กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0029-เหลียวมองปัญหาสังคมไทยในมิติเกษตรกรรม - นาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา


เหลียวมองปัญหาสังคมไทยในมิติเกษตรกรรม

เรียบเรียงโดย
นาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)


ประเทศไทยนั้นแต่ไหนแต่ไรมาเป็นสังคมเกษตรกรรม คนในชนบทมีบทบาทสำคัญในการสร้างบ้านแปลงเมืองมาช้านาน ระบบการผลิตของสังคมแต่ดั้งเดิมก็เพื่อตอบสนองความต้องการของครอบครัวและชุมชนเป็นหลัก โดยเน้นความหลากหลายและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นเป็นสำคัญ ไม่ได้นำเอาปัจจัยการผลิตจากภายนอกเข้ามาใช้ในการผลิตมากนัก อีกทั้งเป็นระบบการผลิตที่พึ่งพิงและอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ การผลิตในระบบดั้งเดิมที่หลากหลายเช่นนี้เมื่อเหลือผลผลิตจากการบริโภคจึงแจกจ่ายแลกเปลี่ยนกันในชุมชน ชุมชนจึงมีชีวิตที่พึ่งตนเองอย่างมีความสุข

จนเมื่อประเทศตะวันตกแผ่ขยายอำนาจมายังประเทศไทย จนมีการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในปี พ.ศ.2398 เพื่อเปิดให้มีการค้าขายกับประเทศตะวันตก ด้านหนึ่งเสมือนประเทศไทยเปิดรับเอาความเจริญก้าวหน้าเข้ามาพัฒนาประเทศ อีกด้านหนึ่งก็คือการบีบบังคับไทยให้เปิดประเทศเพื่อดูดซับและกอบโกยเอาทรัพยากรต่างๆ รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตร ทำให้สังคมไทยต้องผลิตอาหารเพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของธุรกิจอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้นระบบการผลิตถูกผลักดันเข้าสู่ระบบตลาด ตัวอย่างรูปธรรมคือการผลิตข้าวเพื่อขาย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของการเกษตรแบบดั้งเดิมเข้าสู่การเกษตรกระแสหลัก ทำให้ระบบการเกษตรของไทยได้เปลี่ยนจากการผลิตที่หลากหลายเพื่อยังชีพมาเป็นการผลิตเป็นปริมาณมากเพื่อการค้า ยิ่งเมื่อเกิดการปฏิวัติทางการเกษตรที่เรียกว่า “การปฏิวัติเขียว” ก็ยิ่งเกิดกระแสการผลิตเชิงเดี่ยวที่มุ่งผลิตพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นปริมาณมาก โดยใช้พืชพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบร่วมกับการใช้ปุ๋ย สารเคมี ยาฆ่าแมลง และเครื่องจักรกล เพื่อสะดวกและลดต้นทุนต่อหน่วยในขั้นตอนการจัดการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวระดับไร่นา โดยเน้นผลผลิตที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดส่งออกเป็นสำคัญ

นโยบายของภาครัฐเองก็มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยกว่าไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยหลงลืมไปว่าพื้นฐานของสังคมไทยนั้นสมควรเดินไปในครรลองใด เห็นได้จากการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกเมื่อปี 2504 เป็นต้นมา แต่จนถึงบัดนี้ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นในชนบทได้รับผลกระทบจากการพัฒนายิ่งกว่าจะได้รับประโยชน์ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศยังคงยากจน ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิต และถูกพันธนาการด้วยปัญหาหนี้สินที่ยากจะบรรเทาเบาบางไปได้

การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาจึงทำให้เกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างชนบทกับในเมือง ระหว่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมและบริการ วัฒนธรรมบริโภคนิยมและโลกาภิวัตน์หลั่งไหลเข้ามาคุกคามประเทศโดยปราศจากความรู้เท่าทันที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ผู้ปกครองประเทศและชนชั้นนำละเลยไม่ให้ความสำคัญ และขาดความเคารพต่อวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นจนกลายเป็นความขัดแย้งถึงขั้นวิกฤติ ในขณะที่ความพยายามที่จะ ปฏิรูปการศึกษานอกจากไม่มีความก้าวหน้าใดๆ แล้วยังมีแนวโน้มที่จะทำให้การศึกษากลายเป็นสินค้ามากกว่าจะทำให้ประชาชนเกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและรอบด้านอย่างเหมาะสม

จึงอาจกล่าวได้ว่าการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมายังหาได้สร้างประชาธิปไตยตามความหมายที่แท้จริงไม่ เพราะการกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศล้วนแล้วอยู่ในมือชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและการเมือง ในขณะที่ภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศและกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศเลย

ปัญหาด้านการผลิต
เป็นปัญหาสำคัญที่เห็นได้อย่างชัดเจนในภาคการเกษตรที่ถูกส่งเสริมให้เน้นการผลิตเชิงเดี่ยว เนื่องจากเกษตรกรจำเป็นต้องลงทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นเพราะต้องใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เครื่องจักรกลการเกษตร เชื้อเพลิง ค่าจ้างแรงาน เป็นต้น ซึ่งบางครั้งปัจจัยการผลิตเหล่านี้เกษตรกรต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติเนื่องจากมีข้อจำกัดในการลงทุน รวมทั้งการถูกกำหนดให้ใช้ปัจจัยการผลิตเหล่านี้ในปริมาณที่มากขึ้นทุกปี ยังไม่นับรวมปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการที่ดินเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาโรคและแมลงระบาด รวมทั้งความผันผวนของธรรมชาติ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกษตรกรต้องแบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการผลิตในปัจจุบันกับการผลิตที่ยั่งยืนได้ดังนี้

การผลิตในปัจจุบัน (เชิงเดี่ยว)
การผลิตที่ยั่งยืน
มีกิจกรรมการผลิตอย่างเดียวในพื้นที่ขนาดใหญ่ เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาโรคแมลง และปัญหาสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมการผลิตหลายอย่างในพื้นที่เดียวกัน ทำให้จัดกิจกรรมการผลิตให้เกื้อกูลผสมผสานกันได้
ใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมี พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ปรับปรุงขึ้น ใช้ปัจจัยการผลิตจากภายในเป็นหลัก ใช้พันธุกรรมพื้นบ้าน ลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก จนกระทั่งไม่ใช้เลย
ผลิตเพื่อขายหรือส่งออกเป็นสำคัญ ความผันผวนของราคาในตลาดจะมีผลต่อความอยู่รอดของเกษตรกร ผลิตเพื่อขายได้ด้วย แต่ความหลากหลายของกิจกรรมการผลิต จะสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงได้
ใช้เทคโนโลยีและเครื่องทุ่นแรงสมัยใหม่ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่นผนวกกับเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพึ่งตนเองเป็นสำคัญ
ได้ผลผลิตสูงในระยะแรกๆ และลดลงในระยะยาว ได้ผลผลิตสม่ำเสมอ โดยในระยะยาวจะให้ผลผลิตมากกว่า
มักให้ความสำคัญกับคุณภาพภายนอก เช่น สี ขนาด น้ำหนัก ปริมาณ ซึ่งไม่ใช่คุณภาพที่แท้จริง และอาจมีสารอันตรายตกค้าง ให้ความสำคัญกับคุณภาพภายใน เช่น กลิ่น รสชาติ แร่ธาตุอาหาร การเก็บรักษา เป็นต้น รวมทั้งได้ผลผลิตที่ปลอดภัย
เกษตรกรสูญเสียเงินตราให้กับบริษัทขนาดใหญ่และบรรษัทข้ามชาติในสัดส่วนมาก ไม่พึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่และต่างประเทศมากนัก
ส่งไปขายในตลาดที่เป็นอยู่ได้ง่าย แต่จะมีปัญหาในเรื่องตลาดในระยะยาว ในระยะแรกมีความจำเป็นต้องบุกเบิกและพัฒนาระบบตลาดขึ้น แต่ในระยะยาวจะก่อให้เกิดผลดีมากกว่า
เป็นระบบการผลิตแบบชั่วคราว ต้องย้ายพื้นที่หรือเลิกการผลิตไปในที่สุด ทำการผลิตในพื้นที่เดิมได้อย่างยั่งยืนนาน
เน้นการผลิตแบบแยกส่วนในลักษณะของความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ขาดการบูรณาการเข้าด้วยกัน เน้นการผลิตในเชิงระบบนิเวศเกษตรในลักษณะองค์รวม

นอกจากนี้ เกษตรกรยังถูกละเมิดสิทธิในการกำหนดระบบการผลิตจากวาทกรรมของภาครัฐที่ว่า “เพื่อให้เป็นไปตามหลักวิชาการ” ทำให้เกษตรกรไม่สามารถคิดค้นสร้างสรรค์และตัดสินใจว่าจะทำการผลิตอะไรในที่ดินของตนเองได้อย่างสุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมระบบเกษตรพันธะสัญญานั้นสูญเสียโอกาสในการกำหนดระบบการผลิตอย่างสิ้นเชิง

ปัญหาด้านตลาด
การพัฒนาในปัจจุบันทำให้สังคมอยู่ภายใต้การควบคุมของ “กลไกตลาด” ผู้ผลิตไม่สามารถกำหนดหรือต่อรองราคาผลผลิตได้อย่างแท้จริง เกิดสภาพการผูกขาดและถูกกดราคาโดยกลไกคนกลาง โดยเฉพาะเกษตรกรในระบบพันธะสัญญาแม้ดูเหมือนว่าจะมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเสี่ยงต่อการถูกกดราคาหรือปฏิเสธการรับซื้อผลผลิต สภาพดังกล่าวเกิดการการที่บริษัททุนใหญ่และบรรษัทข้ามชาติเป็นเจ้าของตลาด เพราะมีปัจจัยเอื้อให้สามารถใช้กลไกราคา การทุ่มตลาด กลไกทางกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เป็นเครื่องมือในการครอบครองตลาด ทำให้ผู้ผลิตรายย่อยไม่สามารถส่งผ่านผลผลิตให้กับผู้บริโภคได้โดยตรง จำเป็นต้องส่งผ่านกลไกเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับการแปรรูปผลผลิตและการส่งสินค้าไปยังตลาดภายนอกของชุมชน ก็ยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง กลุ่มชุมชนที่ยังไม่เข้มแข็งก็จะมีข้อจำกัดด้านมาตรฐานสินค้าและการเข้าถึงตลาด รวมทั้งตัวบทกฎหมายบางประการก็ได้สร้างความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน ผลประโยชน์จึงไปตกอยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีอำนาจและกำลังทุน

ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคก็ถูกครอบงำผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จนถูกสร้างค่านิยมการบริโภคใหม่ที่สอดรับกับการผลิตในระบบทุน หลงลืมวัฒนธรรมการบริโภคแบบดั้งเดิมไป ผู้บริโภคถูกทำให้ยึดติดกับคุณลักษณะภายนอกของสินค้า โดนตัดขาดความเชื่อมโยงกับผู้ผลิต การบริโภคในแต่ละวันจึงถูกปลูกฝังโดยสื่อและแนวคิดแบบทุนนิยมที่บริโภคอาหารเพียงไม่กี่ชนิดหรือแม้กระทั่งบางครั้งก็ไม่ได้รับรู้ว่าสิ่งที่บริโภคเข้าไปนั้นคืออะไร ซึ่งสิ่งนี้ก็จะส่งผลย้อนกลับไปที่ผู้ผลิต เนื่องจากการผลิตจำเป็นต้องตอบสนองการบริโภค เมื่อคนบริโภคอาหารเพียงไม่กี่ชนิด เกษตรกรก็ต้องผลิตอาหารชนิดนั้น ซึ่งก็ไม่หนีไม่พ้นการตกอยู่ในวงจรตลาดที่อยู่ภายในการครอบงำของบริษัททุนใหญ่และบรรษัทข้ามชาติ

ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ตั้งแต่ประเทศไทยประกาศตัวจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ก็ถูกทำลายลงไปอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน อาทิเช่น ป่าไม้ ดิน แร่ธาตุ โดยผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ก็ตกอยู่ในมือของคนไม่กี่กลุ่ม จนเมื่อสังคมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรภาครัฐจึงเริ่มเข้ามาจัดการ แต่การจัดการที่ผ่านมากลับกลายเป็นการสร้างปัญหาในอีกลักษณะหนึ่งแทน เนื่องจากแนวคิดและรูปแบบการจัดการยังคงรวมศูนย์การตัดสินใจ ไม่เห็นความสำคัญของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรเหล่านี้ นับตั้งแต่การประกาศ “เขต” ต่างๆ ทับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชุมชนท้องถิ่น พร้อมกับอ้างสิทธิผูกขาดการดูแลรักษาเพียงผู้เดียว ไม่เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ ทำให้ชุมชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หรือการดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ เช่น เขื่อนขนาดใหญ่ ก็พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้วว่าล้วนเป็นการสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาต่อวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นจำนวนมาก

นอกจากนี้ นโยบายการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมของรัฐยังก่อให้เกิดการช่วงชิงทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการนำที่ดินการเกษตรไปใช้ในการอุตสาหกรรม การผันน้ำของชุมชนมาใช้ในกระบวนการผลิต ปัญหามลภาวะจากอุตสาหกรรม การสนับสนุนอุตสาหกรรมประมงทะเลที่ส่งผลให้ชาวประมงขนาดเล็กต้องล่มสลายไป แม้แต่แนวคิดการจัดการทรัพยากรของรัฐที่ต้องการแปลงทรัพย์สินให้กลายเป็นทุน ก็กลายเป็นช่องทางให้กลุ่มนายทุนเข้ามาครอบครองสิทธิในทรัพยากรโดยรัฐไม่เข้ามาควบคุมจัดการ

อีกปัญหาหนึ่งที่ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น คือ การถูกช่วงชิงทรัพยากรโดยต่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรพันธุกรรมซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยก็กำลังถูกโจรกรรมไปโดยกลวิธีต่างๆ ซึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วก็มีให้เห็นอยู่ไม่ว่าจะเป็นกรณีเปล้าน้อยมาจนถึงกรณีข้าวหอมมะลิของไทย และคงจะเกิดปัญหาทำนองนี้ขึ้นอีกมากหากกลไกการจัดการภายในประเทศยังคงเป็นอยู่เช่นนี้

ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม
ปัญหาด้านการผลิต การตลาด และทรัพยากร ที่กล่าวมาข้างต้นล้วนส่งผลให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมล้วนตกอยู่ในสภาพของความยากจน ช่องว่างระหว่างคนรวยกับกับจนกว้างมากขึ้นทุกขณะ ในขณะที่นโยบายของรัฐกลับไม่ได้แก้ปัญหาให้คนเหล่านี้อย่างเหมาะสมและจริงจัง จนบางครั้งคล้ายเป็นการส่งเสริมให้เป็นหนี้มากยิ่งขึ้น เช่นการผลักดันให้เกษตรกรเข้ามาสู่ระบบเกษตรพันธะสัญญา การตั้งกองทุนต่างๆ ที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการพึ่งตนเอง

ปัญหาที่สำคัญอีกประการคือปัญหาด้านสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค เนื่องจากการเกษตรกระแสหลักต้องใช้สารเคมีจำนวนมากในรูปของปุ๋ยและยาฆ่าแมลง สารเคมีเหล่านี้ส่วนใหญ่จะก่อเกิดปัญหาตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการใช้ในไร่นา โดยเฉพาะเกษตรกรที่ไม่ได้รู้จักวิธีการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง อันจะเป็นผลเสียสะสมต่อสุขภาพและชีวิตของเกษตรกร นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร เป็นผลเสียสะสมต่อสุขภาพของผู้บริโภคแลทำให้เกิดเป็นปัญหาต่อการส่งออกสินค้าเกษตรในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาสังคมอีกหลายประการที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การอพยพแรงงานภาคการเกษตรเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เกิดสภาพชุมชนแออัดและปัญหาอาชญากรรมตามมา ปัญหาครอบครัวแตกแยก ชุมชนชนบทอยู่ในสภาพถูกทำให้ลดความสำคัญลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อ ประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงาม ทำให้ทุนทางสังคมที่เคยมีถูกทำลายลงไป

