กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0031-ความหมาย สถานะ และพัฒนาการของ ‘งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น/งานวิจัยชาวบ้าน’ ในสังคมไทย


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา


ความหมาย สถานะ และพัฒนาการของ ‘งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น/งานวิจัยชาวบ้าน’ ในสังคมไทย

ถอดเทปการอภิปราย หัวข้อ “ความหมาย สถานะ และพัฒนาการของ ‘งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น/งานวิจัยชาวบ้าน’ ในสังคมไทย”
โดย อ.บัณฑร อ่อนดำ คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
ดำเนินรายการโดย รศ.บำเพ็ญ เขียวหวาน


อ.บัณฑร นิยาม ความหมาย สถานะของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
คงเป็นการยากที่จะพูดถึงนิยาม ความหมาย สถานะของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นหรืองานวิจัยเพื่อชาวบ้าน แต่ผมอยากจะพูดถึงจากประสบการณ์ของตัวเองมากกว่า ผมเริ่มเรียนรู้จากงานวิจัยครั้งแรกด้วยการเป็นล่ามให้กับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง USOM หรือ USAID หลังจากนั้นได้ไปเรียนหนังสือปริญญาโทแล้วก็มาเป็นอาจารย์ ซึ่งก็มีการทำวิจัยแบบหนึ่ง หลังจากได้ออกมาเป็นนักพัฒนา ซึ่งทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชน และได้ทำงานวิจัยในอีกแบบหนึ่ง ต่อมามีองค์กรประชาชนเกิดขึ้นมาก ผมจึงได้ทำวิจัยกับชาวบ้าน

ผมอยากพูดถึงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในฐานะที่เป็นกระบวนการทางสังคม เดิมการทำวิจัยนั้นมีคนอื่นมาทำให้ อาทิ สหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่ามาทำวิจัยเพื่อท้องถิ่นไทยเหมือนกัน เช่น ป้องกันคอมมิวนิสต์ มาช่วยพัฒนา ต่างๆนาๆ เท่ากับว่ามีการแบ่งกันชัดเจนระหว่างคนมาทำวิจัยกับคนถูกทำวิจัย โดยคนที่มาทำวิจัยนั้นเป็นคนจากศูนย์กลางในระดับโลก การมีส่วนร่วมจึงไม่มี เนื่องจากคนทำวิจัยมีสมมุติฐานว่าตนเก่ง เป็นนักวิชาการ มีความเป็นวิชาชีพ รวมทั้งคิดว่าการทำวิจัยของตนเป็นไปเพื่อการพัฒนา ซึ่งก็เป็นกรอบแนวความคิดการพัฒนาแบบไม่มีส่วนร่วม พอมาถึงการวิจัยระดับประเทศ กลุ่มคนที่เป็นอาจารย์และนักเทคโนแครทก็มีความคิกเห็นอย่างเดียวกันว่า มีคนไปทำเพื่อท้องถิ่น หรือเพื่อพัฒนา เช่นเดียวกับที่อเมริกามาทำให้ไทย นี่คือการวิจัยเพื่อการครอบงำ อันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ครอบงำ โดยมุ่งเอาผลประโยชน์ ซึ่งคล้ายคลึงกับระบบอาณานิคม

ระยะหลังเมื่อผมได้มาทำงานกับเอ็นจีโอ ได้พบว่า เอ็นจีโอมีความคิดทำวิจัยเพื่อประชาชนจริงๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วม การคิดโจทย์วิจัยก็เอาประชาชนมามีส่วนร่วม เพราะการวิจัยในอดีตไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนเลย แต่เป็นความต้องการของผู้วิจัยและผู้ให้ทุนวิจัย เพื่อเอาไปพัฒนาตามแนวทางของตน ดังนั้น การพัฒนาจึงควบคู่กับงานวิจัย ทั้งนี้แนวความคิดที่เกิดขึ้นระยะหลังคือ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา หมายความว่า ต้องมีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวิจัยด้วย เมื่อแรกที่นักพัฒนาเริ่มทำการวิจัยแบบมีส่วนร่วมถูกกดดันและถูกดูถูกมากว่านักพัฒนาไม่มีหลักวิชาการ เพราะมีแนวความคิกกันคนละแบบ แต่ระยะหลังก็มีการพัฒนาระเบียบวิธีการแบบต่างๆขึ้นมา เช่น การประเมินผลชนบทแบบเร่งด่วน การประเมินผลเร่งด่วนแบบมีส่วนร่วม โดยมีพัฒนาการต่างๆเกิดขึ้น อาทิ ระยะแรกอาจมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล ระยะหลังชาวบ้านก็ค่อยตั้งโจทย์เอง หรือคิดหัวเรื่องการวิจัยเอง ผมขอฟันธงว่าการวิจัยแบบนี้ รวมทั้งแบบที่เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกทำเป็นการวิจัยแบบปลดปล่อย นอกจากนั้นการวิจัยเพื่อท้องถิ่น วิจัยชาวบ้าน จะต้องโยงกับการแก้ปัญหาทันที ไม่ใช่ทำวิจัยไปอยู่บนหิ้ง หรือเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ศ. หรือ รศ. ดังนั้นการวิจัยในความหมายของผมจึงประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หนึ่งต้องเป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วม สองต้องเป็นการวิจัยที่โยงกับการแก้ปัญหาจริงๆ สามเป็นการร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับคนภายนอก ทั้งนี้คนนอกที่เข้าไปก็ต้องเข้าใจว่า ไม่ได้ทำวิจัยเพื่อวิจัย แต่ทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาร่วมกับชาวบ้านด้วย กรณีงานวิจัยของเกษตรกรในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เป็นการวิจัยที่ไม่ได้อยู่บนหอคอยงาช้าง หรือเอาเฉพาะผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก แต่มุ่งนำเอาองค์ความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหา ทำให้ชาวบ้านได้ความรู้มากขึ้นจากงานวิจัย ขณะที่องค์ความรู้เก่าๆก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้น รวมทั้งนักพัฒนาก็มีความรู้มากขึ้นในการวิจัย และที่อยากให้ตระหนักอย่างมากก็คือ การวิจัยต้องโยงกับการแก้ปัญหา ถ้าไม่โยงก็ไม่รู้จะทำวิจัยไปทำไม

