รายงานพิเศษ
มาเลย์กลับหลังหัน <<<--- ไทยยังไม่ทันก้าวเดิน
การแข่งกันตั้งโรงงานไบโอดีเซลในมาเลย์ถือว่าอยู่ในวิสัยทำได้
ขนาดนั้นเขายังต้องนั่งทบทวนว่าเข้าท่าไหม ของเราเองไม่อยู่ในวิสัยนั้นยังบ้าคลั่งจะลงทุนไม่รู้กี่ร้อยราย
เราคลั่งถึงขนาดจะขยายพื้นที่ปลูกปาล์มถึง 20 ล้านไร่
น่าดีใจที่รองปลัดกระทรวงพลังงาน ดร.พรชัย รุจิประภา รู้ว่าประเทศไทยเป็น1ในไม่กี่ประเทศในโลกที่ปลูกปาล์มน้ำมันได้ผลดี
เรียกว่ามีบ่อน้ำมันสีเขียวเป็นของตัวเอง
เวลานี้น้ำมันปิโตรเลียมราคาพุ่งทุกวัน คิดอะไรไม่ออกคิดได้แค่พลังงานทดแทน
ส่วนจะทดแทนด้วยอันใด อย่างไร คิดอ่านกันไม่ค่อยออก
พอเป็นพลังงานสีเขียวก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯในฐานะผู้ดูแลส่งเสริมการเพาะปลูกพืชผลเกษตรไม่ว่าอ้อย
มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สบู่ดำ มะพร้าว น่าเสียดายว่ากระทรวงเกษตรฯของคุณหญิงสุดารัตน์
เกยุราพันธ์ ไม่มีศักยภาพพอที่จะขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้เป็นจริง
ทำให้นโยบายนี้เดินไปสะเปะสะปะยถากรรมดังเห็นได้จากเป้าหมายปี
2549นี้กำหนดขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 7.2 แสนไร่ กระทรวงเกษตรฯมีตัวเลขแค่
3.1 แสนไร่ นี่ขนาดปีแรก สตาร์ทอย่างนี้ อย่าไปฝันหวานถึงปีต่อๆไปเลย
ส่วนอ้อยและมันสำปะหลังนั้น ชะตากรรมทรามนัก มั่วกันทุกกระทรวงเกี่ยวข้องทั้งพลังงาน
เกษตร อุตสาหกรรม บีโอไอ ไม่มีทิศทางชัดเจนว่าด้วยเรื่องการผลิต
ราคาเอทานอล สุดท้ายจบที่เปิดให้นำเข้าเอทานอลซึ่งเท่ากับปิดฉากพลังงานทดแทนโดยปริยาย
เพราะเอกชนรับไม่ได้ แถมยังมีทางออกที่ดีกว่าผลิตเอทานอลขายรัฐบาล
ที่ช้ำคือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังไม่ได้รับผลพวงจากเอทานอลประการใด
เหลือสบู่ดำเป็นความฝันหวานของกระทรวงเกษตรฯที่ไม่รู้ใครชงตัวเลขทดแทนได้เกือบแสนล้านใส่มือคุณหญิงสุดารัตน์
เกยุราพันธ์ เพราะสบู่ดำยังโคตรยากที่จะทำในลักษณะการค้าเชิงพาณิชย์
ไม่ว่าการปลูก การเก็บเกี่ยว พันธุ์ กระทั่งการสกัดและใช้งานกับเครื่องยนต์ทั่วไป
ในขณะที่ไทยฝันหวานกับพลังงานทดแทน มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับ
1 ของโลกและมีโอกาสใช้น้ำมันปาล์มผลิตไบโอดีเซล และมีเอกชนสนใจตั้งโรงงานไบโอดีเซลมากถึง
98 รายกลับเบรกตัวโก่ง
คุณปีเตอร์ ชิน รัฐมนตรีเกษตรฯมาเลย์บอกว่า ขืนให้ตั้งโรงงานได้ทั้งหมด
มีหวังกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและโอลิโอเคมิคอลซึ่งโยงใยถึงหลายอุตสาหกรรมสำคัญและเพิ่มมูลค่ามหาศาล
ทุกวันนี้มาเลย์มีโรงงานไบโอดีเซล 1 โรงและกำลังสร้างอยู่อีก
3 โรงทั้งหมดนี้ดำเนินการหลังนโยบายเจ๋งๆของประเทศไทยทั้งสิ้น
ของจริงอย่างมาเลย์ยังสุขุมคัมภีรภาพขนาดนี้ ของปลอมๆอย่างไทยทะลึ่งอะไรนักหนากับไบโอดีเซล
หนึ่ง-มีเอกชนสนใจตั้งโรงงานไบโอดีเซลมาก เผลออาจมากกว่ามาเลย์ด้วยซ้ำ
สอง-วัตถุดิบคือน้ำมันปาล์มเรามีเหลือบริโภคแค่
2 แสนตัน ผลิตไบโอดีเซลได้ไหม? ได้ครับ แต่มากรายไม่ได้ ไม่งั้นมันจะไปกระทบเอาน้ำมันปาล์มเพื่อบริโภคซึ่งน้ำมันปาล์มเป็นหัวใจของน้ำมันพืชมากถึง
65%ของตลาดไทย
สาม-มีคนคิดการณ์ใหญ่นำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลย์หรืออินโดฯมาผลิตไบโอดีเซล
มันก็ทำได้ แต่ทำแล้วมีคนตายเป็นเบือโดยเฉพาะเกษตรกรที่ราคาผลปาล์มไม่ได้ผุดเกิด
การนำเข้า คือการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ
เป็นความคิดอ่านของผู้บริหารแผ่นดินประเภทนกแก้วนกขุนทองและอีแร้งทึ้งที่ละโมบและโง่เขลาเบาปัญญา
การเคลื่อนไหวของมาเลย์เป็นเรื่องที่เราต้องขบคิด เพราะมาเลย์เองได้ชื่อว่าเจ๋งที่สุดในการเพิ่มมูลค่าน้ำมันปาล์ม
เช่นห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ห้ามตัดทะลายปาล์มอ่อน ห้ามส่งออกเมล็ดพันธุ์
ซึ่งต่างจากข้าวไทยที่ผู้บริหารไทยไม่เคยคิดอ่านทำเช่นนี้ ชาวนาถึงยากจนและเทียบไม่ได้กับชาวสวนปาล์มมาเลย์
การแข่งกันตั้งโรงงานไบโอดีเซลในมาเลย์ถือว่าอยู่ในวิสัยทำได้
ขนาดนั้นเขายังต้องนั่งทบทวนว่าเข้าท่าไหม ของเราเองไม่อยู่ในวิสัยนั้นยังบ้าคลั่งจะลงทุนไม่รู้กี่ร้อยราย
เราคลั่งถึงขนาดจะขยายพื้นที่ปลูกปาล์มถึง 20 ล้านไร่ก่อนคลายบ้าเหลือ
5 ล้านไร่ ซึ่งไม่รู้เอาที่ตรงไหนมาปลูกและแม้มีศักยภาพเหมาะสมอย่างมาเลย์หรืออินโดฯที่ขยายเอาๆ
สุดท้ายคือการบุกรุกผืนป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์จนเกิดไฟป่าไหม้เสียหายยับเยินทุกปี
คิดอ่านเรื่องพลังงานทดแทนเป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยสติ ด้วยข้อมูลและความรู้
รวมทั้งเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถึงแก่น
ไม่งั้นเราจะเสียหายใหญ่หลวงกันอีกรอบ นอกเหนือจากนโนยบายผิดพลาดในอดีตที่ว่า
ไทยไม่ควรปลูกปาล์มน้ำมัน วันนี้นโยบายใหม่กลับเร่งส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันและตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซลแบบตาบอดหูหนวกทั้งที่ไม่เข้าใจมันเลย
http://www.naewna.com/news.asp?ID=15779#news
|