ประชานิยมในบริบท ทักษิโณมิกส์ : ทุนสามานย์-กินบ้านกินเมือง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้เป็นผู้นำประชานิยมที่ถือเอาประชาชนเป็นจุดมุ่งหมายเท่านั้น
หากบ่อยครั้งดูจะใช้ประชาชนเป็นวิธีการด้วย 1.เพื่อไปสู่อำนาจทางการเมือง
และที่สำคัญกว่านั้น 2.เพื่อไปสู่การครอบงำและ
การเอาประโยชน์จากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ
ในสายตาคนทั่วไป นโยบายประชานิยมที่ "เอื้ออาทร" ต่อชนผู้ยากไร้ทั้งหลายนั้น
เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ในสายตาของเราแล้ว
"ประชานิยม" นั้น เป็นเสาเอกของสถาปัตยกรรมเชิงนโยบายที่เรียกกันว่า
"ทักษิโณมิกส์" ทีเดียว
"ทักษิโณมิกส์" ทุนเสี่ยงโชค
ในภาพที่ปรากฏ "ทักษิโณมิกส์" คือนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐเข้าไปกระตุ้นการขยายตัวและการฟื้นตัวของภาคธุรกิจเต็มที่
เน้นการเติบโตของรายได้ประชาชาติ สร้างความหวัง ความมั่นใจต่อเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในประชาชน
รัฐบาลมุ่งสร้างกระแส สร้างภาพ และเน้นการเติบโตของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ
ขณะเดียวกันก็สนับสนุน ส่งเสริม ช่วยเหลือเกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็ก
ขนาดกลาง ด้วย และ "ทักษิโณมิกส์" นั้นยังเป็นเศรษฐกิจ
"คู่ขนาน" (dual economics) ที่เน้นการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ
พอๆ กับการขยายตลาดภายใน โดยเฉพาะตลาดในชนบท
แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ในภาพดังกล่าวคือ "ทักษิโณมิกส์"
เป็นแนวทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อกลุ่ม "ทุนสามานย์-กินบ้านกินเมือง"
และกลุ่ม "ทุนกึ่งการพนัน-กึ่งเสี่ยงโชค"
ที่แฝงอยู่ในรัฐบาล หรือรายล้อมรัฐบาลอีกด้วย
ธุรกิจที่เป็นธงนำของกลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณคือ
ธุรกิจสื่อสาร ดาวเทียม และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจัดว่าเป็นธุรกิจแห่งคลื่นลูกที่สาม
แต่วิธีการทำธุรกิจนั้นเป็นการทำธุรกิจเน้นที่การเข้าถึงอำนาจรัฐและช่วงชิงสัมปทานมาทำธุรกิจแบบผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด
โดยไม่มุ่งความพยายามที่จะพึ่งตนเองทางเทคโนโลยี หากอาศัยเทคโนโลยีของต่างประเทศแทบทั้งหมด
และธุรกิจที่ว่านี้มีวิธีการระดมเงินโดยผ่านตลาดหุ้น
โดยผลประโยชน์ที่ได้จากการปั่นหุ้นขึ้นหรือลง และซื้อขายตามเวลาที่เหมาะสม
เป็นการแสวงหารายได้ที่มหาศาลยิ่งกว่ากำไรจากการให้บริการธุรกิจโทรศัพท์มือถือเสียอีก
ด้วยเหตุที่ทำธุรกิจในแนวนี้ จึงอาจจำเป็นจะต้องได้รับการคุ้มครองจากอำนาจรัฐหรือเข้ากุมอำนาจรัฐเสียเอง
จึง ในยุคประชานิยมเช่นนี้เอง ที่เศรษฐกิจการเมืองไทยได้กลายเป็นการครอบงำและกำกับโดยรัฐ
และใช้รัฐให้เป็นประโยชน์ในการสะสมทุนและขยายทุน โดยผ่านการสร้างข่าวปล่อยข่าว
สร้างนโยบาย หรือปล่อยนโยบายที่เอื้อต่อการปั่นหุ้นขึ้นหรือลง
และตัวทุนที่กำกับรัฐนี้ก็มิใช่ทุนนิยมทั้งระบบหรือนายทุนทั้งระบบ
หากเป็นธุรกิจของพ.ต.ท.ทักษิณและนายทุนที่ร่วมรัฐบาลหรือครอบครัวญาติพี่น้องของ
พ.ต.ท. ทักษิณและผู้ร่วมรัฐบาล อย่างที่ นายธีรยุทธ บุญมี เรียก
"โคตรานุวัตร"
ฉะนั้นในแง่หนึ่ง ทุนทักษิณจึงเป็นทุนที่ล้าหลังมาก
คือเป็น "ทุนสามานย์-กินบ้าน กินเมือง" ดังที่เอ่ยถึงมาแล้ว
อาศัยการกุมอำนาจรัฐ อาศัยนโยบาย อาศัยฝ่ายการเมือง ซึ่งกุมระบบราชการอีกต่อหนึ่ง
และอาศัยการผูกขาดเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหากำไรและรายได้
หรือเพื่อจะเติบใหญ่ต่อไป แต่ทุนที่ล้าหลังเช่นว่านี้มิได้สนใจในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีและการพึ่งตนเอง
และไม่ได้สนใจเรื่องความยั่งยืนของธุรกิจ และผลกระทบต่อเกียรติภูมิของประเทศชาติ
มากไปกว่าการหารายได้สูงลิ่ว จากการซื้อขายหุ้น ดังจะเห็นได้จากกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่กลุ่ม
เทมาเส็ก (Temasek) แห่งสิงคโปร์ ด้วยเหตุผลเพียงว่า การจะเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต
จำต้องใช้ "เทคโนโลยี 3จี" ซึ่งต้องลงทุนอีกมาก สู้ไม่ไหว
จึงปล่อยหุ้นออกขาย
"พัฒนา" แบบ "โคตรานุวัตน์"
โดยนัยนี้ทุนของกลุ่มชินวัตรไม่ปรารถนาที่จะสร้าง
"ชื่อชั้น" หรือ "ยี่ห้อ" (brand name)
ของธุรกิจ หรือสินค้าที่เป็นของคนไทยมากนัก คือมิได้สนใจที่จะขยับธุรกิจที่ทำอยู่ให้สูงเท่าเทียมกับธุรกิจของประเทศอื่นๆ
หรือเพื่อแข่งขันกับธุรกิจของชาติอื่นๆ ที่นำหน้าไปแล้ว และเป็นที่แน่นอนแล้วว่า
"ประชานิยม" ไม่ได้สนับสนุนการพัฒนาของไทยให้เข้าไปอยู่ในกรอบของ
"รัฐพัฒนา" (developmental state) แบบเอเชียตะวันออก
กลับเป็นการ "พัฒนา" แบบ "โคตรานุวัตน์"
ดังที่กล่าวมาแล้ว หรือเป็นการพัฒนาที่ "เอื้ออาทร"
ต่อคนยากคนจน แต่ "เอื้ออาธรรม์" ให้พรรคพวกญาติพี่น้อง
แม้ว่า "ประชานิยม"
จะเป็นนโยบายที่มุ่งเอื้อเฟื้อหรือเอื้ออาทรต่อชนชั้นล่าง แต่
"ทักษิโณมิกส์" โดยภาพรวม คือนโยบายที่พยายามแปรเปลี่ยนชาวนาให้เป็นกรรมาชีพ
หรือเป็นคนชั้นกลาง นั่นคือเศรษฐกิจแบบทักษิโณมิกส์ได้ผลักดันชนบทออกจากความพอเพียงมากขึ้นเป็นลำดับ
ได้เปิดชนบทให้รับทุนที่เป็นรูปของการกู้ยืมมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทั้งยังมีการเอื้อเฟื้อ สนับสนุน ให้เกษตรกรผันตัวเองไปเป็นนักธุรกิจขนาดเล็ก
(ตามโครงการ SMEs และเงินกู้ต่างๆ) ประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงก็คือ
ในเวลาที่ไม่นานนัก ชาวนาส่วนใหญ่อาจล้มละลายขายที่ดิน และยิ่งต้องอพยพเข้าสู่เมือง
หรืออพยพไปต่างประเทศกลายเป็นกรรมาชีพในเมือง หรือมิเช่นนั้นก็ยังอยู่ต่อไปในชนบท
แต่กลายเป็นลูกจ้างแรงงานให้กับเจ้าของไร่นาขนาดใหญ่ เช่นนี้เรียกว่าเป็นกรรมาชีพในชนบท
มีเพียงเกษตรกรจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จกลายเป็นนักธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจครอบครัว
กลายเป็นชนชั้นกลางได้
ยิ่งโดนใจยิ่งดิ้นไม่หลุด
ต้องย้ำอีกครั้งว่า การช่วยเหลือเกื้อกูลเกษตรกร
ภายใต้นโยบายประชานิยมนั้น ได้ทำให้ชนบทซึ่งในหลายแห่งยังเป็นเศรษฐกิจกึ่งพอเพียงกลายเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมไปเกือบสิ้นเชิง
ชีวิตความเป็นอยู่ชาวชนบทจากนี้ไปขึ้นอยู่กับราคาผลผลิต ขึ้นกับสินเชื่อ
ขึ้นกับตลาดรับซื้อผลผลิตนอกประเทศเป็นสำคัญ ในขณะที่เกษตรกรดีใจ
หรือ "โดนใจ" กับนโยบาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชนบทไทยภายใต้
"ประชานิยม" กลับยิ่งมีความไม่มั่นคง ยิ่งผูกพันขึ้นต่อทุนและต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นทุกที
ทักษิโณมิกส์นั้นเนื่องจากไม่ได้ย้ำที่การผลิตที่แท้จริง
จึงมิได้สนใจยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจประเภทต่างๆ หรือวางแผนพัฒนาธุรกิจประเภทต่างๆ
ที่มีศักยภาพอย่างเป็นระบบ การที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดถึงแนวคิดของปรมาจารย์ทางการบริหารและการจัดการของโลกธุรกิจ
โดยเฉพาะของพอร์ตเตอร์ (Michael Porter) ซึ่งย้ำให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่เนืองนิตย์นั้น
เอาเข้าจริงแล้วก็เป็นเพียงการเปล่งคำขวัญและโหมโฆษณา แต่กลับไม่มีเนื้อหาที่แท้จริงในนโยบาย
คำขวัญที่จะให้ "ประเทศไทยเป็นเมืองแฟชั่น" หรือ "ศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของโลก"
หรือการทุ่มเท "ขายอีลิตการ์ดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย"
ฯลฯ แม้จะโก้หรูและฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติหลังจากโหมประชาสัมพันธ์ไปแล้ว
ก็แทบไม่มีการติดตามผลักดันต่อไปให้กลายเป็นจริง
ทักษิโณมิกส์ยังย้ำที่การนำเงิน "นอกงบประมาณ"
มาบริหารโครงการประชานิยมต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่
และแตกต่างกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาอย่างมาก มีการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อบีบให้ธนาคารของรัฐ
เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้ปล่อยเงินกู้ตามโครงการต่างๆ
ของนโยบายประชานิยม ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ประมาณการเอาไว้ว่า
งบ "กึ่งการคลัง" เหล่านี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากสภา
ผู้แทนราษฎร มีมูลค่าถึง 30% ของงบประมาณปกติ ส่วนใหญ่ของเงินให้กู้จากธนาคารเหล่านี้
คาดว่าไม่มีผลตอบแทนทางธุรกิจเท่าที่ควร และสิ่งที่ยากจะปฏิเสธคือ
ภายใต้ทักษิโณมิกส์นี้ แม้ว่ารายได้ประชาชาติจะเติบโตในอัตราที่พอใช้ได้
(ราว 4-5% ต่อปี) แต่หนี้ครอบครัวของคนไทยโดยเฉพาะของประชาชนในชั้น
"รากหญ้า" กลับขยายตัวสูงยิ่งกว่าการเติบโตของรายได้มาก
และอันตรายหรือความเสี่ยงที่ธนาคารของรัฐจะซวดเซหรือล้มครืนลงไปก็ยังมีอยู่
หากเงินกู้จำนวนมากที่ปล่อยให้บรรดาชาวบ้านยืมไปในโครงการ "ประชานิยม"
ต่างๆ ต้องกลายเป็นหนี้เสียไปเป็นส่วนใหญ่ในอนาคต
ความสำเร็จของทักษิโณมิกส์อีกประการหนึ่ง ในระยะแรกเริ่มคือรัฐสามารถจัดการกับปัญหาหนี้เสียภาคเอกชนได้สำเร็จ
โดยทำผ่านบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (TAMC) ซึ่งยอมให้ธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจของพรรคพวกหรือคนใกล้ชิดได้รับลดหนี้
(hair cut) ในสัดส่วนที่สูงมาก โดยรัฐบาลยอมแบกรับความเสียหาย
(จาก hair cut) นั้นเสียเอง ซึ่งทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียไปมิใช่น้อย
ในการฟื้นฟูกิจการของเอกชนที่ล้มละลายไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม
ภายในเวลา 2 ปีเท่านั้น ธุรกิจไทยที่ติดปัญหาหนี้เสียก็ฟื้นตัวได้โดยพื้นฐาน
ลางร้ายที่รออยู่ข้างหน้า
อีกประการหนึ่ง การที่นายกรัฐมนตรีพูดหรือแสดงความมั่นใจในเศรษฐกิจไทยและทุ่มงบประมาณ
รวมทั้งเงินนอกงบประมาณของภาคสาธารณะ เพื่อเร่งใช้จ่ายในโครงการต่างๆ
มากมาย โดยเฉพาะโครงการประชานิยม มีส่วนสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจพ้นจากกับดักสภาพคล่อง
(liquidity trap) นักธุรกิจและผู้บริโภค โดยเฉพาะชาวชนบท จึงได้เริ่มลงทุนใช้สอยและจับจ่าย
ทำให้สภาพคล่องที่มีอยู่ในธนาคารค่อยๆ ลดลง แต่ผลที่เกิดขึ้นมาประการหนึ่งก็คือ
เวลานี้ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจและชนชั้นกลางเท่านั้นที่เป็นหนี้สินมหาศาล
แต่เกษตรกรทั่วไปเป็นหนี้อย่างมากมายอีกด้วย ในชนบทปรากฏว่าครู
อาจารย์ เป็นหนี้มหาศาล เกษตรกรเป็นหนี้พอกพูนขึ้นทุกปี มีการผันหนี้โดยวิธีการต่างๆ
มากมาย นับจนถึงขณะนี้ก็ยังพอจัดการกับหนี้เหล่านี้ได้ แต่อันตรายที่รออยู่ข้างหน้าก็คือดอกเบี้ยที่เคยต่ำเป็นประวัติการณ์
คือเหลือเกือบเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ต่อปี สำหรับเงินฝากออมทรัพย์
ขณะนี้ได้ขยับขึ้นเรื่อยๆ และมีท่าทีว่าจะสูงขึ้นไปอีก จะทำให้การชำระหนี้คืนเป็นปัญหาขึ้นมาอีก
และคราวนี้หากการล้มละลายหรือปัญหาหนี้เสียเกิดขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจพลันล้มครืนได้
ทั้งในภาคเมืองและในภาคชนบท
ทักษิโณมิกส์นั้น ในความเป็นจริงคือการใช้จิตวิญญาณและสำนึกแบบเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เคยทำให้ธุรกิจภาคเอกชนพินาศมาแล้วในช่วงปลายปี
2540 จุดที่แตกต่างกันคือ ในขณะนั้นภาครัฐยังไม่ได้มีจิตวิญญาณหรือสำนึกแบบฟองสบู่
มีแต่ภาคเอกชนเท่านั้นที่มีสำนึกฟองสบู่ แต่ปัจจุบันนี้เราคงต้องลงความเห็นแล้วว่า
ภาครัฐเองก็มีสำนึกและพฤติกรรมแบบฟองสบู่ด้วย ดังที่สุวินัย
ภรณวลัย เสนอเอาไว้แล้ว หัวใจของ "ทักษิโณมิกส์" คือทำอย่างไร
ไม่ให้ฟองสบู่แตก ทำอย่างไรให้มีฟองสบู่ แต่ให้มีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
ไม่ให้โตเกินไปจนแตกได้ และปัจจัยที่จะทำให้ฟองสบู่แตก ในอนาคตก็อาจมี
เช่น ดอกเบี้ยพุ่ง ค่าเงินบาทผันผวน เงินเฟ้อพุ่ง (เนื่องจากราคาน้ำมันขึ้น)
ราคาพืชผลตกต่ำทั่วโลก
หรือกล่าวกลับกัน "ประชานิยม" เกิดขึ้นได้
และดำรงอยู่ได้ ในสังคมไทย ส่วนหนึ่งเพราะมันทำหน้าที่เป็นหลักค้ำประกันความเป็นไปได้
ในการดำเนิน "ทักษิโณมิกส์" ซึ่งเต็มไปด้วยสีสันและมากไปด้วยความนิยมจากประชาชน
แต่ก็เอาความมั่นคงและอนาคตของเศรษฐกิจประเทศไปเสี่ยง หรือไปเดิมพันกับความล้มเหลวที่อาจเกิดได้ในวันข้างหน้า
เป็นความเสี่ยงและความกล้าอย่างที่ไม่เคยมีรัฐบาลใดในอดีตเคยมีมาก่อน
เป็นความเสี่ยงและความกล้าที่วางอยู่บนฐาน "ประชานิยม"
นั่นเอง
ภาคภูมิใจที่บิดเบือน
อย่างไรก็ดี ในช่วง 4 ปีแรกของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณนั้น
เศรษฐกิจไทยดำเนินไปได้ดีพอควร เพราะมีการหนุนช่วยจากปัจจัยนอกประเทศที่คาดไม่ถึงด้วย
คือสหรัฐอเมริกายังเจริญเติบโตไปได้เรื่อยๆ "ฟองสบู่"
ของเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้แตกเหมือนที่หลายคนเป็นห่วง ด้วยเหตุว่าประเทศต่างๆ
โดยเฉพาะประเทศแถบเอเชียตะวันออกได้ซื้อพันธบัตรของภาครัฐและภาคเอกชน
รวมทั้งได้ซื้อหุ้นของภาคเอกชนในสหรัฐเอาไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้
"ฟองสบู่" ของสหรัฐยังโตไปได้เรื่อยๆ จากการลงทุนและการให้กู้ยืมจากต่างประเทศ
และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐหาได้ผันผวนนัก เมื่อเทียบกับค่าเงินบาท
นอกจากนั้นยังมีการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่สูงยิ่ง ทั้งขยายตัวอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
กล่าวได้ว่า "ฟองสบู่" ของจีนก็ยังไม่แตก และมีทีท่าว่าจะจัดการได้ไปเรื่อยๆ
เช่นกัน ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐและเศรษฐกิจของจีนทำให้ทั้งสองประเทศกลายเป็นตลาดรับสินค้าส่งออกจากไทยได้อย่างมากมายอย่างที่ไม่คาดคิดกันมาก่อน
กล่าวได้ว่า เศรษฐกิจ "คู่ขนาน"
ที่ "นายกรัฐมนตรี" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ภาคภูมิใจยิ่งนั้น
ในความเป็นจริงที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงขณะนี้ ก็เพราะได้อาศัยการส่งออกมากกว่าอาศัยการขยายตลาดภายในประเทศ
และการขยายตลาดที่ระดับ "รากหญ้า"
หน้า 41
http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?
s_tag=02spe02200749&day=2006/07/20
|