หน้าแรกของเว็บนี้ ติดตามกิจกรรมมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ข่าวแวดวงเกษตรกรยั่งยืน บทความที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน สื่อและสิ่งพิมพ์เกษตรกรรมยั่งยืน ผลผลิตจากเกษตรกร และสนับสนุนสินค้าเพื่องานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เว็บไซด์และเครือข่ายในงานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ติดต่อมูลนิธิและสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
 
  มูลนิธิเกษตรยั่งยืนประเทศไทย : ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนางานเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยและองค์กรชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง >> ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย >>| 1) สนับสนุนให้เกิดการศึกษา รวบรวมและเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและองค์กรชุมชน | 2) เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในท้องถิ่น | 3) รณรงค์เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่สาธารณะชน | 4) ประสานความร่วมมือกับองค์กร พันธมิตร นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนานโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ  
 
 
เกษตรกรรมยั่งยืน
นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
ผลกระทบเคมีเกษตร และสมุนไพรทดแทน

พันธุกรรมพืชสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แนวคิดและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปลูกการจัดการน้ำ
เลี้ยงสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แปรรูปผลผลิต ตลาดทางเลือก ธุรกิจชุมชน
กระบวนการเข้าสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
กระบวนการจัดการหนี้สินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
บริหารจัดการ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยองค์กรชุมชน
เกษตรกรรมยั่งยืน กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
สถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
ฐานทรัพยากรอาหาร
บริการห้องสมุดเกษตรกรรมยั่งยืน
เว็บที่เกี่ยวข้อง
บทความน่าสนใจ
0017-การเกษตรแบบตีตรวน (Contract Farming) (1)-ประชาชาติธุรกิจ 24 สค.2549
<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา



การเกษตรแบบตีตรวน (Contract Farming) (1)
คอลัมน์ เดินคนละฟาก
โดย กมล กมลตระกูล
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หน้า 50
วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3821 (3021)


ไข้หวัดนกที่กำลังระบาดไปทั่วโลกเหมือนกับการเป็นใจให้กับระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกแบบฟาร์มปิด ซึ่งฝืนธรรมชาติของสัตว์ และยังกินอาหารที่มีฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโต ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคในระยะยาวได้
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามขึ้นทั่วโลกว่า อะไรเกิดขึ้นกับระบบการเลี้ยงและเติบโตแบบธรรมชาติในฟาร์มเปิดที่ดำรงมาก่อนจะมีมนุษยชาติเสียอีก
การเกษตรแบบตีตรวนล่ามโซ่ผู้ผลิตที่เข้าสู่ระบบโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เท่ากับติดบ่วงที่ดิ้นไม่ออกตลอดชีวิต ระบบการผลิตแบบนี้เหี้ยมโหด ไร้ศีลธรรมและกำลังได้รับการส่งเสริมให้ขยายไปปล้นแรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในอนาคตเมื่อเขารู้เท่าทัน ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศขึ้นมาได้
จึงอยากชวนผู้อ่านมาศึกษาทำความรู้จักกับระบบนี้ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของหนี้สินต่อครัวเรือนในชนบทเพิ่มขึ้นทุกปี และห่วงโซ่อาหารในอนาคตอาจจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง
บริษัท ไทเสิ้น ฟู้ด Tyson Foods Inc.,


บริษัท ไทเสิ้น ฟู้ด เป็นบริษัททางด้านเกษตรอุตสาหกรรมที่ใหญ่ติดอันดับโลก คืออยู่ในลำดับ 226 ของนิตยสารฟอร์จูน 500 เมื่อปี 1999 สำนักงานใหญ่ของไทเสิ้น ฟู๊ดอยู่ที่เมืองสปริงเดล รัฐอาร์คันซอ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดี คลินตัน มีพนักงานไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นคน


ประชาชนทุกๆ 1 ใน 12 คนของรัฐนี้ ทำงานอยู่ในภาคเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งมีบริษัทใหญ่ๆ อยู่ในภูมิภาคนี้ทั้งสิ้น 4 บริษัท คือ Tyson, Pilgrim"s Pride, Gold Kist Inc. and Perdue Farms Inc. ซึ่งรวมยอดขายเข้าด้วยกันคิดเป็นเงิน 4 หมื่นล้านเหรียญ หรือครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมไก่แช่แข็ง โดยมีรัฐนอร์ทแคโรไลนา ตามมาเป็นอันดับที่ 5 โดยมีผลผลิตปีละ มีมูลค่า 735 ล้านเหรียญต่อปี
กิจการของไทเสิ้น ฟู้ด ก็เหมือนกับกิจการ ของ บริษัท ซี.พี.โภคภัณฑ์ในบ้านเรา อันที่จริงกิจการของเราไปเหมือนเขามากกว่า คือ ธุรกิจเกี่ยวกับอาหารอย่างครบวงจร ทั้งการเลี้ยงไก่ หมู เนื้อ ปลา ห้องเย็น ชำแหละ และบรรจุส่งขายทั่วอเมริกา


ไทเสิ้น ฟู้ด เป็นบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของไทเสิ้น ฟู้ด คือ ไก่และกุ้งแช่แข็ง ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกขายยังร้านอาหารกินด่วน เช่น แมคโดนัลด์ เคเอฟซี ทาโก เบลล์ ภายใต้ชื่อหลุยส์ เคมป์ ซีฟู้ด เมกซิกัน ออริจินัล เป็นต้น


ในปี 1977 ไทเสิ้น ฟู้ด ได้ซื้อกิจการของคู่แข่งที่ติดอันดับ 5 ชื่อบริษัท ฮัดเสิ้น ในราคา 642 ล้านเหรียญได้สำเร็จ ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก เมื่อเกิดกรณีแบคทีเรียอีโคลายระบาดจนบริษัทฮัดเสิ้นต้องเรียกคืนเนื้อจำนวน 25 ล้านเพาด์กลับ ทำให้บริษัทฮัดเสิ้นมีปัญหาในด้านรายรับลดลงร้อยละ 30 ของไตรมาสที่เกิดเหตุ และหุ้นราคาตก


นายโทมัส บิลลี่ หัวหน้าผู้ตรวจสอบความปลอดภัยอาหารของยูเอสดีเอ กล่าวว่า เขาจำต้องเรียกเนื้อทั้งหมดของบริษัทฮัดเสิ้นออกจากตลาดทั้งหมดทั่วประเทศ ก็เพราะว่าในการตรวจสอบพบว่า ไม่มีการเก็บหลักฐานของจำนวนเนื้อติดเชื้อที่ได้ทำลายทิ้ง จึงต้องสั่งเรียกเก็บคืนทั้งหมด (ฟอร์จูน 1977)


ไทเสิ้น ฟู้ด มีความสนิทสนมกับประธานาธิบดีคลินตันมาก โดยให้คลินตันใช้เครื่องบินส่วนตัวของบริษัทในการเดินทางไปไหนต่อไหนในเมื่อมีธุรส่วนตัว นอกจากนี้ยังเป็นผู้บริจาครายใหญ่ในการรณรงค์เลือกตั้งของ คลินตัน และออกเงินอีก 1 แสนเหรียญในวันจัดงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งประธานาธิบดี


ไทเสิ้น ฟู้ด ถูกกระทรวงยุติธรรมฟ้องและปรับเป็นเงิน 5 แสนเหรียญในข้อหาให้สินบนเลขานุการกระทรวงเกษตรเพื่อให้ยุติการใช้ระเบียบใหม่ที่เคร่งครัดในการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารแช่แข็ง
เมื่อประธานาธิบดีคลินตันได้เข้ารับตำแหน่ง เขาได้แถลงอย่างภาคภูมิใจว่าเขาได้สร้างงานเพิ่มในรัฐของเขาเป็นจำนวน 2 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานในโรงงานชำแหละเนื้อและไก่ ซึ่งมีสภาพการทำงานที่แย่มากๆ และไทเสิ้นฯ ก็จ่ายค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป คือ ชั่วโมงละ 7 เหรียญ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ จ่ายชั่วโมงละ 10 เหรียญ โดยไม่มีสวัสดิการ
พนักงานชำแหละไก่ต้องทำงานให้ทันกับสายพานที่วิ่งผ่านหน้ามาให้ทำหน้าที่ในอัตราความเร็ว 70-90 ครั้งต่อนาที คนงานจำนวนมากที่ต้องทำงานกับเลือด ไขมัน เศษกระดูกไก่ทั้งวันกลายเป็นโรคควบคุมมือและนิ้วไม่ได้ เพราะต้องทำงานซ้ำอย่างรวดเร็วแข่งกับเวลาของเครื่องจักรสายพาน (เหมือนกับกรรมกรในหนังเรื่อง Modern Time ที่สร้างโดย ชาลี แชบปลิน)


สถิติของกระทรวงแรงงานรายงานว่า ร้อยละ 27 ของคนงานโรงชำแหละไก่กลายเป็นคนป่วยที่มีสาเหตุมาจากที่ทำงาน
ในปี 1992 คนงานของบริษัทไทเสิ้นฯ พยายามรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องการเพิ่มเงินเดือนและให้มีสวัสดิการ กลับถูกบริษัทกล่าวหาว่าเป็นพวกเอียงซ้ายและคอมมิวนิสต์ (นิตยสาร ไทม์ 1992)


สภาพการทำงานของบริษัทไทเสิ้นฯ แย่ถึงขนาดเมื่อเปิดโรงงานใหม่ที่เมืองเซทดาเลีย รัฐมิสซูรี่ มีคนมาสมัครงานน้อยจนเปิดโรงงานไม่ได้ ในที่สุด บริษัทไทเสิ้นต้องไปลักลอบนำคนงานผิดกฎหมายจากประเทศ กัวเตมาลา เม็กซิโกและประเทศละตินอเมริกาอื่นๆ โดยให้ซ่อนตัวมาในรถตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัท เข้ามาทำงานในโรงงานของตน เมื่อมาถึงก็ให้นอนในรถที่ดัดแปลงเป็นบ้าน- Trailor (นิตยสาร โพรเกรสซีพ 1998)


นายดอน ไทเสิ้น (Don Tyson) ประธานของบริษัทมักจะอ้างบัญญัติที่ 11 ของคัมภีร์ไบเบิลมาอ้างว่า "มนุษย์ต้องหากำไร เมื่อมีกำไรก็ต้องขยายกิจการ หากไม่มีกำไรก็ต้องปิดกิจการ" (ให้สัมภาษณ์ในนิตยสารฟอร์จูน 1996) นี่ คือปรัชญาการบริหารของเขาในการทำทุกวิถีทางให้บริษัทมีกำไร แม้ว่ากำไรนั้นจะมาจากหยาดเหงื่อและความทุกข์ยากของคนงาน นั่นไม่ใช่ปัญหาของเขา


ในระบบทุนครอบโลกผู้บริหารคนใดทำให้บริษัทมีกำไร ถือว่าเขาได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ แต่เมื่อเขาคิดวิธีทำกำไรได้มากขึ้น (อาจจะบนหยาดเหงื่อและหยดเลือดของคนงาน ในนามของคำว่าเพิ่มประสิทธิภาพ) ถือว่าเขาเป็นคนที่เก่งและน่าได้รับการยกย่อง
การเกษตรแบบตีตรวน (Contract Farming)


บริษัทไทเสิ้นฯยังมีชื่อสียงในด้านการทำเกษตรแบบตีตรวน บางคนเรียกว่า เกษตรพันธสัญญา (contracting farming) ไม่แพ้บริษัทเดล มองเต้ และบริษัท มอนซานโต แม้แต่บริษัทเป๊ปซี่ และบริษัทยูนิลีเวอร์ก็ยังกระโดดเข้ามาทำการเกษตรแบบตีตรวนให้ปลูกมะเขือเทศ ในรัฐโอริสสา รัฐปัญจาบ และมหารัชตรา และทำให้เกษตรกรต้องฆ่าตัวตายเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัว เกษตรกรในอเมริกาก็เผชิญภาวะเช่นเดียวกัน ดังกรณีตัวอย่างนี้


นายจิมมี่ จอห์นสัน อดีตพนักงานบริษัท อาร์ เจ เรโนลด์ ผู้ผลิตบุหรี่รายใหญ่ของโลก เขาเป็นชาวชนบทและมีที่ดิน อยู่ 59 เอเคอร์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา แหล่งผลิตไก่แช่แข็งใหญ่รัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา


บริษัทไทเสิ้นฯมีโรงงานชำแหละและบรรจุไก่อยู่ในรัฐนี้ 3 แห่ง แต่ไม่ยอมเป็นเจ้าของฟาร์มเอง โดยทั่วไปเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการของบริษัท ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50 บริษัท จะต้องกู้เงินมาลงทุนเอง แต่บริษัทอาจจะค้ำประกันให้ 2 แสนเหรียญต่อหนึ่งโรงเลี้ยงไก่
นายจิมมี่ จอห์นสัน ได้ทำสัญญากับบริษัท เพอดู ฟาร์ม (Purdue Farm) และติดกับดักจนหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะว่าได้ลงทุนไปเกือบ 1 ล้านเหรียญ ต้องสูญบ้านที่ผ่อนจนหมดแล้ว ในที่สุดก็ยิงตัวตายด้วยปืนลูกซองในโรงเลี้ยงไก่ของตนเอง


วิธีการที่ติดกับดักคือ บริษัทจะเรียกร้องให้ต้องปรับปรุงคุณภาพของไก่และโรงเลี้ยงให้สูงขึ้นตลอดเวลา เช่น การติดพัดลมระบายอากาศ ระบบท่อส่งอาหาร ระบบพ่นละอองน้ำให้ความเย็นเพื่อรักษาอุณหภูมิในเล้าให้อยู่ในระดับ 85 องศาฟาห์เรนไฮต์ หรือ 33 องศาเซลเซียสตลอดปี ต้องติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์มาควบคุมอุณหภูมิในเล้า หากปล่อยให้อุณหภูมิสูงกว่านี้ ไก่ทั้งเล้าอาจจะตายได้ภายในเวลา 15 นาที


ระบบเก็บไข่ ระบบการขน และการบรรจุ ซึ่งล้วนต้องลงทุนสูงและต้องกู้เงินมาดำเนินการ หากไม่ทำ หรือไม่ปรับปรุง บริษัทที่ทำสัญญาด้วยก็ไม่รับซื้อไก่ หรือให้ราคาต่ำ มาร์ก เจนเนอร์ (Mark Jenner) ที่ปรึกษาของ the American Farm Bureau Federation ให้สัมภาษณ์ว่า โดยเฉลี่ยแล้วเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่จะมีรายได้เพียง 1 เพนนี หรือ 40 สตางค์ ต่อน้ำหนักไก่ 1 ปอนด์ (4 ขีด ของ 1 กิโลกรัม )


บริษัทเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างตั้งแต่พันธุ์ไก่ที่ต้องการ ควบคุมอาหารสัตว์ที่ต้องซื้อจากบริษัทในราคาที่บริษัทกำหนด เป็นผู้กำหนดวิธีจ่ายเงิน และเวลาที่จะจ่าย รวมทั้งจะบอกเลิกสัญญาเมื่อไรก็ได้ สัญญาส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะสั้นที่ต้องต่อประจำ


มีบริษัทใหญ่ๆ เพียง 4 บริษัท คือ Tyson, Pilgrim"s Pride, Gold Kist Inc. และ Perdue Farms Inc. ซึ่งควบคุมอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าถึง 44 พันล้านเหรียญ ตามตัวเลขของปี 2002 ของกระทรวงเกษตรกรรมของสหรัฐ


ในงานวิจัยของมหาวิทยาลัย เพอดู ในปี 1999 ได้ข้อมูลว่า ผู้เลี้ยงไก่เนื้อและไก่ไข่ที่ทำสัญญา เกษตรแบบตีตรวนใน 1,000 รายที่สุ่มตัวอย่าง กว่าครึ่งหนึ่งมีหนี้กว่า 1 แสนเหรียญต่อครอบครัว โดยที่กว่าร้อยละ 75 ยอมรับสารภาพว่าตนตัดสินใจถูกในขณะที่เข้าทำสัญญา และมีเพียงส่วนน้อยที่คิดจะแนะนำคนอื่นให้เข้ามาในกิจการนี้

นายโรเบิร์ต เทเลอร์ ศาสตราจารย์ของ มหาวิทยาลัยออเบอร์น (Robert Taylor, a professor of agriculture at Auburn University) ผู้ทำวิจัยเรื่องการเกษตรแบบตีตรวนให้สัมภาษณ์ว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับค่ำมั่นสัญญาว่าการเข้าร่วมโครงการของบริษัทเปรียบเสมือนการสร้างอาชีพที่มั่นคงสำหรับการเกษียณอายุ โดยที่ไม่รู้ ด้วยซ้ำว่ามีเงื่อนไขผูกมัดอย่างไร จะบอกว่า "ถูกหลอก" ให้เข้าร่วมโครงการก็ไม่ผิด คือ อย่างเก่งก็ได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ส่วนใหญ่จบลงด้วยการมีหนี้สินล้นพ้นตัว หลังจากที่ต้องทำงานอย่างหนัก

บริษัทส่วนใหญ่มองว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ คือ "ไก่ที่อยู่ในกำมือ" ดังนั้นเมื่อต้นทุนด้านอื่นเพิ่ม เช่น ค่าน้ำมันในการขนส่งที่สูงขึ้น ก็จะมากดราคาซื้อไก่ให้ต่ำลง โดยข้ออ้างเรื่องความไม่ได้มาตรฐาน หรือซื้ออาหารสัตว์จากบริษัทในจำนวนที่ไม่เป็นสัดส่วนของเนื้อไก่ ทำให้คุณภาพของไก่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น

นอกจากนี้เมื่อค่าไฟฟ้าสูงขึ้น (เล้าไก่ส่วนใหญ่ต้องมีระบบระบายอากาศ ระบบพ่นน้ำ หรือเปิดแอร์ในหน้าร้อน) เกษตรกรก็ไม่สามารถไปขึ้นราคาเอากับบริษัทที่ตนทำสัญญาด้วย
ดังนั้นเมื่อยิ่งทำ หนี้สินก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนเกษตรกรจำนวนมากโดยเฉพาะในประเทศโลกที่ 3 เช่น อินเดีย และละตินอเมริกา ได้ฆ่าตัวตายอันมีสาเหตุมาจากการถูกล่อลวงด้วยคำมั่นสัญญาว่าตนจะมีรายได้ประจำอย่างแน่นอนตลอดชีวิตโดยไม่จำต้องไปขึ้นต่อราคาที่ผันผวนของผลผลิตในตลาด หรือไม่ต้องไปขึ้นต่อลมฟ้าอากาศ

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เทเลอร์ กล่าวว่า "เกษตรกรเหมือนกับ สัตว์ที่ติดกับดัก ไม่มีทางจะดิ้นหนีออกไปได้" ทั้งนี้เพราะว่าได้กู้เงินมาลงทุนไปแล้ว ถ้าจะถอยก็จะหมดตัว เพราะไม่มีเงินจ่ายคืนหนี้เงินกู้

บางบริษัทยังมีเงื่อนไขในสัญญาซื้อว่าขึ้นต่อปริมาณความสามารถของโรงชำแหละ หรือขึ้นต่อโรงชำแหละเฉพาะโรง ซึ่งบางครั้งปิดตัวเองลง บริษัทก็ไม่ยอมรับซื้อ โดยไม่ผิดสัญญา แต่เกษตรกรกลับไม่มีทางออก อาจจะต้องฆ่าไก่ทั้งหมดทิ้ง


กรณีของเกษตรกรอเมริกันยังจนตรอกถึงกับยิงตัวตายในเล้าไก่ไฮเทคของตนอย่างนายจิมมี่ จอห์นสัน เป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับเกษตรกรทั่วโลกที่จะต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะหลวมตัวเข้าทำสัญญาการเกษตรแบบตีตรวนซึ่งควบคุมโดยบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมไม่กี่บริษัทในแต่ละประเทศ ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก

http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?
s_tag=02edi07240849&day=2006/08/24

 

| home | aboutus | news | article |
| media-publications | products-supporting | Links | contacts us |

www.sathai.org
Year 2005-2006
คลิกที่เข็มทิศ เพื่อดูแผนที่ไปมูลนิธิ
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

Sustainable Agriculture Foundation Thailand

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซ่อยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 2 591 1195-6, 2 580 2035
อีเมล์ : sathai@sathai.org
มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซด์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้
 
hotnews
movement
hotissue
smart article

คลิกที่นี่ !!
บอกเล่าเก้าสิบ เรื่องกรณีศึกษาเกษตรยั่งยืน

คลิกที่นี่ !!
เรื่องเล่าจากต่างแดน

ในเวดวงเกษตรกร
สนับสนุนสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน


ข้าวหอมมะลิชั้นหนึ่งจากนาเกษตรอินทรีย์ จ.สุรินทร์

สนับสนุนสินค้าเพื่อกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

เสื้อยืด ของที่ระลึกสวย จากศิลปินผู้สนับสนุนการส่งเสริม วิจัย และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน