ภูมินิเวศน์ภาคใต้ตอนบน

 

1.  สภาพพื้นที่

                         ภูมินิเวศน์ภาคใต้ตอนบนมีพื้นที่อยู่ใน 3 จังหวัด ด้านฝั่งตะวันออกตอนบนของภาคใต้ พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นภูเขา (ในอำเภอพะโต๊ะ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร กิ่งอำเภอวิภาวดี อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี และกิ่งอำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช) สภาพพื้นที่การเกษตรเป็นทั้งที่ราบเชิงเขาและที่เชิงเขา มีดินร่วนดำ ปริมาณน้ำฝนอยู่ในปริมาณสูง มีอากาศชุ่มชื้นแทบตลอดทั้งปี การผลิตทางการเกษตรโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นพืชเชิงเดี่ยว (ทำสวนกาแฟ ปาล์ม สวนยางพารา สวนไม้ผล)

                         พื้นที่อีกส่วนเป็นที่ราบ (อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ) สภาพพื้นที่เป็นที่ราบ ถึงราบลุ่มลักษณะดินมีทุกแบบ ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย ปริมาณน้ำฝนอยู่ในปริมาณสูง การผลิตทางการเกษตรโดยส่วนใหญ่เป็นพืชเชิงเดี่ยว (นาข้าว สวนยางพารา ไม้ผล)

1.1  พื้นที่จังหวัดเป้าหมาย

1.1.1    จังหวัดชุมพร ลุ่มน้ำหลังสวน ตั้งอยู่ในเขตอำเภอหลังสวน และอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร มีขนาดพื้นที่ 1,392.64 ตารางกิโลเมตร  ป่าต้นน้ำหลังสวนเกิดจากแนวเทือกเขาตะนาวศรี ที่ทอดตัวแบ่งฝั่งทะเลตะวันออกและฝั่งทะเลตะวันตก ต้นน้ำแม่น้ำหลังสวนสายหลักเกิดในเขตภูเขาสลับซับซ้อนในเขตอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไหลมาบรรจบเข้ากับคลองน้อยใหญ่  ลำธารและทางน้ำ หลายสายที่มีต้นกำเนิดจากภูเขาต่าง ๆ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำในเขตอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร พื้นที่หลักลุ่มน้ำหลังสวนตอนบน  ได้แก่ หมู่ 3 บ้านบกไฟ  หมู่ 4 บ้านปากทรง หมู่ 5 บ้านทับขอน  ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร

1.1.2    จังหวัดนครศรีธรรมราช สภาพภูมิประเทศ ลักษณะของสภาพภูมิประเทศแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ ทางด้านทิศตะวันตกเป็นภูเขาสูงมีความลาดชันมาก  ถัดจากเชิงเขาและมีพื้นที่ราบสูงเป็นแปลงเล็ก ๆ สลับกันไป ถัดจากพื้นที่ราบสูงลงไปเป็นพื้นที่ลาดชันเขาลงสู่แม่น้ำปากพนังฝั่งตะวันตก ส่วนพื้นที่ระหว่างแม่น้ำปากพนังกับสันทรายริมทะเลเป็นพื้นที่ราบลุ่ม แอ่งที่ลุ่มค่อนไปทางสันทราย และมีแนวเทือกเขาขนานกับสันทราย พื้นที่ส่วนใหญ่ทางด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำปากพนังในเขตอำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอปากพนังเป็นที่ราบ  ลาดเทจากควนลงสู่แม่น้ำปากพนัง มีพื้นที่พรุเป็นแห่ง ๆ ในเขตอำเภอชะอวด อำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอร่อนพิบูลย์ ส่วนพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปากพนังกับสันทรายในเขตอำเภอปากพนังและอำเภอหัวไทร เป็นที่ราบลุ่ม ด้านที่ชิดกับสันทรายเป็นแอ่งน้ำที่มีน้ำท่วมขัง

ลุ่มน้ำปากพนังอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ประมาณ 1.9 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราช 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง (บางส่วน) อำเภอพระพรหม อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทรและอำเภอปากพนัง

1.2.3  จังหวัดสุราษฏ์ธานี พื้นที่ลุ่มน้ำคลองยัน-คลองคราม ประกอบด้วย (1) กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกบ้านบางจำ ตำบลตะกุกเหนือ กิ่งอำเภอวิภาวดี (2) กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองคราม ตำบลท่าอุแท ตำบลปากแพรก อำเภอกาญจนดิษฐ์ มีสมาชิกโครงการนำร่องฯ จาก 2 กลุ่ม รวม 50 ครอบครัว กลุ่มละ 25 ครอบครัว

 

2.  ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรเป้าหมาย

2.1    ลักษณะทางสังคม

เกษตรกรเป้าหมาย ลักษณะพื้นฐาน (1) เพศ รวมประชากรในครัวเรือนทั้งหมด 1,073 คน แบ่งเป็นเพศชายทั้งหมด 564 คน เป็นเพศหญิงทั้งหมด 509 คน (2) อายุ

ช่วงอายุ

จำนวน(คน)

0-3 ปี

4-6 ปี

7-12 ปี

13-18 ปี

19-25 ปี

26-45 ปี

46-60 ปี

61 ปีขึ้นไป

45

42

125

140

150

373

142

54

รวมทั้งสิ้น

1,071

(3) การศึกษา ประถมศึกษา  629  คน  มัธยมตอนต้น  170  คน  ปวช. มัธยมตอนปลาย  115  คน ปวส. ปวท.อนุปริญญา 42  คน  ปริญญาตรี  27  คน

เกษตรกรเป้าหมายโครงการนำร่องฯ ภูมินิเวศน์ภาคใต้ตอนบน  ได้แก่ เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์หลังสวน (กลุ่มออมทรัพย์กลาง) ประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ 10 กลุ่ม  คือ

-        กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย หมู่ 1บ้านต่อตั้ง

-        กลุ่มออมทรัพย์ หมู่ 2 บ้านห้างแก

-        กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หมู่ 2 บ้านบกไฟ

-        กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต หมู่ 4 บ้านปากทรง

-        กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หมู่ 5 บ้านทับขอน

-        กลุ่มออมทรัพย์อนุรักษ์ หมู่ 7

-        กลุ่มออมทรัพย์  หมู่ 10 บ้านในจอก

-        กลุ่มออมทรัพย์ หมู่ 3บ้านคลองเหนก

-        กลุ่มออมทรัพย์ หมู่ 5 บ้านหาดยาย อำเภอหลังสวน

-        กลุ่มออมทรัพย์แม่แล-ดอนนนท์ หมู่ 9 ตำบลท่ามะพลา อำเภอหลังสวน

2.2  ลักษณะทางเศรษฐกิจ

2.2.1  รายได้ (จากข้อมูล 252 ครัวเรือนรายได้รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 17,137,939 บาท  เฉลี่ยต่อครัวเรือน 68,278 บาท  โดยในส่วนของรายได้จากภาคเกษตร  ประเภทที่ทำรายได้สูงสุดคือ การขายไม้ผล มีรายได้รวมทั้งสิ้น  5,079,829 บาท เฉลี่ยต่อครัวเรือน 2,0319  บาท รองลงมาคือ การขายพืชไร่  มีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,925,800 บาท  เฉลี่ยต่อครัวเรือน 15,703 บาท  ส่วนรายได้จากนอกภาคเกษตร ประเภทที่ทำรายได้สูงสุดคือ การรับจ้างทั่วไป  มีรายได้รวมทั้งสิ้น  2,233,500 บาท เฉลี่ยต่อครัวเรือน 8,898 บาท  รองลงมาคือ จากเงินเดือน มีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,064,700  บาท   เฉลี่ยต่อครัวเรือน 4,241 บาท

2.2.2 รายจ่าย (จากข้อมูล 253 ครัวเรือนรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 21,442,762 บาท เฉลี่ยต่อครัวเรือน 84,754 บาท ประเภทของรายจ่ายในภาคเกษตรที่สูงที่สุดคือ ค่าปุ๋ย เฉลี่ยต่อครัวเรือน 6,291.42 บาท  รองลงมาคือ ค่าจ้าง เฉลี่ยต่อครัวเรือน  3,698.36 บาท  ในส่วนประเภทรายจ่ายนอกภาคเกษตรที่สูงที่สุดคือ การใช้หนี้ เฉลี่ยต่อครัวเรือน 33,217 บาท  รองลงมาคือ การศึกษาของบุตรหลาน เฉลี่ยต่อครัวเรือน 10,346 บาท  ขณะที่ค่าซื้อข้าวเป็นอาหาร เฉลี่ยต่อครัวเรือน 5,599 บาท ซื้อเนื้อสัตว์ เฉลี่ยต่อครัวเรือน 3,111 บาท

2.2.3 เงินออม (จากข้อมูล 255 ครัวเรือนเงินออมรวมทั้งสิ้น 3,501,998 บาท  โดยส่วนใหญ่จะเป็นการออมกับกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้าน โดยทำการออมทรัพย์เป็นรายเดือน

2.2.4 หนี้สิน  แหล่งยืมหนี้สินที่มีปริมาณหนี้มาก ได้แก่ จาก ธกส.หรือธนาคารของรัฐ มีปริมาณหนี้สูงสุด 400,000 บาท ต่ำสุด 6,000 บาท  จากเครือญาติ มีปริมาณหนี้สูงสุด 300,000 บาท ต่ำสุด 1,000 บาท นอกจากนี้มีจากกลุ่มหรือองค์กรในชุมชน จากพ่อค้าหรือนายทุน เป็นต้น

 

3.       แบบแผนการผลิตของครัวเรือนและการทำเกษตรยั่งยืน

3.1  แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 

3.1.1     ลุ่มน้ำหลังสวน  มีแม่น้ำลำคลองที่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ได้แก่ คลองบกไฟ คลองตาหินช้าง  คลองตอน  คลองทับขอน

3.1.2     ลุ่มน้ำปากพนัง  มีลำคลองที่เป็นต้นน้ำคือ  คลองทุ่งโป๊ะ ห้วยผักหนามซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ป่าต้นน้ำปากพนัง และคลองลำปะ ที่ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคในหมู่บ้าน ในคลองลำปะได้มีการสร้างฝายน้ำล้นเป็นระยะ มีคลองและห้วยใช้ร่วมกับหมู่บ้านอื่น ที่ผ่านมายังเป็นการจัดการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น การสร้างฝายน้ำล้นเพื่อการกักเก็บน้ำในช่วงหน้าแล้ง นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำปากพนัง  และมีลำน้ำสาขาอื่นเช่น   คลองไม้เสียบ  คลองชะอวด   เป็นต้น

3.1.3     ลุ่มน้ำคลองยัน-คลองคราม มีลำคลองที่เป็นต้นน้ำคือ คลองคราม ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าชัยคราม-ป่าวัดประดู่ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของคลองท่าทอง หนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดสุราษฏร์ธานี ต้นน้ำมาจากเขาคีโหมด ไหลผ่านพื้นที่ 6 ตำบลใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ และอำเภอดอนสัก

3.2        กิจกรรมการผลิต

3.2.1     ลุ่มน้ำหลังสวน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ได้แก่ ทำสวนไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก และอื่นๆ ซึ่งยังคงทำเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น กาแฟ  สวนปาล์ม ฯลฯ  มีเพียงบางส่วนที่ทำเกษตรผสมผสาน  ปลูกพืชสมุนไพร

3.2.2     ลุ่มน้ำปากพนัง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าว ซึ่งพื้นที่บ้านหมอนาบุญ เป็นแหล่งพันธุ์ข้าวพื้นบ้านหลายชนิด  เช่น พันธุ์เล็บนก พันธุ์เข็มทอง พันธุ์เข็มเงิน รวมทั้งพันธุ์ข้าวที่สูญพันธุ์ไปจากหมู่บ้านแล้ว คือ ข้าวสังหยด ข้าวนางนาคแดง ข้าวนางนาคขาว ข้าวปิ่นแก้ว เป็นต้น  นอกจากนี้มีการทำไร่นาสวนผสม และการทำนากุ้งกุลาดำ  การประมงชายฝั่ง

3.2.3   ลุ่มน้ำคลองยัน-คลองคราม อาชีพหลักคือการทำสวน ซึ่งมีทั้งสวนผสมผสาน เป็นการปลูกไม้ผลหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน เช่น ทุเรียน สะตอ กาแฟ โกโก้ มังคุด เงาะ เป็นต้น การปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดเดียวในสวน เช่น ยางพารา กาแฟ บางส่วนมีการทำไร่ข้าวโพด ไร่ขิง และถั่งลิสง เป็นต้น  และเกษตรกรที่มีที่นาจะทำนาข้าวด้วย ปีละครั้ง

3.3    เป้าหมายการผลิต

3.3.1     ลุ่มน้ำหลังสวน เกษตรกรเป้าหมายส่วนใหญ่ทำเกษตรแบบผสมผสาน ไม่เน้นการผลิตเพื่อขายเพียงอย่างเดียว มีกิจกรรมการผลิตที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การเลี้ยงสัตว์ (ปลามัด การเลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงกราว การเลี้ยงกบฑูต) การทำปุ๋ยหมักเพื่อนำมาใช้บำรุงดิน

3.3.2     ลุ่มน้ำปากพนัง ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชสมุนไพรในแปลงเกษตร

3.3.3     ลุ่มน้ำคลองยัน-คลองคราม เกษตรผสมผสาน โดยนำสะตอ ลูกเนียง ทุเรียน ลองกอง หรือพืชสมุนไพรจากป่ามาเป็นพืชร่วมยางพารา (บางชนิดใช้ไม้ป่าเป็นต้นพันธุ์ เช่น ลองกอง สะตอ)

3.4       การถือครองที่ดิน  และเอกสารสิทธิ์์

3.4.1     ลุ่มน้ำหลังสวน-การถือครองที่ดินส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์์ในการถือครองที่ดิน หลายพื้นที่เป็นพื้นที่เขตคุ้มครองและป่าสงวน ซึ่งมีการประกาศทับที่ดินทำกินเดิมของเกษตรกร

3.4.2     ลุ่มน้ำปากพนัง ส่วนใหญ่มีเอกสารสิทธิ์์เ น.. 3  และอยู่ในเขตที่ดิน สปก.

3.4.3     ลุ่มน้ำคลองยัน-คลองคราม ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธ์ แต่มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่มากกว่าร้อยละ 80 ของหมู่บ้าน

 

 

3.5   การใช้พันธุพืชและพันธุสัตว์

อนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้าน ปกป้องพันธุกรรมพื้นบ้าน เผยแพร่วัฒนธรรมในการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นบ้าน รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรพื้นบ้าน อนุรักษ์พันธุ์พืชสมุนไพรในป่า มีการสร้างศูนย์ศึกษาสมุนไพรในหมู่ 7 บ้านตะแบกงาม รวบรวมองค์ความรู้ในการใช้สมุนไพร รวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้านในการดูแลสุขภาพ  สร้างวัฒนธรรมในการกิน

การจัดการทรัพยากรพืชโดยการปลูกไม้เสริมที่เป็นไม้ต้นใหญ่ๆ  เช่น  ปลูกต้นปะในสวน  ปลูกไม้หยี  และการปลูกไม้โตเร็วเพื่อประโยชน์ใช้สอยในครัวเรือน  เช่นไม้ตะเคียนทอง  ไม้เทียม 

3.6   การใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์

                         เกษตรกรทำปุ๋ยหมักเพื่อนำมาใช้บำรุงดินแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ชาวบ้านที่นี่ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงจากเดิมได้มากและหันมาทำปุ๋ยหมักใช้แทน สาเหตุเพราะว่าการทำปุ๋ยหมักมีราคาถูก สามารถหาวัตถุดิบเองได้ เกษตรกรสามารถทำได้เองเป็นการช่วยลดต้นทุนไปอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้มีการสาธิต การให้ความรู้ในเรื่องนี้จากทางโครงการนำร่องฯ อีกด้วยทำให้เกษตรกรให้ความสนใจและเป็นการลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้มาก นอกจากนี้การใช้สารเคมีก็ลดลงมีการใช้สารจากธรรมชาติมากขึ้น

3.7  การรวมตัวกันเป็นกลุ่มองค์กรชุมชน  และเครือข่าย

ลุ่มน้ำหลังสวน เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์  องค์กร เช่น เครือข่ายธนาคารหมู่บ้าน เครือข่ายประมงจังหวัดชุมพร เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์อำเภอหลังสวนและอำเภอฉวี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาเขตละแม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตประทิว เป็นต้น และเครือข่ายเพื่อนหญิงอีก 1 องค์กร ซึ่งมีเครือข่ายในระดับลุ่มน้ำและประสานระหว่างเครือข่ายอื่นในระดับจังหวัดแล้วเชื่อมโยงกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและเครือข่ายป่าภาคใต้ ในการเรียกร้องสิทธิ์ในที่ทำกิน สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการปรับโครงสร้างทางการเกษตร

3.8   การใช้สารเคมีและปุ๋ยธรรมชาติ

มีการรณรงค์ให้เกษตรกรในหมู่บ้านเลิกใช้สารเคมี เกษตรกรส่วนใหญ่ก็เริ่มมีการตื่นตัวมากขึ้น