ปัญหาการพัฒนาความรู้และภูมิปัญญา
การพัฒนาสมัยใหม่ที่เน้นนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ถือได้ว่าเป็นรูปแบบการพัฒนาที่ละเลยความสำคัญของเทคโนโลยีในท้องถิ่น ตลอดจนภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่นที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีการพัฒนาใช้งานมาเนิ่นนาน โดยพิจารณาว่าเป็นเรื่องล้าสมัยและไม่มีประสิทธิภาพทันต่อเหตุการณ์ การพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชนควรเป็นบทบาทของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากหน่วยงานของรัฐ มหาวิทยาลัย รวมทั้งบริษัทธุรกิจเอกชน ขณะที่ชุมชนท้องถิ่นที่อยู่อาศัยในท้องถิ่นนั้นมาอย่างช้านานกลับมีฐานะเป็นเพียงผู้รับบริการ เช่น ในกรณีของเกษตรกรไทย เมื่อรัฐมีนโยบายถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรจากบริษัทสู่เกษตรกร เป็นการผูกมัดเกษตรกรเข้ากับความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งเกษตรกรไม่สามารถเป็นเจ้าของ ไม่มีอิสระรวมทั้งไม่มีศักยภาพในการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีของตน แม้รัฐจะกล่าวอ้างว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้เกิดผลผลิตการเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น เพิ่มพูนรายได้จากการส่งออกผลผลิตการเกษตรให้แก่เกษตรกร อย่างไรก็ตามความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมิได้ถ่ายทอดสู่เกษตรกรอย่างเท่าเทียมกัน หากแต่จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มธุรกิจการเกษตรส่วนหนึ่งที่มีข่าวสารข้อมูลและขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดังกล่าว

นอกจากนี้ แม้ชุมชนท้องถิ่นบางแห่งสามารถพัฒนาเทคนิควิธีการผลิตใหม่ๆ ได้ แต่กลไกของรัฐกลับไม่สนับสนุนให้องค์ความรู้เหล่านี้เป็นสมบัติของชุมชนอย่างแท้จริง ในขณะที่เมื่อบรรษัทข้ามชาติและประเทศมหาอำนาจได้ละเมิดและฉกฉวยภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” จากชุมชน รัฐกลับไม่แสดงออกถึงการตระหนักหรือให้ความสำคัญกับปัญหานี้ และยิ่งร้ายไปกว่านั้นกลับมีนโยบายล้มล้างและละเมิดสิทธิเกษตรกรไม่ว่าจะโดยตระหนักหรือไม่ก็ตาม

ในขณะที่ระบบการศึกษาทั้งในและนอกโรงเรียนละเลยความสำคัญของความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น สถาบันทางการศึกษาที่มีอยู่ก็ไม่ได้แสดงบทบาทเพื่อยกระดับองค์ความรู้และภูมิปัญญาของคนในสังคมอย่างเหมาะสม มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดมาเพียงเพื่อผลิตคนเข้าไปสู่ระบบทุน ระบบการศึกษาถูกแยกส่วนกับสังคม สถาบันการศึกษาของท้องถิ่นก็ไม่สามารถสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง นักเรียนนักศึกษาที่ผ่านสถาบันเหล่านี้จึงขาดความเข้าใจ ความรู้ จิตสำนึกและความตระหนักต่อความสำคัญของปัญหาในท้องถิ่นเลยไปจนถึงปัญหาระดับชาติ ไม่สามารถเชื่อมโยงมิติของสังคมเข้ากับองค์ความรู้ที่มีได้ ยิ่งไปกว่านั้นบางครั้งปัญญาชนเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนวิถีของทุนนิยมได้เป็นอย่างดี

ปัญหาความเข้มแข็งขององค์กร
ในระดับชุมชนการพัฒนาที่ไม่ส่งเสริมความสามารถในการพึ่งตนเองของคนในสังคม นำมาสู่ปัญหาความไม่เข้มเข็งขององค์กรชุมชนและสังคมโดยรวม ชุมชนท้องถิ่นไม่สามารถจัดการตัวเองได้อย่างแท้จริง ขาดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไม่สามารถจัดทำแผนชุมชนที่มีความเหมาะสมกับสภาพความต้องการและข้อจำกัดภายในชุมชน และชุมชนไม่สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มประชาชนได้

