง 2 ลำ และปรับปรุงเรือ 6 ลำ 1.3 รณรงค์ยกเลิกเครื่องมือประมงอวนรุน 1.4 อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง |
1. การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง จังหวัดปัตตานี 1.1 เปลี่ยนแปลงเครื่องมือประมงอวนรุนพื้นบ้านจำนวน 160 ราย 1.2 จัดเรือและชุดเฉพาะกิจเฝ้าระวังชายฝั่ง 2 ลำ และปรับปรุงเรือ 6 ลำ 1.3 รณรงค์ยกเลิกเครื่องมือประมงอวนรุน |
|
2. พัฒนาองค์กรชุมชนสร้างเครือข่ายชุมชนในการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างชุมชน และพัฒนาทักษะการบริหารงาน |
2. พัฒนาองค์กรชุมชนสร้างเครือข่ายชุมชนโดยการประชุมชาวบ้านประมงพื้นบ้านและจัดการศึกษาดูงาน |
|
3. วิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาความรู้ โดยการจัดทำวิจัย 3 เรื่อง |
3. วิจัยและพัฒนาความรู้โดยการจัดทำวิจัย 2 เรื่อง |
3.5 ความเพียงพอของผลผลิต
ชาวประมงพื้นบ้านจะสามารถทำประมงเลี้ยงชีพได้อย่างพอเพียง ประเด็นสำคัญอยู่ที่การมีอยู่ของทรัพยากรสัตว์น้ำ แต่กลไกซึ่งทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำคงอยู่นั้น จะต้องได้รับความร่วมมือหรือได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและชุมชน กล่าวคือ ชุมชนต้องช่วยกันอนุรักษ์หรือสร้างจิตสำนึกในวงกว้าง รวมทั้งสะท้อนปัญหาซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ประสบอยู่ให้ทางภาครัฐได้รับทราบ ทั้งนี้เนื่องจากบางประเด็น เช่น การออกกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งการบังคับให้เป็นไปตามกฎระเบียบหรือกฎหมายนั้นๆ ก็ต้องอาศัยองค์กรที่เกี่ยวข้องทางฝ่ายรัฐให้ความช่วยเหลือในส่วนองค์กรชาวบ้าน (ชมรมประมงพื้นบ้าน) ที่ผ่านมาก็ได้รับความช่วยเหลือในรูปต่างๆ จากเจ้าหน้าที่องค์กร เอกชน เจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการในพื้นที่ เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมาย ทรัพยากรและอื่นๆ ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและทรัพยากร รวมทั้งการอนุรักษ์เพิ่มมากขึ้น เป็นผลดีต่อองค์กรชาวบ้านในการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่อการมีอยู่ของทรัพยากร และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านโดยรวมในที่สุด ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น การผลักดันของเครือข่ายเกี่ยวกับเรื่องอวนรุน จนกระทั่งภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกประกาศกระทรวงเรื่องห้ามใช้เครื่องมืออวนรุนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อประกาศดังกล่าวออกมา ชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่รัฐ โดยการแจ้งข่าวให้ทราบเมื่อมีการฝ่าฝืน ซึ่งถือเป็นการป้องกันได้ระดับหนึ่ง และทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรมีเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่มีเรืออวนรุนทำประมงได้อย่างอิสระ กรณีนี้เห็นได้ชัดว่าการคงอยู่ของอาชีพประมงพื้นบ้านนั้น ส่วนหนึ่งคือการได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่าย และหน่วยงานภาครัฐนั้นเอง
3.6 การเป็นสมาชิกขององค์กรชุมชนและเครือข่าย
3.6.1 เครือข่ายและการขยายแนวคิดการประมงพื้นบ้านแบบรวมกลุ่มสู่พื้นที่อื่นๆ
(1) โครงสร้างของเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านในปัจจุบัน มีลักษณะเชิงโครงสร้างแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ เครือข่ายระดับหมู่บ้าน เครือข่ายระดับอำเภอ เครือข่ายระดับจังหวัด และระดับภูมิภาค ซึ่งจะขอกล่าวโดยสรุปในแต่ละประเด็น ดังนี้