อ. บำเพ็ญ ท่านอาจารย์บัณฑรได้พูดถึงประสบการณ์การวิจัยเพื่อท้องถิ่นนะครับ และจุดประเด็นงานวิจัยในฐานะกระบวนการทางสังคม ตั้งคำถามว่า ทำวิจัยเพื่ออะไร ใครทำ ใครกำหนด พูดถึงการวิจัยที่ประชาชนมีส่วนร่วม การวิจัยแบบปลดปล่อย สุดท้ายคือนิยามงานวิจัยแบบชาวบ้าน ว่าต้องมีส่วนร่วม โยงกับการแก้ปัญหาจริง และร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับคนนอก ต่อไปขอเชิญคุณทรงพล เจตนาวณิชย์ ในฐานะที่มีประสบการณ์การทำงานกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และงานพัฒนาต่างๆมามาก

คุณทรงพล อันที่จริงผมไม่ได้ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นโดยตรง แต่การทำงานกับ สกว. ได้เข้าไปคลุกคลีกับงานวิจัยในลักษณะนี้ค่อนข้างมากโดยตลอด รวมทั้งได้รับทราบถึงพัฒนาการ การก่อเกิดการพัฒนาของงานวิจัยลักษณะนี้มาตั้งแต่ต้น ประกอบกับมีความสนใจเป็นการส่วนตัวด้วย เดิมเราอาจเคยชินแต่คำว่า “วิจัยแบบมีส่วนร่วม” หรือ “วิจัยชาวบ้าน” แต่คำว่า “การวิจัยเพื่อท้องถิ่น” เกิดขึ้นภายใต้การดำเนินงานของ สกว. ในช่วงหลังปี พ.ศ. 2540 ภายใต้สถานการณ์ความตระหนักว่า ใครเป็นผู้ได้ความรู้ หรือได้ประโยชน์จากผลพวงงานวิจัย ผงพวงนั้นตกถึงชาวบ้านแค่ไหน อย่างไร ศ.ดร.ปิยวัฒน์ บุญหลง ซึ่งขณะนั้นเป็นรอง ผอ.สกว. ก็ตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรงานวิจัยจึงจะเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านอย่างแท้จริง ทำอย่างไรจึงจะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านร่วมกันคิด หาข้อมูลมาวิเคราะห์ทำความเข้าใจกับปัญหาที่ตัวเองเผชิญอยู่ แล้วร่วมกันหาทางเลือก ทางออก ทดลองทำ และเรียนรู้จากการลงมือทำจริง หรือลองผิดลองถูก ซึ่งทำมากๆเข้าชาวบ้านก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้ในที่สุด อันนี้เป็นเป้าหมาย เป็นปรัชญาเบื้องต้นของการวิจัยท้องถิ่นของ สกว. ขณะเดียวกัน สกว. ก็ตระหนักว่าชาวบ้านคงต้องมีพี่เลี้ยงที่ช่วยในการพัฒนาโครงการ และช่วยเหลือในการเรียนรู้และร่วมกระบวนการ โดยพี่เลี้ยงควรจะเป็นคนที่ทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้านอยู่แล้ว หรือเป็นคนที่รู้เรื่องชาวบ้านอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการที่ลงไปทำงานกับชุมชนมาตั้งแต่ต้น หรือนักพัฒนาเอกชนที่ทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านอยู่แล้วในพื้นที่ รวมทั้งครู พระ ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น พัฒนาชุมชน เป็นต้น โครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจาก สกว. มีกฏเกณฑ์ 3 ประการ 1) โจทย์วิจัยจะต้องมาจากชาวบ้าน 2) ชาวบ้านจะต้องมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนของการวิจัย มิใช่ร่วมเฉพาะตอนคิดโครงการเท่านั้น 3) เป็นกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม น่าสนใจว่างานวิจัยส่วนใหญ่ใช้งบประมาณไม่มากนัก ทั้งนี้ ปัจจุบันชาวบ้านกับนักวิจัยภายนอกทำงานร่วมกัน โดยชาวบ้านจะรู้ปัญหาในท้องถิ่นตนเป็นอย่างดี แต่ขณะเดียวกันศักยภาพของชาวบ้านในการวิเคราะห์ เชื่อมโยง การบันทึก การขีดเขียนต่างๆ ยังจำกัด อาจจำเป็นต้องใช้คนนอกช่วย แต่ในอนาคตทาง สกว. คาดหวังว่าชาวบ้านจะทำวิจัยเองอย่างเบ็ดเสร็จ

จะเห็นได้ว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว. เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ แต่ขึ้นกับปัญหาของชาวบ้าน และความพร้อมของแต่ละพื้นที่ โดยได้เริ่มต้นจากภาคเหนือและขยายไปภาคอีสาน ภาคใต้ รวมทั้งภาคกลาง จะเห็นได้ว่าที่มาที่ไปของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว. ได้สะท้อนความหมายของงานวิจัยท้องถิ่น ทั้งนี้ ท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก มองว่าการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นกระบวนการทางสังคมด้วย ไม่ใช่เป็นงานวิจัยที่มุ่งหวังผลลัพธ์ที่เป็นเอกสารหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะที่ แต่เป็นการขับเคลื่อนทางสังคมโดยใช้ฐานความรู้

ในส่วนของกลุ่มที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อย่างกรณีพี่เลี้ยงนักวิจัยที่เป็นนักพัฒนานั้นจะพบว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นงานที่ตัวเองทำอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับชาวบ้าน ดังนั้น งานวิจัยท้องถิ่นจึงได้รับการตอบรับ เท่ากับว่า สกว. มาเปิดมิติใหม่ของการวิจัยและสนับสนุนให้คนทำงานทางสังคมไปทำงานวิจัยกับชาวบ้าน ส่วนกรณีของชาวบ้าน เดิมชาวบ้านกลัวคำว่า “วิจัย” มองว่าเป็นเรื่องของนักวิชาการ หรือคนที่มีความรู้ ที่สำคัญชาวบ้านไม่ถนัดในการเขียนโครงการ การเขียนรายงาน และการเก็บบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ เนื่องจากธรรมชาติการเรียนรู้ของชาวบ้านต่างจากของนักวิชาการ ชาวบ้านเรียนรู้แล้วไว้ในหัว เข้าใจ มองออก แต่ไม่มีระบบการบันทึกข้อมูล ในแง่หนึ่งการไปส่งเสริมการวิจัยก็คล้ายกับการเอาวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่ง ไปกดบังคับลงบนวัฒนธรรมของชาวบ้าน ขณะที่นักวิชาการบางส่วนก็ตั้งคำถามว่าชาวบ้านทำวิจัยได้จริงหรือ และเขาจะเขียนออกมาได้อย่างไร ทำให้ในช่วงเริ่มต้น สกว. จึงต้องหาพี่เลี้ยงไปชวนชาวบ้านทำวิจัยเพื่อท้องถิ่น จัดเวทีพูดคุย และพัฒนาโครงการบนฐานปัญหาของชาวบ้าน

ปัจจุบันเราดำเนินงานมาได้ 4 – 5 ปี โดยครอบคลุมพื้นที่เกือบ 50 จังหวัด มีโครงการวิจัยราว 300 – 400 โครงการ คุณูปการหรือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น คือเป็นการสร้างและปฏิบัติการที่ให้ความหมายใหม่ของงานวิจัยว่า “เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทำได้” ไม่ผูกขากเฉพาะนักวิชาการเท่านั้น