ในระดับองค์กรที่คอยสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นก็ยังไม่มีองค์กรใดโดยตรงที่จะเข้ามาเป็นตัวประสานและสนับสนุนการทำงานระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐได้อย่างมีอิสระและมีความคล่องตัว ในขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานส่งเสริมความสามารถในการพึ่งตัวเองของชุมชนก็ล้วนมีข้อกำจัดด้านบุคลากรและงบประมาณ อีกทั้งองค์กรต่างๆ เหล่านี้ก็ยังไม่สามารถประสานการทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม

ในระดับประเทศก็เห็นได้ว่านโยบายที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างให้เกิดความเข้มแข็งของกลุ่มชุมชนได้อย่างแท้จริง ยังมีการจัดการในลักษณะการรวมศูนย์อำนาจ ไม่เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการในมิติต่างๆ เช่น การจัดการศึกษา การส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมแบบยั่งยืน การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น

ปัญหาเชิงนโยบายและการเมือง
ที่ผ่านมามิติเชิงนโยบายและการเมืองของประเทศไทยที่สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยมีหลายประการ อาทิเช่น ปัญหานโยบายของรัฐที่ผิดพลาดไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยรวมทั้งบางนโยบายก็เป็นไปเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคมมากกว่าการตอบสนองประโยชน์สาธารณะ ปัญหาด้านกฎหมายของประเทศที่ทำให้ไม่สามารถนำมาเป็นกลไกบริหารจัดการได้อย่างแท้จริง ทั้งจากข้อจำกัดด้านเนื้อหาสาระของกฎหมายที่จำเป็น และการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ กฎหมายในปัจจุบันมีลักษณะของการสั่งการและควบคุมมากจนเกินไป ขาดตัวบทกฎหมายที่มีลักษณะการส่งเสริมป้องกัน รวมถึงขาดการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากนี้การพัฒนาทางการเมืองที่ผ่านมายังขาดการให้ความสำคัญต่อการเมืองภาคประชาชน รัฐมุ่งเน้นไปที่การเมืองแบบตัวแทนซึ่งมีรูปแบบการรวมศูนย์อำนาจและการตัดสินใจ

ในขณะเดียวกันสังคมไทยก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจากข้อตกลงหรืออนุสัญญาระหว่างประเทศ การเปิดเสรีทางการค้า การทุ่มตลาด การเอารัดเอาเปรียบด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อเข้ามากอบโกยทรัพยากรและภูมิปัญญาของไทย เป็นต้น

บนปัญหาทางสังคมเหล่านี้ นำมาสู่คำถามที่ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้คนในสังคมไทยจะต้องหันมาร่วมกันหาทางออกและช่วยกันแก้ไข แม้บางปัญหาจะดูว่าเป็นเรื่องยากและกระทบกับภาคส่วนต่างๆ ของสังคมหลายระดับ แต่ถ้าผู้คนมีความจริงใจและมุ่งมั่นที่จะแก้ไข ก็เชื่อได้ว่าไม่มีปัญหาใดที่จะยากเกิน และถึงที่สุดแล้วสังคมใหม่ที่เราใฝ่ฝันคงอยู่ไม่ไกล...ขึ้นอยู่กับคำตอบของเราเอง


เอกสารประกอบการเรียบเรียง
1. (ร่าง) นโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9, 2545
2. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการสิทธิเกษตรกรในประเทศไทย กระบวนการเรียนรู้กับการพัฒนาระบบเกษตรกรรม โดย เดชา ศิรัภัทร และคณะ, 2545
3. รายงานเบื้องต้น การติดตามประเมินผลโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย ปี พ.ศ.2545-2546, 2545
4. คำประกาศคณะทำงานประชาชนเพื่อฟื้นฟูแผ่นดิน, 2549
5. สุเมธ ปานจำลอง. 2549. ระบบเกษตรในเขตพื้นที่สูง : กรณีศึกษาบ้านซำผักหนาม. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.