| |
| :::
บทความที่น่าสนใจ ::: |
|
0027-ข้อตกลงเขตการค้าเสรีผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรและภาคเกษตรกรรม
- FTA WATCH |
ข้อตกลงเขตการค้าเสรีผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรและภาคเกษตรกรรม
โดย กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA WATCH) ก่อนหน้ารัฐบาลมีนโยบายในการทำจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ เช่น กับออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกานั้น ประเทศไทยได้เปิดรับการเปิดเสรีการเกษตรภายใต้ข้อตกลงทางการเกษตร (Agreement on Agriculture) ในฐานะประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization) ในปี พ.ศ.2537 โดยมาตรการหลัก 3 ด้าน ที่ถูกกำหนดขึ้นภายใต้กรอบการเปิดเสรีขององค์การการค้าโลก ประกอบด้วย (1) การเปิดตลาด หมายถึง การลดอัตราภาษีนำเข้า และการเปลี่ยนมาใช้มาตรการโควตาภาษีแทนการจำกัดการนำเข้า ซึ่งจะทำให้มีการกำหนดโควตาการนำเข้าสินค้าเกษตรจำนวน 23 รายการ เช่น ข้าว กระเทียม ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยหากปริมาณการนำเข้าไม่เกินกว่าปริมาณโควตาที่กำหนดจะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำ แต่หากนำเข้าเกินกว่าปริมาณโควตาที่กำหนดจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นหรือมีการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ (2) การลดการอุดหนุนภายในประเทศ หมายถึง การลดงบประมาณที่ใช้ในการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร รวมถึงสินเชื่อต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาดและราคา (3) การลดการอุดหนุนการส่งออก หมายถึง การลดงบประมาณที่ใช้ในการส่งเสริมการส่งออก เช่น เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเพื่อการส่งออก (Packing credit) ทั้งนี้ หากประเทศใดไม่มีได้ให้การอุดหนุนอยู่ก่อนแล้วก็จะไม่สามารถให้การอุดหนุนได้ ดังกรณีของประเทศไทยที่ไม่ได้แจ้งการอุดหนุนการส่งออกจึงทำให้เสียสิทธิในการอุดหนุนการส่งออกไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตามในกรณีการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีนั้น จะมีการเจรจากันเฉพาะการเปิดตลาดเท่านั้นแต่ไม่รวมถึงการลดการอุดหนุนภายใน และการอุดหนุนการส่งออก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในกรณีที่จัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศที่มีการอุดหนุนเป็นจำนวนมากเช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น กฎหมายการเกษตรและการลงทุนในชนบทของสหรัฐอเมริกา
(Farm Security and Rural Investment Act 2002) ทำให้มีการอุดหนุนภาคเกษตรเป็นมูลค่ากว่า
180,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7.2 ล้านล้านบาท ไปจนถึงปี พ.ศ.2554 และจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ส่งออกหลักถูกลง
เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง มีราคาต่ำมาก 1. ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน มีผลแล้วในส่วนของสินค้าที่สามารถตกลงกันได้ก่อน (Early Harvest) คือสินค้าในหมวดผักและผลไม้ โดยมีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นมา สาระสำคัญของความตกลงครอบคลุมเรื่องการลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ทุกรายการ ให้เหลือ 0%ตามพิกัดศุลกากรตอนที่ 07-08 (116 รายการ ตามพิกัดศุลกากร 6 หลัก) 2. ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 1 มกราคม2548 สำหรับสินค้าเกษตรของประเทศไทยที่จะลดภาษีเป็นศูนย์ทันทีประกอบไปด้วยธัญพืช เส้นใยใช้ในการทอ ครั่ง โกโก้ .เป็นต้น สินค้าเกษตรที่จะทยอยลดภาษีเป็นศูนย์ภายใน 2553 (5 ปี) ได้แก่ ผัก และผลไม้ สินค้าอ่อนไหวของไทย จะค่อยๆ ทยอยลดภาษีเป็นศูนย์ใน 10-20 ปี ได้แก่ นมข้น บัตเตอร์มิลค์ น้ำผึ้ง ส้ม องุ่น มันฝรั่งปรุงแต่ง ไวน์ แอลบูมิน เนื้อ นม หางนม เนย เนยแข็ง เครื่องในสัตว์ มันฝรั่ง น้ำตาล กาแฟ ข้าวโพด ชา นมและครีม การเปิดเสรีดังกล่าวให้กับออสเตรเลียจะแลกกับการที่ออสเตรเลียลดภาษีสำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก ชิ้นส่วนยานยนต์ การเปิดตลาดในธุรกิจซ่อมรถยนต์ บริการมือถือและดาวเทียม เป็นต้น 3. ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา การเจรจากำลังดำเนินการอยู่โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2548 และจะลงนามได้ภายในปี 2549 ประเทศไทยต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวโพด
ถั่วเหลือง มันฝรั่ง และอื่นๆ แลกกับการที่สหรัฐจะลดการกีดกันการส่งออกไก่
กุ้ง และอาหารทะเลจากประเทศไทย อเมริกาเรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดสินค้าจีเอ็มโอของสหรัฐ
โดยต้องอนุญาตให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอในประเทศไทย รวมทั้งผลักดันให้ไทยยอมรับกฎหมายสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต
และยอมรับกฎหมายให้สิทธิผูกขาดเรื่องพันธุ์พืชตามมาตรฐานของสหรัฐ (กรุณาอ่านเพิ่มเติมจาก
ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ กับผลกระทบที่มีต่อพันธุ์พืชและทรัพยากรชีวภาพ) 1. เกษตรกรไทยหลายล้านคนต้องล่มสลาย
ขณะนี้เกษตรกรไทยที่ปลูกผัก ผลไม้เมืองหนาว หอมและกระเทียมต่างได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีแล้ว
โดยขณะนี้พื้นที่ปลูกพืชเหล่านี้ลดลงแล้วกว่า 1 ใน 3 ทั้งๆที่เพิ่งลงนามเอฟทีเอกับประเทศจีนได้ไม่นาน
และหากรัฐบาลไทยยังไม่ทบทวนนโยบายการทำเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ เกษตรกรไทยจะประสบชะตากรรมเดียวกันกับเกษตรกรในประเทศเม็กซิโก
ซึ่งต้องสูญเสียอาชีพกลายเป็นแรงงานอพยพนับล้านๆคน สินค้าเกษตรกรรมราคาถูกจากต่างประเทศจะทำให้เกษตรกรที่ปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด เลี้ยงวัว ตลอดจนผักและผลไม้หลายชนิดต้องสูญเสียอาชีพ ส่งผลกระทบต่อระบบความมั่นคงทางอาหารเพราะต้องพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศ ในขณะที่การลดพื้นที่การปลูกถั่วเหลือง และการเลี้ยงวัวและควาย เป็นการทำลายระบบเกษตรกรรมยั่งยืนเนื่องจากกิจกรรมเกษตรดังกล่าวเป็นเป็นการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของดินและเป็นห่วงโซ่สำคัญในระบบนิเวศเกษตรของประเทศ ราคาสินค้าเกษตรที่ถูกลงไม่ได้หมายความผู้บริโภคจะบริโภคอาหารในราคาถูกไม่
ประสบการณ์ของประเทศเม็กซิโกพบว่า แม้ราคาข้าวโพดจากอเมริกาถูกกว่าข้าวโพดของชาวไร่เม็กซิกันครึ่งต่อครึ่ง
แต่ราคา ทอร์ทิลญ่า แป้งข้าวโพดซึ่งเป็นอาหารหลักของพวกเขากลับมีราคาแพงขึ้นถึง
300% ในช่วง 10 ปีของการลงนามเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกา ข้อเสนอแนะ 1. เกษตรกรไทยและประชาชนไทยทุกส่วนต้องไม่ยินยอมให้รัฐบาลลดภาษีสินค้าเกษตรอื่นๆอีกต่อไปภายใต้การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ เนื่องจากการลดภาษีสินค้าเกษตรให้กับสหรัฐในขณะที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนเงินจำนวนมหาศาลให้กับเกษตรกรของตนนั้นเป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม พึงตระหนักว่าเกษตรกรไม่ใช่เครื่องจักรแต่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตเช่นคนกลุ่มอื่นๆ ผลผลิตจากการเกษตรไม่ใช่เป็นแค่เพียงสินค้า แต่คืออาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตและเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศ และเกษตรกรรมมิได้มีความหมายเพียงอาชีพเท่านั้น หากแต่เเป็นวิถีชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเรา 2. จัดตั้งกองทุนชดเชยเพื่อฟื้นฟูอาชีพให้แก่เกษตรกรที่ปลูกผัก ผลไม้เมืองหนาว โคเนื้อ โคนม และเกษตรกรกลุ่มอื่นๆที่ได้รับผลกระทบจากการทำเอฟทีเอ กองทุนดังกล่าวไม่ควรนำรายได้จากภาษีของคนส่วนใหญ่ แต่นำมาจากภาษีจากกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการลงนามเอฟทีเอ
เช่น จากธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ กิจการโทรคมนาคม
เป็นต้น ทั้งนี้มาตรการและแนวทางการเยียวยาความเสียหายนั้นต้องเป็นไปตามข้อเสนอและโดยได้รับความเห็นชอบจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ที่มาของข้อมูลและภาพ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA WATCH) http://www.ftawatch.org/autopage1/show_page.php?t=29&s_id=1&d_id=4 และท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสารเต็มรูปแบบได้ที่ http://www.ftawatch.org/download/file.php?id=63 |
![]() |