หน้าแรกของเว็บนี้ ติดตามกิจกรรมมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ข่าวแวดวงเกษตรกรยั่งยืน บทความที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน สื่อและสิ่งพิมพ์เกษตรกรรมยั่งยืน ผลผลิตจากเกษตรกร และสนับสนุนสินค้าเพื่องานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เว็บไซด์และเครือข่ายในงานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ติดต่อมูลนิธิและสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
 
  มูลนิธิเกษตรยั่งยืนประเทศไทย : ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนางานเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยและองค์กรชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง >> ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย >>| 1) สนับสนุนให้เกิดการศึกษา รวบรวมและเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและองค์กรชุมชน | 2) เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในท้องถิ่น | 3) รณรงค์เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่สาธารณะชน | 4) ประสานความร่วมมือกับองค์กร พันธมิตร นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนานโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ  
 
 
เกษตรกรรมยั่งยืน
นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
ผลกระทบเคมีเกษตร และสมุนไพรทดแทน

พันธุกรรมพืชสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แนวคิดและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปลูกการจัดการน้ำ
เลี้ยงสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แปรรูปผลผลิต ตลาดทางเลือก ธุรกิจชุมชน
กระบวนการเข้าสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
กระบวนการจัดการหนี้สินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
บริหารจัดการ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยองค์กรชุมชน
เกษตรกรรมยั่งยืน กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
สถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
ฐานทรัพยากรอาหาร
บริการห้องสมุดเกษตรกรรมยั่งยืน
เว็บที่เกี่ยวข้อง
บทความน่าสนใจ
0006-เศรษฐกิจพอเพียงในแผน10-กรุงเทพธุรกิจ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา



'เศรษฐกิจพอเพียง'กระแสหลัก พัฒนาไทยสู่อนาคต'มีกินมีใช้'

6 กรกฎาคม 2549 17:36 น.
วัชรา จรูญสันติกุล ถ่ายทอดแนวคิดลึกซึ้งของ 'เศรษฐกิจพอเพียง' ให้เข้าใจง่ายขึ้น
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

เอกสารกว่า 2,500 ชุด ถูกแจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาเรื่อง 'แผน 10 : สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน...ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง' ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา รวมทั้งยังได้แจกจ่ายเอกสารให้กับสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ อีก 200 ชุด

ซึ่งทฤษฎีใหม่ภายใต้แนวคิดแบบ "เศรษฐกิจพอเพียง" หรือ Sufficiency Economy นี้ กำลังได้รับการกล่าวขวัญและยอมรับที่จะนำมาใช้กับชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น โดยมีเนื้อหาสาระที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดแบบ "ประชานิยม" หรือ Populism

"เศรษฐกิจพอเพียง" ถือเป็นแนวคิดตามทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกร้องให้ผู้รู้ทั้งหลายในแผ่นดินไทยได้นำไป "คิดต่อ สานต่อ" เพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ดังกระแสพระราชดำรัสที่ถ่ายทอดความออกมาว่า ..."เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป"

เช่นเดียวกับคนไทยยุคปัจจุบันที่ไม่เข้าใจว่า 'ค่าของเงิน' ที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? และ เงินที่มีอยู่นี้จะสร้าง 'คุณค่า' ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร? ในแต่ละยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เปรียบเทียบให้เห็นอย่างง่ายๆ เช่น โครงการสร้างโรงเลี้ยงวัวใน 'วังสวนจิตรลดา' ตามพระราชดำริของในหลวง ที่พระราชทานเงินทุนให้ก่อสร้างโรงเลี้ยงวัว 32,000 บาท เมื่อปี พ.ศ.2505

เม็ดเงินดังกล่าวหากมองในภาวะปัจจุบันอาจมีค่าที่เล็กน้อยมาก เพราะแทบจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในแต่ละเดือนสำหรับชนชั้นกลางระดับล่างในเมือง แต่หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 45 ปีก่อน เม็ดเงินเหล่านี้กลับมีค่ามากมาย ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีอายุ 70-80 ปีในวันนี้เล่าว่า "เงินสามหมื่นสองพันบาทในสมัยนั้น สามารถนำไปเป็นเงินแป๊ะเจี๊ยะเช่าตึกแถวใหม่ขนาดสองชั้นริมถนนเจริญกรุงได้ถึงสิบปีทีเดียว ไม่เหมือนกับสมัยนี้ ค่าเงินนี้กลับเหลือเล็กนิดเดียว"

เนื่องจากการยึดหลักบริหารจัดการโรงเลี้ยงวัว ซึ่งเป็น 1 ใน 4,000 โครงการตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เกิดอุตสาหกรรมผลิตนมวัวสดบ้าง นมสเตอริไลซ์บ้าง จนมาเป็นนมอัดเม็ด ที่สามารถผลิตออกมาขายตลาดในประเทศแบบครบวงจร และล่าสุดนั้น กระบวนการผลิตนมยังทำให้เกิดผลิตผลที่เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ตามออกมาอีกด้วย ไม่เพียงผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกมาแล้ว แต่ยังเกิดการจ้างงาน รวมทั้งจัดตั้งทีมงานศึกษาเพื่อค้นคว้าวิจัยในการสร้างกระบวนพัฒนาผลิตภัณฑ์ แม้จะไม่มีเครื่องมือทันสมัยเทียบเท่าฝรั่ง แต่คนไทยก็มีโอกาสดื่มนมสดและผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพกันมากขึ้น

แต่ความหวังของการนำเอาทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงไปต่อยอด เพื่อให้เกิดเป็นแนวทางหลัก หรือ mainstream ของประเทศนั้น คงต้องใช้เวลาที่จะรอคอยกัน เพราะต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศภายหลังจากการปฏิรูปการเมืองกำลังจะเกิดขึ้นพร้อมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอีกหนึ่งปีถึงหนึ่งปีครึ่งข้างหน้า ซึ่งจะต้องเป็นรัฐบาลที่จะต้องเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาค (macro) ก็คือการพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโต และระดับจุลภาค (micro) ความจำเป็นและความต้องการที่แท้จริงของคนในประเทศ เพื่อที่จะให้มีกินมีใช้อย่างพอเพียงและยั่งยืน

นักเศรษฐศาสตร์ไทยคนหนึ่ง ให้ความเห็นว่า ตามที่ถอดความจากพระราชดำรัสของในหลวงมานั้น 'เศรษฐกิจพอเพียง' ก็คือ เศรษฐกิจของประเทศจะต้องมีการออมและการลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมกัน ไม่ใช่มีการลงทุนที่เกินตัว เกินฐานะเงินออมของคนในประเทศ จนกระทั่งเกิดความไม่สมดุลระหว่างเงินออมกับการลงทุนที่มีส่วนต่างกว้างมาก (Savings and Investment Gap) มีการกู้เงินต่างประเทศจนหนี้ท่วม เหมือนในอดีตช่วงทศวรรษ 1980 ต่อเนื่องถึง 1990 จนนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ การเงินไทยในปี 1997

"นักธุรกิจไทยจำนวนมากยังคงเพ้อฝันกับความสำเร็จผิดๆ ของตัวเอง โดยหลงละเมอไปกับแบบจำลองธุรกิจขนาดใหญ่ที่ก่อร่างขึ้นมาจากการไปสร้างหนี้สินมากมาย หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Leverage Money ดังนั้น การจะเป็น Super Model ได้นั้น จะต้องมาจากการสร้างรากฐานให้แข็งแรง ซึ่งต้องมีเงินทุนในชาติเป็นพื้นฐาน บวกกับทุนต่างชาติที่ต้องการและมีความจำเป็น แต่ผู้บริหารประเทศต้องมีความเข้าใจถูกต้อง และมีวินัยด้านการเงินการคลัง โดยไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและขาดประสิทธิภาพ ก็คงทำให้การพัฒนาประเทศไปโลดแน่"

นักเศรษฐศาสตร์ไทยผู้นี้ยังเห็นว่า นโยบายประชานิยมภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่แจกจ่ายเงินสู่ 'รากหญ้า' ยังไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาในคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ดีขึ้น นอกจากการสร้างค่านิยมของสังคมที่เชื่อว่าก่อหนี้สินแล้วไม่เป็นอันตราย

"สิ่งที่คุณทักษิณประสบความสำเร็จก็คือ การทำให้คนไทยรู้จักใช้วิธีการสื่อสารเร็วขึ้นจากระบบโทรศัพท์มือถือจนเข้าขั้นเฟ้อหนัก โดยคนไทยปัจจุบัน 100 คนมีโทรศัพท์มือถือใช้ถึง 40 คน จึงทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมของไทยประสบความสำเร็จสูงสุด นอกจากนี้ คุณทักษิณอาจจะประสบความสำเร็จอีกด้านหนึ่ง จากการที่รู้จักใช้กลยุทธ์การตลาดช่วยให้ธุรกิจในภาคบริการสามารถขยายตัวเติบโตได้ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา"

ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์มหภาค ของธนาคารกรุงเทพ ได้กล่าวว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่สภาพัฒน์นำมากำหนดไว้ในแผนพัฒนาประเทศไทย ฉบับที่ 10 ระหว่างปี พ.ศ.2550-2554 นั้น น่าจะถือว่าเป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่เป้าหมายมากกว่า ซึ่งเป้าหมายของประเทศก็คือ การลดปัญหาความยากจนโดยที่มีการกระจายรายได้ให้เกิดประสิทธิผล ไม่ใช่เข้าใจผิดและนำมากล่าวอ้างปนเปกับนโยบายประชานิยม ที่ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาความจนไม่ได้แล้ว ยังเป็นการใช้เงินงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง โดยไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ในการสร้างปัจจัยผลิตที่เข้มแข็งให้กับสังคมและชุมชน ซึ่งรัฐบาลได้เผชิญกับปัญหาถังแตกมานานแล้ว"

คนไทยยังคงต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง และปรับเปลี่ยนตัวเองให้ได้ ไปกับหลักการของ 'เศรษฐกิจพอเพียง' ให้มากขึ้น ตามรอยทางเดินของในหลวงที่ทรงนำร่องไปแล้วกว่า 4,000 โครงการตลอดระยะเวลาครองราชย์ 60 ปีโดยไม่ได้ละทิ้งการพัฒนาฐานความรู้ด้วยการผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ากับการใช้เทคโนโลยีของผู้คนที่เข้ามาร่วมกันทำงาน ซึ่งแต่ละโครงการได้พิสูจน์ว่าประสบความสำเร็จแล้วถึง 90% ในวันนี้ เพื่อที่อนาคตของประเทศไทยและคนไทยจะได้ 'มีกิน มีใช้' อย่างเพียงพอและยั่งยืนต่อเนื่องกัน

ขณะที่การสัมมนาของสภาพัฒน์ในวันนั้น ถึงแม้ว่า ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ได้นำเสนอให้เป็น "ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ในระยะแผน 10" ตาม 5 ยุทธศาสตร์ของสภาพัฒน์ คือ หนึ่ง ยุทธศาสตร์พัฒนาคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ สอง ยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมเป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ สาม ยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน สี่ ยุทธศาสตร์พัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และห้า ยุทธศาสตร์เสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศสู่ความยั่งยืน

ในขณะที่นักวิชาการที่เข้าร่วมสัมมนา ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน สิ่งที่ต้องเน้นมาก คือ แก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและคอร์รัปชัน ซึ่งต้องสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งทำให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ

"แผน 10 ควรเน้นการออม เพราะจะสร้างความมั่นคงในระยะยาว และให้ความสำคัญเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกิจการด้านพลังงานทดแทน ต้องกำหนดเป้าหมายให้ครบกระบวนการ"

แต่ทุกอย่างในการสัมมนาของสภาพัฒน์นั้น ยังคงเป็นแค่การวางนโยบายกับแผนงานบนแผ่นกระดาษเสียส่วนใหญ่ การที่จะดำเนินการให้เป็นจริงได้ ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีความเข้าใจในแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อกำหนดเป็นแนวนโยบายและภาคปฏิบัติการที่ทำได้จริงทั้งในระดับที่เป็นระยะสั้นและระยะยาว โดยบอกกล่าวให้ภาคเอกชนและคนไทยทั้งในชนบทและในเมืองสามารถจะเข้ามามีบทบาทร่วมกันพัฒนาประเทศได้

 

| home | aboutus | news | article |
| media-publications | products-supporting | Links | contacts us |

www.sathai.org
Year 2005-2006
คลิกที่เข็มทิศ เพื่อดูแผนที่ไปมูลนิธิ
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

Sustainable Agriculture Foundation Thailand

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซ่อยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 2 591 1195-6, 2 580 2035
อีเมล์ : sathai@sathai.org
มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซด์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้
 
hotnews
movement
hotissue
smart article

คลิกที่นี่ !!
บอกเล่าเก้าสิบ เรื่องกรณีศึกษาเกษตรยั่งยืน

คลิกที่นี่ !!
เรื่องเล่าจากต่างแดน

ในเวดวงเกษตรกร
สนับสนุนสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน


ข้าวหอมมะลิชั้นหนึ่งจากนาเกษตรอินทรีย์ จ.สุรินทร์

สนับสนุนสินค้าเพื่อกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

เสื้อยืด ของที่ระลึกสวย จากศิลปินผู้สนับสนุนการส่งเสริม วิจัย และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน