หน้าแรกของเว็บนี้ ติดตามกิจกรรมมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ข่าวแวดวงเกษตรกรยั่งยืน บทความที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน สื่อและสิ่งพิมพ์เกษตรกรรมยั่งยืน ผลผลิตจากเกษตรกร และสนับสนุนสินค้าเพื่องานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เว็บไซด์และเครือข่ายในงานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ติดต่อมูลนิธิและสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
 
  มูลนิธิเกษตรยั่งยืนประเทศไทย : ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนางานเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยและองค์กรชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง >> ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย >>| 1) สนับสนุนให้เกิดการศึกษา รวบรวมและเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและองค์กรชุมชน | 2) เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในท้องถิ่น | 3) รณรงค์เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่สาธารณะชน | 4) ประสานความร่วมมือกับองค์กร พันธมิตร นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนานโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ  
 
 
เกษตรกรรมยั่งยืน
นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
ผลกระทบเคมีเกษตร และสมุนไพรทดแทน

พันธุกรรมพืชสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แนวคิดและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปลูกการจัดการน้ำ
เลี้ยงสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แปรรูปผลผลิต ตลาดทางเลือก ธุรกิจชุมชน
กระบวนการเข้าสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
กระบวนการจัดการหนี้สินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
บริหารจัดการ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยองค์กรชุมชน
เกษตรกรรมยั่งยืน กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
สถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
ฐานทรัพยากรอาหาร
บริการห้องสมุดเกษตรกรรมยั่งยืน
เว็บที่เกี่ยวข้อง
บทความน่าสนใจ
0009-ผู้มาใหม่-มติชน 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา

 

ผู้มาใหม่ กับความพอเพียงที่หายไป

โดย ชุติมา นุ่นมัน aae_ok@yahoo.com


"ขวัญชัย"กำลังเดินในนาข้าวที่เหลือน้อยเต็มที .... สองข้างทางสุดลูกหูลูกตา ที่มองจากถนนเทพราช-ลาดกระบัง บนทางหลวงชนบทหมายเลข 314 ฉะเชิงเทรา-บางปะกง ห่างจากบริเวณใจกลางสนามบินสุวรรณภูมิราว 10 กิโลเมตร ที่ ต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา รถราโดยเฉพาะรถคันใหญ่วิ่งขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยนาข้าวและขึ้นชื่อว่าผลิตข้าวออกมาได้คุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย บัดนี้ที่นาหลายแห่งเหลือเพียงความว่างเปล่า วัชพืชต่างชนิดแข่งขันกันชูช่อเขียวขจีแทนต้นข้าว

ขวัญชัย รักษาพันธ์ เจ้าถิ่น บัณฑิตจากภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กลายเป็นเกษตรกรเต็มตัวเต็มรูปแบบในพื้นที่แห่งนี้ นำเธอเดินสลับกับนั่งรถไปตามถนนเส้นดังกล่าว พลางชี้ชวนให้ดูสภาพรกร้างนาข้าวหลายแห่ง

"คนที่ยังใจแข็งทำนาอยู่เขามาบ่นให้ฟังกันบ่อยๆ ว่า จะเอารถไถออกมาทำงานแต่ละครั้ง ต้องรอข้ามถนนนานมาก บางวันรอเป็น 10 นาที ถนนถึงจะว่างให้รถไถของเขาข้ามไปไถนาได้ ไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ที่เคยวิ่งเล่นไปมาระหว่างบ้านตัวเองกับที่นาของพ่อแม่ เพราะจะถูกห้ามเด็ดขาด รถเยอะมาก โดยเฉพาะรถบรรทุกคันใหญ่ วิ่งกันทั้งวันทั้งคืน ตลกดีเหมือนกัน" เขาบอก แต่ไม่ได้มีสีหน้าว่าตลกเหมือนคำพูดเลย

จากที่รัฐบาลมีนโยบายการผลักดันให้มีการพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคม เพื่อเชื่อมต่อระบบการขนส่งทั้งทางการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยทุ่มเม็ดเงินเพื่อพัฒนาโครงการเมกะโปรเจ็คต์กว่า 1.7 ล้านล้านบาท โดยตั้งความหวังในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งและการเดินทางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น พื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลและปัจจัยหนุนจากโครงการใหญ่เหล่านี้มากที่สุดคือ พื้นที่รอบโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ มีแนวคิดที่จะผลักดันให้พื้นที่รอบสนามบินเป็นเมืองปกครองพิเศษ หรือจังหวัดที่ 77 ของประเทศ คิดกันว่าในช่วงระยะ 5-10 ปีข้างหน้านี้ อัตราการขยายตัวของเมืองจะเพิ่มมากขึ้น และทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้น 100% จากปัจจุบัน
สมาชิกกำลังหารือกัน

สำหรับพื้นที่ ต.เทพราช ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แค่มีข่าวว่าสนามบินสุวรรณภูมิกำลังจะเปิดทำการในเร็วๆ นี้ อีกทั้งยังมีนิคมอุตสาหกรรมขนาดย่อมเกิดขึ้นไม่ไกลจากพื้นที่แห่งนั้นมากนัก ทำให้ราคาที่ดินพุ่งกระฉูดอย่างที่ไม่มีใครคิดกันมาก่อน ยิ่งมีข่าวเรื่องจะเกิดจังหวัดที่ 77 ความกระฉูดของราคาที่ดินก็ยิ่งพุ่งขึ้นราวจรวด จากเดิมซื้อขายกันแปลงละ 2-3 แสนบาท ขึ้นมาเป็น 1.5-2.5 ล้านบาทในทันที ที่นานับร้อยแปลงถูกปล่อยให้รกร้าง สิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะตึกอาคารที่พักผุดขึ้นราวดอกเห็ด และถูกจับจองเช่าอาศัยเต็มหมดในเวลาอันรวดเร็ว คนแปลกหน้าต่างถิ่นปรากฏตัวในชุมชนบ่อยขึ้น จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

"ไปโทษคนขายที่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หรอก มันมีเหตุจูงใจหลายอย่าง ทำนาขาดทุน ปุ๋ยแพง น้ำมันแพง ขายข้าวได้เกวียนละ 6 พัน ลงทุนไปเกวียนละ 5 พันกว่าบาท หักหนี้สินแล้วไม่พอใช้ ใครยังจะทนทำอยู่ พอมีราคาที่ดินมาเป็นแรงจูงใจก็ต้องขาย อย่างพวกคุณอยู่กับผมริมถนนแบบนี้ ชาวบ้านต้องคิดแล้วว่าผมพาพวกซื้อที่มาดูที่อีกแล้ว" ขวัญชัยบอก

แดดร้อนขึ้นเรื่อยๆ เราจึงแวะไปคุยกันที่บ้านของ กฤษณ์ หนูอุดม เกษตรกรอีกรายที่ยังไม่ยอมขายที่ดินให้ใคร ที่นี่มีสมาชิกหลายคนที่มานั่งจิบน้ำเย็นๆ สนทนาปรับทุกข์ด้วยความเป็นห่วงพื้นที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ที่มีวี่แววว่ากำลังจะเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในไม่ช้านี้

เจ้าของบ้านบอกว่า สารพัดความเจริญที่หลายคนเข้ามาโฆษณาชวนเชื่อว่าดีนั้น เขาไม่เคยปฏิเสธ แต่กลัวว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นเพียงแค่เปลือกนอก เพราะทุกอย่างจู่โจมเข้ามาเร็วมาก ทุกคนต้องมีโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา เด็กๆ ติดเล่นเกมคอมพิวเตอร์และเล่นอินเตอร์เน็ตเพื่อให้เวลาหมดไปวันๆ ก้าวร้าวกับผู้ใหญ่ เพราะเลียนแบบจากสื่อที่ไม่มีการคัดกรอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่แถบนี้มาก่อน

"ไม่รู้ว่าพวกเราวิตกกังวลเกินกว่าเหตุไปหรือเปล่านะ ตั้งตัวกันแทบไม่ติด เราอยู่ที่เดิม กำลังซื้อเท่าเดิม แต่ราคาข้าวของแพงขึ้น และกลายเป็นว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ แทนที่สิ่งนั้นจะปรับตัวให้เข้ากับคนพื้นที่อย่างเรา ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตนี้ว่าจะต้องซื้อน้ำกิน ทุกวันนี้ก็ต้องซื้อ เพราะเราแทบจะไว้ใจน้ำฝนไม่ได้อีกแล้ว กว่าจะตกลงมาในโอ่ง มันต้องผ่านอะไรต่ออะไรเยอะเหลือเกิน แล้วเวลานี้ข้างบ้านเราก็มีโรงงาน แล้วรถใหญ่ที่วิ่งผ่านไปมาหลายคันปล่อยควันดำปี๋" ใครคนหนึ่งในวงสนทนาบ่นเสียงดัง

"เมื่อวานเราก็ได้ข่าวว่า รถสามล้อขายขนมถูกปล้นกลางวันแสกๆ บ้านถูกงัดทีเดียว 3 หลังในวันเดียวกัน เด็กเดินคนเดียวใส่สายสร้อยทอง มันก็กระชาก วิ่งตามไม่ทัน เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย เดี๋ยวนี้มันถี่ขึ้นเรื่อยๆ" ขวัญชัยเสริมขึ้น

อีกเรื่องที่ทุกคนเป็นห่วงหนักคือ ปัญหาน้ำเสีย เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านใน ต.เทพราช ต้องอาศัยน้ำในคลองพระองค์เจ้าทำการเกษตรและใช้ในครัวเรือน ปรากฏว่าปัจจุบันลำคลองแห่งนี้กลายเป็นแหล่งรับน้ำเสียที่ไหลมาจากคลองประเวศแบบเต็มๆ วันไหนน้ำลด กลิ่นเหม็นจากคลองจะโชยมากระทบจมูกให้เป็นที่รับรู้ของผู้คนแถวนั้น แต่ไม่ปรากฏการแก้ปัญหาจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบแต่อย่างใด

เรื่องนี้ยังไม่นับรวมว่าอนาคตอันใกล้เมื่อสนามบินสุวรรณภูมิถูกสร้างเสร็จ และจะมีสารพัดโครงการขึ้นมารายล้อม ซึ่งหมายความว่าจะต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลไปรองรับ ถึงเวลานั้น ชาวบ้านที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เหลืออยู่ จะได้รับความเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน

ป่วยการที่รัฐบาลมักจะออกมาอ้างว่ากำลังส่งเสริมให้คนไทยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง กิน ใช้ อยู่ เท่าที่มี และอดออม เพราะปรากฏการณ์ที่ชาวเทพราชกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ เหมือนเป็นการบังคับให้ทุกคนเข้าไปอยู่ในระบบฟุ้งเฟ้อ ไม่รู้จักพอ ใช้สถานการณ์โลกาภิวัตน์ และระบบวัตถุนิยม ดูดซึม ชักจูง ค่อยเป็นค่อยไป ไปเรื่อยๆ เมื่อรู้ตัวกลายเป็นว่าถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว

ระหว่างนั่งรถกลับกรุงเทพฯ เผลอหลับ และสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้ายว่าชาวนาโทรศัพท์สั่งพิซซ่ากับน้ำสีดำมากินเป็นอาหารเที่ยง แทนน้ำพริกกับแกงเลียง โล่งใจที่เป็นแค่ฝัน

แต่ก็อดคิดอีกไม่ได้ว่า ถึงเวลานั้นจริงๆ จะมีคนที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวนาเหลืออยู่ในพื้นที่บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้

หน้า 8<
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?
s_tag=01way01160749&day=2006/07/16

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10354

 

| home | aboutus | news | article |
| media-publications | products-supporting | Links | contacts us |

www.sathai.org
Year 2005-2006
คลิกที่เข็มทิศ เพื่อดูแผนที่ไปมูลนิธิ
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

Sustainable Agriculture Foundation Thailand

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซ่อยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 2 591 1195-6, 2 580 2035
อีเมล์ : sathai@sathai.org
มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซด์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้
 
hotnews
movement
hotissue
smart article

คลิกที่นี่ !!
บอกเล่าเก้าสิบ เรื่องกรณีศึกษาเกษตรยั่งยืน

คลิกที่นี่ !!
เรื่องเล่าจากต่างแดน

ในเวดวงเกษตรกร
สนับสนุนสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน


ข้าวหอมมะลิชั้นหนึ่งจากนาเกษตรอินทรีย์ จ.สุรินทร์

สนับสนุนสินค้าเพื่อกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

เสื้อยืด ของที่ระลึกสวย จากศิลปินผู้สนับสนุนการส่งเสริม วิจัย และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน