กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0028-จีเอ็มโอ จำเป็น ไหม ? - ผู้จัดการออนไลน์


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา


จีเอ็มโอ จำเป็น ไหม ?


ศ.เกียรติคุณ วิสุทธิ์ ใบไม้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เผยตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่คัดค้านงานวิจัยพืชจีเอ็มโอแน่นอน ย้ำเป็นเรื่องทำได้ แต่ย้อนถาม “พืชจีเอ็มจำเป็นกับประเทศไทยหรือไม่” ย้ำไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก “ไม่ต้องทำก็มีข้าวกิน” เรามีของดีอยู่กับตัว ระบุบรรษัทข้ามชาติโหมกระแสจีเอ็มโอเพราะใกล้ล้ม เชื่อไทยใช้พืชจีเอ็มแล้วไม่คุ้ม ผลตอบแทนต่ำเพราะซื้อวิทยาการเขามา อีกทั้งตลาดต่างชาติยัง “เซย์โน” จีเอ็มโอ ทำแล้วก็ขายไม่ได้

ท่ามกลางกระแสสังคมที่ยังลังเล สงสัย และไม่แน่ใจ กับการเข้ามาของวิทยาการดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ในพืช และในสัตว์ ที่ไม่อาจฟันธงลงไปอย่างชัดเจนได้ว่าจะออก “หัว” หรือออก “ก้อย”

ศ.เกียรติคุณ วิสุทธิ์ ใบไม้ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (บีอาร์ที: BRT) ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการวิจัยเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย อันมีแนวคิดหลักที่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งผู้บริหารโครงการรายนี้ได้ให้ความเห็นต่อการใช้ประโยชน์จากวิทยาการพืชตัดแต่งพันธุกรรม หรือ “จีเอ็มโอ” ว่า ในฐานะที่ตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์นั้น ไม่อาจจะปฏิเสธการศึกษาวิจัยในวิทยาการจีเอ็มโอได้เลย ซึ่งการทำวิจัยถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้อยู่แล้ว

ทว่า หากมีการนำจีเอ็มโอมาใช้ในงานเพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตพืชผลทางการเกษรแล้วนั้น คำถามที่เกิดขึ้นคือ "จีเอ็มโอจำเป็นกับประเทศไทยหรือไม่ เราจะทำไปเพื่ออะไร" ทั้งนี้ หากประเทศไทยเป็นประเทศในแถบแอฟริกาที่ยากแก่การเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นอาหาร ปลูกอะไรก็ปลูกไม่ขึ้นแล้วนั้น ก็ถือว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่จะมีการผลักดันให้นำวิทยาการพืชดัดแปลงพันธุกรรมมาพัฒนาพันธุ์พืชพื้นเมืองเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ขณะที่จริงๆ แล้ว ประเทศไทยเรากลับมีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์มาก ไม่ต้องทำก็ไม่อดตาย มีของดีเป็นของตัวเอง คือในน้ำมีปลาในนามีข้าว มีอาหารเหลือกินเหลือใช้ขนาดที่ส่งขายไปยังต่างประเทศ และเป็นครัวของโลกได้

“ถามว่าทำเพื่อขายหรือ หากเกษตรกรเอาข้าวจีเอ็มโอมาปลูก จะไม่เป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพหรือ แม้แต่ยุโรปเองก็ไม่เอาจีเอ็มโอ เรื่องนี้เป็นเรื่องของปรัชญา สิ่งที่เราเห็นว่าว่างคือมี ซึ่งเรามีความหลากหลายทางชีวภาพ ส่วนที่เราเห็นว่ามีคือว่าง เรื่องจีเอ็มโอเป็นเรื่องของความว่าง เราก็กลับไปเห็นกันว่ามี จีเอ็มโอเป็นเรื่องของบรรษัทไบโอเทคของสหรัฐอเมริกาที่เขาลงทุนไปมาก เป็นธุรกิจกองโต โดยไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและเรื่องสุขภาพ เมื่อเราใช้จีเอ็มโอ เราก็ต้องซื้อลิขสิทธิ์ ซื้อทรัพย์สินทางปัญญาของเขา เสียเงินแล้วแถมยังได้ของไม่ดี ขายไม่ได้”

“หากลองเทียบผลผลิตที่ได้สูงขึ้นจากการใช้จีเอ็มโอกับผลผลิตที่ได้จากธรรมชาติแบบที่เป็นอยู่ จะเห็นว่าเราได้มูลค่าเพิ่มมานิดเดียว เพราะเราต้องซื้อวิทยาการของเขามา ขณะที่ถ้าเขาใช้ของเขาเอง เขาจะได้มูลค่าสูงขึ้นมาก เรามีทุนของเราอยู่แล้ว แต่กลับไปทำลายทุนของตัวเอง”

“ตอนนี้จีเอ็มโอไม่จำเป็นเลย ถึงธุรกิจเราจะเจ๊ง แต่เราก็ยังมีข้าวกิน ถามว่าทำแล้วส่งออกได้ไหม ยุโรปก็ไม่เอา อย่างนั้นแล้วจะจำเป็นไหม ปกติวิถีชีวิตคนไทย อย่างที่บ้านผมเองมีพื้นที่หลังบ้านอยู่นิดเดียว โยนเม็ดมะละกอไปที่ดิน เทวดาก็ช่วยเลี้ยง เราก็เก็บกินอย่างเดียว เราไม่ต้องทำอะไรก็มีมะละกอให้กิน เราไม่ได้คัดค้านตัวเทคโนโลยี เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ใช้อริยสัจ 4 ของพระพุทธเจ้ามาจับดูเหตุและผลของเรื่องนี้ก็ได้ ว่าทำไมถึงมีการผลักดันเรื่องจีเอ็มโอ เพราะเมื่อลงทุนไปมากแล้วก็ต้องการหาตลาดให้ได้ เพราะลงทุนไปแล้วไม่เห็นผลใน 5 ปี 10 ปีที่วางไว้ บรรษัทก็อยู่ไม่ได้ ที่ฝ่ายหนุนจีเอ็มโอกล่าวหาว่าฝ่ายที่คัดค้านจีเอ็มโอไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับก็ไม่ใช่ เพราะเหตุผลที่แย้งไปก็เป็นวิทยาศาสตร์”

“ผมไม่คัดค้านเทคโนโลยีเลย เพราะผมก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่แม้แต่เทคโนโลยีก็ต้องมีความเพียงพอ ไม่เช่นนั้นโลกนี้จะบรรลัย ต้องไม่ให้เป็นเหยื่อของเทคโนโลยี เศรษฐกิจพอเพียงคือความพอดีๆ ไม่เป็นทาสเทคโนโลยี ส่วนเรื่องการวิจัยแล้วต้องทดลองในระดับไร่นาก็ต้องดูนโยบายก่อน ดูความจำเป็น แต่ก่อนจะทดลองในไร่นา ถามว่าตัวนักวิจัยเองรู้จักระบบนิเวศของเราดีแล้วหรือยัง อีกทั้งนิสัยคนไทยที่เป็นคนประนีประนอมอาจมีปัญหาตามมาได้”

สุดท้ายนี้ ศ.เกียรติคุณ วิสุทธิ์ บอกด้วยว่า โดยธรรมชาติที่ดูจะเป็นกรรมพันธุ์ของคนไทยไปแล้วนั้น ประเทศไทยเป็นชาติที่ผู้คนมีฝีมือทางเกษตรกรรมมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกัน เป็นความสามารถเฉพาะตัวของคนไทย นำพืชอะไรมาปลูกก็ขึ้นและทำได้ดีกว่าการเพาะปลูกของพื้นเมืองเดิม เช่น แก้วมังกร เพราะวิถีชีวิตคนไทยมีความนุ่มนวล มีคุณสมบัติของนักวิทยาศาสตร์สูงมาก และมากกว่าชาวต่างชาติ เช่นการทำแล็บที่ต้องใช้ความประณีตมาก คนไทยจะทำได้ดี บางทีเพื่อนชาวต่างชาติก็ยังต้องขอให้นักวิจัยไทยช่วยทำให้ ในทางกลับกันเราก็ต้องยอมรับว่า คนไทยไม่ถนัดทำเรื่องอุตสาหกรรมจริงๆ คือทำแล้วเจ๊ง ซึ่งเรามีความร่ำรวยของเราอยู่แล้วแต่ไม่มาก ขณะที่ก็ไม่มีวันหมด

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์24 ตุลาคม 2549 11:10 น.