| |
| :::
บทความที่น่าสนใจ ::: |
|
0023-คำถามระพีถึงรัฐมนตรีเกษตร-มติชน-วันที่
11 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10441 |
คำถาม ระพี สาคริก คำถาม ถึง รัฐมนตรี "เกษตร" คำถาม เศรษฐกิจพอเพียง คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์ ท่าทีของ ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ต่อ 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่เป็นท่าทีที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจ "ดูรัฐมนตรีทั้ง 2 ไม่มีอะไรน่าคาดหวังได้ว่าจะมาทำอะไรเพื่อเกษตรกร" คล้ายกับเป็นการติเรือทั้งโกลน คล้ายกับเป็นการไม่ให้โอกาส คล้ายกับเป็นการ ไม่ให้ความเป็นธรรมทั้งต่อรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ ทั้งๆ ที่ นายธีระ สูตะบุตร จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทั้งๆ ที่ นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้ ทั้งๆ ที่ นายธีระ สูตะบุตร รับราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนได้เป็นอธิการบดีก่อนเกษียณจากราชการ ทั้งๆ ที่ นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา เคยเป็นผู้อำนวยการกองโครงการเศรษฐกิจอยู่ในสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เคยรับราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนได้เป็นรองปลัดกระทรวง ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเหตุใด ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก จึงไม่มีความหวังเลยแม้แต่น้อยว่ารัฐมนตรีทั้ง 2 คน จะทำงานเพื่อเกษตรกร น่าศึกษา น่าทำความเข้าใจ อย่างเป็นพิเศษ อย่าลืมว่า ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ก็ได้ปริญญาเอกทางด้านการเกษตรมาเหมือนกัน อย่าลืมว่า ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ไม่เพียงแต่รับราชการจนได้เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หากแต่ยังเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแล้วด้วย แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ยังประสานความรู้ทางด้านการเกษตรอันถือว่าเป็นภาค "ทฤษฎี" เข้ากับ "การปฏิบัติ" ที่เป็นจริง ประการ 1 คือ การบุกเบิกกระบวนการอันเกี่ยวกับกล้วยไม้ ประการ 1 คือ การสร้างสายสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับเกษตรกรไม่ว่าจะเป็น ชาวนา ชาวไร่และชาวสวนมาอย่างยาวนาน น่าสนใจว่าเหตุใด ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก จึงมีบทสรุปว่า "ทุกวันนี้เกษตรกรกำลังจะตายหมดประเทศ" น่าสนใจว่าเหตุใด ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก จึงมีบทสรุปว่า "ดร.ธีระ สูตะบุตร สมัยที่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่เห็นจะนำพานักศึกษาลงไปเหยียบดินหรือไปใกล้ชิดกับเกษตรกรเลย" เป้าหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ที่ "เกษตรกร" บทสรุปของ ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก มาจากพื้นฐานความเชื่อมั่นที่ว่า เกษตรกร คือ รากแก้วของแผ่นดิน น่าสนใจก็ตรงที่เมื่อมีการหยิบยกแนวทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" ขึ้นมาก็จะก่อให้เกิดนัยประหวัดไปยัง "เกษตรกร" อย่างเป็นด้านหลัก ไม่เพียงแต่ ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก เท่านั้นที่มีบทสรุปเช่นนี้ หากแม้กระทั่งเมื่อ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) หน่วยงานและองค์กรภาคเอกชนกว่า 60 องค์กร ร่วมกันจัดงานสมัชชาเกษตรกรรมทางเลือก ครั้งที่ 3 มหกรรมเกษตรกรรมยั่งยืน ขึ้นในระหว่างวันที่ 18-21 พฤศจิกายน 2547 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทสรุปจากการได้อ่านเอกสารในงานของ ศาสตราจารย์ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา คือ "ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน หมายถึง เกษตรกรรมธรรมชาติ วนเกษตร เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ และเกษตรทฤษฎีใหม่" บทสรุปเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึง "เกษตรกรรม" กับ "เศรษฐกิจพอเพียง" คล้ายกับว่าการแปรนามธรรมแห่งปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ไปสู่รูปธรรมทางการปฏิบัติที่เป็นจริงทาง "เกษตรกรรม" ไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากและซับซ้อน เพราะมีตัวอย่างให้ได้เห็นเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว แล้วเหตุใดจึงไม่บังเกิดความเชื่อมั่นต่อรัฐมนตรีทั้ง 2 คนแห่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้น ปมเงื่อนอยู่ที่ว่าแนวทาง "กระแสหลัก" กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอย่างไร เป็นเกษตรกรรมธรรมชาติหรือเกษตรกรรมเคมี เป็นเกษตรผสมผสานหรือเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว เป็นเกษตรทฤษฎีใหม่หรือเป็นเกษตรในแนวทางทุนนิยม ตรงนี้ต่างหากที่หลายคนอยากได้คำตอบจากรัฐมนตรีแห่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน้า 3< ที่มา http://www.matichon.co.th/matichon/ matichon_detail.php?s_tag=01col01111049&day=2006/10/11 |
![]() |