กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0032- งานเกษตรแห่งชาติกับการตั้งรับของของมหาวิทยาลัยภูมิภาค


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา


งานเกษตรแห่งชาติกับการตั้งรับของของมหาวิทยาลัยภูมิภาค

โดย
นิราศ นริศรา



งานชิ้นนี้เขียนขึ้นในวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๐ ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด เพราะต้องหอบเอาสมาธิแหวกวงล้อม “ซ้าย-ขวา! ซ้าย ซ้าย ซ้าย-ขวา ขวา ขวา!” เสียงกองเชียร์ “ปิดตาตีหม้อ” ของชาวบ้าน “ดงมันปา”

ดงมันปา เป็นหมู่บ้านที่อุปโลกน์ขึ้นจากอดีตที่บริเวณนี้เคยสะพรั่งและอวลด้วยกลิ่นดอกมันปา เมื่อกลุ่มองค์กรไทบ้านได้รับมอบพื้นที่จัดแสดงงาน จึงนำเอา “มันปา” ซึ่งเป็นทั้งความเอกอ้างทระนงแห่งอัตลักษณ์ และเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นไท “ไทบ้าน”

มันปาเคยอวลกำจายทั่วบริเวณแถบนี้ก่อนที่ชุมชนวิชาการจะยาตราทัพเข้าครอบครองพื้นที่ แล้วนำเอามันปามาเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย โดยแปลงชื่อสร้างปมเขื่องให้แก่ตัวว่า “ดอกกันเกรา”

งานเกษตรแห่งชาติ จัดให้มีขึ้นที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี งานมีตั้งแต่วันที่ ๒ จนถึง ๑๑ มีนาคม ศกนี้ โดยเนื้อหา งานนี้เป็นการนำเอา “น้ำ” กับ “น้ำมัน” มาเทรวมกันภายในพื้นที่ ๕๐๐ ไร่ของมหาวิทยาลัย เป็นการนำเอาขั้วสองขั้วมารวมกันโดยขาดยุทธศาสตร์และทิศทางของเจ้าภาพ อันประกอบด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี

และคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน ประกอบด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

งานมหกรรมวันเกษตรแห่งชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นการจัดงานครั้งแรกในเขตภาคอีสานตอนล่าง หลังจากที่เดินสายไปประกาศศักดามาทั่วประเทศ จากชิ้นงานประชาสัมพันธ์ทั้งในงานและในเวบไซต์ www.kasetday.com ได้เชิญชวนว่า ... มีทั้งนิทรรศการจากหน่วยงานราชการที่จัดแสดงการเกษตรทั้งกสิกรรมและปศุสัตว์ที่สำคัญของประเทศ

“ในส่วนของภาคเอกชนได้รวบรวมการออกร้านนิทรรศการการเกษตรและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไว้อย่างคึกคัก เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ส่งอาคารจัดแสดงนิทรรศการยักษ์ใหญ่รุ่นใหม่ล่าสุดเนื้อที่กว่า ๖๐๐ ตารางเมตรที่ตกแต่งสี-เสียงเพื่องานนี้โดยเฉพาะ สำหรับแสดงนิทรรศการผลิตสัตว์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมเปิดตัว “ปลามรกต” ปลาเศรษฐกิจพันธุ์ใหม่ที่พร้อมให้ผู้เข้าชมชมผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ เครือเบทาโกร ลีพัฒนาและก้าวหน้าไก่สด ต่างมีกิจกรรมที่แสดงถึงความก้าวหน้าในการผลิตสัตว์เศรษฐกิจของประเทศ ..".

“ในงานท่านจะได้พบกับมหกรรมจักรกลการเกษตรที่ได้รวบรวมเครื่องจักรกลจากบริษัทต่าง ๆ เช่น ยันมาร์ คูโบต้า นาตาโน่ จอห์นเดียร์ และนิวฮอลแลนด์ พร้อมบริษัทจำหน่ายระบบน้ำ เช่น บริษัทนวพลาสติก และบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ทางการเกษตรอีกมากมาย...”

งานเกษตรแห่งชาติครั้งนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็นมหกรรมที่นำเสนอความผิดพลาดซ้ำซากและตระเวนประจานความอ่อนด้อยของชุมชนวิชาการ โดยเฉพาะชุมชนวิชาการด้านการเกษตรของประเทศนี้อย่างน่าละอายที่สุด

องค์กรทั้งหลายที่รวมกันเป็นคณะกรรมการจัดงานและกรรมการอำนวยการคงยังไม่รู้ หรือรู้แล้วแต่หลงลืม แล้วก็ไม่สำเหนียกตระหนักถึงความเจ็บปวดของเกษตรกรของประเทศว่า ที่พวกเขา “โง่ จน เจ็บ” อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะฝีมือและผลงานของหน่วยราชการและสถาบันทางการศึกษาด้านการเกษตรนี่เอง

ขอนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อกระตุ้นเตือน “ชุมชนวิชาการที่ดื้อตาใส” ที่จัดงานนี้ อีกครั้ง ...

ท่านคงลืมไปแล้วว่า เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๒ ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ ในงานสัมมนา หัวข้อ “แนวทางการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน” ที่ร่วมกันจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ในงานนี้ได้คำสารภาพผิดด้วยวาจาและเอกสารหลักฐานยืนยันคำสารภาพ ประจานแนวคิดที่ผิดพลาดของผู้ดำเนินโยบายภาคเกษตรกรรมของไทยด้วย เอกสารนี้ชื่อ “โครงการวิจัยแนวทางและนโยบายในการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน” จัดทำโดยภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอต่อสถาบันทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย ปี ๒๕๔๒-๒๕๔๔ ของคณะกรรมการบริหารโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งต่างก็นำเสนอข้อมูลและข้อสรุปเป็นแนวทางเดียวกัน ... สิ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน คือ

ภาคเกษตรกรรมของไทยประสบความล้มเหลวมาตลอด ๔ ทศวรรษ และความล้มเหลวนี้เกิดขึ้นนับแต่ประเทศไทยเริ่มมีแผนพัฒนาประเทศ!!

แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๙ เน้นส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวในภาคการเกษตร ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างเขื่อน ฝายเก็บน้ำ การสร้างทาง การสนับสนุนเงินทุนด้วยการตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) การให้มีเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลประจำ การสนับสนุนทางวิชาการและเทคนิคต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนมุ่งขยายการผลิตต่อไร่เพื่อตอบสนองตลาดโลก แต่การขยายตัวของผลผลิตโดยเฉพาะผลผลิตข้าว ส่วนใหญ่มักเป็นผลมาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูก ทำให้มีผลกระทบทำให้พื้นที่ป่าไม้ของประเทศลดลงอีกด้วย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐-๑๕๑๔ ได้มีการดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรต่อจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑ แต่ผลผลิตต่อไร่กลับลดลง ในช่วงนี้ มีการไหลเข้าของเทคโนโลยีทางการเกษตร อันเป็นผลจากการปฏิวัติเขียวอย่างมากมาย เช่น พันธุ์พืชใหม่ๆ ปุ๋ยเคมี สารเคมีและยาฆ่าแมลง เป็นต้น เพื่อทำการผลิตพืชเศรษฐกิจ สำหรับเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปอาหารสัตว์ หรือเพื่อการส่งออกเป็นหลัก

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๕-๒๕๑๙ ได้มีการปรับทิศทางการพัฒนาการเกษตรโดยเน้นการเร่งรัดการผลิต ปรับปรุงคุณภาพผลผลิตพืช เพื่อการส่งออกและมากชนิดขึ้น โดยเฉพาะพืชไร่ อ้อย ข้าวโพด และมันสำปะหลัง นอกเหนือจากการผลิตข้าวและพืชหลักดั้งเดิมเพียงไม่กี่ชนิด ถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานพัฒนาในช่วงระยะของแผนฯ ๓ จะมีอัตราการขยายตัวอยู่ราว ๔% แต่ในปริมาณรวมและในสัดส่วนผลิตภัณฑ์ประชาชาติรวม การเกษตรถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมาก นับว่าเป็นยุคทองแห่งการขยายตัวของการเกษตรเชิงเดี่ยวในประเทศไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๔ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๒๔ จากความสำเร็จของการเกษตรเชิงเดี่ยว เกษตรกรได้บุกรุกพื้นที่ป่าธรรมชาติเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตรเพิ่มเป็นจำนวนมาก ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งโรคแมลงระบาดในนาข้าวและพืชไร่เริ่มมีความเด่นชัดมากขึ้น จึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาโดยเฉพาะที่ดิน เกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยสนับสนุนการปฏิรูปที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ให้มีการใช้ในอัตราและลักษณะที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อส่วนรวม ตลอดจนเริ่มมีการศึกษาวิจัยด้านเทคนิคการผลิตในไร่นามากขึ้น

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๒๙ เสนอให้มีการวางแผนและกำหนดทิศทางเพื่อพัฒนาการเกษตร โดยยังคงสนับสนุนการปรับโครงสร้างการผลิต แต่เน้นให้เพิ่มประสิทธิภาพแทนการขยายพื้นที่เพาะปลูก นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นให้เกิดการกระจายรายได้และขยายความเจริญไปสู่ภูมิภาค แก้ไขปัญหาความยากจนในชนบท เนื่องจากการพัฒนาของประเทศในระยะที่ผ่านมา ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างรายได้ของประชากรในภาคเกษตรและภาคการผลิตอื่นเพิ่มสูงขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจและราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงนี้ ทำให้เกิดการขาดทุนของการเกษตรเชิงเดี่ยวมากขึ้น เริ่มมีการคิดหารูปแบบแนวทางเลือกใหม่ๆ ของระบบฟาร์มมากขึ้น

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๓๔ ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๕ โดยเน้นการปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สนับสนุนการใช้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ สนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรพัฒนาภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงภัยจากการเกษตรเชิงเดี่ยว ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรม และยังเน้นการปรับปรุงระบบการบริหารงานพัฒนาการเกษตร

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๓๙ ได้วางแนวทางในการรักษาอัตราการขยายตัวของภาคเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ยกระดับรายได้ของครัวเรือนเกษตรให้สูงขึ้น คุ้มครองและสนับสนุนให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในระบบการผลิตและการค้าผลผลิตการเกษตร มีการส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในไร่นาอย่างถูกต้องในรูปแบบเกษตรยั่งยืน ทั้งในแง่ทฤษฎีและการทดลองในระดับฟาร์ม ส่วนมากผ่านทางหน่วยงานของรัฐ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๔ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืนอย่างจริงจังมากขึ้น โดยระบุเป้าหมายพื้นที่ที่จะปรับโครงสร้างการเกษตรแบบยั่งยืนในรูปแบบต่างๆ คือ วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน และเกษตรทฤษฎีใหม่ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ของพื้นที่การเกษตรรวมทั้งประเทศ หรือประมาณ ๒๕ ล้านไร่ รวมทั้งเป็นการสร้างโอกาสทางเลือกให้เกษตรกรที่ยากจนจำนวน ๘ ล้านคน ในการประกอบอาชีพการเกษตรให้มีรายได้เพียงพอและมีทางเลือกในการดำรงชีวิตอยู่ในชนบทได้อย่างมั่นคงในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ โดยการร่วมประสานระหว่างภาครัฐ เอกชนและเกษตรกร เพื่อให้การเกษตรกรรมเป็นทางออกหนึ่งของสังคมภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
โครงการต่างๆ ในแผนฯ ๘ อันเป็นแนวทางที่จะให้ภาคเกษตรกรรมไทยหลุดพ้นจากการพึ่งพาประเทศที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่ทำให้เกษตรกรไทยย่อยยับอับจนได้ถูกแช่แข็งโดยกลุ่มข้าราชการที่หวงอำนาจ ผูกขาดการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน และผูกขาดยึดกุมข้อมูล ความรู้และวิชาการทางด้านการเกษตรไว้เฉพาะข้าราชการเกษตรและนักวิชาการเกษตรที่ได้รับการสั่งสมอบรมจากประเทศอุตสาหกรรม โดยไม่ยอมปลดปล่อยให้เกษตรกรไทยเป็นอิสระ

ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ และสถาบันการศึกษาได้เฉยชาต่อการใช้องค์ความรู้ ปรัชญาและภูมิปัญญาที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษของไทยเพื่อความยั่งยืนของภาคเกษตรของไทย แล้ว “กั๊ก” และกีดกันไม่ให้ภาคประชาชนเข้าถึงและได้ใช้งบประมาณ

แผนฯ ๘ จึงเป็นเพียงแผนที่วาง คือ วางแหมะไว้อย่างนั้น ไม่ได้มีผลในการปฏิบัติ จนประชาชนและเกษตรกรสุดจะทนต้องลุกขึ้นทวงถามด้วยการเดินขบวนครั้งใหญ่

และแผนพัฒนาประเทศแผนต่อๆ มา ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน เพราะกลไกรัฐ หรือหน่วยงานราชการและสถาบันทางการศึกษาด้านการเกษตรก็ยังคงหลับใหล ... ที่สำคัญยังคงเสพสุขอยู่กับเศษกระดูกที่บริษัทอุตสาหกรรมทางการเกษตรโยนให้

ป่วยการที่จะโหมกระหน่ำโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรกรรมเพื่อความยั่งยืนสารพัดชื่อ

ที่หนักกว่านั้นก็คือ แทนที่กระแสเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยลดผ่อนความก้าวร้าวลงบ้าง ตรงกันข้ามบริษัทอุตสาหกรรม นอกจากจะกระโดดเกาะขบวนรถได้ทันแล้ว พอขึ้นรถได้ก็ช่วงชิงการนำ ออกหน้าชูเศรษฐกิจพอเพียงอย่างหน้าตาเฉย ประธานบริษัทของธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรชูเศรษฐกิจพอเพียง ตบตา กลบเกลื่อนและซ่อนความโหดเหี้ยมของตนไว้อย่างสนิทและแยบยล

สิ่งที่ถูกซุกไว้ใต้ใบหน้าอันยิ้มแย้มนั้น คือ ความโหดและเลือดเย็น รูปธรรมความโหดร้ายที่สังคมไทยควรรู้ คือ ธุรกิจที่เอาเกษตกรลงเป็นทาส ซึ่งเป็นทาสที่อยู่ในที่ของตัวเอง แต่ต้องทำงานให้กับบริษัทตลอด ๒๔ ชั่วโมง ธุรกิจนี้คือ ธุรกิจเกษตรแบบพันธะสัญญา หรือเกษตร “contract farming” และด้วยธุรกิจนี้ทำให้บริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรอย่างบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่เพียงชั่วข้ามคืน

ในปี ๒๕๑๓ ซีพีเพิ่งส่งไก่สดแช่แข็งออกสู่ตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก ปี ๒๕๑๖-๒๕๒๓ ธุรกิจเลี้ยงไก่ครบวงจรมีอัตราการขยายตัวถึงร้อยละ ๗๐ ต่อปี มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก ๕ ล้านบาทในปี ๒๕๑๖ ถีบตัวขึ้นเป็น ๖๕๐ ล้านบาทในปี ๒๕๒๓

และนับแต่นั้นเช่นกัน ซีพีก็ผงาดและเป็นต่อในทุกโต๊ะเจรจา เมื่อมีการต่อรองด้านนโยบายระหว่างรัฐกับเอกชน จนกระทั่งระหว่างปี ๒๕๒๔-๒๕๒๙ รูปแบบเกษตรครบวงจรก็ถูกบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๓๔) โดยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ได้กำหนดวัตถุประสงค์การพัฒนาการเกษตรไว้อย่างชัดเจนดังนี้
๑.พัฒนาและสนับสนุนการทำอุตสาหกรรมการเกษตรที่มีศักยภาพในการแข่งขันด้านการส่งออกและทดแทนการนำเข้า โดยเน้นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพสินค้าและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ
๒.ขยายฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ที่มีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าการเกษตร
๓. เชื่อมโยงและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิต การตลาด การวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
๔. สนับสนุนเกษตรกรในการวางแผนการผลิตและการได้มาซึ่งปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ
๕. สนับสนุนให้บริษัทเอกชนถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรแผนให้แก่เกษตรกร
กล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม วัตถุประสงค์ของ “แผน ๖” ก็คือการสนับสนุนการทำเกษตรครบวงจร หรือการเกษตรแบบตลาดข้อตกลง การเกษตรแบบพันธะสัญญา หรือ Contract Farming เกษตรอินตริเกต หรือเกษตรครบวงจร่าของบริษัท นั่นเอง

ปี ๒๕๓๐ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม อนุมัติให้ดำเนินการแผนประสานความร่วมมือสี่ภาค หรือ แผนสนับสนุนการทำเกษตรครบวงจรในลักษณะ ๔ ประสาน โดยความร่วมมือสี่ภาคเป็นการประสานความร่วมมือระหว่าง ๔ ฝ่าย ที่เกี่ยวข้องคือ ภาครัฐ สถาบันการเงิน บริษัทเอกชน และเกษตรกร
เกษตรครบวงจร หรือ โครงการ ๔ ประสาน ในระดับนโยบายรัฐมีเป้าหมายอยู่ที่การมุ่งพัฒนาคุณภาพสินค้าการเกษตร เพื่อสนองความต้องการและสร้างแรงจูงใจด้านการตลาด ดังนั้น สินค้าเกษตรจึงต้องมีรูปลักษณ์ภายนอกสวยงาม เช่น ผิวสวย สีสันยวนใจ และมีขนาดน่ารับประทาน ซึ่งการที่จะได้มาซึ่งสินค้าจึงจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่ ผนวกกับการบริหารจัดการดูแลอย่างเคร่งครัดตามขั้นตอน

จุดหนักของโครงการ ๔ ประสานจึงต้องกำหนดบทบาทของเกษตรกรไว้อย่างชัดเจน ว่า “เกษตรกรต้องนำความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการผลิต” และ “ต้องดูแลผลผลิตทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพตามแผนการผลิตของโครงการ”
เทคโนโลยีแผนใหม่ ก็คือ การใช้พันธุ์ลูกผสม การใช้ปุ๋ย เคมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืช-วัชพืช และฮอร์โมนเร่งการผลิดอกและการเจริญเติบโต รวมทั้งการใช้สารเคมีอื่นๆ เพื่อควบคุมสินค้าให้อยู่ในคุณภาพที่ต้องการ
การใช้เทคโนโลยีแผนใหม่ นอกจากจะทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคได้รับพิษภัยจากสารเคมี ทั้งจากการสัมผัสโดยตรงและที่ตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ปัจจัยการผลิตเหล่านี้ล้วนแล้วแต่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น เป็นการนำเอาภาคเกษตรกรรมของไทยไปพึ่งพาปัจจัยจากภายนอกอย่างเข้มข้นและเป็นระบบ

การดำเนินโครงการเกษตรแบบ ๔ ประสานนอกจากบริษัทจะสามารถเข้าสู่โครงสร้าง เข้าไปร่วมกำหนดทิศทางภาคการเกษตรของประเทศแล้ว รัฐยังปล่อยให้บริษัทเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรอย่างน่าละอายที่สุด

โครงการนี้รัฐนั้นไม่ได้ทำหน้าที่และใช้บทบาทของรัฐที่ควรจะเป็น คือ ให้การคุ้มครองเกษตรกร แต่รัฐไทยกลับก้มหัวรับใช้บริษัทอย่างเต็มที่ แม้จะมีการกำหนดให้รัฐมีบทบาทในการติดตาม ดูแลประเมินผลการดำเนินงานของโครงการ แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็มิได้ดำเนินการแต่อย่างใด จะเห็นได้จาก แม้จะเกิดปัญหากับเกษตรกรและสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในปัญหาหนี้สินของเกษตรกรภายหลังการดำเนินโครงการ รัฐก็ไม่ได้ดำเนินการตัดต้นเหตุของปัญหา เช่น ให้มีการทบทวนหรือล้มเลิกโครงการ รัฐยังคงปล่อยให้เดินหน้าต่อไป
ที่หนักที่สุด แม้จะเห็นปัญหาจากการดำเนินการตามโครงการเกษตรครบวงจรตามแผนฯ ๖ แต่แผนฯ ๗ ก็ยังมุ่งมั่นสู่ทิศทางเดิม และเกษตรแบบสัญญาก็ยังคงเดินหน้าต่อไปจนถึงปัจจุบัน

เพื่อความหดหู่ยิ่งไปกว่านี้ ขอจงหันไปมองซีกทางสถาบันการศึกษาด้านการเกษตรบ้าง

งานเขียนของ ศ.ระพี สาคริก ได้สะท้อนให้เห็นพื้นฐานการศึกษาวิชาการเกษตรของไทยในหลายๆ ที่ว่าเป็นการ “ตามก้นฝรั่ง” สร้างระบบโซตัส (SOTUS=Seniority, Order, Tradition, Unity & Spirit) จนหยั่งรากลึกในจิตใจ เมื่อคนเหล่านี้จบการศึกษาและทำงาน ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ชาวเกษตรก็ยังเกาะกลุ่มและอยู่ภายใต้การระบบอาวุโส “อาจารย์-ลูกศิษย์” “รุ่นพี่-รุ่นน้อง” ไม่เปลี่ยน

หลักสูตรการศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรนั้นได้จากการคัดลอกมาจากตะวันตก (แบบอเมริกัน) ความมุ่งหมายการศึกษาได้เน้นอยู่ที่การจะทำให้เกษตรกรรมของไทยเป็นแบบเกษตรกรรมแบบอเมริกัน มีโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับมหาวิทยาลัยรัฐโอเรกอน (Oregon State University) สหรัฐฯ แม้แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ล้วนแล้วแต่จบการศึกษามาจากอเมริกาทั้งสิ้น อาจารย์เหล่านี้มักมีปัญหาเหมือนๆ กัน คือ มีปัญหาการปรับความคิดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของไทย ขณะเดียวกันก็คิดตลอดเวลาว่า จะปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของไทยให้เป็นแบบอเมริกันได้อย่างไร

เมื่อจบการศึกษา บัณฑิตทางการเกษตรทั่วประเทศต่างออกมารับใช้บริษัทอุตสาหกรรมการเกษตร และเป็นข้ารับใช้อย่างสุดจิตสุดใจ เป็นมือเป็นไม้ของบริษัทอย่างชื่อสัตย์ ไม่แปลกเลยที่ นายธนินท์ เจียรวนนท์ แม้จะมิได้เป็นบัณฑิตจากสถาบันการศึกษาทางการเกษตรใดๆ ของประเทศนี้จะได้ดำรงตำแหน่งและกิจกรรมทางสังคมโดยการทูนหัวถวายโดยสถาบันการศึกษาทางการเกษตรของประเทศนี้ ดังนี้

พ.ศ. ๒๕๓๐ กรรมการส่งเสริมสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้
พ.ศ. ๒๕๓๑ กรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการภาคเอกชน โครงการมหาวิทยาลัย
พ.ศ. ๒๕๓๒ กรรมการที่ปรึกษาสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้
พ.ศ. ๒๕๓๘ กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา รางวัลเกียรติคุณ
พ.ศ. ๒๕๒๘ ผู้ทำคุณประโยชน์ทางการเกษตร สมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตร
พ.ศ. ๒๕๒๙ ปริญญาบัตรเทคโนโลยีการเกษตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารธุรกิจการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ เชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๓๔ ปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (เกษตรศาสตร์) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พ.ศ. ๒๕๓๙ ปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น
จนกระทั่ง ล่าสุด ปี ๒๕๔๓ นายธนินท์ได้เป็น “ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์” ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ในงานเกษตรแห่งชาติที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีครั้งนี้ แท้จริงก็คือ ผลของการครอบงำของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยมีบริษัทเกษตรพันธะสัญญาอื่นๆ และบริษัทจักรกลการเกษตร โดยเฉพาะรถไถและแทร็กเตอร์เป็นหางเครื่อง ส่วนภาคประชาชน “บ้านดงมันปา” ที่มุ่งมั่นจะนำเสนอวิถีชีวิตไทอีสานที่สะท้อนนิยามใต้เล้าข้างครกตำข้าวเม่าว่า “ข้าวเต็มเล้า ปลาแดกเต็มไห หน่อไม้เต็มกอ งัว ควายเต็มคอก กล้วยอ้อยเต็มสวน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” .... เป็นเพียงการรองรับความถูกต้องและประกอบฉากให้การครอบงำดูดีขึ้นเท่านั้น

งานเกษตรแห่งชาติที่ ม.อุบลฯ แท้จริงที่คือ นิทรรศการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เป็นการลงทุนที่คุ้มเกินคุ้ม เพราะลงทุนต่ำแสนต่ำ เสียค่าโฆษณาที่ถูกแสนถูก ซ้ำยังได้ขายสินค้าและสร้างภาพลักษณ์ได้อย่างเต็มอัตราศึก สามารถระบายสินค้าที่มีอยู่ทั้งหมดในงานนี้ พร้อมๆ กับสะกดผู้คนให้หลงใหลใฝ่เพ้อกับนวัตกรรมอันเป็นเดรัจฉานวิชาอย่างได้ผลที่สุด

ไล่ตั้งแต่ CPF-CP, CP-Mieji, กุ้งต้มสุกซีพี, ไข่สดซีพี, บาร์บีคิวนกกระจอกเทศ, หมูบดอนามัยซีพี, น่อง-สะโพกไก่ซีพี, ซุปไก่สกัด-รังนกแท้ เบซซ์, ไส้กรอก-ลูกชิ้น, ไส้กรอก แฮม เบคอน โบโลน่า BK Product ตลอดจนโทรศัพท์และเคเบิลทีวีตระกูล True move และร้านค้าปลีก Seven- Eleven กระทั่ง CPPC (มหาชน) ผลิตภัณฑ์กระเป๋า นี่ไม่รวมอาณาจักร Kitchen of the World ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นโดมขนาดใหญ่ที่สามารถสาธิตและแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ของซีพีอย่างเต็มที่

งานเกษตรแฟร์ ที่ ม.อุบลฯ เป็นงานที่สะท้อนสติปัญญาของมหาวิทยาลัยและชุมชนวิชาการของมหาวิทยาลัยอุบลฯ ได้อย่างชัดเจนที่สุด ทำให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้รู้จัก ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ หรือขยะแขยงบริษัทฯ เลยแม้แต่น้อย

มหาวิทยาลัยแม้จะมีคณะและสาขาวิชาที่เห็นความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง และสนับสนุนเกษตรธรรมชาติและชีวภาพอย่างสันติอโศก แต่ก็เป็นเพียงความรู้ด้านเทคนิคแบบตื้นเขิน หาได้ซึมซาบเข้าถึงแก่นไม่

คำถามมีว่า สถาบันการศึกษาได้สำนึกและตระหนักในเรื่องความฉิบหายที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรของประเทศนี้เพียงใด เข้าใจในหลักการ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่เป็นจริงด้วยสำนึกของท้องถิ่นที่พอเพียงมาแต่บรรพบุรุษ ท่านเข้าใจหรือไม่ ..... บรรดาความไม่พอเพียงมิใช่วิถีของชาวบ้าน

มหาวิทยาลัยเข้าใจหรือไม่ว่า รัฐ หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษาทางการเกษตรและบริษัทอุตสาหกรรมทางการเกษตรนี่เอง ที่เป็นตัวการร่วมทำลายความพอเพียงมากว่ากึ่งศตวรรษ


คำถามสำหรับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คือ ท่านเข้าใจชาวบ้านที่ท่านสังกัดอยู่เพียงใด และท่านนำชาวบ้านดงมันปาและชาวอโศกมาร่วมงานเกษตรแห่งชาติเพื่อสิ่งใด?

ท่านก็เป็นอีกสถาบันหนึ่งของประเทศใช่หรือไม่ที่สนับสนุนเกษตรอุตสาหกรรม?

หากไม่ใช่

ท่านนำบริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรมาเพื่อสิ่งใด .... เหตุใดท่านจึงนำเอา “น้ำ” กับ “น้ำมัน” มาอยู่ด้วยกัน ....เพราะท่านไม่เข้าใจ ไม่รับรู้ ไม่สำเหนียกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้เลย ..... แม่นบ่?!


หมายเหตุ : ข้อมูลจาก www.esanvoice.net