ก. ชมรมชาวประมงพื้นบ้านระดับหมู่บ้าน เป็นองค์กรจัดตั้งขนาดเล็กที่สุดในเครือข่าย เช่นหมู่บ้านที่เป็นกรณีศึกษาคือ ชมรมชาวประมงพื้นบ้านหมู่บ้านตันหยงเปาว์ โดยในแต่ละชมรมจะมีตัวแทนของหมู่บ้าน (หรือตัวแทนชมรม) หมู่บ้านละ 2 คน ซึ่งนายสุกรีเป็นตัวแทนของชมรมฯ ตันหยงเปาว์
ข. ชมรมชาวประมงพื้นบ้านระดับจังหวัด เป็นการรวมตัวกันของชมรมฯ หมู่บ้านหลายๆ หมู่บ้านในอำเภอเดียวกัน โดยผู้ที่เป็นตัวแทนของชมระดับหมู่บ้านจะเป็นกรรมการชมรมของอำเภอ
ค. ชมรมชาวประมงพื้นบ้านระดับจังหวัด เกิดจากการรวมตัวกันของชมรมชาวประมงหมู่บ้านในระดับอำเภอ กรณีจังหวัดปัตตานีจะประกอบด้วยชมรมฯ ระดับอำเภอ 6 ชมรม โดยคณะกรรมการชมรมระดับจังหวัด จะคัดเลือกจากคณะกรรมการชมรมระดับอำเภอ โดยในจังหวัดปัตตานี กรรมการชมรมระดับจังหวัดมีทั้งหมด 26 คน
ง. สมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ เป็นการรวมตัวของชมรมชาวประมงพื้นบ้านระดับจังหวัด ทั้งหมด 14 จังหวัด มีกรรมการสมาพันธ์ทั้งหมด 27 คน ซึ่งคัดเลือกจากชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จังหวัดละ 2 คน รวมกันตัวแทนจากทะเลสาบสงขลา 1 คน
(2) การขยายแนวคิดในการทำประมงแบบรวมกลุ่ม การขยายแนวคิดการทำประมงแบบรวมกลุ่มจะเน้นประเด็นที่สำคัญคือ การขยายแนวคิดในเรื่องการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรประมงชายฝั่ง หรือการเรียกได้ว่าเป็น การประมงแบบอนุรักษ์ และการจัดตั้งกลุ่มสู่ครัวเรือนอื่นๆ สามารถแบ่งกลุ่มสู่ครัวเรือนอื่นๆ สามารถแบ่งกลุ่มครัวเรือนเป็น 2 กลุ่ม คือ ครัวเรือนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน และครัวเรือนต่างหมู่บ้าน โดยวัตถุประสงค์ในการขยายแนวคิดสรุปได้ 2 ประการ ดังนี้
ก. แนวคิดที่หนึ่ง พยายามชักจูงให้ผู้ที่ทำประมงแบบทำลาย ให้เปลี่ยนมาเป็นทำประมงแบบพื้นบ้าน หรือใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ค่อนข้างจำเพาะเจาะจงชนิดสัตว์น้ำเป้าหมาย (แม้ในทางปฏิบัติจะมีสัตว์น้ำที่ไม่ใช่สัตว์น้ำเป้าหมายปะปนมาบ้าง แต่ก็ถือเป็นสิ่งปกติของการทำประมงเขตร้อน)
ข. แนวคิดที่สอง พยายามชักจูงผู้ที่ทำประมงพื้นบ้าน ให้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อสร้างเป็นเครือข่ายและดำเนินการอนุรักษ์ร่วมกัน
(3) การขยายแนวคิดไปสู่ครัวเรือนอื่นๆ ในชุมชนเดียวกัน ส่วนใหญ่จะเริ่มโดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันไปร้านน้ำชา พูดคุยกันตามแคร่ในผู้ชาย โดยในขั้นตอนแรกจะพูดคุยกันระหว่างผู้นำและผู้อาวุโสในหมู่บ้าน จากนั้นเมื่อหลายคนเห็นพ้องต้องกันก็จะพูดคุยกันเป็นกลุ่มใหญ่หลังจากการละหมาดรวมกันในวันศุกร์ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวมุสลิม เนื่องจากในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะเป็นชาวประมงขนาดเล็ก ใช้เครื่องมือที่ค่อนข้างจำเพาะเจาะจงสัตว์น้ำเป้าหมาย และประสบปัญหาเหมือนๆ กัน ดังนั้นสาระสำคัญในการพูดคุยในช่วงเริ่มต้นคือ การรวมตัวหรือรวมกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากเรือประมงพาณิชย์เป็นประเด็นหลัก แต่ในปัจจุบ้นก็จะขยายหัวข้อการพูดคุยถึงประเด็นทรัพยากรและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ที่ชาวบ้านเห็นว่าจะเป็นสิ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำและความเป็นอยู่ของเขา เช่น ประเด็นเรื่องการทำนากุ้ง การอนุรักษ์ป่าชายเลน โดยเฉพาะในระดับแกนนำของหมู่บ้านก็อาจมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึง เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
