หน้าแรกของเว็บนี้ ติดตามกิจกรรมมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ข่าวแวดวงเกษตรกรยั่งยืน บทความที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน สื่อและสิ่งพิมพ์เกษตรกรรมยั่งยืน ผลผลิตจากเกษตรกร และสนับสนุนสินค้าเพื่องานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เว็บไซด์และเครือข่ายในงานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ติดต่อมูลนิธิและสถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
 
  มูลนิธิเกษตรยั่งยืนประเทศไทย : ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนางานเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยและองค์กรชุมชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง >> ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย >>| 1) สนับสนุนให้เกิดการศึกษา รวบรวมและเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและองค์กรชุมชน | 2) เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในท้องถิ่น | 3) รณรงค์เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่สาธารณะชน | 4) ประสานความร่วมมือกับองค์กร พันธมิตร นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนานโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ  
 
 
เกษตรกรรมยั่งยืน
นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
ผลกระทบเคมีเกษตร และสมุนไพรทดแทน

พันธุกรรมพืชสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แนวคิดและรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน
เทคนิคการปลูกการจัดการน้ำ
เลี้ยงสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
แปรรูปผลผลิต ตลาดทางเลือก ธุรกิจชุมชน
กระบวนการเข้าสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
กระบวนการจัดการหนี้สินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
บริหารจัดการ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยองค์กรชุมชน
เกษตรกรรมยั่งยืน กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
สถาบันเกษตรกรรมยั่งยืน
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน
ฐานทรัพยากรอาหาร
บริการห้องสมุดเกษตรกรรมยั่งยืน
เว็บที่เกี่ยวข้อง
บทความน่าสนใจ
0018-การเกษตรแบบตีตรวน (Contract Farming) (2)-ประชาชาติธุรกิจ 28 สค.2549
<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา



การเกษตรแบบตีตรวน (Contract Farming) (2)
คอลัมน์ เดินคนละฟาก
โดย กมล กมลตระกูล
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หน้า 50
วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3822 (3022)

<<กลับหน้าแรก| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา

กลยุทธ์ของการเกษตรแบบตีตรวน (Contract Farming)
ระบบการเกษตรแบบตีตรวนเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการหากินของบริษัทเกษตรอุตสาหกรรม (agribusiness corps) ที่ไม่ต้องรับความเสี่ยงเอง แต่ปัดภาระนี้ไปยังเกษตรกรเป็นผู้รับแทน ได้ทำให้เกษตรกรเกือบทั่วโลกถูกตีตรวนกลายเป็นทาสยุคใหม่ในที่ดินของตัวเอง หรือโรงเลี้ยงสัตว์ของตนเองแบบดิ้นไม่หลุด เพราะว่าติดกับดักลงทุนล่วงหน้าไปแล้วโดยการกู้ธนาคาร หรือแหล่งการเงินอื่นๆ ที่ทำให้ต้องหารายได้มาชำระดอกเบี้ยเป็นประจำ

ระบบแฟรนไชส์ที่เข้ามาในบ้านเราเมื่อประมาณ 10 ปีเศษมานี้ ก็มีหลักการเช่นเดียวกับระบบเกษตรตีตรวน
ระบบการเกษตรแบบตีตรวนก็คือ ระบบการทำสัญญาซื้อล่วงหน้าเหมือนกับตลาด (เก็งกำไร) อนุพันธ์ของกลุ่มทุนการเงิน โดยขึ้นกับเงื่อนไข 4 ประการ คือ 1.ราคา (ที่ตกลงล่วงหน้า) 2.เวลา 3.ปริมาณ และ 4.คุณภาพ ของสินค้า ซึ่งหมาย ความว่าผลผลิตต้องเก็บเกี่ยวเสร็จ หรือโตได้ขนาดตามมาตรฐานที่กำหนดโดยบริษัทเกษตรอุตสาห กรรมผู้รับซื้อ และในบางกรณีเป็นผู้ลงทุนด้วย


