|
ผู้มาใหม่ กับความพอเพียงที่หายไป
โดย ชุติมา นุ่นมัน aae_ok@yahoo.com
"ขวัญชัย"กำลังเดินในนาข้าวที่เหลือน้อยเต็มที ....
สองข้างทางสุดลูกหูลูกตา ที่มองจากถนนเทพราช-ลาดกระบัง
บนทางหลวงชนบทหมายเลข 314 ฉะเชิงเทรา-บางปะกง ห่างจากบริเวณใจกลางสนามบินสุวรรณภูมิราว
10 กิโลเมตร ที่ ต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา รถราโดยเฉพาะรถคันใหญ่วิ่งขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย
พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยนาข้าวและขึ้นชื่อว่าผลิตข้าวออกมาได้คุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย
บัดนี้ที่นาหลายแห่งเหลือเพียงความว่างเปล่า วัชพืชต่างชนิดแข่งขันกันชูช่อเขียวขจีแทนต้นข้าว
ขวัญชัย รักษาพันธ์ เจ้าถิ่น บัณฑิตจากภาควิชาปฐพีวิทยา
คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กลายเป็นเกษตรกรเต็มตัวเต็มรูปแบบในพื้นที่แห่งนี้
นำเธอเดินสลับกับนั่งรถไปตามถนนเส้นดังกล่าว พลางชี้ชวนให้ดูสภาพรกร้างนาข้าวหลายแห่ง
"คนที่ยังใจแข็งทำนาอยู่เขามาบ่นให้ฟังกันบ่อยๆ
ว่า จะเอารถไถออกมาทำงานแต่ละครั้ง ต้องรอข้ามถนนนานมาก บางวันรอเป็น
10 นาที ถนนถึงจะว่างให้รถไถของเขาข้ามไปไถนาได้ ไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ
ที่เคยวิ่งเล่นไปมาระหว่างบ้านตัวเองกับที่นาของพ่อแม่ เพราะจะถูกห้ามเด็ดขาด
รถเยอะมาก โดยเฉพาะรถบรรทุกคันใหญ่ วิ่งกันทั้งวันทั้งคืน ตลกดีเหมือนกัน"
เขาบอก แต่ไม่ได้มีสีหน้าว่าตลกเหมือนคำพูดเลย
จากที่รัฐบาลมีนโยบายการผลักดันให้มีการพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคม
เพื่อเชื่อมต่อระบบการขนส่งทั้งทางการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
โดยทุ่มเม็ดเงินเพื่อพัฒนาโครงการเมกะโปรเจ็คต์กว่า 1.7 ล้านล้านบาท
โดยตั้งความหวังในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งและการเดินทางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น
พื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลและปัจจัยหนุนจากโครงการใหญ่เหล่านี้มากที่สุดคือ
พื้นที่รอบโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ มีแนวคิดที่จะผลักดันให้พื้นที่รอบสนามบินเป็นเมืองปกครองพิเศษ
หรือจังหวัดที่ 77 ของประเทศ คิดกันว่าในช่วงระยะ 5-10 ปีข้างหน้านี้
อัตราการขยายตัวของเมืองจะเพิ่มมากขึ้น และทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้น
100% จากปัจจุบัน
สมาชิกกำลังหารือกัน
สำหรับพื้นที่ ต.เทพราช ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา
แค่มีข่าวว่าสนามบินสุวรรณภูมิกำลังจะเปิดทำการในเร็วๆ นี้ อีกทั้งยังมีนิคมอุตสาหกรรมขนาดย่อมเกิดขึ้นไม่ไกลจากพื้นที่แห่งนั้นมากนัก
ทำให้ราคาที่ดินพุ่งกระฉูดอย่างที่ไม่มีใครคิดกันมาก่อน ยิ่งมีข่าวเรื่องจะเกิดจังหวัดที่
77 ความกระฉูดของราคาที่ดินก็ยิ่งพุ่งขึ้นราวจรวด จากเดิมซื้อขายกันแปลงละ
2-3 แสนบาท ขึ้นมาเป็น 1.5-2.5 ล้านบาทในทันที ที่นานับร้อยแปลงถูกปล่อยให้รกร้าง
สิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะตึกอาคารที่พักผุดขึ้นราวดอกเห็ด และถูกจับจองเช่าอาศัยเต็มหมดในเวลาอันรวดเร็ว
คนแปลกหน้าต่างถิ่นปรากฏตัวในชุมชนบ่อยขึ้น จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
"ไปโทษคนขายที่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หรอก
มันมีเหตุจูงใจหลายอย่าง ทำนาขาดทุน ปุ๋ยแพง น้ำมันแพง ขายข้าวได้เกวียนละ
6 พัน ลงทุนไปเกวียนละ 5 พันกว่าบาท หักหนี้สินแล้วไม่พอใช้
ใครยังจะทนทำอยู่ พอมีราคาที่ดินมาเป็นแรงจูงใจก็ต้องขาย อย่างพวกคุณอยู่กับผมริมถนนแบบนี้
ชาวบ้านต้องคิดแล้วว่าผมพาพวกซื้อที่มาดูที่อีกแล้ว"
ขวัญชัยบอก
แดดร้อนขึ้นเรื่อยๆ เราจึงแวะไปคุยกันที่บ้านของ
กฤษณ์ หนูอุดม เกษตรกรอีกรายที่ยังไม่ยอมขายที่ดินให้ใคร ที่นี่มีสมาชิกหลายคนที่มานั่งจิบน้ำเย็นๆ
สนทนาปรับทุกข์ด้วยความเป็นห่วงพื้นที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
ที่มีวี่แววว่ากำลังจะเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในไม่ช้านี้
เจ้าของบ้านบอกว่า สารพัดความเจริญที่หลายคนเข้ามาโฆษณาชวนเชื่อว่าดีนั้น
เขาไม่เคยปฏิเสธ แต่กลัวว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นเพียงแค่เปลือกนอก
เพราะทุกอย่างจู่โจมเข้ามาเร็วมาก ทุกคนต้องมีโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา
เด็กๆ ติดเล่นเกมคอมพิวเตอร์และเล่นอินเตอร์เน็ตเพื่อให้เวลาหมดไปวันๆ
ก้าวร้าวกับผู้ใหญ่ เพราะเลียนแบบจากสื่อที่ไม่มีการคัดกรอง
ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่แถบนี้มาก่อน
"ไม่รู้ว่าพวกเราวิตกกังวลเกินกว่าเหตุไปหรือเปล่านะ
ตั้งตัวกันแทบไม่ติด เราอยู่ที่เดิม กำลังซื้อเท่าเดิม แต่ราคาข้าวของแพงขึ้น
และกลายเป็นว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ แทนที่สิ่งนั้นจะปรับตัวให้เข้ากับคนพื้นที่อย่างเรา
ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตนี้ว่าจะต้องซื้อน้ำกิน ทุกวันนี้ก็ต้องซื้อ
เพราะเราแทบจะไว้ใจน้ำฝนไม่ได้อีกแล้ว กว่าจะตกลงมาในโอ่ง มันต้องผ่านอะไรต่ออะไรเยอะเหลือเกิน
แล้วเวลานี้ข้างบ้านเราก็มีโรงงาน แล้วรถใหญ่ที่วิ่งผ่านไปมาหลายคันปล่อยควันดำปี๋"
ใครคนหนึ่งในวงสนทนาบ่นเสียงดัง
"เมื่อวานเราก็ได้ข่าวว่า รถสามล้อขายขนมถูกปล้นกลางวันแสกๆ
บ้านถูกงัดทีเดียว 3 หลังในวันเดียวกัน เด็กเดินคนเดียวใส่สายสร้อยทอง
มันก็กระชาก วิ่งตามไม่ทัน เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย
เดี๋ยวนี้มันถี่ขึ้นเรื่อยๆ" ขวัญชัยเสริมขึ้น
อีกเรื่องที่ทุกคนเป็นห่วงหนักคือ ปัญหาน้ำเสีย
เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านใน ต.เทพราช ต้องอาศัยน้ำในคลองพระองค์เจ้าทำการเกษตรและใช้ในครัวเรือน
ปรากฏว่าปัจจุบันลำคลองแห่งนี้กลายเป็นแหล่งรับน้ำเสียที่ไหลมาจากคลองประเวศแบบเต็มๆ
วันไหนน้ำลด กลิ่นเหม็นจากคลองจะโชยมากระทบจมูกให้เป็นที่รับรู้ของผู้คนแถวนั้น
แต่ไม่ปรากฏการแก้ปัญหาจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบแต่อย่างใด
เรื่องนี้ยังไม่นับรวมว่าอนาคตอันใกล้เมื่อสนามบินสุวรรณภูมิถูกสร้างเสร็จ
และจะมีสารพัดโครงการขึ้นมารายล้อม ซึ่งหมายความว่าจะต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลไปรองรับ
ถึงเวลานั้น ชาวบ้านที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เหลืออยู่ จะได้รับความเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน
ป่วยการที่รัฐบาลมักจะออกมาอ้างว่ากำลังส่งเสริมให้คนไทยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
กิน ใช้ อยู่ เท่าที่มี และอดออม เพราะปรากฏการณ์ที่ชาวเทพราชกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้
เหมือนเป็นการบังคับให้ทุกคนเข้าไปอยู่ในระบบฟุ้งเฟ้อ ไม่รู้จักพอ
ใช้สถานการณ์โลกาภิวัตน์ และระบบวัตถุนิยม ดูดซึม ชักจูง ค่อยเป็นค่อยไป
ไปเรื่อยๆ เมื่อรู้ตัวกลายเป็นว่าถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว
ระหว่างนั่งรถกลับกรุงเทพฯ เผลอหลับ และสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้ายว่าชาวนาโทรศัพท์สั่งพิซซ่ากับน้ำสีดำมากินเป็นอาหารเที่ยง
แทนน้ำพริกกับแกงเลียง โล่งใจที่เป็นแค่ฝัน
แต่ก็อดคิดอีกไม่ได้ว่า ถึงเวลานั้นจริงๆ จะมีคนที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวนาเหลืออยู่ในพื้นที่บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้
หน้า 8<
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?
s_tag=01way01160749&day=2006/07/16
วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ปีที่ 29 ฉบับที่ 10354
|