(4) การขยายแนวคิดสู่ครัวเรือนในหมู่บ้านอื่นๆ มีลักษณะเดียวกันกับวิธีที่กล่าวมาข้างต้น คือ เริ่มด้วยการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยการนั่งพูดคุยตามแคร่ ( ซึ่งผู้ชายชาวมุสลิมมักจะตั้งวงสนทนากันในยามว่าง) หรือร้านน้ำชาในหมู่บ้านเป้าหมาย โดยก่อนที่จะเข้าไปในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง คณะที่จะเข้าไปจะทราบปัญหาของชุมชนเป้าหมายในระดับหนึ่ง หากเข้าไปคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน ก็จะเริ่มการสนทนาด้วยเรื่องทั่วๆ ไป เช่น การถามสารทุกข์สุกดิบ จากนั้นก็จะเริ่มเข้าประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากิน โดยเฉพาะเรื่องการทำประมง และไต่ถามปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคลหรือชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ เมื่อรู้ปัญหาโดยคร่าวๆ ก็จะเริ่มแลกเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาเหล่านั้นในเบื้องต้น รวมทั้งอธิบายแนวคิดในการรวมกลุ่มกันในชุมชน ชาวประมงตัวอย่างเล่าว่าการทำอย่างนี้เป็นการตรวจสอบแนวความคิดของคนในชุมชนเป้าหมายในเบื้องต้นว่ามีทรรศนะในเรื่องดังกล่าวอย่างไร รวมทั้งเป็นการหาตัวผู้นำทางความคิดของชุมชนนั้นๆ ไปในเวลาเดียวกัน หลังจากนั้นช่วงระยะหนึ่งก็จะเข้าไปคุยกับผู้นำทางความคิดเหล่านั้นอีกครั้งเพื่อที่จะขยายแนวคิดสู่คนในพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมายหรือบางครั้งหากมีคนในหมู่บ้านเป้าหมายเห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ก็จะพูดกันในที่ประชุมใหญ่ของหมู่บ้านเป้าหมาย โดยใช้เวลาหลังจากการละหมาดประจำวันศุกร์ ทั้งนี้ประเด็นสำคัญในการพูดคุย คือการร่วมมือกันแก้ปัญหาโดยการรวมกลุ่ม อธิบายเกี่ยวกับการจัดตั้งกลุ่ม และยกตัวอย่างในกรณีของหมู่บ้านตันหยงเปาว์ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือต้องการให้หมู่บ้านเป้าหมายมีการจัดตั้งกลุ่ม และมีตัวแทนกลุ่มเพื่อที่จะประสานงานกันในรูปเครือข่าย เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ และดำเนินการอนุรักษ์ทรัพยากรร่วมกันในอนาคต เนื่องจากชาวประมงตัวอย่างเห็นว่า การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรประมงเป็นสิ่งที่ต้องทำร่วมกันในวงกว้าง จะทำเพียงระดับครัวเรือนหรือหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งนั้นยากที่จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากทรัพยากรประมงไม่มีเจ้าของและเป็นทรัพยากรที่เคลื่อนที่ได้เป็นส่วนใหญ่
การขยายแนวคิดสู่หมู่บ้านอื่นๆ โดยเฉพาะหมู่บ้านมุสลิมด้วยกัน เป็นลักษณะเดียวกับการกระทำของ ดาวะห์ 1 ในทางศาสนา เพียงแต่การกระทำของ แกนนำ ที่ไปเผยแพร่แนวคิดในการรวมกลุ่มและอนุรักษ์ทรัพยากรไม่ได้เน้นเนื้อหาทางศาสนา
การขยายแนวคิดการทำประมงแบบอนุรักษ์และการรวมกลุ่ม มักจะเป็นผลสำเร็จในหมู่บ้านที่ทำการประมงแบบพื้นบ้านที่ไม่ใช้เครื่องมือประเภททำลายล้าง แต่ในบางหมู่บ้านที่ยังมีการทำประมงแบบอวนรุนขนาดเล็กหรือขนาดกลาง จะมีปัญหาในการชักจูงให้เปลี่ยนวิธีการทำประมงเนื่องจากมีสมาชิกส่วนใหญ่ในหมู่บ้านดังกล่าวทำประมงอวนรุน ซึ่งจัดเป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการขยายแแนวคิดสู่หมู่บ้านเป้าหมายดังกล่าว ตั้งแต่มีการรวมกลุ่มในหมู่บ้านตันหยงเปาว์ ได้มีการขยายผลสู่หมู่บ้านต่างๆ เป้าหมายหมู่บ้านทั้งที่อยู่ในอำเภอเดียวกันและต่างอำเภอ
จากการรวมตัวระดับหมู่บ้านและการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ก็จะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลข้าวสารระหว่างกัน การทำซั้ง การเก็บข้อมูลเบื้องต้นของชาวประมงพื้นบ้านในเครือข่าย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะมีความเข้มข้นมาหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของแต่ละหมู่บ้าน แต่ในระหว่างหมู่บ้านที่กล่าวมา ก็จะมีการพบปะเยี่ยมเยือนสอบถามปัญหาระหว่างกัน รวมทั้งสอบถามความเป็นอยู่ทั่วไปของสมาชิกเป็นประจำทุกๆ เดือน โดยใช้บ้านของแกนนำของแต่ละหมู่บ้านเป็นจุดนัดพบ เหตุผลที่ต้องทำดังกล่าวก็เพื่อสร้างความสามัคคี และส่งข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ ให้สมาชิกในเครือข่ายได้รับทราบโดยทั่วกัน
3.7 อุปสรรคและปัญหาในการขยายแนวความคิด
ปัญหาในการขยายผลสู่ครัวเรือนหรือหมู่บ้านอื่นๆ สามารถกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
3.7.1 ปัญหาเรื่องเวลา การพูดคุยขยายแนวคิดเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ฉะนั้นทั้งผู้ที่ไปพูดคุยและผู้รับฟังในหมู่บ้านเป้าหมายต้องมีเวลาว่างตรวกัน แม้ในบางครั้งกลุ่มที่จะไปพูดคุยเพื่อเผยแพร่แนวคิดซึ่งอาจประกอบด้วยกลุ่มแกนนำเพียง 4-5 คน ก็มีเวลาว่างไม่ตรงกัน ทั้งนี้เนื่องจากต่างก็มีภาระในการทำมาหากิน
3.7.2 ปัญหาเรื่องความคาดหวังของกลุ่มเป้าหมาย มีกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มประสงค์ที่จะเห็นปัญหาที่เขาประสบอยู่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว แต่โดยธรรมชาติของปัญหาส่วนใหญ่จะมีความซับซ้อน ยากที่จะแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จโดยกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนแม้จะมีแนวคิดที่ดีอย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีข้อจำกัดบางประการ เช่น กรณีอวนลาก ชาวบ้านสามารถช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ได้ แต่ไม่มีอำนาจในการตรวจจับ ฉะนั้นการแก้ปัญหานอกจากรวมกลุ่มกันคิดหาแนวทางแก้ไขด้วยตัวเองแล้ว ยังต้องได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เรือตรวจการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งยังมีประเด็นที่เกี่ยวกับข้อจำกัดทางกฎหมาย ฉะนั้นในการขยายผลทุกๆ ครั้งชาวประมงตัวอย่างและคณะจะเน้นย้ำเสมอว่า ปัญหาต่างๆ ต้องค่อยแก้ไขกันไปทีละขั้นตอน
3.7.3 ความแตกต่างกันของประเด็นปัญหา ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ 2) ว่าการเผยแพร่แนวคิดโดยส่วนใหญ่จะเริ่มด้วยปัญหาที่ชุมชนเป้าหมายประสบอยู่ แล้วตามด้วยการพูดคุยเพื่อหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน และสรุปด้วยการชักชวนให้รวมกลุ่มและดำเนินงานในรูปของเครือข่าย แต่ในบางกรณีเมื่อเข้าไปพูดคุยในหมู่บ้านเป้าหมายยางหมู่บ้าน เขาก็จะเสนอปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากิน เช่น ปัญหาเรื่องการตลาดของสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาเชิงเทคนิคในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เผยแพร่เองก็ไม่มีความรู้ความชำนาญ อยากจะช่วยแต่ก็จนปัญญา ได้แต่แนะนำให้ไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
3.8 ประโยชน์ของเครือข่ายต่อชาวประมงโดยรวม
3.8.1 เครือข่ายจะอำนวยประโยชน์ให้ชาวประมงพื้นบ้านในลักษณะการเป็นตัวเชื่อมระหว่างชาวประมงพื้นบ้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายนอก เช่น
3.8.2 การประสานงานเพื่อแก้ปัญหาปากคลองปิด ปัญหานี้แต่เดิมจะเกิดเป็นประจำทุกๆ ปี เนื่องจากลมทะเลจะพัดเอาทรายและตะกอนมาปิดปากแม่น้ำทำให้ไม่สามารนำเรือออกสู่ทะเลได้โดยตัวคนเดียว ดังนั้นทางชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จังหวัดปัตตานี จึงได้ประสานงานไปยังนายเด่น โต๊ะมีนา ซึ่งดูแลเจ้าท่าในขณะนั้น จึงมีการสร้างเขื่อนกั่นเพื่อไม่ให้ปากคลองปิด ซึ่งถือเป็นการตอบรับปัญหาของทาราชการที่รวดเร็ว เป็นที่พอใจของชาวบ้านอย่างมาก
3.8.3 การจัดหาทุนทำปะการังเทียมและทุ่นแสดงแนวเขต 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง เป็นหารผลักดันของทางชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จังหวัดปัตตานี เพื่อแสดงแนวเขตที่ชัดเจนระหว่างประมงพื้นบ้าน และประมงพาณิชย์ แต่ในปัจจุบันทุ่นต่างๆ ก็หายไปหมด แต่ก็ถือเป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมที่เคยได้รับและยังคาดหวังจะให้มีในอนาคต เนื่องจากหากมีแนวเขตแสดงชัดเจน เรืออวนรุนก็จะสามารถเป็นแนวเขต และไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างหากเกิดการฝ่าฝืน หากมีแนวเขตชัดเจนแล้วยังฝ่าฝืน ก็จะถือเป็นเจตนาชัดแจ้งที่จะฝ่าฝืน ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตรวจจับ
3.8.4 การประสานงานเพื่อให้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กิจกรรมในส่วนนี้ได้แก่ การปล่อยกุ้งและปลา การดำเนินงานดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดีจากกรมประมงและทางจังหวัดปัตตานี เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบายของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำให้แก่ธรรมชาติอีกทางหนึ่ง เมื่อมีสัตว์น้ำในท้องทะเลมากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่ความเป็นอยู่ของชาวประมงจะดีขึ้น อันเกิดจากผลผลิตทางการประมงที่จับได้จะมีมากขึ้น
3.8.5 การจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับความรู้ทางด้านกฎหมายประมง เป็นการประสานงานของชมรมชาวประมงพื้นบ้าน กับหน่วยงานภายนอก เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินท์ ประมงจังหวัด และอื่นๆ เพื่อให้ชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมาย สิทธิที่กฎหมายรองรับ ตลอดจนข้อจำกัดทางกฎหมาย
3.8.6 การศึกษาดูงานด้านการจัดการทรัพยากรและการส่งเสริมอาชีพ การดูงานโดยส่วนใหญ่ทางด้านทรัพยากร จะเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ (ป่าชายเลน) และทรัพยากรประมง ซึ่งมักรวมถึงทั้งด้านการใช้และการอนุรักษ์ทรัพยากร ส่วนการส่งเสริมอาชีพก็จะเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น การเลี้ยงปูในแกลลอน การเลี้ยงปลาน้ำกร่อยในกระชังและการเลี้ยงปลากระบอกในบ่อดิน เป็นต้น แม้ว่าส่วนใหญ่ผู้เข้าร่วมจะเป็นผู้นำชุมชน แต่หลังจากดูงานก็จะพูดคุยกันในหมู่บ้าน หรือพูดคุยเผยแพร่กันในร้านน้ำชาให้ผู้สนใจได้รับข้อมูลที่ได้มาด้วย
3.8.7 สนับสนุนเครื่องมือประกอบการทำประมงและอื่นๆ ในหมู่บ้านตันหยงเปาว์ มีการจัดตั้งสหกรณ์ร้านค้า ซึ่งจำหน่ายเครื่องมือและสิ่งจำเป็นในการทำประมง เช่น ตาข่าย ทุ่น เชือก สีกันเพรียง ตะกั่ว น้ำมัน ด้าย และอื่นๆ ให้สมาชิกในราคาถูกหรือราคาเท่ากับราคาตลาด โดยปลายปีจะมีเงินปันผลแก่สมาชิก นอกจากนี้กำไรจากการประกอบการบางส่วนก็แบ่งให้เป็นเงินทุนในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มในระดับหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ที่เกิดกับชุมชนโดยรวมอีกด้วย อีกทั้งในอดีตก็เคยได้รับการสนับสนุนให้มีการแปรรูปสินค้าประมง แม้กิจกรรมดังกล่าวจะไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากชาวบ้านมีปัญหาเรื่องตลาดที่จะรองรับสินค้า แต่การได้มาซึ่งการสนับสนุนดังกล่าวส่วนหนึ่งก็เกิดจากการรวมกลุ่มกันในหมู่บ้าน
3.8.8 การจัดอบรมเด็กนักเรียนเกี่ยวกับป่าชายเลน เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนโดยชมรมชาวประมงพื้นบ้านระดับหมู่บ้าน ทำขึ้นเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนในหมู่บ้านให้เห็นถึงประโยชน์ และความสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมของทรัพยากรป่าชายเลน ทั้งนี้เพื่อให้สร้างความรู้สึกหวงแหนทรัพยากรให้กับลูกหลานในรุ่นต่อไป เพราะความยั่งยืนนั้นหมายรวมถึงการอยู่รอดของคนในรุ่นต่อๆ ไปด้วย
3.9 ปัญหาของการทำงานเครือข่าย
3.9.1 ปัญหาเรื่องเวลา เนื่องจากชาวประมงตัวอย่างและทีมงานในหมู่บ้าน และในเครือข่ายต่างก็ต้องมีหน้าที่ทำงานเลี้ยงดูดครอบครัว ดังนั้นจึงต้องมีเวลาให้กับกิจกรรมทั้งสองอย่าง ในการขยายแนวคิด หรือการพบปะเพื่อสาอบถามปัญหาต่างๆ ของชาวบ้าน จำเป็นต้องหาเวลาที่ทั้งฝ่ายผู้แนะนำและฝ่ายผู้รับฟังว่างตรงกัน ในส่วนตัวชาวประมงตัวอย่างเองก็จะมีหน้าที่ต้องไปประชุมหรือเป็นตัวแทนในกรณีต่างๆ หากไม่มีเวลาว่างก็จะส่งตัวแทนที่พอจะรับผิดชอบแทนได้ไปทำหน้าที่แทน ซึ่งในทรรศนะของชาวประมงตัวอย่างเอง การส่งตัวแทนนอกเหนือจากสามารถแก้ปัญหาเรื่องไม่มีเวลาว่างแล้ว ยังเป็นการสร้างภาวะความเป็นผู้นำ ซึ่งจะกลายเป็นกำลังหลักของกลุ่มต่อไป อย่างไรก็ตามในปัจจุบันในระดับหมู่บ้านปัญหาเหล่านี้ก็ลดน้อยลง เนื่องจากมีการแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ
3.9.2 ปัญหาเรื่องทัศนคติของทางราชการ ชาวประมงตัวอย่างเล่าว่าในการเรียกร้อง หรือเคลื่อนไหวในบางครั้ง ทางหน่วยงานราชการมักจะอ้างว่าเป็นการเคลื่อนไหวขององค์กรที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งทำให้ไม่สามารถตอบสนองได้ หรือใช้เป็นข้ออ้างเพื่อลดความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของเครือข่าย แต่ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ก็เริ่มน้อยลง เนื่องจากทางราชการเริ่มเข้าใจและเห็นใจชาวบ้านมากขึ้นในระดับหนึ่ง
3.9.3 ปัญหาเรื่องภาษาไทยในการสื่อสาร เป็นปัญหาที่แกนนำบางส่วนในกลุ่ม โดยเฉพาะที่เป็นชาวมุสลิมซึ่งไม่มีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาไทย ทำให้มีปัญหาในการที่ต้องพูดคุยรับทางราชการ หรือต้องการสะท้อนสภาพปัญหาที่ประสบอยู่ให้คนภายนอกได้รับรู้ รวมทั้งการให้ข้อมูลกับนักวิชาการ หรือผู้สนใจที่เข้าไปเยี่ยมเยือน ทั้งนี้แกนนำในหมู่บ้านบางคนให้ข้อมูลว่าตัวเขาจะรู้สึกอีดอักมากยามที่เข้าร่วมสัมมนากลุ่มย่อย เพราะไม่สามารถพูดและทำความเข้าใจภาษาไทยได้ ทั้งๆ ที่อยากจะเสนอความเห็นในเรื่องที่เขาเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงและมีประโยชน์ ในส่วนของชาวประมงตัวอย่างเองในอดีตก็มีปัญหาในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน แต่ปัจจุบันไม่มีปัญหาดังกล่าว
3.9.4 &nbs