อีกทั้งงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ผ่านมาได้ตอกย้ำและบอกให้สังคมรับทราบ 3 – 4 ประเด็น ประการแรก คือในอดีตชุมชนท้องถิ่นสามารถสร้างความรู้ที่สอดคล้องกับความอยู่รอดของตนเองและสืบทอดความรู้ดังกล่าวอย่างกลมกลืนกับวิถีชีวิตของชุมชน ประการที่สอง กระบวนการพัฒนาที่ผ่านมาได้ละเลยภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านต่างๆ และได้นำเอาความรู้จากภายนอกเข้าไปกดทับความรู้เดิมของชุมชน มีกระบวนการที่ทำให้ความรู้ของชาวบ้านเป็นเรื่องที่ล้าสมัย ทำให้ชาวบ้านขาดศักดิ์ศรีและความมั่นใจในตัวเอง ประเด็นที่สาม ความรู้จากภายนอกนั้นส่วนใหญ่เป็นความรู้ที่ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นมา แต่เป็นความรู้แบบสำเร็จรูปที่ไม่สามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ประการสุดท้าย ได้มีข้อบ่งชี้ว่าหากมีกระบวนการที่เหมาะสม และเราสามารถใช้การวิจัยท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมทางปัญญาให้กับคนในท้องถิ่นได้ ซึ่งจริงๆก็คือ การปลดปล่อยอิสระภาพทางความคิด ทั้งนี้ ตลอด 40 –50 ปีของการพัฒนาที่ผ่านมา มีแต่ทางการส่งความรู้ ยัดเยียดเข้าไปในชุมชนท้องถิ่น ทำให้ชุมชนท้องถิ่นรู้สึกว่าตนคิดเองไม่ได้ ไม่มีศักดิ์ศรี และต้องพึ่งพาภายนอกอยู่ตลอดเวลา แต่เราค้นพบว่ายังมีชุมชนอีกหลายชุมชนที่ชาวบ้านยืนบนขาตัวเองได้ และมีความคิด เพียงแต่สิ่งเหล่านี้จะได้รับการสานต่อหรือต่อยอดอย่างไร

สุดท้ายนี้ ผมขอพูดถึงสถานะของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของประเทศ ซึ่งเราจะต้องเห็นความเป็นองค์รวมของตัวชุมชนท้องถิ่นที่เป็นมิติความสัมพันธ์ของตัวมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมและการสร้างความรู้เพื่อความอยู่รอด ในอดีตชาวบ้านหรือชุมชนได้สร้างความรู้ขึ้นมาจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปกระแสโลกาภิวัฒน์ ความรู้จากภายนอกเข้ามาครอบงำ จากเดิมที่ชาวบ้านสร้าง จัดการความรู้ได้ กลายเป็นไม่สามารถทำได้ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นบทบาทการวิจัยชาวบ้านหรือวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงอยู่ที่การหนุนให้ชาวบ้านกลับไปสู่การเป็นผู้สร้างความรู้และจัดการใช้ประโยชน์เองได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยความรู้จากภายนอกที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ไม่ใช่ปฏิเสธความรู้จากภายนอก

แต่อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังจะต้องมีการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขอยู่หลายส่วน อย่างที่ท่านอาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม บอกว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว. แตกย่อยเป็นชิ้นๆ มากเกินไปจนไม่เห็นโครงสร้างทางสังคม ไม่เห็นความสัมพันธ์ของภูมนิเวศกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ยังไม่เข้าใจถึงหน่วยการวิเคราะห์หรือความหมายของคำว่า “ชุมชน” และ “ท้องถิ่น” ทำให้ไม่มีพลังของการอธิบายหรือขับเคลื่อนไปสู่ระดับนโยบาย บางท่านก็ตั้งข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนนอกกับคนในมีความเสมอภาคจริงหรือไม่ ทั้งนี้ถ้าตราบใดคนนอก ไม่ว่าจะเป็น nodes หรือนักวิจัยภายนอกไปชวนชาวบ้านให้ทำตาม โดยชาวบ้านเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล และไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความรู้อย่างแท้จริง ก็เท่ากับมีความไม่เสมอภาคเกิดขึ้น งานวิจัยที่ทำโดยคนนอกมักจะมีข้อจำกัดด้านเวลา ไม่ได้ลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่เห็นข้อมูลที่แท้จริง ไม่เห็นความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ วิถีชีวิตจริง ขณะที่คนท้องถิ่นจะรู้ข้อมูลดี งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงควรเป้นการจัดระบบความสัมพันธ์ของจุดเด่นของทั้งสองฝ่ายให้ลงตัว นอกจากนั้นบางท่านยังบอกว่ารายงานของงานวิจัยของทีมวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังเป็นแค่รายงานสถานการณ์จากชุมชน ยังขากพลังของการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องหาทางพัฒนาต่อไป

อาจารย์บำเพ็ญ ขอบคุณครับ คุณทรงพลได้พูดถึงเรื่องประสบการณ์การทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของทาง สกว. ซึ่งชาวบ้านยังต้องการพี่เลี้ยงที่จะช่วยในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนา ครู พระ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือข้าราชการในสถาบันการศึกษาหรือในภาคีต่างๆ รวมทั้งได้กล่าวถึงคุณูปการของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางสังคม โดยใช้ฐานความรู้จากงานวิจัยเป็นหลัก รวมทั้งการสร้างปฏิบัติการและความหมายใหม่ให้กับการวิจัย และได้ตอกย้ำให้เห็นว่าชุมชนสามารถสร้าง/พัฒนาความรู้เพื่อความอยู่รอดของตัวเองตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากมีกระบวนการที่เหมาะสม ชาวบ้านก็สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้ ต่อไปขอเชิญอาจารย์เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ซึ่งคลุกคลีกับงานวิจัยชาวบ้านหรืองานวิจัยท้องถิ่นมายาวนานกระทั่งปัจจุบัน

อาจารย์เพิ่มศักดิ์ จากที่ได้รับมอบหมายให้มาพูดในหัวข้อนี้ ทำให้ผมได้คิดประสบการณ์ของตัวเองค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงคำว่า “งานวิจัยชาวบ้าน” ก็พบว่าไม่ได้ทำให้ผมนึกถึงเอกสารรายงานการวิจัย แต่สิ่งที่ผมนึกถึงคือชาวบ้าน ถ้าพูดถึงงานวิจัยชาวบ้านด้านการเกษตรผมก็คิดถึงเกษตรกร ผมคิดว่างานวิจัยมีอะไรที่มากกว่ารูปแบบในเชิงสถาบันที่ว่าด้วยระเบียบวิธี กรอบแนวคิด สมมุติฐาน การพิสูจน์ ความน่าเชื่อถือ งานวิจัยชาวบ้านมุ่งตอบสนองชาวบ้านโดยตรง อันที่จริงแล้วชาวบ้านไม่ค่อยใช้คำว่า “วิจัย” มากนัก คำนี้ในอดีตใช้กันในกลุ่มนักวิชาการ หรือในสถาบัน ในวงเล็กๆ เท่านั้น งานวิจัยในช่วง 40 – 50 ปีที่ผ่านมา รวมศูนย์อำนาจ การตัดสินใจ และการกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อตอบสนองงานวิชาการ ตอบสนองนักวิจัย เรียกว่า “วิจัยเพื่อวิจัย” แต่ทรรศนะของผม งานวิจัยคือกระบวนการค้นหาความจริง บนฐานของการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นกระบวนการที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยไม่จำเป็นต้องไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอไป บางครั้งอาจไปสู่สิ่งที่ไม่ดีกว่าก็ได้ แต่อย่างน้อยก็เกิดการเปลี่ยนแปลงและเตือนให้เรารู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้าอาจไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง จะทำให้เราตระหนักและระวังมากขึ้น ผมคิดว่าการไปบีบหรือใช้อำนาจ เพื่อเอาข้อมูลจากชาวบ้านไม่ใช่การวิจัย ฉะนั้นงานวิจัยจึงไม่ใช่เรื่องของวิธีวิทยาเพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ จิตใจ รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ด้วย โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี

ทั้งนี้หลายสถาบันพยายามขีดเส้นว่า งานวิจัยต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งการกำหนดในลักษณะนี้จะทำให้หาข้อยุติไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครตั้งประเด็น ใครพูด ใครตัดสิน แต่ผมอยากยกตัวอย่างสัก 2 – 3 กรณี เพื่อให้ท่านผู้มีเกียรติตัดสินกันเองว่าอย่างไรเป็นงานวิจัย กรณีแรกเป็นเรื่องของหลวงพ่อนาน เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมพาชาวต่างชาติ 10 กว่าชาติที่มาอบรมเรื่องป่าชุมชนไปเยี่ยมหลวงพ่อนาน ท่านเล่าให้ฟังถึงกระบวนการทำงานพัฒนาของท่านว่า ทุกวันที่ออกบิณฑบาตร ท่านได้เข้าบ้านชาวบ้านที่ท่าสว่างเกือบทุกบ้าน ทำให้ท่านรู้หมดว่าใครอยู่ ใครไม่อยู่ ใครสบายดี ใครเจ็บป่วย ใครเป็นหนี้ บางทีชาวบ้านก็มาเล่าให้ท่านฟัง และในช่วงนั้น RRA, PRA กำลังเป็นที่นิยม ผมเห็นว่าการทำงานของท่านก็ไม่ต่างจากกระบวนการวิจัยเหล่านี้ เนื่องจากใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม มีกระบวนการทำซ้ำ มีกระบวนการตั้งประเด็น และอื่นๆ ซึ่งเป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ และเป็นการเข้าไปศึกษาหาความรู้จากชุมชน แล้วนำความรู้นั้นมาเป็นฐานการทำงานพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการตั้งสหบาลข้าวหรือธนาคารข้าว กระบวนการเหล่านี้ทำให้ท่านมีฐานความรู้ ข้อมูลว่าใครเป็นมาอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีนิสัยอย่างไร มีความรู้ ความสามารถอะไร ติดอบายมุขอะไร ฯลฯ ทำให้ท่าสามารถกระตุ้น ขับเคลื่อนชาวบ้านให้เข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆได้ เพราะล้วนเป็นกิจกรรมการพัฒนาที่ถูกใจชาวบ้านและเหมาะสมกับท้องถิ่น ผมคิดว่านี่คืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่น แต่งานวิจัยของท่านไม่ต้องมีนักวิจัยจำนวนมาก ไม่มีรายงานความก้าวหน้า ไม่มีรายงานผลการวิจัย แต่งานที่ท่านทำนั้นช่วยแก้ปัญหาได้จริง

อีกกรณี คือกรณีที่ป่าตะวันออก ซึ่งผมได้เข้าทำงานเรื่องการศึกษาเศรษฐกิจสังคมของชาวบ้านในเขตป่า ได้ไปเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 50 หน้า ที่ดัดแปลงจากแบบสอบถามของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยต้องการทราบว่าชาวบ้านต้องการอะไร มีความเป็นอยู่อย่างไร มีที่ดินเท่าไร มีปัญหาและสาเหตุจากอะไร ผลจาการศึกษาในระยะเวลา 6 เดือน พบว่าชาวบ้านไม่มีปัญหาอะไร เพราะชาวบ้านไม่ยอมบอกความจริง เนื่องจากเราและชาวบ้านมีช่องว่างระหว่างกันมาก ชาวบ้านยังไม่ไว้วางใจเรา พอถึงปี พ.ศ. 2538 เข้าไปอีกครั้ง เนื่องจากระยะหลังมีกระบวนการทำให้ชาวบ้านเสียที่ดินและมีการทำลายสิ่งแวดล้อมมาก แต่ครั้งนี้ผมเข้าไปกับพระสงฆ์ ในโครงการธรรมะธุดงค์ ได้เดินป่าอยู่ 3 วัน ในช่วงกลางวันหรือเย็นจะหยุดตามแหล่งชุมชนที่ชาวบ้านตั้งถิ่นฐานอยู่ พอหยุดชาวบ้านมาหาพระ มาคุยและเริ่มเล่าให้ฟังถึงปัญหาต่างๆ พอชาวบ้านทราบว่าเราทำโครงการ “วนเกษตรเพื่อชีวิตคนเพื่อสิ่งแวดล้อม” พวกเขาก็แสดงความสนใจ แต่ก็กล่าวว่าที่ดินไม่ใช่ของตนจึงไม่สามารถทำได้
ด้วยวิธีการนั่งล้อมวงแบบนี้ทำให้เราได้ทราบปัญหาและสาเหตุที่แท้จริง ขณะที่เดินตามหลวงพ่อออกบิณฑบาตรไปโปรดสัตว์ก็ทำให้เห็นชีวิตจริงของชาวบ้าน ฉะนั้นผมจึงเริ่มคิดว่าขบวนการค้นหาความจริงที่เราเรียกว่า “วิจัย” ตามกรอบที่เราเรียนมานั้นไม่ทำให้ไปถึงความจริงได้

ส่วนอีกกรณี คือกรณีของป๊ะหรน หมัดหลี ทางภาคใต้ ท่านบอกว่ากว่าจะได้ความรู้เรื่องเกษตรธาตุ 4 นั้นต้องเผชิญกับอะไรมากมาย เริ่มจากการที่เกือบโดนช้างเหยียบตาย จนต้องวิ่งหนีเข้าป่าและหลงป่า การที่ท่านเป็นคนช่างสังเกตประกอบกับที่ท่านมีความรู้ทางด้านนี้มาก จึงสังเกตเห็นว่าพืชอะไรอยู่กับอะไรบ้าง สังเกตระบบนิเวศ ขณะเดียวกันก็เก็บข้อมูลด้วยการชิม ทำให้รู้ว่าแต่ละชนิดมีรสชาติฝาด ขม เผ็ด ร้อน อย่างไร ฉะนั้นความรู้ธาตุ 4 จึงเกิดจากการถูกช้างไล่ ฐานความรู้ที่พ่อให้มา และความเป็นคนช่างสังเกต จนก่อให้เกิดวิทยาการ เกิดมิติใหม่ๆในการปลูกพืชร่วมในหลุมเดียวกัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นนอกตำราทั้งสิ้น เป็นความรู้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชของชาวบ้านที่เริ่มจากการกินทิ้งกินขว้าง การชิม การคัดเลือก จนเป็นวิธีการปรับปรุงพันธุ์และได้พันธุ์ดี สำหรับต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งกรณีของหลวงพ่อนาน กรณีการหาความรู้ผ่านการติดตามพระธุดงค์ และกรณีของป๊ะหรน ต่างไม่ได้รับการยอมรับในทางสถาบัน ในทางวิชาการ เพราะงานวิจัยที่ผ่านมาถูกครอบงำโดยนักวิจัยในสถาบันมาก มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) สนับสนุนให้มีการวิจัยของชาวบ้านจึงเป็นสิ่งที่ดี เป็นการจุดประกายการวิจัยท้องถิ่นหรือว่างานวิจัยภาคประชาชนครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตามการดำเนินงานยังมีอุปสรรคค่อนข้างมาก แต่ไม่ได้เกิดจากการที่ชาวบ้านโง่ ไม่เข้าใจ ขี้เกียจ หรือไม่มีความพร้อม แต่อยู่ที่กลไกของรัฐที่ไม่เอื้อให้เกิดการยอมรับวิธีการคิดและวิธีการปฏิบัติของชาวบ้าน ฉะนั้น งานวิจัยจึงถูกครอบงำโดยกลไก โดยระเบียบเงื่อนไขข้อกำหนดต่างๆ สิ่งที่ชาวบ้านอยากทำ ซึ่งคิดก่อนที่จะอนุมัติโครงการก็ทำไม่ได้หรือว่าหากอนุมัติโครงการไปแล้ว หากแตกยอดความคิดไปอีกก็ทำไม่ได้ ต้องทำเฉพาะที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น นี่คือข้อจำกัดที่ผมอยากจะท้าทายทุกๆท่าน ทั้งชาวบ้าน พี่เลี้ยง และเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าเราควรจะต้องช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านี้ เพื่อทำให้งานวิจัยไปสู่จุดมุ่งหมายที่แท้จริง

อาจารย์บำเพ็ญ ขอบคุณ ดร.เพิ่มศักดิ์ อาจารย์ได้พูดถึงว่างานวิจัย คือกระบวนการค้นหาความจริง เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วม และบอกว่างานวิจัยเป็นเรื่องของจิตใจ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และได้ยกตัวอย่างงานวิจัยชาวบ้าน/ท้องถิ่นที่น่าสนใจ รวมทั้งพูดถึงข้อจำกัดของงานวิจัยชาวบ้าน
สุดท้ายนี้ ผมอยากให้แต่ละท่านได้สรุปคนละ 2 – 3 นาที ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์บัณฑรก่อนครับ

อาจารย์บัณฑร ต้องขอชมเชยมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ที่ทำให้ชาวบ้านได้มีโอกาสทำงานวิจัย อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตบางอย่างต่อการวิจัยของมูลนิธิฯ ประการแรก แม้จะดูเหมือนว่างานวิจัยมีหัวข้อซ้ำซ้อนกันมาก ไม่ว่าจะเป็นการทดลองน้ำหมักชีวภาพ การทดลองเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ แต่หัวข้อเหล่านี้เกิดจากความต้องการของชาวบ้าน กรณีน้ำหมักชีวภาพ วัตถุดิบแต่ละภูมินิเวศแตกต่างกัน การทำวิจัยทำให้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น บางแห่งก็ทำสำเร็จ บางแห่งก็ไม่สำเร็จ ก็ไม่เป็นไร แต่การที่ชาวบ้านตกลงใจทำวิจัยหัวข้อนั้นมีความหมายและเกิดการเรียนรู้กับหลายฝ่ายอย่างแน่นอน และน่าจะทำให้หน่วยงานภายนอกเข้าใจชาวบ้านมากขึ้น ประการถัดมาการวิจัยของเกษตรกรในโครงการฯ แสดงให้เห็นว่าได้มีการบูรณาการเกิดขึ้น เป็นการผสมผสานผลประโยชน์ด้วยกัน ที่ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว โดยคนนอกอย่างนักวิชาการก็ยังจะต้องมีผลประโยชน์ นักพัฒนาก็มีผลประโยชน์ ชาวบ้านก็มีผลประโยชน์ ประเด็นคือเอาผลประโยชน์ใครเป็นหลักในการวิจัย ซึ่งก็ต้องเอาผลประโยชน์ในการแก้ปัญหาของชาวบ้านเป็นหลักก่อน ประการที่สาม คือได้มีการทำงานร่วมกันระหว่างชาวบ้าน นักวิชาการ ข้าราชการ และองค์กรพัฒนาเอกชน โดยชาวบ้านได้มีบทบาทที่หลากหลายทั้งการเป็นนักวิจัยหลัก เป็นอาสาสมัครนักวิจัย ซึ่งขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโต และประสบการณ์ที่มี ผมอยากเห็นภาพความร่วมมือเหล่านี้ต่อไป สุดท้ายนี้อยากฝากให้ทางมูลนิธิฯ ดึงทั้งองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการวิจัยทั้งหมดออกมา เพื่อให้เห็นว่าอะไรบ้างที่เราควรทำหรือไม่ควรทำต่อไป ทั้งในแง่การพัฒนาเกษตรยั่งยืนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

คุณทรงพล ประเด็นแรก เป็นเรื่องพัฒนาการของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว.เอง ซึ่งได้มีการทบทวนปรับตัวในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องฐานคิด การให้ความหมาย ยุทธศาสตร์การทำงาน การจัดระบบความสัมพันธ์ และวิธีการทำงาน ตลอดจนการสร้างกลไกหนุนเสริมให้โครงสร้างการทำงานเข้มแข็งกว่าเดิม และการสร้างตัวชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งจะพิจารณาจากจำนวนโครงการ ผงการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ เป็นต้น นอกจากนั้น ก็ยังพูดคุนกันมากถึงรูปแบบการนำเสนองานวิจัยของชาวบ้าน ซึ่งไม่ใช่ในรูปแบบเดียวกันกับงานวิจัยของนักวิชาการ ประเด็นที่สอง การทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นหรืองานวิจัยชาวบ้าน จะต้องเห็นมิติความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับฐานทรัพยากร ภูมินิเวศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการปกครอง ซึ่งในชุมชนท้องถิ่นแล้วสิ่งเหล่านี้จะเกี่ยวโยงกัน ถ้าเราไม่ได้ไปอยู่คลุกคลีกับเขา เราจะไม่เห็น แล้วการอธิบายหรือการที่จะไปสร้างความรู้ตรงนี้ก็จะไม่รอบด้าน ประเด็นที่สาม คืองานวิจัยชาวบ้านไม่เหมือนกับงานวิจัยแบบวิชาการในมหาวิทยาลัย งานวิจัยชาวบ้านเป็นเรื่องความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ของชาวบ้าน ซึ่งต้องนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทั้งความคิดและพฤติกรรม โดยควรเป็นการเรียนรู้ที่นำไปสู่ความพอดี พอเพียง พองาม พอเหมาะ

อาจารย์เพิ่มศักดิ์ ผลงานวิจัยและข้อมูลของหน่วยงานต่างๆที่ผ่านมาได้ไหลไปยังต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ยิ่งวิจัย ยิ่งเสียเปรียบ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้พัฒนา บริหารจัดการ สร้าง ทดลอง วิจัยด้วยตนเอง อย่างไรก็ดี น่าวิตกต่อท่าทีของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีต่อเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น / งานวิจัยชาวบ้าน ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน เนื่องจากภาคประชาชนก็มีข้อจำกัดมากในการดำเนินการเรื่องนี้ ผมมีข้อเสนออยู่ 4 ข้อในการก้าวให้พ้นจากอุปสรรคเหล่านี้ ข้อแรกก็คือการทำความเข้าใจงานวิจัยชาวบ้าน / ท้องถิ่น ให้มันชัดเจนขึ้น เพื่อที่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย กับชาวบ้านให้น้อยลง ข้อสอง คือการให้คุณค่าและความสำคัญกับงานวิจัยของชาวบ้าน รวมทั้งเข้าใจถึงลักษณะที่แตกต่างจากงานวิจัยของนักวิชาการ ทั้งนี้ เมื่อวิจัยเสร็จแล้ว ชาวบ้านอาจจูงควายมาเชือกหนึ่ง หรืออาจยกสาโทมาขวดหนึ่งแล้วบอกว่านี่คือผลงานวิจัยของเขาก็ได้ ข้อสาม คือการจัดให้มีระบบการสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่การชักจูง หรือการครอบงำ แต่เป็นการสนับสนุนให้ชาวบ้านและชุมชนท้องถิ่นได้คิด ได้ริเริ่ม ได้มีปฏิบัติการ และได้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในการแก้ปัญหาของตนเอง ข้อสี่ งานวิจัยท้องถิ่น / งานวิจัยชาวบ้านมีความหลากหลายและสถานการณ์ในท้องถิ่นก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การทำงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาในท้องถิ่นจึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างเครือข่ายท้องถิ่น เครือข่ายชาวบ้านที่ทำงานวิจัยให้เกาะเกี่ยวกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันให้มากกว่านี้ สิ่งเหล่านี้คือแนวทางที่จะช่วยกันทำให้ชาวบ้าน เกษตรกร คนในท้องถิ่น มีคุณค่า มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไม่น้อยกว่านักวิจัยในสถาบันวิชาการหรือในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง

อาจารย์บำเพ็ญ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ผมอยากขอสรุปจบด้วยคำพูดของท่านอาจารย์ระพี สาคริก เมื่อเช้าอาจารย์พูดไว้ว่า “การเกษตรไม่ใช่อาชีพ แต่เพื่อให้คนได้รักแผ่นดินถิ่นเกิด” เพราะฉะนั้นที่เราพูดคุยกันถึงงานวิจัยชาวบ้าน โดยเฉพาะงานวิจัยด้านการเกษตรก็เป็นการสร้างความรู้และการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินถิ่นเกิด เพื่อทำให้คนได้รักต่อแผ่นดินถิ่นเกิดนั่นเอง ขอบความกรุณาปรบมือให้กับวิทยากรทุกท่านด้วยครับ ขอบพระคุณครับ


หมายเหตุ : ข้อมูลจาก
สมัชชาวิชาการชาวบ้านเพื่อพัฒนาเกษตรยั่งยืน ครั้งที่ 1
“สานสรรค์ความรู้ สู่เกษตรยั่งยืน”
การแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ความรู้จากงานวิจัยที่ดำเนินการโดยเกษตรกร องค์กรชุมชน และภาคี
วันที่ 26 –27 พฤศจิกายน 2546
ณ อาคารพิทยพัฒน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช