หน้าแรกของเว็บนี้ ติดตามกิจกรรมมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ข่าวแวดวงเกษตรกรยั่งยืน บทความที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน สื่อและสิ่งพิมพ์เกษตรกรรมยั่งยืน ผลผลิตจากเกษตรกร และสนับสนุนสินค้าเพื่องานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เว็บไซด์และเครือข่ายในงานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ติดต่อมูลนิธิและสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
 
  มูลนิธิเกษตรยั่งยืนประเทศไทย : ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนางานเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยและองค์กรชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง >> ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย >>| 1) สนับสนุนให้เกิดการศึกษา รวบรวมและเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและองค์กรชุมชน | 2) เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในท้องถิ่น | 3) รณรงค์เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่สาธารณะชน | 4) ประสานความร่วมมือกับองค์กร พันธมิตร นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนานโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ  
 
 
เกษตรกรรมยั่งยืน
นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
ผลกระทบเคมีเกษตร และสมุนไพรทดแทน

พันธุกรรมพืชสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แนวคิดและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปลูกการจัดการน้ำ
เลี้ยงสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แปรรูปผลผลิต ตลาดทางเลือก ธุรกิจชุมชน
กระบวนการเข้าสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
กระบวนการจัดการหนี้สินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
บริหารจัดการ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยองค์กรชุมชน
เกษตรกรรมยั่งยืน กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
สถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
ฐานทรัพยากรอาหาร
บริการห้องสมุดเกษตรกรรมยั่งยืน
เว็บที่เกี่ยวข้อง
บทความน่าสนใจ
0012-ประชานิยมทักษิณ-ประชาชาติธุรกิจ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา



ประชานิยมในบริบท ทักษิโณมิกส์ : ทุนสามานย์-กินบ้านกินเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้เป็นผู้นำประชานิยมที่ถือเอาประชาชนเป็นจุดมุ่งหมายเท่านั้น หากบ่อยครั้งดูจะใช้ประชาชนเป็นวิธีการด้วย 1.เพื่อไปสู่อำนาจทางการเมือง และที่สำคัญกว่านั้น 2.เพื่อไปสู่การครอบงำและ

การเอาประโยชน์จากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ในสายตาคนทั่วไป นโยบายประชานิยมที่ "เอื้ออาทร" ต่อชนผู้ยากไร้ทั้งหลายนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ในสายตาของเราแล้ว "ประชานิยม" นั้น เป็นเสาเอกของสถาปัตยกรรมเชิงนโยบายที่เรียกกันว่า "ทักษิโณมิกส์" ทีเดียว

"ทักษิโณมิกส์" ทุนเสี่ยงโชค

ในภาพที่ปรากฏ "ทักษิโณมิกส์" คือนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐเข้าไปกระตุ้นการขยายตัวและการฟื้นตัวของภาคธุรกิจเต็มที่ เน้นการเติบโตของรายได้ประชาชาติ สร้างความหวัง ความมั่นใจต่อเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในประชาชน รัฐบาลมุ่งสร้างกระแส สร้างภาพ และเน้นการเติบโตของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะเดียวกันก็สนับสนุน ส่งเสริม ช่วยเหลือเกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ด้วย และ "ทักษิโณมิกส์" นั้นยังเป็นเศรษฐกิจ "คู่ขนาน" (dual economics) ที่เน้นการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ พอๆ กับการขยายตลาดภายใน โดยเฉพาะตลาดในชนบท

แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ในภาพดังกล่าวคือ "ทักษิโณมิกส์" เป็นแนวทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อกลุ่ม "ทุนสามานย์-กินบ้านกินเมือง" และกลุ่ม "ทุนกึ่งการพนัน-กึ่งเสี่ยงโชค" ที่แฝงอยู่ในรัฐบาล หรือรายล้อมรัฐบาลอีกด้วย

ธุรกิจที่เป็นธงนำของกลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณคือ ธุรกิจสื่อสาร ดาวเทียม และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจัดว่าเป็นธุรกิจแห่งคลื่นลูกที่สาม แต่วิธีการทำธุรกิจนั้นเป็นการทำธุรกิจเน้นที่การเข้าถึงอำนาจรัฐและช่วงชิงสัมปทานมาทำธุรกิจแบบผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด โดยไม่มุ่งความพยายามที่จะพึ่งตนเองทางเทคโนโลยี หากอาศัยเทคโนโลยีของต่างประเทศแทบทั้งหมด

และธุรกิจที่ว่านี้มีวิธีการระดมเงินโดยผ่านตลาดหุ้น โดยผลประโยชน์ที่ได้จากการปั่นหุ้นขึ้นหรือลง และซื้อขายตามเวลาที่เหมาะสม เป็นการแสวงหารายได้ที่มหาศาลยิ่งกว่ากำไรจากการให้บริการธุรกิจโทรศัพท์มือถือเสียอีก

ด้วยเหตุที่ทำธุรกิจในแนวนี้ จึงอาจจำเป็นจะต้องได้รับการคุ้มครองจากอำนาจรัฐหรือเข้ากุมอำนาจรัฐเสียเอง จึง ในยุคประชานิยมเช่นนี้เอง ที่เศรษฐกิจการเมืองไทยได้กลายเป็นการครอบงำและกำกับโดยรัฐ และใช้รัฐให้เป็นประโยชน์ในการสะสมทุนและขยายทุน โดยผ่านการสร้างข่าวปล่อยข่าว สร้างนโยบาย หรือปล่อยนโยบายที่เอื้อต่อการปั่นหุ้นขึ้นหรือลง และตัวทุนที่กำกับรัฐนี้ก็มิใช่ทุนนิยมทั้งระบบหรือนายทุนทั้งระบบ หากเป็นธุรกิจของพ.ต.ท.ทักษิณและนายทุนที่ร่วมรัฐบาลหรือครอบครัวญาติพี่น้องของ พ.ต.ท. ทักษิณและผู้ร่วมรัฐบาล อย่างที่ นายธีรยุทธ บุญมี เรียก "โคตรานุวัตร"

ฉะนั้นในแง่หนึ่ง ทุนทักษิณจึงเป็นทุนที่ล้าหลังมาก คือเป็น "ทุนสามานย์-กินบ้าน กินเมือง" ดังที่เอ่ยถึงมาแล้ว อาศัยการกุมอำนาจรัฐ อาศัยนโยบาย อาศัยฝ่ายการเมือง ซึ่งกุมระบบราชการอีกต่อหนึ่ง และอาศัยการผูกขาดเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหากำไรและรายได้ หรือเพื่อจะเติบใหญ่ต่อไป แต่ทุนที่ล้าหลังเช่นว่านี้มิได้สนใจในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีและการพึ่งตนเอง และไม่ได้สนใจเรื่องความยั่งยืนของธุรกิจ และผลกระทบต่อเกียรติภูมิของประเทศชาติ มากไปกว่าการหารายได้สูงลิ่ว จากการซื้อขายหุ้น ดังจะเห็นได้จากกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่กลุ่ม เทมาเส็ก (Temasek) แห่งสิงคโปร์ ด้วยเหตุผลเพียงว่า การจะเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต จำต้องใช้ "เทคโนโลยี 3จี" ซึ่งต้องลงทุนอีกมาก สู้ไม่ไหว จึงปล่อยหุ้นออกขาย

"พัฒนา" แบบ "โคตรานุวัตน์"

โดยนัยนี้ทุนของกลุ่มชินวัตรไม่ปรารถนาที่จะสร้าง "ชื่อชั้น" หรือ "ยี่ห้อ" (brand name) ของธุรกิจ หรือสินค้าที่เป็นของคนไทยมากนัก คือมิได้สนใจที่จะขยับธุรกิจที่ทำอยู่ให้สูงเท่าเทียมกับธุรกิจของประเทศอื่นๆ หรือเพื่อแข่งขันกับธุรกิจของชาติอื่นๆ ที่นำหน้าไปแล้ว และเป็นที่แน่นอนแล้วว่า "ประชานิยม" ไม่ได้สนับสนุนการพัฒนาของไทยให้เข้าไปอยู่ในกรอบของ "รัฐพัฒนา" (developmental state) แบบเอเชียตะวันออก กลับเป็นการ "พัฒนา" แบบ "โคตรานุวัตน์" ดังที่กล่าวมาแล้ว หรือเป็นการพัฒนาที่ "เอื้ออาทร" ต่อคนยากคนจน แต่ "เอื้ออาธรรม์" ให้พรรคพวกญาติพี่น้อง

แม้ว่า "ประชานิยม" จะเป็นนโยบายที่มุ่งเอื้อเฟื้อหรือเอื้ออาทรต่อชนชั้นล่าง แต่ "ทักษิโณมิกส์" โดยภาพรวม คือนโยบายที่พยายามแปรเปลี่ยนชาวนาให้เป็นกรรมาชีพ หรือเป็นคนชั้นกลาง นั่นคือเศรษฐกิจแบบทักษิโณมิกส์ได้ผลักดันชนบทออกจากความพอเพียงมากขึ้นเป็นลำดับ ได้เปิดชนบทให้รับทุนที่เป็นรูปของการกู้ยืมมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งยังมีการเอื้อเฟื้อ สนับสนุน ให้เกษตรกรผันตัวเองไปเป็นนักธุรกิจขนาดเล็ก (ตามโครงการ SMEs และเงินกู้ต่างๆ) ประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงก็คือ ในเวลาที่ไม่นานนัก ชาวนาส่วนใหญ่อาจล้มละลายขายที่ดิน และยิ่งต้องอพยพเข้าสู่เมือง หรืออพยพไปต่างประเทศกลายเป็นกรรมาชีพในเมือง หรือมิเช่นนั้นก็ยังอยู่ต่อไปในชนบท แต่กลายเป็นลูกจ้างแรงงานให้กับเจ้าของไร่นาขนาดใหญ่ เช่นนี้เรียกว่าเป็นกรรมาชีพในชนบท มีเพียงเกษตรกรจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จกลายเป็นนักธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจครอบครัว กลายเป็นชนชั้นกลางได้

ยิ่งโดนใจยิ่งดิ้นไม่หลุด

ต้องย้ำอีกครั้งว่า การช่วยเหลือเกื้อกูลเกษตรกร ภายใต้นโยบายประชานิยมนั้น ได้ทำให้ชนบทซึ่งในหลายแห่งยังเป็นเศรษฐกิจกึ่งพอเพียงกลายเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมไปเกือบสิ้นเชิง ชีวิตความเป็นอยู่ชาวชนบทจากนี้ไปขึ้นอยู่กับราคาผลผลิต ขึ้นกับสินเชื่อ ขึ้นกับตลาดรับซื้อผลผลิตนอกประเทศเป็นสำคัญ ในขณะที่เกษตรกรดีใจ หรือ "โดนใจ" กับนโยบาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชนบทไทยภายใต้ "ประชานิยม" กลับยิ่งมีความไม่มั่นคง ยิ่งผูกพันขึ้นต่อทุนและต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นทุกที

ทักษิโณมิกส์นั้นเนื่องจากไม่ได้ย้ำที่การผลิตที่แท้จริง จึงมิได้สนใจยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจประเภทต่างๆ หรือวางแผนพัฒนาธุรกิจประเภทต่างๆ ที่มีศักยภาพอย่างเป็นระบบ การที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดถึงแนวคิดของปรมาจารย์ทางการบริหารและการจัดการของโลกธุรกิจ โดยเฉพาะของพอร์ตเตอร์ (Michael Porter) ซึ่งย้ำให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่เนืองนิตย์นั้น เอาเข้าจริงแล้วก็เป็นเพียงการเปล่งคำขวัญและโหมโฆษณา แต่กลับไม่มีเนื้อหาที่แท้จริงในนโยบาย คำขวัญที่จะให้ "ประเทศไทยเป็นเมืองแฟชั่น" หรือ "ศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของโลก" หรือการทุ่มเท "ขายอีลิตการ์ดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย" ฯลฯ แม้จะโก้หรูและฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติหลังจากโหมประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ก็แทบไม่มีการติดตามผลักดันต่อไปให้กลายเป็นจริง

ทักษิโณมิกส์ยังย้ำที่การนำเงิน "นอกงบประมาณ" มาบริหารโครงการประชานิยมต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ และแตกต่างกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาอย่างมาก มีการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อบีบให้ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้ปล่อยเงินกู้ตามโครงการต่างๆ ของนโยบายประชานิยม ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ประมาณการเอาไว้ว่า งบ "กึ่งการคลัง" เหล่านี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากสภา ผู้แทนราษฎร มีมูลค่าถึง 30% ของงบประมาณปกติ ส่วนใหญ่ของเงินให้กู้จากธนาคารเหล่านี้ คาดว่าไม่มีผลตอบแทนทางธุรกิจเท่าที่ควร และสิ่งที่ยากจะปฏิเสธคือ ภายใต้ทักษิโณมิกส์นี้ แม้ว่ารายได้ประชาชาติจะเติบโตในอัตราที่พอใช้ได้ (ราว 4-5% ต่อปี) แต่หนี้ครอบครัวของคนไทยโดยเฉพาะของประชาชนในชั้น