หากผลผลิตไม่ครบตามเงื่อนไขทั้ง 4 ประการ ผู้ซื้ออาจจะไม่รับซื้อ ปรับ หรือให้ราคาต่ำกว่าที่ตกลงกัน
ลักษณะของสัญญาการเกษตรแบบตีตรวนโดยทั่วไปสัญญาของการเกษตรแบบตีตรวนจะมี 2 รูปแบบ ดังนี้

  • สัญญาแบบประกันค่าแรง (marketing contract)
  • สัญญาแบบประกันรับซื้อผลผลิต (production contract)


วิธีการของสัญญาแบบประกันค่าแรง (marketing contract) คือสัญญาที่บริษัทเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดในด้านพันธุ์ หัวอาหาร ปุ๋ย ยารักษาโรค และยาฆ่าแมลง โดยทำเป็นสินเชื่อให้แก่เกษตรกรล่วงหน้า หากราคาปัจจัยการผลิตเหล่านี้ขึ้นหรือลง บริษัทเป็นผู้รับความเสี่ยง ส่วนเกษตรกรต้องลงทุนด้านที่ดินและโรงเรือน (เล้า) เกษตรกรจะรับความเสี่ยงเพียงในด้านผลผลิตที่ต้องได้มาตรฐานเท่านั้น


เกษตรกรลงทุนเรื่องที่ดินและแรงงาน ซึ่งรวมถึงการสร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก หรือเล้า และค่าใช้จ่ายแปรผัน เช่น ค่าไฟฟ้า ถ้าหากเกษตรกรไม่มีเงิน บริษัทจะค้ำประกันเงินกู้ให้ ส่วนค่าแรงคิดจากราคารับซื้อผลผลิตตามที่ตกลงกัน หักจำนวนที่ตายไป เช่น ถ้าเป็นไก่ หรือหมู ก็คิดต่อตัว หรือต่อน้ำหนัก


บริษัทเป็นผู้จัดหา ผลิตภัณฑ์ อาหารสัตว์ หรือปุ๋ย ยารักษาโรคสัตว์ ยาฆ่าแมลง แล้วแต่ว่าสัญญานั้นจ้างเลี้ยง หรือ จ้างปลูก โดยทั่วไปบริษัทจะเป็นผู้กำหนดประเภทของอาหารสัตว์ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ว่าให้ใช้ยี่ห้ออะไร ของบริษัทไหน และส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้าของบริษัท หรือบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นวิธีการระบายสินค้าที่มีต้นทุนต่ำแต่ได้ราคาสูงแบบหนึ่ง
เกษตรกรที่ฝ่าฝืนไม่ใช้สินค้าของบริษัทก็จะถูกลงโทษ โดยการงดส่งอาหาร หรือไม่ขายพันธุ์ให้ เมื่อเกษตรกรไปซื้ออาหารหรือปุ๋ยจากท้องตลาด เมื่อได้ผลิตภัณฑ์มา บริษัทก็จะอ้างว่าไม่ได้มาตรฐาน และไม่รับซื้อ หรือซื้อในราคาต่ำกว่าตลาดมากๆ อันเป็นการลงโทษที่โหดร้ายต่อเกษตรกร ซึ่งได้ลงทุนและลงแรงไปแล้ว ผลคือเกษตรกรอาจจะไม่มีเงินผ่อนธนาคาร ถูกธนาคารปรับ หรือเพิ่มอัตราดอก เพื่อการลงโทษที่ผ่อนไม่ตรงเวลา หรือถูกยึดทรัพย์สิน


วิธีการป้องกันเกษตรกรไปซื้อปุ๋ย อาหารสัตว์ หรือหัวอาหาร หรือยาฆ่าแมลงจากท้องตลาดที่มีราคาต่ำกว่า บริษัทมักจะจัดตั้งสมาชิกเกษตรกรเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน เพื่อสอดส่อง เฝ้าระวัง และตรวจสอบกันเองโดยมีแรงจูงใจให้ ซึ่งเป็นการทำลายระบบความสัมพันธ์และความสามัคคีของชุมชน ทำให้ชุมชนอ่อนแอ


มีรายงานในหลายประเทศว่า บริษัทเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ด้วยมักจะใช้เทคนิคในการเปลี่ยนสูตรอาหารโดยการไม่บอกกล่าวกับเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่จะขาดความรู้ การเปลี่ยนสูตรอาหาร หรือสูตรปุ๋ย ก็คือ การลดต้นทุน หรือลดคุณภาพของอาหารสัตว์ หรือคุณภาพของปุ๋ยแบบหนึ่ง ทำให้เกษตรกรต้องใช้ในปริมาณมากขึ้น มิฉะนั้นผลผลิตจะไม่ออกมาตามที่บริษัทต้องการ และถูกปฏิเสธรับซื้อ


ดังนั้นต้นทุนของเกษตรกรจึงมีแต่เพิ่มและเพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งทำก็ยิ่งจน ยิ่งมีหนี้สินเพิ่มพูน เกิดปัญหาความเครียด เกิดปัญหาครอบครัว และบางทีเมื่อจนตรอกก็มาสร้างปัญหาให้กับสังคม
นอกจากนี้บริษัทยังส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบเป็นประจำ โดยอ้างว่ามาให้คำปรึกษา หรือให้บริการหลังการขาย แต่แท้ที่จริงก็ทำหน้าที่เหมือนกับตำรวจลับ เกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพอิสระจึงเสมือนถูกจองจำคล้ายกับเป็นคนคุกที่ขาดอิสรภาพ


บริษัทจะเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อตายตัวของผลผลิตล่วงหน้า โดยมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณราคา 2 ประการ ดังนี้
1.การคิดราคาจากสัดส่วนอาหารของบริษัท หรือ feed conversion ratio - FCR
2.การคิดจากสัดส่วนอัตราการตายของสัตว์

การคิดราคาจากสัดส่วนอาหารของบริษัทที่บริษัทจ่ายให้ล่วงหน้า คือบริษัทจะใช้สัดส่วนของอาหารสัตว์ที่บริษัทมอบให้ล่วงหน้ามาคำนวณ น้ำหนักของสัตว์ เช่น ไก่ หรือหมู เช่น น้ำหนักของอาหารสัตว์ 10 กิโลกรัม จะต้องได้ไก่หรือ หมูที่มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม หากเกษตรกรคนใดทำไม่ได้ตามสูตรนี้ ถือว่ามีประสิทธิภาพต่ำ คือมีค่าเอฟซีอาร์สูงกว่ามาตรฐาน ในแง่ใช้อาหารมาก แต่ได้เนื้อน้อย ดังนั้นราคาที่รับซื้อก็จะต่ำลงไปตามสัดส่วน เพราะว่าแสดงถึงความเอาใจใส่ ของเกษตรกรมีน้อย ไม่ตั้งใจทำงาน ผลผลิตจึง ไม่เข้าเป้า จึงไม่ควรได้ค่าแรงสูง โดยคำนวณจากราคาผลผลิตที่ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือเกรดต่ำ


การคิดจากสัดส่วนอัตราการตายของสัตว์ ก็ใช้หลักคิดเดียวกับวิธีแรก คือถ้าเลี้ยงไก่ หรือหมู 100 ตัว อัตราการตายไม่ควรเกินร้อยละ 5 ถ้าตายมากกว่านี้เกษตรกรก็ต้องชดเชยโดยหักจากราคาซื้อที่ทำสัญญากันไว้ เช่น หากตกลงราคาซื้อกันที่ 100 บาท บริษัทอาจจะจ่ายเพียง 50 บาท หรือน้อยกว่านั้น ด้วยข้ออ้าง 2 ประการข้างต้น โดยบริษัทไม่ผิดสัญญารับซื้อตามราคากำหนด


เกษตรกรจึงมีความเครียด อาชีพที่คิดว่าเป็นอิสระ เป็นเถ้าแก่เอง แต่กลับถูกกดดันบีบคั้นด้วยเงื่อนไขต่างๆ ต้องทำงานหนัก ทำงานเพิ่ม โดยที่ในที่สุดผลตอบแทนกลับน้อยกว่าแรงที่ลงไป หรือบางทีก็ติดลบด้วยซ้ำ
โดยสรุปคือสัญญาประเภทนี้คือการจ้างงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าแรง (ปล้นแรงงาน) และไม่ต้องลงทุนด้านปัจจัยการผลิตคงที่อันได้แก่ ที่ดิน โรงเรือน เล้า และระบบการดูแลทั้งปวงอันได้แก่ระบบระบายอากาศ การควบคุมอุณหภูมิในเล้า ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูง


ภาระเหล่านี้ถูกปัดมาที่เกษตรกรทั้งหมด เมื่อเกษตรกรติดกับดัก คือกู้เงินมาลงทุนแล้ว มีพันธะต้องผ่อนจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารจึงดิ้นไม่หลุดจากการถูกการเกษตรแบบตีตรวนนี้ ในหลายๆ ประเทศจึงมีเกษตรกรที่ฆ่าตัวตายเพราะว่าหาทางออกไม่ได้


ระบบเกษตรตีตรวนจึงเป็นระบบการขูดรีดแรงงานขั้นสูงสุดที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
ระบบนี้คนงาน หรือผู้ประกอบการขนาดเล็กต้องไปกู้เงินมาลงทุน ต้องแบกภาระดอกเบี้ย ต้องทำงานเกือบ 24 ชั่วโมง มิใช่ 8 ชั่วโมงแบบปกติ เมื่อผลผลิตออกมาถูกตีราคารับซื้อในราคาที่เท่าทุน จึงเท่ากับทำงานให้บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมฟรีๆ ทั้งปี
บางกรณีถูกเล่ห์เหลี่ยมรับซื้อในราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งนอกจากทำงานฟรีแล้วยังต้องแบกดอกเบี้ย เป็นหนี้เป็นสิน ต้องส่งดอกทบต้นตกทอดไปถึงลูกหลานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเลวร้ายกว่าระบบทาสเสียอีก


สัญญาแบบประกันราคาผลผลิต (production contract)
สัญญาประเภทสองนี้ บริษัททำสัญญารับซื้อไก่หรือหมูล่วงหน้าในราคาตายตัว เช่น 5 บาท หรือ 10 บาทต่อไก่ 1 กิโลกรัม ส่วนเกษตรกรจะเป็นผู้ลงทุนสร้างเล้าและปัจจัยการผลิตอื่นๆ เอง

โดยบริษัทจะทำสัญญารับซื้อผลผลิตในราคาประกันตามที่ตกลงกันอย่างมีเงื่อนไขว่า ต้องใช้พันธุ์ อาหาร หัวอาหาร ปุ๋ย ยารักษาโรค และยาฆ่าแมลงของบริษัท เพื่อที่ว่าจะได้ผลผลิตตามมาตรฐานของบริษัท หากว่าเกษตรกรไม่มีทุน บริษัทก็จะค้ำประกัน เงินกู้ให้
ในกรณีที่ต้องการปรับปรุงระบบการเลี้ยงตามแรงกดดันของตลาดต่างประเทศ เช่น กลุ่มประเทศอียูที่มักจะหาข้ออ้างมาเพิ่มมาตรฐานและเพิ่มคุณภาพ เพื่อกีดกันสินค้าทางอ้อม ทำให้ต้นทุนสูง เพื่อจะได้ไม่สามารถแข่งขันกับผลผลิตในประเทศของตน


ภาระในการปรับปรุงจะถูกปัดมาให้เกษตรกร เช่น การเปลี่ยนระบบเลี้ยงจากเปิดมาเป็นระบบปิด ซึ่งต้องติดตั้งระบบฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อรักษาอุณหภูมิ เหมือนกับการติดแอร์ให้ไก่อยู่ แต่เกษตรกรเองกับต้องกินนอนอยู่กับอากาศที่ผันแปรทั้งร้อนจัด หรือหนาวจัดในบ้าน ต้องติดระบบพัดลมดูดอากาศเข้าและระบายอากาศออก รายจ่ายค่าไฟฟ้าจึงเป็นรายจ่ายใหญ่อีกรายการหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีการแปรรูป หรือขายกิจการไฟฟ้าของรัฐมาให้เอกชน และมีการขึ้นราคาค่าไฟฟ้าทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น เทคนิคการคิดค่าเอฟที เกษตรกรก็จะเป็นผู้รับกรรม (ตามระเบียบ) หากว่าเกษตรกรไม่ปรับปรุง บริษัทก็จะไม่รับซื้อ หรือรับซื้อผลผลิตในราคาต่ำๆ


การเกษตรแบบตีตรวนได้ทำลายห่วงโซ่อาหารของหลายๆ ประเทศ เพราะเกษตรกรถูกล่อลวงให้ละทิ้งการผลิตพืชที่เป็นธัญญาหาร หันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยว หรือพืชอุตสาหกรรม หรือพืชเพื่อการส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เพื่อให้ได้ผลผลิตมากๆ ก็ต้องใช้สารเคมีช่วยอย่างหนัก เช่น ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง ซึ่งสารเหล่านี้เมื่อโดนน้ำชำระ ก็จะไหลซึมลงสู่ดิน ลงสู่น้ำบาดาล และลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง หรือทะเล ไปทำลายห่วงโซ่อาหารในน้ำอีก ทำให้วงจรอาหารตามธรรมชาติถูกทำลาย เมื่อมนุษย์ได้ดื่ม หรือกินสารปนเปื้อนก็จะทำให้ ภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เป็นมะเร็ง และโรคอื่นๆ ห่วงโซ่อาหารที่ถูกทำลายทำให้เกิดความอดอยากและโรคระบาด


การเกษตรแบบตีตรวนทำให้ชีวิตของเกษตรกรต้องไปผูกต่อระบบความไม่แน่นอนของสงครามการค้าในระดับโลก ซึ่งมักจะนำข้ออ้างเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยมาเป็นข้ออ้างในการกีดกันการค้า ผลคือเมื่อตลาดต่างประเทศถูกปิด หรือถูกกีดกัน บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมก็มักจะปัดภาระมาที่เกษตรกร โดยการไม่ยอมรับซื้อผลผลิตตามที่ตกลงกัน โดยอ้างถึงความไม่มาตรฐานต่างๆ โดยไม่ผิดสัญญา


การเกษตรแบบตีตรวนจึงเป็นอันตรายและคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรจะมองข้ามกัน

http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?
s_tag=02edi06280849&day=2006/08/28

 

| home | aboutus | news | article |
| media-publications | products-supporting | Links | contacts us |

www.sathai.org
Year 2005-2006
คลิกที่เข็มทิศ เพื่อดูแผนที่ไปมูลนิธิ
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

Sustainable Agriculture Foundation Thailand

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซ่อยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/โทรสาร: 2 591 1195-6, 2 580 2035
อีเมล์ : sathai@sathai.org
มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซด์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้
 
hotnews
movement
hotissue
smart article

คลิกที่นี่ !!
บอกเล่าเก้าสิบ เรื่องกรณีศึกษาเกษตรยั่งยืน

คลิกที่นี่ !!
เรื่องเล่าจากต่างแดน

ในเวดวงเกษตรกร
สนับสนุนสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน


ข้าวหอมมะลิชั้นหนึ่งจากนาเกษตรอินทรีย์ จ.สุรินทร์

สนับสนุนสินค้าเพื่อกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

เสื้อยืด ของที่ระลึกสวย จากศิลปินผู้สนับสนุนการส่งเสริม วิจัย และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน