| |
| :::
บทความที่น่าสนใจ ::: |
|
0025-กินเจอย่างไรให้ได้บุญ - ฝ่ายข้อมูลไบโอไทย
- 25 ตุลาคม 2549 |
กินเจอย่างไรให้ได้บุญ
(กว่าที่คิด) ?
และแล้วธงเหลืองแดงก็ปลิวไสวไปทั่วอีกครั้ง ... สัญลักษณ์ของธงเหลืองแดงคราวนี้ไม่ใช้ธงนำประท้วงผู้นำประเทศคนที่สร้างความเสียหาย และความร้าวฉานมาสู่สังคม หากแต่เป็นธงนำคุณธรรม ศีลธรรมส่วนบุคคลกลับคืนมาสู่สังคม ธงสีเหลืองที่มีตัวอักษรจีนสีแดงที่เขียนคำว่า ไจ ซึ่งแปลว่า ไม่มีของคาว โดดเด่นสะดุดตาของผู้คนที่ตั้งใจจะเป็น คนกินเจ ในช่วงระหว่างเทศกาลกินเจจะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ไปจนถึง วัน 9 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินจีน ซึ่งปีนี้ตรงกับช่วงวันที่ 22 30 ตุลาคม ภาพที่ปรากฏตามร้านอาหารทั่วไปทั้งในตลาดดังๆ ที่มีคนจีนอยู่อาศัยอย่างเยาวราช ตลาดน้อย และถนนจันทร์ หรือตามร้านค้าทั่วไปนั้นมีร้านอาหารที่ปักธงเหลืองแดงนี้เพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งผิดกับเมื่อสักสิบปีก่อนที่คนกินเจ หาอาหารเจรับประทานได้ยากกว่าปัจจุบันนี้มาก อีกทั้งรูปร่างหน้าตาของอาหารเจที่เรารับประทานอยู่ในปัจจุบันก็ดู น่ารับประทานจนบางคราวอดสงสัยไม่ได้ว่าช่างปรับปรุงอาหารเจได้ใกล้เคียงกับ อาหารปกติเสียนี่กะไร ซึ่งความดีข้อนี้ก็ช่วยให้เกิด คน(หัด)กินเจ รายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้มาก อีกทั้งยังรักษาตลาดของคนกินเจเจ้าเก่าเอาไว้ได้อีกด้วย แต่ ทั้ง คน(หัด)กินเจ และคนกินเจเจ้าเก่าต่างมีเป้าประสงค์เดียวกันในการกินในช่วงเวลาซึ่งชาวจีน เชื่อว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ และชดใช้หนี้กรรมที่ได้กระทำมาในช่วงนี้ ธงสีเหลืองซึ่งหมายถึงผู้ทรงศีล และคำว่า ไจ สีแดงที่ธงเหลืองซึ่งมีความหมายว่า ไม่มีของคาว จึงเป็นธงชัยปักไว้ระลึกเตือนใจให้เรา กินเพื่องดเว้นเนื้อสัตว์ของคาว ซึ่งก็คือการปฏิบัติธรรม รักษาศีลของความเป็นมนุษย์ ที่ตั้งใจละเว้นการเบียดเบียน และฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซึ่งนอกจากเป็นการประพฤติเพื่อเจริญมหาเมตตานำสิริมงคลมาสู่ตน และก่อให้เกิดสันติสุขแก่ทุกชีวิตบนโลกแล้ว ยังระลึกให้เราปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และใจ ไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะการกินเจเป็นเพื่อนซี้คู่หูกับกัลยามิตรที่ชื่อ ถือศีล อย่างไรก็ตาม หากตั้งใจที่จะปรับบทบาท (ชั่วคราว) ในเทศกาลกินจี ซึ่งนอกจากเราจะคำนึงถึงรูปร่าง หน้าตา และรสชาติของเจที่เรากินเพื่อให้กินไปได้ตลอดช่วงเจนี้แล้ว หากเราสามารถเข้าใจให้ลึกซึ่งถึงที่มาของอาหารที่เรากิน และสามารถหาแหล่งของอาหารที่มีกระบวนการผลิตที่ไม่เบียดเบียนทั้งต่อตัวเองและคนอื่น รวมทั้งธรรมชาติ เพื่อให้ได้ตามคอนเซ็ปต์ เต็มร้อยของพิธีกรรมนี้ก็สามารถทำให้การกินเจเกิดอานิสงส์ขึ้นได้จริงๆ และเห็นผลทันตาทันทีที่ลงมือทำในโลกนี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า ผู้เขียนเสนอว่ามีวิธีการกินเจที่จะทำให้ได้บุญมากไปกว่าที่เราเคยทำกันมาง่ายๆ 3 ข้อ 1.ปลูกผักเอง ทำเป็นสวนครัว สวนลอยฟ้า สวนกระถาง ตามแต่สภาพของพื้นที่อยู่อาศัยจะอำนวย ซึ่งคนที่พอมีที่อยู่บ้างก็จะได้เปรียบ ปลูกผักจำเป็นแต่ต้องการปริมาณน้อยอย่าง พริก ตะไคร้ มะกรูด ฯลฯ ซึ่งใช้บ่อย นอกจากจะช่วยประหยัดแล้ว ยังช่วยลดการฆ่าโรคและแมลงจากการใช้สารเคมีการเกษตร สร้างความปลอดภัยให้กับตัวเอง คนที่บ้าน 2.หาแหล่งผัก-อาหารอินทรีย์รับประทาน เป็น การลดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทางอ้อมโดยมอบภาระหน้าที่นี้ให้กับเกษตรกรที่เรา ไว้วางใจได้ว่าพวกเขาจะไม่สร้างอาหารที่ทำให้เราต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ที่เป็นโรค แมลง และเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรเลิกเบียดเบียนตนเองด้วยการเร่งปลูกผัก ผลิตอาหารที่ใช้กระบวนการเร่งให้เติบโตด้วยปุ๋ยและกำจัดแมลงตัวห้ำ ตัวเบียน ไปพร้อมๆ กับแมลงศัตรูพืช และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในห่วงโซ่อาหารธรรมชาติ 3.หยุดกินอาหารจีเอ็มโอ นอกจากจะมีเหตุผลที่ว่า การศึกษาวิจัยหลายชิ้นในระยะหลังยืนยันตรงกันว่า
อาหารดัดแปลงพันธุกรรมมีอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ (โปรดอ่าน อันตรายของอาหารดัดแปลงพันธุกรรมได้รับการยืนยัน
: อันดับที่ 11 ของโครงการข่าวไม่เป็นข่าว ปี 2006 (Project Censored 2006)
- แปลโดยคุณและเรียบเรียงโดย คุณภัควดี วีระภาสพงษ์ ได้ที่เว็บไบโอไทย: www.biothai.net
และ เว็บประชาไท:http://www.prachatai.com/ ใน สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตถั่วเหลืองส่งออกราใหญ่ที่สุดของโลก ถั่วเหลืองที่พวกเขาปลูกนั้นเป็นถั่วเหลืองจีเอ็มโอที่ได้รับเงินอุดหนุน จากรัฐบาลสหรัฐที่นำภาษีของประชากรมาสนับสนุนให้ธุรกิจบรรษัทขนาดใหญ่อยู่ รอดได้จากการขายเมล็ดพันธุ์ผูกขาดสิทธิบัตรให้เกษตรกรสหรัฐ โดยกระบวนการอุดหนุนการผลิตภายในประเทศซึ่งประกันราคาผลผลิตถั่ว เหลืองจีเอ็มโอ และการทุ่มตลาด ราคาถั่วเหลืองที่ขนส่งมาไกลจากสหรัฐแม้รวมรายจ่ายเกี่ยวกับการจัดการ การขนส่ง และการตลาดแล้วก็ยังสามารถขายได้ในราคาที่ถูกกว่าเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองของไทย ส่วนในอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นประเทศที่ปลูกพืชจีเอ็มโอมากเกษตรกรล้มละลายจากการปลูกถั่วเหลืองจีเอ็มโอขายในตลาดโลก ใน อินเดีย ชาวไร่ฝ้ายจีเอ็มโอ ต้องฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้ที่สั่งสมเพราะความล้มเหลวของผลผลิตฝ้ายที่ไม่สม ราคาคุยตามที่บรรษัทเจ้าของเมล็ดพันธุ์ฝ้ายผีปอบกล่าวอ้างเอาไว้ในโฆษณา อาหารจีเอ็มโอ ซึ่งนอกจากจะคุกคามชีวิตเกษตรกรผู้ผลิต แล้ว ยังเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่อาหารอีกด้วย คุณลองนึกภาพตามคำบอกเล่านี้สิว่ามันหฤโหดขนาดไหน เราเอายีนของบีทีซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถทำลายสมอฝ้าย ข้าวโพด และถั่วเหลืองมาใส่ในต้นพืชเหล่านี้ เมื่อแมลงศัตรูพืชนี้มากิน มันก็จะตาย ซึ่งเท่ากับว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสร้างความสามารถในการฉีดพ่นสารพิษทำลายแมลงด้วยตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงนั่นเอง หยุดกินอาหารจีเอ็มโอ จึงเป็นการหยุดการโกหกของบรรษัทข้ามชาติที่มักกล่าวคำสวยหรูว่าจะมาช่วยกู้วิกฤติเกษตรกรและอาหารที่ขาดแคลนด้วย การนำเทคโนโลยีขั้นสูงที่บรรษัทสามารถลงทุนเพื่อหวังผลกอบโกยในอนาคตโดยมีระบบสิทธิบัตร และควบคุมระบบการผลิตและตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ อันเป็นหลักประกันความร่ำรวยบทความเดือดร้อนของทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ของบรรษัทเคมีการเกษตรขนาดใหญ่เหล่านี้ไปพร้อมๆ กันด้วย การกินเจเพื่อให้จิตและกายบริสุทธ์ที่แท้ในปัจจุบันอาจยากขึ้นกว่าเมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว แต่ถ้าเริ่มแต่วันนี้ ที่เราๆ ทุกคน ในปีต่อๆ ไป การสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถยืนอยู่ได้ด้วยระบบเกษตอินทรีย์ ซึ่งเป็นระบบเกษตรกที่ปฏิเสธสารเคมี กระบวนการผลิตที่ทำลายธรรมชาติ และจีเอ็มโอ ก็คงจะพอช่วยส่องทางให้เกิดการกินเพื่อผลบุญได้อย่างที่หวังให้สำหรับคนกินเจให้จริงๆ ผู้ที่สนใจจะเป็นผู้บริโภคสนับสนุนเกษตรกร ปัจจุบันมีกลุ่มผู้บริโภคสนับสนุนเกษตรกร (CSA/Consumer Support Agriculture) ซึ่งรับผักอินทรีย์โดยตรงจากเกษตรกร อ.ด่านช้าง สุพรรณบุรี และข้าวอินทรีย์จาก จ.สุรินทร์ รายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) โทร. 02-591-1195 ถึง 6
ที่มา : ฝ่ายข้อมูลไบโอไทย - 25 ต.ค. 49 |
![]() |