'เศรษฐกิจพอเพียง'กระแสหลัก พัฒนาไทยสู่อนาคต'มีกินมีใช้'
6 กรกฎาคม 2549 17:36 น.
วัชรา จรูญสันติกุล ถ่ายทอดแนวคิดลึกซึ้งของ 'เศรษฐกิจพอเพียง'
ให้เข้าใจง่ายขึ้น
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :
เอกสารกว่า 2,500 ชุด ถูกแจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาเรื่อง
'แผน 10 : สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน...ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง'
ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา รวมทั้งยังได้แจกจ่ายเอกสารให้กับสื่อมวลชนแขนงต่างๆ
ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ อีก 200 ชุด
ซึ่งทฤษฎีใหม่ภายใต้แนวคิดแบบ
"เศรษฐกิจพอเพียง"
หรือ Sufficiency Economy นี้ กำลังได้รับการกล่าวขวัญและยอมรับที่จะนำมาใช้กับชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น
โดยมีเนื้อหาสาระที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดแบบ "ประชานิยม"
หรือ Populism
"เศรษฐกิจพอเพียง"
ถือเป็นแนวคิดตามทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเรียกร้องให้ผู้รู้ทั้งหลายในแผ่นดินไทยได้นำไป "คิดต่อ
สานต่อ" เพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ดังกระแสพระราชดำรัสที่ถ่ายทอดความออกมาว่า ..."เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต
รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง
สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม
และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป"
เช่นเดียวกับคนไทยยุคปัจจุบันที่ไม่เข้าใจว่า
'ค่าของเงิน' ที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? และ เงินที่มีอยู่นี้จะสร้าง
'คุณค่า' ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร? ในแต่ละยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
เปรียบเทียบให้เห็นอย่างง่ายๆ เช่น โครงการสร้างโรงเลี้ยงวัวใน
'วังสวนจิตรลดา' ตามพระราชดำริของในหลวง ที่พระราชทานเงินทุนให้ก่อสร้างโรงเลี้ยงวัว
32,000 บาท เมื่อปี พ.ศ.2505
เม็ดเงินดังกล่าวหากมองในภาวะปัจจุบันอาจมีค่าที่เล็กน้อยมาก
เพราะแทบจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในแต่ละเดือนสำหรับชนชั้นกลางระดับล่างในเมือง
แต่หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 45 ปีก่อน เม็ดเงินเหล่านี้กลับมีค่ามากมาย
ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีอายุ 70-80 ปีในวันนี้เล่าว่า "เงินสามหมื่นสองพันบาทในสมัยนั้น
สามารถนำไปเป็นเงินแป๊ะเจี๊ยะเช่าตึกแถวใหม่ขนาดสองชั้นริมถนนเจริญกรุงได้ถึงสิบปีทีเดียว
ไม่เหมือนกับสมัยนี้ ค่าเงินนี้กลับเหลือเล็กนิดเดียว"
เนื่องจากการยึดหลักบริหารจัดการโรงเลี้ยงวัว
ซึ่งเป็น 1 ใน 4,000 โครงการตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เกิดอุตสาหกรรมผลิตนมวัวสดบ้าง
นมสเตอริไลซ์บ้าง จนมาเป็นนมอัดเม็ด ที่สามารถผลิตออกมาขายตลาดในประเทศแบบครบวงจร
และล่าสุดนั้น กระบวนการผลิตนมยังทำให้เกิดผลิตผลที่เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ตามออกมาอีกด้วย
ไม่เพียงผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกมาแล้ว แต่ยังเกิดการจ้างงาน รวมทั้งจัดตั้งทีมงานศึกษาเพื่อค้นคว้าวิจัยในการสร้างกระบวนพัฒนาผลิตภัณฑ์
แม้จะไม่มีเครื่องมือทันสมัยเทียบเท่าฝรั่ง แต่คนไทยก็มีโอกาสดื่มนมสดและผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพกันมากขึ้น
แต่ความหวังของการนำเอาทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงไปต่อยอด
เพื่อให้เกิดเป็นแนวทางหลัก หรือ mainstream ของประเทศนั้น คงต้องใช้เวลาที่จะรอคอยกัน
เพราะต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศภายหลังจากการปฏิรูปการเมืองกำลังจะเกิดขึ้นพร้อมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอีกหนึ่งปีถึงหนึ่งปีครึ่งข้างหน้า
ซึ่งจะต้องเป็นรัฐบาลที่จะต้องเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาค
(macro) ก็คือการพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโต และระดับจุลภาค (micro)
ความจำเป็นและความต้องการที่แท้จริงของคนในประเทศ เพื่อที่จะให้มีกินมีใช้อย่างพอเพียงและยั่งยืน
นักเศรษฐศาสตร์ไทยคนหนึ่ง ให้ความเห็นว่า ตามที่ถอดความจากพระราชดำรัสของในหลวงมานั้น
'เศรษฐกิจพอเพียง' ก็คือ เศรษฐกิจของประเทศจะต้องมีการออมและการลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมกัน
ไม่ใช่มีการลงทุนที่เกินตัว เกินฐานะเงินออมของคนในประเทศ จนกระทั่งเกิดความไม่สมดุลระหว่างเงินออมกับการลงทุนที่มีส่วนต่างกว้างมาก
(Savings and Investment Gap) มีการกู้เงินต่างประเทศจนหนี้ท่วม
เหมือนในอดีตช่วงทศวรรษ 1980 ต่อเนื่องถึง 1990 จนนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ
การเงินไทยในปี 1997
"นักธุรกิจไทยจำนวนมากยังคงเพ้อฝันกับความสำเร็จผิดๆ
ของตัวเอง โดยหลงละเมอไปกับแบบจำลองธุรกิจขนาดใหญ่ที่ก่อร่างขึ้นมาจากการไปสร้างหนี้สินมากมาย
หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Leverage Money ดังนั้น การจะเป็น Super
Model ได้นั้น จะต้องมาจากการสร้างรากฐานให้แข็งแรง ซึ่งต้องมีเงินทุนในชาติเป็นพื้นฐาน
บวกกับทุนต่างชาติที่ต้องการและมีความจำเป็น แต่ผู้บริหารประเทศต้องมีความเข้าใจถูกต้อง
และมีวินัยด้านการเงินการคลัง โดยไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและขาดประสิทธิภาพ
ก็คงทำให้การพัฒนาประเทศไปโลดแน่"
นักเศรษฐศาสตร์ไทยผู้นี้ยังเห็นว่า นโยบายประชานิยมภายใต้การนำของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่แจกจ่ายเงินสู่ 'รากหญ้า' ยังไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาในคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ดีขึ้น
นอกจากการสร้างค่านิยมของสังคมที่เชื่อว่าก่อหนี้สินแล้วไม่เป็นอันตราย
"สิ่งที่คุณทักษิณประสบความสำเร็จก็คือ
การทำให้คนไทยรู้จักใช้วิธีการสื่อสารเร็วขึ้นจากระบบโทรศัพท์มือถือจนเข้าขั้นเฟ้อหนัก
โดยคนไทยปัจจุบัน 100 คนมีโทรศัพท์มือถือใช้ถึง 40 คน จึงทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมของไทยประสบความสำเร็จสูงสุด
นอกจากนี้ คุณทักษิณอาจจะประสบความสำเร็จอีกด้านหนึ่ง จากการที่รู้จักใช้กลยุทธ์การตลาดช่วยให้ธุรกิจในภาคบริการสามารถขยายตัวเติบโตได้ช่วง
4-5 ปีที่ผ่านมา"
ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์มหภาค
ของธนาคารกรุงเทพ ได้กล่าวว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่สภาพัฒน์นำมากำหนดไว้ในแผนพัฒนาประเทศไทย
ฉบับที่ 10 ระหว่างปี พ.ศ.2550-2554 นั้น น่าจะถือว่าเป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่เป้าหมายมากกว่า
ซึ่งเป้าหมายของประเทศก็คือ การลดปัญหาความยากจนโดยที่มีการกระจายรายได้ให้เกิดประสิทธิผล
ไม่ใช่เข้าใจผิดและนำมากล่าวอ้างปนเปกับนโยบายประชานิยม ที่ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาความจนไม่ได้แล้ว
ยังเป็นการใช้เงินงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง โดยไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ในการสร้างปัจจัยผลิตที่เข้มแข็งให้กับสังคมและชุมชน
ซึ่งรัฐบาลได้เผชิญกับปัญหาถังแตกมานานแล้ว"
คนไทยยังคงต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง และปรับเปลี่ยนตัวเองให้ได้
ไปกับหลักการของ 'เศรษฐกิจพอเพียง' ให้มากขึ้น ตามรอยทางเดินของในหลวงที่ทรงนำร่องไปแล้วกว่า
4,000 โครงการตลอดระยะเวลาครองราชย์ 60 ปีโดยไม่ได้ละทิ้งการพัฒนาฐานความรู้ด้วยการผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ากับการใช้เทคโนโลยีของผู้คนที่เข้ามาร่วมกันทำงาน
ซึ่งแต่ละโครงการได้พิสูจน์ว่าประสบความสำเร็จแล้วถึง 90% ในวันนี้
เพื่อที่อนาคตของประเทศไทยและคนไทยจะได้ 'มีกิน มีใช้' อย่างเพียงพอและยั่งยืนต่อเนื่องกัน
ขณะที่การสัมมนาของสภาพัฒน์ในวันนั้น ถึงแม้ว่า
ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ได้นำเสนอให้เป็น "ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
ในระยะแผน 10" ตาม 5 ยุทธศาสตร์ของสภาพัฒน์ คือ หนึ่ง ยุทธศาสตร์พัฒนาคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้
สอง ยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมเป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ
สาม ยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน สี่
ยุทธศาสตร์พัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
และห้า ยุทธศาสตร์เสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศสู่ความยั่งยืน
ในขณะที่นักวิชาการที่เข้าร่วมสัมมนา ดร.ปิยสวัสดิ์
อัมระนันทน์ ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุนกสิกรไทย
จำกัด ให้ความเห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน สิ่งที่ต้องเน้นมาก
คือ แก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและคอร์รัปชัน ซึ่งต้องสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ
รวมทั้งทำให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ
"แผน 10 ควรเน้นการออม เพราะจะสร้างความมั่นคงในระยะยาว
และให้ความสำคัญเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะกิจการด้านพลังงานทดแทน ต้องกำหนดเป้าหมายให้ครบกระบวนการ"
แต่ทุกอย่างในการสัมมนาของสภาพัฒน์นั้น ยังคงเป็นแค่การวางนโยบายกับแผนงานบนแผ่นกระดาษเสียส่วนใหญ่
การที่จะดำเนินการให้เป็นจริงได้ ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีความเข้าใจในแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อกำหนดเป็นแนวนโยบายและภาคปฏิบัติการที่ทำได้จริงทั้งในระดับที่เป็นระยะสั้นและระยะยาว
โดยบอกกล่าวให้ภาคเอกชนและคนไทยทั้งในชนบทและในเมืองสามารถจะเข้ามามีบทบาทร่วมกันพัฒนาประเทศได้
|