"รากหญ้า" กลับขยายตัวสูงยิ่งกว่าการเติบโตของรายได้มาก และอันตรายหรือความเสี่ยงที่ธนาคารของรัฐจะซวดเซหรือล้มครืนลงไปก็ยังมีอยู่ หากเงินกู้จำนวนมากที่ปล่อยให้บรรดาชาวบ้านยืมไปในโครงการ "ประชานิยม" ต่างๆ ต้องกลายเป็นหนี้เสียไปเป็นส่วนใหญ่ในอนาคต

ความสำเร็จของทักษิโณมิกส์อีกประการหนึ่ง ในระยะแรกเริ่มคือรัฐสามารถจัดการกับปัญหาหนี้เสียภาคเอกชนได้สำเร็จ โดยทำผ่านบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (TAMC) ซึ่งยอมให้ธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจของพรรคพวกหรือคนใกล้ชิดได้รับลดหนี้ (hair cut) ในสัดส่วนที่สูงมาก โดยรัฐบาลยอมแบกรับความเสียหาย (จาก hair cut) นั้นเสียเอง ซึ่งทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียไปมิใช่น้อย ในการฟื้นฟูกิจการของเอกชนที่ล้มละลายไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ภายในเวลา 2 ปีเท่านั้น ธุรกิจไทยที่ติดปัญหาหนี้เสียก็ฟื้นตัวได้โดยพื้นฐาน

ลางร้ายที่รออยู่ข้างหน้า

อีกประการหนึ่ง การที่นายกรัฐมนตรีพูดหรือแสดงความมั่นใจในเศรษฐกิจไทยและทุ่มงบประมาณ รวมทั้งเงินนอกงบประมาณของภาคสาธารณะ เพื่อเร่งใช้จ่ายในโครงการต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะโครงการประชานิยม มีส่วนสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจพ้นจากกับดักสภาพคล่อง (liquidity trap) นักธุรกิจและผู้บริโภค โดยเฉพาะชาวชนบท จึงได้เริ่มลงทุนใช้สอยและจับจ่าย ทำให้สภาพคล่องที่มีอยู่ในธนาคารค่อยๆ ลดลง แต่ผลที่เกิดขึ้นมาประการหนึ่งก็คือ เวลานี้ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจและชนชั้นกลางเท่านั้นที่เป็นหนี้สินมหาศาล แต่เกษตรกรทั่วไปเป็นหนี้อย่างมากมายอีกด้วย ในชนบทปรากฏว่าครู อาจารย์ เป็นหนี้มหาศาล เกษตรกรเป็นหนี้พอกพูนขึ้นทุกปี มีการผันหนี้โดยวิธีการต่างๆ มากมาย นับจนถึงขณะนี้ก็ยังพอจัดการกับหนี้เหล่านี้ได้ แต่อันตรายที่รออยู่ข้างหน้าก็คือดอกเบี้ยที่เคยต่ำเป็นประวัติการณ์ คือเหลือเกือบเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ต่อปี สำหรับเงินฝากออมทรัพย์ ขณะนี้ได้ขยับขึ้นเรื่อยๆ และมีท่าทีว่าจะสูงขึ้นไปอีก จะทำให้การชำระหนี้คืนเป็นปัญหาขึ้นมาอีก และคราวนี้หากการล้มละลายหรือปัญหาหนี้เสียเกิดขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจพลันล้มครืนได้ ทั้งในภาคเมืองและในภาคชนบท

ทักษิโณมิกส์นั้น ในความเป็นจริงคือการใช้จิตวิญญาณและสำนึกแบบเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เคยทำให้ธุรกิจภาคเอกชนพินาศมาแล้วในช่วงปลายปี 2540 จุดที่แตกต่างกันคือ ในขณะนั้นภาครัฐยังไม่ได้มีจิตวิญญาณหรือสำนึกแบบฟองสบู่ มีแต่ภาคเอกชนเท่านั้นที่มีสำนึกฟองสบู่ แต่ปัจจุบันนี้เราคงต้องลงความเห็นแล้วว่า ภาครัฐเองก็มีสำนึกและพฤติกรรมแบบฟองสบู่ด้วย ดังที่สุวินัย ภรณวลัย เสนอเอาไว้แล้ว หัวใจของ "ทักษิโณมิกส์" คือทำอย่างไร ไม่ให้ฟองสบู่แตก ทำอย่างไรให้มีฟองสบู่ แต่ให้มีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ให้โตเกินไปจนแตกได้ และปัจจัยที่จะทำให้ฟองสบู่แตก ในอนาคตก็อาจมี เช่น ดอกเบี้ยพุ่ง ค่าเงินบาทผันผวน เงินเฟ้อพุ่ง (เนื่องจากราคาน้ำมันขึ้น) ราคาพืชผลตกต่ำทั่วโลก

หรือกล่าวกลับกัน "ประชานิยม" เกิดขึ้นได้ และดำรงอยู่ได้ ในสังคมไทย ส่วนหนึ่งเพราะมันทำหน้าที่เป็นหลักค้ำประกันความเป็นไปได้ ในการดำเนิน "ทักษิโณมิกส์" ซึ่งเต็มไปด้วยสีสันและมากไปด้วยความนิยมจากประชาชน แต่ก็เอาความมั่นคงและอนาคตของเศรษฐกิจประเทศไปเสี่ยง หรือไปเดิมพันกับความล้มเหลวที่อาจเกิดได้ในวันข้างหน้า เป็นความเสี่ยงและความกล้าอย่างที่ไม่เคยมีรัฐบาลใดในอดีตเคยมีมาก่อน เป็นความเสี่ยงและความกล้าที่วางอยู่บนฐาน "ประชานิยม" นั่นเอง

ภาคภูมิใจที่บิดเบือน

อย่างไรก็ดี ในช่วง 4 ปีแรกของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เศรษฐกิจไทยดำเนินไปได้ดีพอควร เพราะมีการหนุนช่วยจากปัจจัยนอกประเทศที่คาดไม่ถึงด้วย คือสหรัฐอเมริกายังเจริญเติบโตไปได้เรื่อยๆ "ฟองสบู่" ของเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้แตกเหมือนที่หลายคนเป็นห่วง ด้วยเหตุว่าประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศแถบเอเชียตะวันออกได้ซื้อพันธบัตรของภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งได้ซื้อหุ้นของภาคเอกชนในสหรัฐเอาไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้ "ฟองสบู่" ของสหรัฐยังโตไปได้เรื่อยๆ จากการลงทุนและการให้กู้ยืมจากต่างประเทศ และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐหาได้ผันผวนนัก เมื่อเทียบกับค่าเงินบาท นอกจากนั้นยังมีการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่สูงยิ่ง ทั้งขยายตัวอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง กล่าวได้ว่า "ฟองสบู่" ของจีนก็ยังไม่แตก และมีทีท่าว่าจะจัดการได้ไปเรื่อยๆ เช่นกัน ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐและเศรษฐกิจของจีนทำให้ทั้งสองประเทศกลายเป็นตลาดรับสินค้าส่งออกจากไทยได้อย่างมากมายอย่างที่ไม่คาดคิดกันมาก่อน

กล่าวได้ว่า เศรษฐกิจ "คู่ขนาน" ที่ "นายกรัฐมนตรี" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ภาคภูมิใจยิ่งนั้น ในความเป็นจริงที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงขณะนี้ ก็เพราะได้อาศัยการส่งออกมากกว่าอาศัยการขยายตลาดภายในประเทศ และการขยายตลาดที่ระดับ "รากหญ้า"

หน้า 41

http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?
s_tag=02spe02200749&day=2006/07/20

 

| home | aboutus | news | article |
| media-publications | products-supporting | Links | contacts us |

www.sathai.org
Year 2005-2006
คลิกที่เข็มทิศ เพื่อดูแผนที่ไปมูลนิธิ
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

Sustainable Agriculture Foundation Thailand

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซ่อยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 2 591 1195-6, 2 580 2035
อีเมล์ : sathai@sathai.org
มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซด์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้
 
hotnews
movement
hotissue
smart article

คลิกที่นี่ !!
บอกเล่าเก้าสิบ เรื่องกรณีศึกษาเกษตรยั่งยืน

คลิกที่นี่ !!
เรื่องเล่าจากต่างแดน

ในเวดวงเกษตรกร
สนับสนุนสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน


ข้าวหอมมะลิชั้นหนึ่งจากนาเกษตรอินทรีย์ จ.สุรินทร์

สนับสนุนสินค้าเพื่อกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

เสื้อยืด ของที่ระลึกสวย จากศิลปินผู้สนับสนุนการส่งเสริม วิจัย และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน