กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0036-วิถีการเปลี่ยนแปลงภายในกระบวนการเกษตรไทย
กับผลกระทบจากการจัดการศึกษา


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา


วิถีการเปลี่ยนแปลงภายในกระบวนการเกษตรไทย
กับผลกระทบจากการจัดการศึกษา

โดย
ระพี สาคริก


บทนำ

เรากล่าวกันมาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงจากผู้คนที่ใช้ชีวิตติดดิน ซึ่งช่วยให้ตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า “เมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม”

ทำให้นึกถึงภาษิตบทหนึ่งซึ่งกล่าวกันมาในอดีตว่า “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว” แถมยังเสริมต่อไปอีกว่า “คนที่ใช้ชีวิตติดพื้นดินมาโดยตลอด แม้ไม่มีทุนรอนทางวัตถุมากนัก หากมีความขยันหมั่นเพียรย่อมไม่อดตาย”

ซึ่งแนวคิดความเชื่อดังกล่าว ถ้ามองในมุมกลับ ย่อมช่วยให้แลเห็นความจริงต่อไปอีกว่า “บ้านนี้เมืองนี้ ถ้าอยู่อย่างพอเพียง หรืออีกนัยหนึ่ง หากสามารถดำรงชีวิตอยู่ โดยมีวิริยะอุตสาหะ อีกทั้ง มีความอดทนสูง ในการขุดดินปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ หากไม่คิดโลภโมโทสัน ย่อมสามารถอยู่ได้โดยไม่มีความทุกข์”

ดังนั้น ภาษิตที่กล่าวถึงกันมาช้านานแล้วว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” หากมองจากมุมหนึ่ง อาจทำให้คนไทยอยู่อย่างภาคภูมิใจ รวมทั้ง รำลึกได้ว่า “แผ่นดินของเรา” มีความอุดมสมบูรณ์ในระดับพื้นฐาน จึงควรรักษาไว้อย่างดีที่สุด

แต่หากมองสู่มุมกลับ อาจทำให้อยู่อย่างประมาท รวมทั้ง หลงตัวเองจนกระทั่ง นำทรัพยากรออกมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย อันนับได้ว่าเป็นการสูญเสีย อย่างร้ายแรงจนกระทั่งถึงพื้นฐานก็เป็นได้

ณ มุมนี้ ย่อมทำให้คนท้องถิ่นดำเนินชีวิตอยู่อย่างขาดสติ ซึ่งนับได้ว่าเป็นภัยอันตรายต่อตนเองและสังคม ดังที่สะท้อนออกมาปรากฏให้รู้สึกได้ในขณะนี้

ซึ่ง ณ จุดนี้เอง สิ่งที่มีการพูดกันด้วยความรู้สึกห่วงใยในอนาคตของแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคิดแก้ไขปัญหาอย่างได้ผล คนท้องถิ่นทุกระดับ ยิ่งขึ้นไปมีอำนาจในการบริหารและจัดการศึกษาทุกสาขา หากใช้ชีวิตติดพื้นดินอยู่เสมอ น่าจะช่วยให้มีสติปัญญาแตกฉาน ทำให้สามารถรอบรู้ถึงปัญหาอันมีศูนย์รวม อยู่ในรากฐานจิตใจตนเองได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากนั้น ยังมีสติปัญญาที่ช่วยให้เกิดการสานเหตุและผลระหว่างศาสตร์ทุกสาขาอันหมายถึงศูนย์รวมที่อยู่ในรากฐานจิตใจตนเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ชีวิตกับความรักของเกษตรกรชาวบ้าน
ก่อนอื่นถ้าจะถามว่า เกษตรกรคือผู้มีเกียรติจริงหรือ? คำตอบก็คือมันเป็นความจริงสำหรับประเทศที่เจริญแล้ว ส่วนเมืองไทยอย่างน้อยก็ชวนให้สงสัย เนื่องจากมีร้อยกรองบทหนึ่ง ซึ่งมักนำมาพูดกันในอดีตเป็นครั้งคราวว่า !


มีเงินเขานับว่าเป็นน้อง
มีทองเขานับว่าเป็นพี่
คนไหนไม่มีทรัพย์
ใครเลยจะนับว่าดี?

ซึ่งร้อยกรองบทนี้หากมองอย่างตรงไปตรงมา ดูเหมือนจะสอดคล้องกันกับวิถีชีวิตเกษตรกรของไทยเท่าที่เป็นมาแล้ว จากอดีตถึงปัจจุบัน

แต่ถ้ามองในมุมกลับ ร้อยกรองบทนี้อาจสะท้อนออกมาในแนวทางที่ “พูดถากถางสภาพของวิถีชีวิตเกษตรกรไทยในปัจจุบัน” ก็เป็นได้ ชีวิตผู้เขียน หากนำมาวิเคราะห์เจาะลึกเริ่มต้นจากอดีตถึงปัจจุบัน หลายคนอาจรู้สึกว่า คิดไม่เหมือนใครก็ได้ แต่อีกประการหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า มันก็ถูกต้องแล้วที่ชีวิตฉันจะต้องไม่เหมือนใคร เพราะเราจะให้ชีวิตคนทั่วไปเหมือนกันหมดได้อย่างไร? ถ้าใครมองเห็นสัจธรรมได้อย่างลึกซึ้งถึงพื้นฐานแล้วกล่าวว่า ชีวิตบุคคลคนหนึ่ง จะต้องเหมือนคนอื่น มันก็เป็นของแปลกประหลาด

เท่าที่ชีวิตผู้เขียนผ่านพ้นมาแล้ว จนกระทั่งถึงช่วง ๘๕ ปี “ตัวเองมุ่งมั่นนำปฏิบัติจากรากฐานจิตใจที่อิสระ” จนกระทั่ง มองเห็นภาพสะท้อนที่ออกมาปรากฏเป็นความจริงแก่สายตาคนทั่วไปให้เป็นที่มั่นใจได้

ฉันขอบอกให้ทุกคนทราบเสียก่อนว่า “ตนสนใจใช้ชีวิตมุ่งทิศทางลงสู่ด้านล่างอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ทำให้เป็นคนลืมตัว”

ถ้าหวนกลับไปพิจารณาชีวิตเท่าที่ผ่านพ้นมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ย่อมสะท้อนภาพพฤติกรรมให้เห็นเป็นที่เชื่อถือได้ว่า “ฉันเป็นคนดำเนินชีวิตโดยให้ความสนใจใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้คนทุกระดับ”

แต่ “เนื่องจากตนเป็นคนที่รักและสนใจมุ่งมั่นทำงานลงถึงระดับพื้นดิน ยิ่งชีวิตได้รับโอกาสให้ขึ้นไปมีอำนาจอยู่ในระดับสูง ตนก็ยิ่งสนใจทำงานลงสู่ด้านล่างเพิ่มมากยิ่งขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ”

จากเหตุผลดังกล่าว จึงสรุปไว้ในช่วงนี้ว่า “ชีวิตยิ่งสูงก็ยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตนหรืออีกนัยหนึ่งมุ่งลงสู่ที่ต่ำ” นอกจากนั้น ถ้าการปฏิบัติเกิดจากความรักความจริงใจที่มอบให้แก่ประชาชนคนทั่วไปในระดับพื้นดิน เราก็สามารถนำมากล่าวได้อีกช่วงหนึ่งว่า “ยิ่งนำปฏิบัติจากความจริงที่มุ่งลงสู่ด้านล่าง ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจริงจากใจต่อไปอีกว่า ผลการปฏิบัติซึ่งทำให้มีอำนาจสูงยิ่งขึ้น น่าจะทำให้รู้สึกได้ถึงจิตใจตัวเองที่มีความสูงส่งด้วยคุณธรรมเพิ่มมากยิ่งขึ้น”

ผู้เขียนยังจำได้ดีว่า ช่วงที่ผ่านพ้นมา นับตั้งแต่ต้นมีอายุครบ ๖๐ ปี ๗๒ ปี ๘๐ ปี และ ๘๔ ปี ตามลำดับ บรรดาลูกศิษย์รวมทั้งบุคคลผู้ที่ให้ความเคารพรักได้ร่วมกันใช้โอกาสจัดงานฉลองอายุให้ ทั้ง ๆ ที่ตนไม่ได้ขอร้องให้จัดแต่อย่างใดทั้งสิ้น


นอกจากนั้น ตัวเองก็ไม่เคยขอร้องให้คนอื่นมาทำงานเพื่อยกย่องสรรเสริญตนให้เกิดภาพพจน์ ซึ่งทำให้ได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากคนทั่วไป หากกลับตักเตือนอยู่เสมอว่า “อย่าไปทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อน” นอกจากนั้น ยังกล่าวฝากกลุ่มบุคคลซึ่งทำหน้าที่เป็นปฏิคมของงานที่คอยดูแลรับแขกเอาไว้อีกว่า “อย่าไปทำอะไรให้เกิดข้อจำกัดเรื่องการแต่งกายของผู้ที่เข้ามาร่วมงานน๊ะ!” ถ้าจะถามว่า ผู้เขียนต้องการอะไรก็คงตอบด้วยความเชื่อมั่นได้ว่า เพราะเราจะได้เห็นความจริงภายในงานว่า มีคนแต่งกายอย่างหลากหลาย นอกจากนั้น ตนยังเชื่อว่า เป็นเพราะในอดีตที่ผ่านพ้นมาในระยะเวลาอันยาวนาน ตนได้สร้างความรักความศรัทธาไว้กับคนจากระดับบนลงมาถึงระดับล่างอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นความสนใจ ซึ่งมุ่งลงสู่ด้านล่างซึ่งเป็นพื้นฐานสัจธรรมของการดำเนินชีวิตมากกว่า

ส่วนคนระดับบนก็หาใช่ว่า ตนจะเพิกเฉยไม่ หากให้น้ำใจที่ประกอบด้วยความเข้าใจ อีกทั้ง สานเหตุและผลถึงคนระดับล่างด้วยเช่นกัน

หากมีบางคนรู้สึกว่า ผู้คนซึ่งแต่งกายไม่เรียบร้อยในสายตาของคนที่นิยมความหรูหรา ผู้เขียนก็สามารถชี้แจงเหตุผลออกมาในลักษณะแก้ต่างได้ว่า “ถ้าเข้าใจถึงสัจธรรมในการดำเนินชีวิต ย่อมหยั่งรู้ความจริงได้เองว่า คนที่มาด้วยจิตใจเคารพรักและศรัทธาในตัวเรา แม้เขาจะแต่งกายอย่างไรก็คงไม่ปฏิบัติตนให้เกิดผลเสียหายแก่คนที่เขารักอย่างแน่นอน”

หลายครั้ง หลายหน หลังจากเสร็จงานแล้ว มักมีคนปรารภว่า “งานท่านอาจารย์ดีน๊ะ เพราะไม่ได้มีแต่คนแต่งสูทสากล” ผู้พูดคงจะละไว้ในที่เข้าใจเองว่า แม้ผู้ที่แต่งกายแบบชาวบ้านธรรมดาๆ ก็ยังมาร่วมงานอย่างมีความสุข บางคนพูดอย่างหนักแน่นว่า งานที่สะท้อนภาพความจริงออกมาปรากฏเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากมากในสังคมไทย

สิ่งดังกล่าวทำให้ผู้เขียนนึกถึงสถานภาพของชีวิตเกษตรกรไทย หลังจากภาพที่กล่าวมาแล้วได้สะท้อนออกมาให้เห็นเป็นส่วนน้อย น่าจะช่วยให้เข้าใจถึงความจริงได้เองว่า เกษตรกรไทยโดยทั่ว ๆ ไปคงได้รับความรักและความจริงใจจากผู้คนที่ผ่านการศึกษาขึ้นมาถึงระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งโดยหน้าที่แล้ว ควรจะให้ความรักความจริงใจและความเมตตาต่อเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ อีกทั้ง ยังเป็นพื้นฐานความมั่นคงของชาติ แต่ก็เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

อนึ่ง เราต่างก็พูดกันมานานโดยย้ำความสำคัญเอาไว้ว่า เกษตรกรเป็นกลุ่มบุคคล ซึ่งทำงานแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินร่วมกับภาษิตของไทยอีกบทหนึ่ง ซึ่งกล่าวไว้ว่า “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว”

ในเมื่อทุกชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดจากการปฏิบัติตัวของคน แม้แต่การทำงานซึ่งกลุ่มบุคคลผู้มีโอกาสขึ้นไปสู่อำนาจในระดับสูงแล้วรักที่จะมุ่งทิศทางการทำงานลงสู่ด้านล่าง มันก็เปลี่ยนแปลงจาก “การมีโอกาส” ไปอยู่ในสภาพ “การแสวงหาโอกาส” อย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น “คนที่เป็นเกษตรกรซึ่งเคยสะท้อนภาพให้คนทั่วไปเห็นเป็นประจักษ์พยานว่า มีจิตวิญญาณที่ทำงานแบบหลังสู่ฟ้าหน้าสู่ดิน ก็ค่อย ๆ กลายเป็น “คนที่เป็นทาสรับใช้ในโรงงาน” ซึ่งมีชนต่างชาติที่เป็นนายทุนใหญ่เข้ามาเป็นนาย”

ส่วนกลุ่มบุคคลที่ขึ้นไปถืออำนาจอยู่ด้านบน ซึ่งมีจิตวิญญาณความรักและห่วงใยในความมั่นคงของชาติบ้านเมืองก็ค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพไปเป็นการนำปฏิบัติในลักษณะยึดติดอยู่กับอำนาจและความยิ่งใหญ่ เสมือนลักษณะการติดยาเสพติด

เราจึงไม่น่าสงสัยเลยว่า ภาษิตที่คนไทยเคยกล่าวฝากไว้อย่างภาคภูมิใจว่า “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว” ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพไปเป็นมหันตภัยที่เกิดจากความแห้งแล้งและอุทกภัยใหญ่ ๆ ซึ่งเข้ามาแทนที่

อนึ่ง เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๙ บรรดาศิษย์และผู้ที่เคารพรักในตัวและจิตใจผู้เขียนได้ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองอายุครบ ๗ รอบหรือ ๘๔ ปี อีกทั้ง สังเกตเห็นว่า ร่องรอยดั้งเดิมก็ไม่ได้ถูกลบให้เลือนรางหายไป อย่างน้อยก็ยังมีกลุ่มบุคคลในระดับชาวบ้าน ซึ่งเคยเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่อยู่ในไร่ในนา อีกทั้ง ได้รับความเสียหายจากปัญหาไข้หวัดนก จนกระทั่ง ต้องเลิกล้มกิจการไปทั้งชีวิต ได้มาร่วมงานด้วยน้ำใจที่เคารพรักและศรัทธา

ผู้เขียนมาทราบเบื้องหลังของคนกลุ่มนี้ว่า ด้านหนึ่งในความรู้สึกก็คงไม่กล้าที่จะเข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศที่รู้สึกว่าใหญ่โต แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีพลังซึ่งอยู่บนพื้นฐานความเคารพรักและศรัทธาเหนือกว่า จึงทำให้มีความกล้าหาญที่จะเข้ามาร่วมงาน หลังจากมาปรากฏตัวให้เห็นได้ ผู้เขียนก็ได้ให้ความใกล้ชิดสนิทสนมและความอบอุ่นเป็นกันเองเช่นทุกคน เพราะภายในส่วนลึกของจิตใจ รู้ดีว่า ตนเคยไปนอนค้างที่บ้านของชาวบ้านเหล่านี้ แถมยังเขียนบทความฝากไว้เรื่องหนึ่งว่า “อย่ากินบนเรือนแล้วถ่ายรดบนหลังคา” ซึ่งเกิดจากความรู้สึกนึกถึงบุญคุณอยู่ในส่วนลึกของหัวใจที่ระบายลงสู่แผ่นกระดาษอีกโสตหนึ่ง

สิ่งเหล่านี้หาใช่ว่า ตนจะต้องเข้าไปมีตำแหน่งและมีอำนาจอยู่ในระดับสูงของระบบราชการเท่านั้นไม่ หากอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ ผู้เขียนจึงได้เชื่อมั่นจากการปฏิบัติมาแล้วว่า ชีวิตคนเราถ้าคิดจะเป็นคนยิ่งใหญ่ อยู่ที่ไหนและทำอะไรก็เป็นได้โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นไปมีอำนาจในระดับสูงของทางราชการ ทั้งนี้และทั้งนั้น ถ้าจะถามว่า ใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน?

ฉันคงตอบได้เพียงจุดเดียวเท่านั้น แต่มันก็เป็นจุดเดียวซึ่งเป็นศูนย์รวมของศาสตร์ทุกสาขา สิ่งนั้นก็คือ ศรัทธาบารมีอันเกิดจากคุณงามความดีที่มอบให้กับเพื่อนมนุษย์ทุกคนอย่างปราศจากการเลือกที่รักมักที่ชังว่าจะต้องเป็นคนนั้น คนนี้ แม้แต่คนชาตินั้น ชาตินี้ หรือ พวกนั้น พวกนี้ก็สุดแล้วแต่

อนึ่ง ผู้เขียนยังได้พูดออกมาจากใจฝากไว้กับบางคนซึ่งชีวิตสัมพันธ์อยู่กับชาวบ้านว่า เพราะเขาทั้งหลายให้เกียรติมาร่วมงานครั้งนี้ จึงทำให้คุณภาพของงานได้รับการยกระดับให้สูงขึ้น ถ้าจะถามว่าเพราะเหตุใด คงมีคำตอบอยู่แล้วว่า เพราะตนให้ความสำคัญแก่ชาวบ้านมาตลอดชีวิตโดยที่ถือว่า คนเหล่านี้ มีความสำคัญเปรียบด้วยชีวิตตัวเอง ดังนั้น ความหมายของการจัดงานถ้าคิดว่าทำเพื่อความสุขของผู้เขียนก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องให้ความสำคัญและให้เกียรติแก่ชาวบ้านเหนือกว่าตนเอง

จากสิ่งที่กล่าวมาแล้ว ควรสรุปได้ว่า ทำอะไรก็ตาม ถ้ามีความสุขที่จะทำแม้แต่บางคนอาจมองเห็นว่าเราทำด้วยความเหน็ดเหนื่อย ซึ่งก็หาคำตอบได้ไม่ยากว่า “ความเหนื่อยมันอยู่บนพื้นฐานความสุขของเราเอง” ก็คงจบลงได้ด้วยดีตลอดไป

ความคิดพื้นฐานที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเกษตรไทย

ผู้เขียนใคร่ขออนุญาตเสนอพื้นฐานการจัดการศึกษาเกษตรไทยไว้ดังต่อไปนี้

๑. ไม่ว่าศาสตร์สาขาไหนที่อยู่ในกระบวนการจัดการศึกษา หากเห็นความสำคัญของ การเกษตร ที่มีต่อชาติบ้านเมือง ควรจะมุ่งรับใช้กลุ่มบุคคลที่กระบวนการจัดการเกษตรมีอยู่ในระดับ ล่าง เพื่อสร้างความรักและความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน
๒. ควรจะมุ่งสร้างสรรค์รากฐานจิตใจคนท้องถิ่น ให้เป็นผู้ที่มีนิสัยซื่อสัตย์ต่อตนเอง เอาไว้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง มีความมั่นคงอยู่กับสัจธรรมดังกล่าว
๓. ควรได้รับการอบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนไม่ดูถูกของเล็กและสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นดิน อันเป็นพื้นฐานชีวิตของตน อีกทั้งมีนิสัยเป็นคนคิดริเริ่มสิ่งต่าง ๆ จากจุดนี้ก่อนอื่น แล้วจึงนำปฏิบัติอย่างดีที่สุด ด้วยความมีสติ โดยไม่คิดโลภโมโทสัน
๔. ควรได้รับการฝึกอบรมให้เป็นคนไม่หลงยึดติดอยู่กับเทคโนโลยีอันทันสมัย นอกจากนั้น หากเป็นคนซื่อสัตย์ต่อตนเอง ย่อมมีนิสัยรักที่จะพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาจากพื้นฐานตนเอง โดยที่เริ่มต้นจากพื้นดินถิ่นเกิดขึ้นไปก่อน
๕. สิ่งที่นำเสนอมาแล้วทั้งหมด จะบังเกิดผล ย่อมขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของครูรวมทั้งผู้ใหญ่แต่ละคน นับตั้งแต่ พ่อแม่ และญาติพี่น้อง ซึ่งรักที่จะกระทำโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม ให้เป็นแบบอย่างที่ช่วยให้เกิดความประทับใจ

สิ่งดังกล่าวย่อมมีผลสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นฐานการเกษตรของชาติ นอกจากนั้น หากนำปฏิบัติอย่างจริงจัง การจัดการศึกษาย่อมมีผลแก้ปัญหา ความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อนึ่ง การที่ผู้เขียนได้เสนอหลักการในการจัดการศึกษา ที่ใช้การเกษตรเป็นพื้นฐานดังได้กล่าวมาแล้ว สิ่งดังกล่าว ผู้เขียนได้รับมาจากประสบการณ์ในการปฏิบัติด้วยตนเองมาแล้วทั้งหมด ซึ่งต่อไปนี้เป็นเรื่องราว ที่ได้รับจากการปฏิบัติ อีกทั้ง ค้นหาหลักการด้วยชีวิตตนเองมาตลอดดังจะกล่าวต่อไปนี้

ในระหว่างฤดูเก็บเกี่ยวฤดูหนึ่ง แม้จะนานปีมาแล้ว ขณะที่ข้าวในท้องนากำลังสุกสะพรั่ง ฉันได้ลงไปเกี่ยวข้าวร่วมกับเพื่อน ๆ ตั้งแต่ฟ้าเริ่มสาง เมื่อถึงเวลาอาหาร ก็รับประทานกันอย่างง่าย ๆ แล้วลงตะลุยเกี่ยวข้าวกันต่อไป จนกระทั่ง ตะวันพลบค่ำ ฉันทำเช่นนี้เป็นประจำทุกวันจนตลอดฤดูกาลทำนา

ขณะนั้น ฉันรู้สึกว่า เราไม่ค่อยจะได้สนใจปราณีปราศรัยกับเมล็ดข้าวในรวงเท่าใดนัก เพราะระหว่างนั้น ข้าวกำลังอุดมสมบูรณ์ ฝนฟ้าอากาศก็ยังแจ่มใสสดชื่น บางรวงที่แห้งกรอบแล้ว เมล็ดก็จะร่วงหล่นลงบนพื้นดินไปก่อนที่จะถึงลานนวดอย่างไร้ความหมาย ค่ำลงเราก็เอาเคียวเหน็บเอว แบกจอบคู่มือกลับบ้าน ตอนกลางคืนก็ย้อนกลับมายังลานนวดจุดตะเกียงเจ้าพายุนวดข้าวกันต่อไปจนค่อนคืน ท่ามกลางความหนาวเหน็บของเดือนธันวาคม แล้วเราก็มองดูกองข้าวเปลือกกองใหญ่กลางลานนวดด้วยความพอใจในผลงานของตัวเอง หลังจากนั้น จึงเก็บใส่กระสอบ แบกเข้ายุ้งทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีเครื่องจักรกลใด ๆ มาช่วย

ฉันมองเห็นและพินิจพิเคราะห์ภาพจำนวนข้าวเปลือกทั้งกอง ทั้งฉางด้วยความอิ่มเอิบใจ ในน้ำหนักที่ล่อตาล่อใจของเมล็ดข้าว ซึ่งมากมายมหาศาลจนกระทั่งลืมนึกถึงเมล็ดข้าวที่น่าสงสาร ซึ่งตกหล่นทิ้งขว้างอยู่ในไร่นาตอนนั้น ทั้ง ๆ ที่ต้นข้าว ฟางข้าว รวงข้าว และเมล็ดข้าว ซึ่งหมายถึง ทุกส่วนของต้นข้าว ต่างก็ได้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย จากใจของพวกเราอย่างเท่าเทียมกันหมด

ด้วยหลักเดียวกันนี้เอง ที่ปลูกฝังแนวคิดของฉันในขณะนั้น ซึ่งยังเป็นช่วงที่มีประสบการณ์น้อย เนื่องจากมีอายุน้อย โดยที่คิดว่า อะไรก็ตามที่มีอิทธิพลได้เปรียบเสียเปรียบในการล่อตาล่อใจ สิ่งที่เราได้สัมผัสมาแล้ว ทำให้รู้สึกพอใจไม่พอใจนั่นแหละ คือเรื่องใหญ่เรื่องเล็กที่อาจมีความสำคัญหรือไม่สำคัญทั้งสิ้น ภาพข้าวเปลือกกองใหญ่จึงมีส่วนในการฝังเอาทัศนคติแบบด้านเดียวให้แก่ฉันว่า ข้าวก็จะต้องกองใหญ่ ๆ อย่างนี้จึงมีความสำคัญ นั่นคือประสบการณ์ที่ฉันได้รับการปลูกฝังจากบรรยากาศธรรมชาติ ภายในปีพ.ศ. ๒๔๘๓ ขณะที่ฉันเรียนอยู่แม่โจ้ โดยมีอายุเพียง ๑๘ ปีเท่านั้น แต่ถ้าหากชีวิตฉันไม่ได้สัมผัสกับของจริงเช่นนี้แล้วไฉนเลยจะนำไปสู่ภาพที่แท้จริงในอนาคตได้ แม่โจ้ในสมัยที่ฉันมีส่วนร่วมบุกเบิก จึงได้ให้บทเรียนชีวิตหลายสิ่ง หลายอย่าง จนกระทั่ง ผ่านเข้ามหาวิทยาลัย ต่อมาอีก ๕ ปี ซึ่งนับได้ว่ามีโอกาสดีกว่าคนอีกเป็นจำนวนมากมายทีเดียว

ฉันจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ธรรมชาติที่อยู่ในใจตนเองก็ได้บอกให้รู้ความจริงว่า การเรียนรู้ชีวิต มันยังไม่จบสิ้น ฉันจึงสมัครออกไปทำงานในชนบท เพื่อใช้ชีวิตใกล้ชิดกับพื้นดินและชาวบ้านโดยไม่สนใจว่าที่นั่นจะมีตำแหน่งราชการและอัตราเงินเดือนให้หรือไม่ แล้วฉันก็เพลินอยู่กับงานแบบนี้ทำให้ได้รับบทเรียนอันมีคุณค่าต่อชีวิตตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีกมากมายมหาศาล

ถัดมาปีหนึ่งในขณะที่ฝนฟ้าอากาศแปรปรวนแห้งแล้งจัด ต้นข้าวในนา ซึ่งฉันได้ไปร่วมมือปักดำกันกับชาวบ้าน จนกระทั่งเท้าทั้งสองข้างแช่น้ำเป็นวัน ๆ ในบรรยากาศของโคลนและปลิงที่กระหายเลือด พอข้าวเริ่มโต ความหวังซึ่งเพิ่งจะเริ่มต้นแต่ก็ได้ถลำลงไปแล้วทั้งแรงกายแรงใจ กลับทำให้รู้สึกว่า น้ำก็ขาดดินก็เริ่มแตกระแหง ต้นข้าวที่เคยเป็นความหวังก็เริ่มแคระแกร็น ใบเหี่ยวเฉาจนม้วน มันไม่มีชีวิตข้ามไปสู่ความสะพรั่งพรูด้วยรวงด้วยเมล็ดที่สวยงามเช่นที่ฉันเคยยืนยิ้มอยู่ในความรู้สึกด้วยความภูมิใจ เหมือนภาพที่เคยสัมผัสที่แม่โจ้เมื่อปีก่อน

หันไปดูเจ้าของนาเพื่อนฉัน ซึ่งก็ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงเพราะเช่านาเขาทำ ก็อยู่ในฐานะที่เปรียบเสมือนต้นข้าว เพราะในปีก่อน ๆ เคยลืมตาอ้าปาก แต่มันก็เป็นเพียงภาพเฉพาะหน้า

ปีนี้ ไหนจะค่าเช่านา ไหนจะเงินกู้ที่ต้องเสียดอกเบี้ย และยังมีดอกเบี้ยชีวิต ซึ่งต้องชำระโดยไม่เป็นตัวเงิน แต่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนต่าง ๆของการดำเนินกิจการ ทั้งของตนเองและครอบครัวอีกด้วย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เมื่อสัมผัสเข้าจริง ๆ มันได้เข้าไปถึงส่วนลึกของหัวใจ จึงมีอิทธิพลเปลี่ยนทัศนคติของฉันในอดีต เพราะแทนที่จะมองเห็นแต่เพียงข้าวกองใหญ่ ๆ ซึ่งมีเมล็ดที่สมบูรณ์ สีสันสวยงามก็ได้เริ่มมองเห็นและนึกถึง ข้าวเพียงไม่กี่เมล็ดที่ตกหล่นร่วงลงสู่พื้นดินในระหว่างการเก็บเกี่ยวโดยไม่ปราณีปราศรัยและการขนไปตากไปนวด ว่า มันมีคุณค่า

ฉันเริ่มต้นเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า ชีวิตนี้หนอ หากพวกเรามัวแต่ปล่อยให้สิ่งล่อตาล่อใจทางวัตถุ มันเข้ามามีอิทธิพลครอบงำจิตใจเราได้แล้ว ย่อมเห็นสิ่งต่าง ๆ และเข้าใจสิ่งใด ไม่เพียงผิวเผินเท่านั้น หากควรจะลงลึกถึงรากถึงโคนอย่างทะลุปรุโปร่ง ฉันเริ่มเห็นความสำคัญของข้าวเพียงเมล็ดเดียวว่า นั่นคือพื้นฐานอันแท้จริงของสิ่งนั้น ซึ่งก็ตรงกันกับหลักธรรมที่ว่า ทุกคนย่อมเป็นส่วนสำคัญของสังคมร่วมกันทั้งนั้น

มักมีคนชอบถามฉันเสมอๆ ว่า ฉันเกิดที่ไหน? มันทำให้ฉันตอบทันทีว่า เกิดกลางใจเมืองกรุงเทพ และได้ใช้ชีวิตบางส่วนอยู่ในรั้วในวังด้วย พ่อแม่ฉันไม่เลี้ยงลูกให้ฟุ่มเฟือยหรืออยู่กับความสะดวกสบายมากนัก ซึ่งมาถึงขณะนี้ ฉันหันหลังกลับไปทบทวนดูแล้วคงต้องกราบขอบพระคุณท่าน เมื่อฉันได้มีโอกาสสัมผัสกับชีวิตเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ ในภายหลังอย่างกว้างขวางออกไปพอสมควรโดยตนก็สามารถเห็นภาพความจริงได้ว่า เรายังสบายกว่าคนอื่น ๆ อีกมากมาย

สมัยหนึ่งในอดีต ขณะที่ฉันนั่งรับประทานอาหารอย่างเรียบง่าย และตามสบาย โดยที่ความเรียบง่าย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า อาหารเรียบง่าย หากหมายความว่า คนซึ่งมีจิตใจที่พอเพียง แม้ตักข้าวใส่จานก็ไม่ได้คิด ไม่ได้ระวัง ว่ามันจะพอดีพอเหมาะหรือไม่ ฉันนึกจะอิ่มก็อิ่มเอาง่าย ๆ เช่นกัน โดยไม่สนใจว่ามันจะเหลือในจานมากน้อยแค่ไหน รีบแต่จะเอาเวลาไปเล่นหรือไปทำงานอื่น ๆ ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือ ข้ออ้างของคนเห็นแก่ตัว ที่คิดว่า การสนใจกับเม็ดข้าวสุกเพียงเม็ดสองเม็ดมันไม่คุ้มค่าอะไร ซึ่งมันก็ถูกต้อง แต่ในสภาพที่เรามองแต่เพียงด้านวัตถุและเพื่อตนเองจึงไม่ได้เกิดปัญญาในทางสร้างสรรค์เท่าที่ควร

หลังจากนั้นมา ฉันได้มีโอกาสที่จะเข้าร่วมกิจกรรมอาสาพัฒนาชนบทกับนิสิตรุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งเติบโตขึ้นมาภายหลัง ทำให้สนใจศึกษาชีวิตตนเองร่วมกับ คนเหล่านี้ว่า คือ อดีตของตนที่จะนำไปสู่อนาคตของสังคมและของชาติ อีกทั้ง โดยหน้าที่ของคนทุกรุ่น ซึ่งไม่ควรปล่อยปละละเลยเขา ฉันจึงสมัครใจออกไปใช้ชีวิตในชนบทที่ทุรกันดารและ มีเกษตรกรที่ยากจน ขาดน้ำ ขาดอาหาร อีกทั้ง ชุกชุมด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แถมยังยากต่อการคมนาคม ซึ่งเชื่อมโยงถึงโลกภายนอก

ทุกปี ฉันได้ไปกินไปนอนและร่วมทำงานสัมผัสกับชีวิตเช่นนั้นจนถึงปัจจุบัน แม้ไม่ได้อยู่ในสถาบันการศึกษา เพื่อหาความรู้ความเข้าใจให้แก่ตนเอง ทำให้ฉันเริ่มเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า การฝังตัวเองอยู่แต่ในสภาวะการเรียนรู้ท่ามกลางดงวัตถุเพียงด้านเดียว อีกทั้ง ยังเป็นที่ให้ความสะดวกสบายในด้านวัตถุ ย่อมทำให้ชีวิตกับความคิดอ่าน และภาพที่เห็นที่เข้าใจต่อสังคม ขาดความสมบูรณ์ครบถ้วน แล้วเราจะคิดรับใช้สังคมอย่างเหมาะสมได้อย่างไร ?

ในระหว่างเวลาว่างที่ไม่คิดว่างานว่าง ฉันจึงสมัครใจออกไปใช้ชีวิตในชนบทกับนิสิตเป็นประจำอย่างมีความสุข นอกจากนั้น การไปใช้ชีวิตในบรรยากาศอันแร้นแค้นเช่นนี้ ย่อมเป็นโอกาสซึ่งผู้ที่มีวิญญาณความเป็นครูอย่างเป็นธรรมชาติ ย่อมปฏิบัติตนอย่างดีที่สุดด้วยหลักการของชีวิตที่อยู่ร่วมกันด้วยคุณธรรม ย่อมถือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับชนรุ่นลูกรุ่นหลาน จะได้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติและดำเนินรอยตามด้วยความมั่นใจ ตลอดจนรู้จักศึกษาและสร้างความเข้าใจระหว่างกันและกันในทางสร้างสรรค์ที่ดีด้วย นอกจากการรู้ความจริงจากใจของตนเองด้วยบรรยากาศเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดกระแสในระยะยาว แม้ระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ยังพยายามออกไปใช้ชีวิตเช่นนี้ ฉันจึงมีความรู้สึกต่อไปอีกว่า ตนได้อะไร ๆ หลายอย่างที่มีคุณค่าสำหรับชีวิตตัวเอง อีกทั้ง ยกระดับจิตใจ ให้สูงยิ่งขึ้นโดยปฏิบัติติดต่อกันไปอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ก็ยิ่งทำให้เห็นภาพที่น่าสนใจของข้าวสุกก้นจานก่อนที่จะอิ่มอันเป็นภาพที่กว้างขวางและลึกซึ้งมากกว่า “เพียงข้าวสุกเม็ดเดียว” สีขาว ๆ ลักษณะยาวรี และตีค่าตัวว่า มันไม่คุ้มค่าสำหรับคนอย่างเราที่จะไปเอาใจใส่กับมัน เช่นที่เคยคิดและรู้สึกเหมือนแต่ก่อน ฉันได้เข้าใจชีวิตคนหลายแง่หลายมุม และทุกครั้งที่มีเม็ดข้าวสุกไม่กี่เม็ดนอนอยู่ก้นจานก่อนอิ่มข้าว ตนได้ระลึกถึงคุณธรรมและน้ำใจคน ซึ่งชีวิตเหมือนคนอย่างเราๆนี้เอง แต่ก็ยังลำบากยากเข็ญต่อไปอีกมากมาย ซึ่งเขาควรจะได้รับความเข้าใจจากผู้ที่มีโอกาสดีกว่าบนพื้นฐานชีวิตที่แท้จริง และผู้มีโอกาสเหนือเขาควรจะได้ช่วยเพาะปลูกและบำรุงรักษา ชีวิตเขาเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้สามารถยืนขึ้นบนพื้นฐานของตัวเองอย่างภาคภูมิและสง่างาม อีกทั้ง มีความเจริญทั้งในด้านจิตใจและร่างกายอันเหมาะสม ซึ่งเขาเหล่านี้แต่ละคนต่างก็คือ “ข้าวเมล็ดเดียว” ที่เราไม่ควรมองข้ามไปด้วยความรู้สึกดูถูกดูแคลนและคิดว่า มันเป็นเพียงข้าวเมล็ดเดียวเท่านั้น จึง ไม่คุ้มค่าที่จะให้ความสนใจ !

ทุกมื้อของอาหารที่ฉันนึกถึงข้าวเมล็ดเดียว มันเตือนสติให้เกิดจินตนาการ มองเห็นภาพคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในความยากลำบากและแร้นแค้น ที่พื้นดินอันทรงคุณค่า ซึ่งควรจะมีความเขียวชอุ่มด้วยพืชพรรณธัญญาหาร จากสภาพชีวิตของคนเหล่านั้น ซึ่งเขาควรจะเป็นสมบัติอันมีคุณค่าต่อแผ่นดินเหมือนเรา เนื่องจากคนเป็นตัวจักรกลสำคัญที่สุดที่จะทำให้พื้นดินมีผลิตผลที่อุดมสมบูรณ์ครบถ้วนขึ้นมาได้ คนไม่ใช่มีเพียงชีวิตไม่ใช่มีแต่จิตใจ หากมีวิญญาณที่สามารถทำให้เกิดความเหี่ยวแห้งไร้ค่า หรือสร้างความมีชีวิตชีวา ลุกขึ้นมาทำงานได้อย่างเต็มที่ ถ้าชีวิตเขาได้รับโอกาสให้มีบทบาทในอนาคตของส่วนต่าง ๆ เท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งถ้าหากแต่ละคนมองข้าวสุกเพียงเม็ดเดียว แต่ในด้านที่เป็นวัตถุ ก็อาจเห็นได้แต่เพียงว่า มันคือข้าวสุกเม็ดเดียวซึ่งตกอยู่ที่ก้นจานเท่านั้น

มันจะผิดจะถูกด้วยเหตุผลและความจริงหรือไม่ ลองคิดกันดูเถิดว่า ข้าวทั้งชาม ข้าวทั้งยุ้ง ข้าวทั้งประเทศ และข้าวทั้งโลก ถ้าหากขาดข้าวแต่ละเม็ด ซึ่งถ้าจะมองอย่างจำเพาะเจาะจงลงไป เห็นเพียงเมล็ดเดียว และคิดถึงมันเพียงหนึ่งเดียว ว่าไม่มีความสำคัญเสียแล้ว หากมุ่งแต่มองไปยังกองใหญ่ ๆ เท่านั้น ความฝันในการพัฒนา ก็คงได้ผลแต่เพียงว่า คือ ภาพของความฝันลมๆแล้งๆ หรือไม่ก็ได้แต่สิ่งประดิษฐ์ โดยไม่มีวันที่จะได้สิ่งที่แท้จริงขึ้นมาได้เลย การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสังคมส่วนรวมก็เช่นกัน หากฐานชีวิตของแต่ละคน ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์รวมของข้าวแต่ละเมล็ด แต่คนซึ่งถูกบรรยากาศที่ประกอบขึ้นมาเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคมสร้างมาจากมุมเดียว กลับถูกมองว่า เป็นเพียงข้าวเมล็ดเดียวเท่านั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ข้าวเมล็ดเดียวนี่แหละ เป็นกุญแจดอกสำคัญดอกแรกที่เราควรเริ่มต้นสนใจศึกษาและทำความรู้จักให้ได้อย่างลึกซึ้ง โดยไม่มองด้วยการดูถูก หรือมองข้ามไปว่า เป็นเพียงชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตเดียวเท่านั้น เพราะดุลระหว่างชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าดุลทางเศรษฐกิจหรือสังคม และสิ่งต่าง ๆ มีจุดศูนย์กลางที่แท้จริงอยู่ที่ความรักภายในจิตใจของแต่ละคนร่วมกัน ย่อมมีผลทำให้สังคมและบ้านเมืองมีความรักความสามัคคีตามที่แต่ละคนพึงปรารถนา

หลักในการแก้ไขปัญหารวมทั้ง การพัฒนาสิ่งใดก็ตาม ก่อนที่จะได้มาซึ่งโครงสร้าง และวิธีดำเนินการ เราจำเป็นต้องรู้จักกับรากฐานสิ่งที่เราจะเกี่ยวข้องดีพอในทุก ๆ ด้าน เนื่องจาก การมองเห็นสิ่งใดก็ตามเพียงด้านเดียว เมื่อมีการวางแผนดำเนินการแก้ปัญหา รวมทั้งการคิดพัฒนาสิ่งนั้น ย่อมมุ่งไปสู่ผลเพียงด้านเดียว และเป็นด้านที่ส่งผลทำลายในระยะยาว เพราะปัญหาต่าง ๆ มีส่วนเชื่อมโยงถึงกันทุก ๆ ด้าน อีกทั้ง ด้านที่เป็นรากฐาน ซึ่งเรามักมองข้ามไปอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ก่อนการคิดแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ถึงชีวิตคนผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ผู้ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบเริ่มต้นตั้งแต่ระดับนโยบาย วางแผน และดำเนินการ จำเป็นต้องรู้จักและเห็นความสำคัญของชีวิตคนด้อยโอกาสที่อยู่ในระดับพื้นดิน ตลอดจนมีความเข้าใจปัญหาของเขาในมุมที่มองมาจากเขาทั้งหลาย อย่างกว้างขวาง อีกทั้ง มีความสมบูรณ์ด้วยรูปแบบของปัญหาในทุกๆ ด้าน รวมทั้ง มองเห็นได้อย่างลึกซึ้ง มิใช่มองมาจากตนเอง ไม่เช่นนั้นแล้วแนวความคิดที่เหมาะสมย่อมไม่เกิดขึ้น แต่จะเกิดขึ้นในลักษณะตรงกันข้าม คือ ผลจากการพัฒนาแทนที่จะพัฒนาให้ถึงคนในระดับพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ กลับตกอยู่กับคนที่มีชีวิตสะดวกสบายอยู่แล้ว

ถ้าคนในชาติมีสิ่งดังได้กล่าวมาแล้วอยู่ภายในจิตวิญญาณตนเองความรู้สึกร่วมกันของคนส่วนใหญ่ ซึ่งมีผลนำไปสู่การพัฒนาชาติบ้านเมือง ก็คงนำไปสู่ผลสำเร็จตามเป้าหมาย

มองการศึกษาเกษตรไทยแล้วเห็นอะไร?

ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งแต่เดิมเป็นวิทยาลัยและมีโรงเรียนเตรียมวิทยาลัยอยู่ที่แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนั้นวิทยาลัยแห่งนี้มีหลักสูตรการจัดการศึกษาแบ่งแยกออกเป็น ๓ คณะวิชา กล่าวคือ คณะเกษตร คณะสหกรณ์ และคณะวนศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๘๖ ได้สถาปนาขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัย โดยที่ช่วงนั้น ได้เพิ่มคณะประมงขึ้นมาอีกสาขาหนึ่ง

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ได้มีการแยกสาขาออกมาเป็น คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และคณะมนุษยศาสตร์ ฯลฯ

มาถึงช่วงหลัง ๆ ได้มีการแตกสาขาออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งคนส่วนใหญ่ แม้แต่บรรดาครู อาจารย์และนิสิต มองการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว ทำให้เข้าใจว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ได้เป็นสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับเกษตรอีกต่อไป หากมองว่า เป็นมหาวิทยาลัยทั่วไป เนื่องจากมีทุกสาขา

ความเข้าใจดังกล่าวนับว่า เป็นแนวคิดพื้นฐานที่ลงไม่ถึงสัจธรรมของชีวิตคน หากยึดติดอยู่กับสาขาวิชา ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เท่านั้น เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะล่มสลายของการจัดการศึกษาเกษตรที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่แม้แต่กลุ่มบุคคล ซึ่งถูกเรียกว่า นักวิชาการ ก็ยังขาดรากฐานความคิดที่เข้าถึงสัจธรรม หรืออีกนัยหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า คนส่วนใหญ่เอาแต่คิดอยากได้ สิ่งที่อยู่ภายนอก หากขาดวิถีทางที่ควรหวนกลับมาค้นหาความจริงจากใจตนเอง อันควรมีไว้เป็นพื้นฐานรองรับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี รวมทั้ง การพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า

เหตุการณ์ซึ่งทำให้ประชากรในมหาวิทยาลัยขาดความรู้ความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจาก คนกลุ่มนี้แสดงออกให้เห็นว่า มีการรวมตัวกันก่อความรุนแรง เพราะครูอาจารย์และนิสิตขณะนั้น ได้รวมตัวกันประท้วงการบริหารงานโดยเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เสียใหม่

เนื่องจากความคิดดังกล่าวที่เป็นพื้นฐานแสดงออก ประชากรในมหาวิทยาลัยไม่เห็นสมควรที่จะใช้ชื่อเกษตรศาสตร์ต่อไป แต่ขณะนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเป็นช่วงที่บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งบริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัย ใกล้จะครบวาระการเป็นผู้บริหาร นอกจากนั้น การรวมตัวกันประท้วงยังมีพฤติกรรมรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง ถึงสภาพที่ผู้บริหารในขณะนั้นหมดวาระ

ผู้เขียนได้เข้ารับหน้าที่บริหารต่อมา ซึ่งตนมองเห็นสภาพดังกล่าวแล้วคิดว่า “การเกษตรเป็นพื้นฐานรองรับสังคมไทยให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง” นอกจากนั้น ยังมองเห็นความจริงต่อมาอีกว่า “เมื่อพูดถึงความสำคัญของการเกษตร ควรมุ่งเน้นที่ชีวิตคนซึ่งเป็นเกษตรกรทั้งมวลเป็นพื้นฐาน”

ดังนั้น ตนจึงค้นหาข้อสรุปต่อไปอีกว่า เมื่อให้ความสำคัญแก่กระบวนการพัฒนาบุคลากรโดยใช้จุดนี้เป็นแกนนำ ทุกคณะที่มหาลัยเกษตรศาสตร์มีอยู่ในขณะนั้น รวมทั้ง อาจมีการจำแนกแยกแยะต่อมาอีกในภายหลัง ล้วนควรมุ่งรับใช้เกษตรกร

แม้แต่โครงการวิจัยต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งแต่ก่อนส่วนใหญ่ เน้นอยู่ที่ศาสตร์แต่ละสาขาหรืออีกนัยหนึ่ง มีโครงสร้างในเชิงเดี่ยว ต่อมา ตนได้กำหนดนโยบายที่ให้มีการริเริ่มเน้นความสำคัญของโครงการที่เป็นสหวิชา ซึ่งผลกระทบดังกล่าวได้ช่วยให้คนทุกสาขาของศาสตร์มีโอกาสหันหน้าเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อหวังพัฒนาความคิดแบบบูรณาการณ์ ซึ่งสะท้อนให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึกได้ว่า ศาสตร์ทุกสาขามีความสำคัญต่อเกษตรกรเท่าเทียมกันหมด

หลังจากนั้นมา เรื่องราวที่มีการรวมตัวเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยก็ค่อย ๆ จางหายไป แต่ก็ยังมีส่วนที่เป็นปัญหาหลงเหลืออยู่บนพื้นฐานธรรมชาติของความคิดอันถือได้ว่า เป็นนิสัยของแต่ละคน อาทิเช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ แทนที่จะสะท้อนถึงการทำงานวิจัยเกี่ยวกับเครื่องจักรกลทางการเกษตร ซึ่งเป็นความต้องการในชีวิตประจำวันของเกษตรกรอย่างกว้างขวาง แต่หลายครั้งหลายหน ก็ยังสะท้อนให้เห็นการทำงานวิจัยที่ขาดความเหมาะสมกับความต้องการของเกษตรกรในสวนหรือในไร่นา

สิ่งนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ซึ่งนำมาพิจารณาสร้างความเข้าใจในการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับชีวิตคน ซึ่งควรสอดคล้องกันกับการจัดการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดที่นำมากล่าวแล้วทั้งหมด ถ้าจะพูดว่า เป็นการจัดการศึกษาที่ลงไม่ถึงสัจธรรมของชีวิตคนซึ่งเป็นเกษตรกร อีกทั้ง ยังเป็นพื้นฐานกองทัพเศรษฐกิจของคนทั้งชาติก็ไม่น่าจะผิด
เกษตรกร – พื้นฐานเศรษฐกิจของชาติ

เราพูดกันมาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะเสียงจาก “กลุ่มบุคคลซึ่งลงไปใช้ชีวิตติดดิน”ที่ช่วยให้สามารถมองเห็นความจริงได้อย่างลึกซึ้ง สิ่งที่เราปรารภกันมาช้านาน อีกทั้งยังหวังว่า น่าจะนำไปสู่วิถีทางที่ช่วยแก้ปัญหาให้แก่ตนเองและสังคมตามเป้าหมายก็คือ คำถามที่ว่า “ทำไมถึงได้มองเศรษฐกิจที่เงิน?” หรือว่า เป็นเพราะคนในกลุ่มที่เข้าไปถืออำนาจ มองเห็นความจริงได้แต่เพียงปลายเหตุ ซึ่งประเด็นนี้ มักพบได้ทั่วๆไปในสังคมไทย

ผู้เขียนยังจำได้ดีว่า “ในขณะที่มีการประชุมระดมความคิดก่อนประกาศนโยบายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนที่ ๘” ซึ่งผลที่ปรากฏออกมาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนโดยเน้นความสำคัญ ที่การพัฒนาคน

หลังจากนั้นมา ผลการดำเนินงานของส่วนราชการต่าง ๆ ส่วนใหญ่ ก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน ทั้งนี้และทั้งนั้น ทำให้จับได้ว่า คงจะถูกสั่งให้ทำ “สำหรับบุคคลผู้มองเห็นความจริงได้ลึกซึ้งว่า ยังเน้นอยู่ที่การพัฒนาวัตถุ” จนกระทั่งปรากฏผลว่า กลุ่มปฏิบัติการต่าง ๆ ในที่สุดก็ค่อย ๆ พูดกันถึงเรื่องการพัฒนาคนน้อยลงไปเรื่อย ๆ หรือแม้แต่กลุ่มที่เคยมุ่งพัฒนาคนเป็นพื้นฐานมาแล้ว ก็ค่อย ๆ เงียบหายไปด้วย

มาถึงช่วงที่มีการใช้กำลังทหารประกาศปฏิรูปการปกครอง โดยกำหนดโครงสร้างการบริหารขึ้นมาใหม่ หลังจากระบอบทักษิณได้สร้างแรงกดดันมาแล้วอย่างหนัก จนกระทั่ง หลายคนรู้สึกว่า สังคมไทยกำลังจะไปรอดได้ยากยิ่งขึ้น

ทันทีที่มีประกาศตั้งทีมงานเศรษฐกิจ โดยเอาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการเงินและการคลังเข้ามาเป็นแกนนำ ทำให้ผู้เขียนอดรู้สึกไม่ได้ว่า ความคิดของกลุ่มบุคคลผู้ถืออำนาจในการบริหารประเทศ ตั้งแต่ยุคก่อน ๆ มาจนถึงยุคนี้ มันก็เข้ารอยเดิม!

เพราะเหตุใดหรือ? ก็เพราะว่า ทันทีที่กล่าวถึงเศรษฐกิจก็มักจะมุ่งไปยังกลุ่มบุคคลซึ่งมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารและจัดการในด้านการเงินและการคลัง ทำให้อดสงสารกลุ่มเกษตรกร ซึ่งทำงานโดยใช้ชีวิตอยู่กับพื้นดินไม่ได้ว่า การคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบนี้ มันก็ลงไม่ถึงพื้นฐานเหมือนเดิม ซึ่งคนระดับดังกล่าว ควรถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ อีกทั้งเป็นสัจธรรมในระดับพื้นฐานของชาติโดยแท้

หากหวนกลับไปพิจารณาถึงยุคประวัติศาสตร์ของชาติไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียเขตร้อนนับตั้งแต่อดีต เราเคยถูกกลุ่มประเทศในเขตอบอุ่นเข้ามาล่าดินแดน เพื่อหวังนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้เป็นฐานการบริโภค อีกทั้งพัฒนาเศรษฐกิจร่วมด้วย

ซึ่งสมัยนั้น กลุ่มพ่อค้าต่างชาติที่เข้ามาแพร่อิทธิพลทางวัตถุ นอกจากมีสินค้าที่ทำให้ยึดติดอยู่กับความทันสมัย เข้ามาเผยแพร่แล้ว ยังมีการติดอาวุธมาเพื่อใช้ป้องกันตัวและหากได้โอกาสก็จะนำมาใช้ประโยชน์ในการรุกรานเพื่อถือครองแผ่นดินรวมอยู่ด้วย

แต่ช่วงหลัง ๆ เมื่อความทันสมัยทางเทคโนโลยีสามารถทำลายรากฐานวัฒนธรรมทางจิตใจของคนท้องถิ่นได้แล้ว ย่อมมีผลทำลายวิญญาณความรักท้องถิ่นของกลุ่มบุคคลผู้ที่หากินอยู่บนแผ่นดินถิ่นเกิดเคยมีความรัก อีกทั้ง ฝากฝังชีวิตตัวเองและครอบครัว อันควรถือว่าคือ รี้พลทางเศรษฐกิจของชาติ

จนกระทั่งถึงช่วงหลัง ๆ เรามักเห็นว่า ทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นได้ถูกคนระดับบน ซึ่งเป็นทางผ่านลงมาแพร่อิทธิพลสู่คนระดับล่าง ทำให้มีการขนทรัพยากร ซึ่งเป็นวัตถุดิบไปขายให้คนต่างชาติ เพราะรากฐานความคิดของคนกลุ่มนี้มองเห็นเงินและวัตถุ เป็นปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญเหนือกว่าคุณค่าของชีวิตและจิตใจตนเอง

ส่วนความสำคัญของผู้บริหารระดับสูงของรัฐ ซึ่งได้แก่ รัฐมนตรีเกษตรก็ยังถูกมองอย่างขาดการให้ความสำคัญ อันควรถือว่า ณ จุดนี้ น่าจะเป็นจุดอ่อนที่ควรมีบทบาทเป็นแกนนำในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ อีกทั้งนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาและการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติอย่างสำคัญ

การที่ผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐขาดความสนใจที่จะให้ความสำคัญในการพิจารณาตัวบุคคลเพื่อเข้าไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีเกษตรของชาติ ย่อมถือว่าขาดความคิดที่จะพิจารณาให้ถึงเหตุและผล อันเป็นที่มาที่ไปของการอนุรักษ์และพัฒนาการเกษตรให้ได้รับความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

อนึ่ง ถ้าหวนกลับไปพิจารณาสู่อดีต เราจะพบความจริงว่า ผู้บริหารการเกษตร ในระดับผู้นำ อันควรถือว่าเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด ส่วนใหญ่ขาดวิญญาณที่เห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตติดดินร่วมกับคนระดับล่างโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ด้อยโอกาส

ประเด็นที่ ๒ บางคนมักมีอิทธิพลในการแสวงผลประโยชน์ทางธุรกิจการเกษตร ซึ่งมีโอกาสและอาจมีแนวโน้มที่จะใช้เกษตรกรเป็นเครื่องมือหรือเป็นทาสผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพรรคพวก ส่วนประเด็นที่ ๓ อาจมีบางคนที่มีผลงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนาปัจจัยการเกษตรเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ไม่สามารถครอบคลุมปัจจัย ซึ่งเป็นภาพรวมอยู่ในชีวิตเกษตรกรชาวบ้านให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ทั้งหมด จึงนับได้ว่า มีวิสัยทัศน์ที่ขาดความเหมาะสมในระดับพื้นฐาน

ดังนั้น เท่าที่ได้กล่าวมาแล้ว เราอาจนำไปพิจารณาค้นหาความจริงที่อยู่ในสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรอันควรถือว่าเป็นแม่บทของการพัฒนา ในปัจจุบันนี้ เราอาจกล่าวได้ว่าการแสดงออกของผู้บริหาร
ได้สะท้อนภาพความจริงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ขาดคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่ควรจะปลูกฝังความรักพื้นดินให้กับเยาวชน ผู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเกษตรอันเปรียบได้ดุจสายโซ่ที่เชื่อมโยงลงไปถึงเกษตรกร

โดยที่หลักธรรมได้ชี้ไว้อย่างชัดเจนว่า เพราะไม่มีสิ่งนั้น จึงมีสิ่งนี้ ดังนั้น สิ่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบันที่ปรากฏออกมาให้รู้ว่า เพราะกลุ่มผู้นำในการบริหารประเทศขาดวิญญาณที่ควรจะติดดิน อีกทั้ง เชื่อมโยงลงไปถึงชีวิตกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในระดับล่าง จึงทำให้เกิดภาวะสับสน อีกทั้ง ความร้าวฉานขึ้นในบรรยากาศของการบริหารและจัดการเกษตรที่เกี่ยวกับบุคลากร จนกระทั่ง ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างขาดวิถีทางอันพึงนำมาซึ่งประโยชน์สุขของเกษตรกรตามเป้าหมาย

นอกจากนั้น เมื่อโครงสร้างการบริหารและจัดการตกอยู่ในสภาพที่หละหลวม ย่อมมีผลเปิดช่องทางให้ความไม่ชอบมาพากลมีโอกาสแทรกซึมเข้ามาอยู่ในช่องว่างแทบทุกหัวระแหงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

เธอที่รักของฉันทุกคน ไม่ใช่เพราะฉันเป็นคนเกษตรจึงได้หยิบยกเอาเรื่องราวของปัญหาการเกษตรมาเป็นสิ่งสำคัญ หากเพราะการเกษตรเป็นพื้นฐานความมั่นคงและความเจริญของชาติ ดังนั้น แม้ใครจะอยู่ในสาขาไหนก็ตาม ถ้าควรสำนึกอยู่เสมอว่า คนในภาคเกษตรซึ่งทำงานแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเป็นชีวิตที่ควรถือว่าเป็นพื้นฐานของคนไทยทั้งชาติ

ขณะนี้ชาติบ้านเมืองของเรากำลังจะล่มสลาย จงมาร่วมมือ ร่วมใจกันกู้ชาติ กู้แผ่นดิน กันได้หรือยัง ?

ข่าวการใช้กำลังกองทัพของชาติในการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเท่าที่ผ่านพ้นมาแล้วไม่นาน ได้ทำให้หลายคนผู้มีความรักความห่วงใยต่อแผ่นดินถิ่นเกิดรู้สึกชื่นชมยินดี โดยที่เห็นว่าในอดีตที่ผ่านพ้นมาประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราได้ถูกทำลายทำให้เกิดผลเสียหายจนแทบจะยืนไม่อยู่มาโดยตลอด

แต่สิ่งที่ผ่านพ้นมานี้เป็นเพียงการปฏิบัติในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งผู้เขียนเองก็รู้สึกว่า มันถึงเวลาที่จะต้องใช้ความคิดและการปฏิบัติดังกล่าว ไม่เช่นนั้นแล้วบ้านเมืองก็คงจะล่มจมหรือไม่ก็อาจเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในอีกไม่ช้าไม่นาน

ดังนั้น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่กำลังทหารที่ผู้เขียนไม่อยากพูดว่าเป็นทหาร มิฉะนั้นแล้ว ก็อาจเกิดความแตกแยก แต่ขอกล่าวว่า จะเป็นทหารหรือพลเรือนก็เป็นคนไทยด้วยกัน เมื่อมีการออกมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เราแต่ละคนผู้มีจิตสำนึกร่วมรับผิดชอบต่อแผ่นดิน ควรจะคิดว่า ถึงเวลาแล้วเช่นกันที่ พลเรือนจะร่วมมือกับทหารเพื่อทำหน้าที่ช่วยแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งขณะนี้ตกอยู่ภายใต้สภาพที่อาจกล่าวได้ว่า เราต้องช่วยกันกู้ชาติบ้านเมืองในระยะยาว เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่เป็นประชาธิปไตย โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมใจอยู่เหนืออื่นใดทั้งหมด

เหตุใดผู้เขียนจึงใช้คำว่า “กู้ชาติ” ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากสิ่งที่ผู้บริหารประเทศได้นำปฏิบัติมาแล้ว หากมองที่รากฐานจิตใจคน ทำให้อาจกล่าวได้ว่า เรากำลังสูญเสียเอกราชอธิปไตยชัดเจนยิ่งขึ้น จนกระทั่ง มีแนวโน้มในการปฏิบัติ ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกว่า นำชาติและแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเองไปขายให้ชนต่างชาติ ซึ่งอันที่จริงแล้วผู้เขียนได้นำประเด็นนี้มาเสนอปน ๆ อยู่ในข้อเขียนแทบทุกเรื่องเท่าที่ผ่านพ้นมาแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกษตร ซึ่งผู้เขียนเคยกล่าวฝากเอาไว้ในอดีตว่า เป็นวัฒนธรรมประจำชาติ แทนที่จะคิดได้แต่เพียงว่าเป็นงานอาชีพ ซึ่งผู้ที่เห็นได้แต่เพียงแค่นี้ ย่อมมองข้ามความสำคัญที่สร้างสรรค์อุดมการณ์ความรับผิดชอบต่อแผ่นดินร่วมกันระหว่างคนทุกสาขาอาชีพไปอย่างน่าเศร้าใจ ถ้าจะคิดว่าเราทุกคนเป็นคนไทย ซึ่งควรมี จิตใจเป็นไทแก่ตนเอง

หาใช่เป็นเพราะผู้เขียนมีชีวิตอยู่ในแวดวงการเกษตร จึงได้นำเรื่องนี้มากล่าวย้ำ แต่มองเห็นว่า เราทุกคนมีเชื้อชาติแหล่งกำเนิดเกิดมาบนแผ่นดินผืนนี้ร่วมกัน การเกษตร จึงเป็นสิ่งซึ่งควรหวงแหนและร่วมใจกันรักษาไว้ให้มั่นคงอยู่ได้ในระยะยาว ผู้เขียนเคยกล่าวย้ำไว้บ่อย ๆ ว่า การเกษตรมีผลอบรมบ่มนิสัยให้คนไทยรักแผ่นดินถิ่นเกิด อีกทั้ง มีความอดทนที่จะต่อสู้กับสิ่งซึ่งมีอิทธิพลแพร่กระจายเข้ามาทำลายอิสรภาพ ซึ่งอยู่ในรากฐานจิตใจคนท้องถิ่น

เริ่มต้นจากวัฒนธรรม อันเป็นศูนย์รวมทางจิตใจให้คนมีความรักความสามัคคี ผู้เขียนจึงได้กล่าวไว้ว่า ศูนย์รวมใจของคนท้องถิ่นคือ ความรักแผ่นดิน ซึ่งมีอยู่ในจิตวิญญาณของแต่ละคน ขณะนี้วิญญาณดังกล่าวได้ถูกทำลายโดยอิทธิพลเงินและความทันสมัยทางวัตถุที่สร้างสายสัมพันธ์เข้ามาทำลาย ทำให้คนระดับล่าง ซึ่งเป็นเกษตรกรสูญเสียอิสรภาพภายในรากฐานจิตใจ จนกระทั่ง ตกเป็นทาส จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ดังจะเห็นความจริงได้ว่า แต่ก่อน เคยมีความขัดแย้งระหว่างคนระดับบนกับระดับล่าง แต่ปัจจุบันได้สะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างคนระดับล่างด้วยกันเองอย่างเห็นได้ชัดเจน นั่นคือ การสร้างม๊อบชนม๊อบ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางมวลชน

การจัดการศึกษา ซึ่งควรจะเกิดจากรากฐานจิตใจที่อิสระ โดยมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองเป็นพื้นฐาน อีกทั้ง มีความเข้มแข็งที่จะไม่เห็นแก่เงินและอิทธิพลความทันสมัยทางวัตถุ ซึ่งคนระดับบนนำมาใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อผลประโยชน์แห่งตนและพรรคพวก หรืออีกนัยหนึ่งคนไทยด้วยกันแท้ ๆ แต่เหตุไฉนจึงนำอิทธิพลวัตถุจากคนต่างชาติเข้ามาทำร้ายจิตใจคนไทยด้วยกันเอง จนกระทั่งมองข้ามความสำคัญของพื้นดินถิ่นเกิด ซึ่งเป็นพื้นฐานการเกษตรกรรม หรืออีกนัยหนึ่ง แม้จะเกิดความเดือดร้อนขึ้นในแวดวงเกษตรกร แต่ดูเหมือนตัวเกษตรกรเอง กลับทำตนเป็น “ทองไม่รู้ร้อน”

แม้แต่การจัดการศึกษาเกษตร ซึ่งควรทำหน้าที่ผลิตคนออกมาช่วยกันคุ้มครองปกป้องภัยอันตราย ซึ่งเกิดแก่แผ่นดินเช่น โครงการ เอฟทีเอ ที่ส่งผลทำให้ผลิตผลของเกษตรกรท้องถิ่นกลายเป็นของไร้ค่า แม้จะมีส่วนหนึ่งออกมาคัดค้าน แต่การคัดค้านมันก็เป็นเพียงเปลือกนอก หากขาดการนำปฏิบัติจากความจริง ซึ่งอยู่ในใจของแต่ละคน ถ้าเราไม่พึ่งตนเองก่อนอื่น แล้วจะไปพึ่งใครที่ไหนได้อีก?

อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนได้ติดตามศึกษามานานเป็นแรมปีก็คือ การปล่อยให้กลุ่มบุคคลที่เห็นแก่ตัวอย่างไม่รู้จักพอ เจริญเติบโตขึ้นมา จนกระทั่ง แทบจะเรียกได้ว่า “หากินบนหลังเกษตรกร” นอกจากนั้น มาถึงบัดนี้ เรายังได้พบอีกว่า กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้มีการแพร่อิทธิพลเข้าไปอยู่เหนือการจัดการศึกษาเกษตรของชาติ อีกทั้ง องค์กรราชการที่เกี่ยวกับการเกษตร โดยใช้เงินซื้อคนที่เป็นกุญแจสำคัญเอาไว้ในมือ จนกระทั่ง ขณะนี้กลายเป็นบุคคลจากสายใยสายนี้เข้าไปนั่งบริหารงานด้านการเกษตรของชาติ

ซึ่งผู้ที่มีสติปัญญาโปร่งใสถึงระดับหนึ่งลองคิดดูก็แล้วกันว่า ภัยที่อยู่เหนือแผ่นดินไทยซึ่งน่ากลัวมาก ได้แพร่กระจายเข้ามาครอบครองแผ่นดินผืนนี้ รวมทั้งวิญญาณคนที่อยู่ในระดับพื้นฐาน อันควรถือว่า เป็นทหารในสงครามเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน ซึ่งไม่มีชาติไหนที่เจริญเติบโตอยู่ในโลกทุกวันนี้ เขาจะปล่อยให้ภัยจากมัจจุราชดังกล่าว เข้ามาครอบครองแผ่นดินถึงขนาดนี้ โดยไม่ได้คิดแก้ไขอย่างจริงจัง แถมยังเปิดประตูให้เข้ามาได้โดยสะดวกอีกด้วย

เหตุใดรากฐานจิตใจคนท้องถิ่นที่ควรจะพึ่งตนเองของคนไทย จึงได้สูญเสียไป จนกระทั่งเสมือนใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินผืนนี้โดยไม่แสดงความรับผิดชอบ ขอให้พิจารณาสิ่งที่อยู่ในกระบวนการจัดการศึกษา นับตั้งแต่หนังสือ ตำรา รวมถึงทฤษฏีที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาสาระ ร่วมกับพิธีกรรมซึ่งใช้ปริญญาเป็นเครื่องประดับร่างกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนแฝงเอาไว้ด้วยอิทธิพลจากวัฒนธรรมของต่างชาติ จนกระทั่ง ทำให้ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสเกิดการลืมตัว อีกทั้ง มีผลสานเหตุและผลไปถึง การลืมความสำคัญของแผ่นดินถิ่นเกิด ซึ่งควรจะฝังอยู่ในรากฐานจิตใจคนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

ประเด็นดังกล่าว ทำให้นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือนิทานอีสปที่ควรจะมีผลเตือนสติผู้คนทั้งหลาย ให้รู้จักระแวดระวังภัยอันตรายที่แฝงมาในเครื่องประดับภายในกระบวนการจัดการศึกษาดังกล่าว ทำให้มีผลผลิตคนลืมตัว แทนที่จะสร้างภูมิคุ้มกันสิ่งเหล่านี้ ทำให้แต่ละคนรู้เท่าทัน อีกทั้งเกิดความรู้สึกรับผิดชอบต่อแผ่นดินผืนนี้อย่างสุดชีวิต

อนึ่ง ชีวิตผู้เขียนซึ่งผ่านพ้นมาถึงบัดนี้ นับเป็นเวลากว่า ๘๔ กว่าปีแล้ว นับว่าโชคดีที่คนต่างชาตินำเอาเงินทุนจำนวนมากมาล่อ เพื่อให้เดินเข้าไปสู่ช่องทางที่ตกเป็นเหยื่อ โดยเสนอให้ไปเรียนต่อจนถึงปริญญาเอก แต่เกิดการไหวทัน จึงไม่ยอมไป มาถึงบัดนี้ ถ้าหวนกลับไปนึกถึงนิทานอีสปบทนั้น ที่กล่าวถึงเรื่อง “กิ้งก่าได้ทอง” ซึ่งสรุปเอาไว้ในทำนองว่า หลังจากได้ทองแล้ว ก็ลืมตัวจนกระทั่ง หยิ่งยโส

ในยุคก่อนๆ สยามประเทศ ถูกรุกรานทางอาวุธ แต่ปัจจุบันเรากำลังถูกบุกรุกเพื่อทำลายภูมิปัญญาและความรักท้องถิ่น ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญลึกซึ้งยิ่งกว่าการถูกบุกรุกโดยกำลังกองทัพที่ติดอาวุธเสียอีก ช่วงนี้ เรากล่าวอยู่เสมอว่า ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการรักษาแผ่นดินถิ่นเกิดให้มีอิสรภาพอยู่ได้ แม้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมสักหน่อย ย่อมมองเห็นความจริงได้ว่า มันเป็นประชาธิปไตยที่ขาดรากฐาน ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากเราขาดอิสรภาพภายในรากฐานจิตใจ จึงกลับมาเน้นที่การปฏิบัติ ซึ่งมีอิสระเสรีแต่เพียงด้านนอก ดังจะเห็นความจริงได้ว่า คนในสังคมไทยยุคนี้มีความขัดแย้งสูงมาก หากมีรากฐานจิตใจอิสระจริง ทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งนำมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นควรจะจบลงได้ด้วยความสงบเย็น

ขณะนี้ แม้แต่ในสถาบันอุดมศึกษาแม่บทของการเกษตร ก็ยังมีความขัดแย้งสูงมาก อีกทั้ง มีข้อสงสัยที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น โดยไม่คาดคิดมาก่อน หากหวนกลับมามององค์กรของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเกษตรของชาติ ก็มีความสับสนที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ดังนั้น จึงหวังให้องค์กรดังกล่าวทำหน้าที่รับใช้เกษตรกรอย่างมีศักยภาพได้ยากยิ่งขึ้น

ความสับสนวุ่นวายในการจัดการบุคลากรให้เหมาะสมกับหน้าที่ตามสายงาน ก็กลายเป็นการโยกย้ายเพื่อให้เข้าไปทำงานสนองผลประโยชน์ของบุคคลที่อยู่ด้านบน ซึ่งแท้จริงแล้วหากมองบนพื้นฐานที่เรียกว่า บูรณาการณ์ จริงย่อมเห็นปัญหาที่โยงใยถึงซึ่งกันและกันได้หมด ประเด็นนี้นับว่า มีความลึกซึ้ง อีกทั้ง จับจุดไหน มันก็มีผลถึงจุดอื่น ๆ ซึ่งแท้จริงแล้ว ถ้าจะถามว่า ควรเริ่มต้นแก้ไขที่จุดไหนก่อน? หากบุคคลใดมีความเห็นแก่ตัวอยู่ในสันดาน ถ้าจะหาจุดเริ่มต้นจากภายนอก ผลที่ได้รับย่อมสอดคล้องกันกับคำกล่าวที่ว่า คว้าน้ำเหลว

ถ้าเช่นนั้น เราควรจะเริ่มต้นที่ไหนก่อน ? ผู้เขียนคิดว่า ถ้าค้นหาจากภายนอกไม่ได้ ก็ควรหวนกลับมาพิจารณาที่ตัวเอง ทุกคนควรพบความจริง ณ จุดนี้ได้ว่า หากจะคิดแก้ไขที่ความจริง ซึ่งอยู่ในจิตใจตนเอง อีกทั้ง มุ่งมั่นนำปฏิบัติอย่างซื่อสัตย์ต่อความจริงดังกล่าวร่วมด้วย หากมั่นคงอยู่ได้ตลอดไป ย่อมเกิดศูนย์รวมใจร่วมกันในการแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง

ดังนั้น ในฐานะที่เราทุกคนเป็นคนไทย ถ้าสำนึกได้ถึงความจริง ณ.จุดนี้ ทุกคนควรทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อสานต่อการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ให้มีความเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์พร้อม อีกทั้ง รักษาความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้อย่างภาคภูมิใจร่วมด้วย สูตรสำเร็จรูปที่ได้ชี้แนะมาแล้ว จนถึงบัดนี้ ควรมีความหมายและเป็นความหวังของคนในชาติไทยทุกคน หากมีความหวังดีและความจริงใจต่อแผ่นดินผืนนี้เป็นพื้นฐาน

วิถีการเปลี่ยนแปลงของการเกษตรไทย
ภายใต้อิทธิพลผลประโยชน์ของวัฒนธรรมตะวันตก


ถ้าหวนกลับไปทบทวนสู่อดีต ภาษิตโบราณที่เคยกล่าวไว้ว่า ในน้ำมีปลา- ในนามีข้าว เป็นภาพสะท้อนที่ชี้ให้รู้ความจริงได้ว่า แผ่นดินผืนนี้เคยมีความอุดมสมบูรณ์บนพื้นฐานวัฒนธรรมการเกษตร อันเป็นสัจธรรม

ถ้าจะถามว่า แต่ก่อนคนท้องถิ่นเคยมีความรู้เกี่ยวกับการเกษตรหรือเปล่า หรือว่าจะต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปแสวงหาวิชาความรู้จากเมืองนอก?

คำตอบที่ได้รับอันควรถือว่าเป็นความจริง คงจะต้องมองทวนกระแสกลับไปสู่ทิศทางตรงกันข้ามจึงจะรู้ได้ว่า ถ้าไม่มีความรู้เป็นพื้นฐานท้องถิ่น ของตนเองมาแล้ว คงไม่ช่วยให้ประเทศสยามขอองเราก้าวต่อมา จนกระทั่ง สามารถมองเห็นความจริงได้ในภายหลัง

เพราะฉะนั้น เราจึงสรุปไว้ในชั้นต้นว่า เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่หลงอยู่กับสิ่งล่อตาล่อใจจากคนตะวันตก จึงทำให้ลืมพื้นฐานตนเอง ทำให้มองข้ามไปติดอยู่กับพื้นฐานซึ่งไม่ใช่ของตน ทำให้จำต้องตกเป็นทาสอิทธิพลเศรษฐกิจของคนต่างชาติ ซึ่งผลจากการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้เราจะพบความจริงได้แทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเกษตร ซึ่งเป็นพื้นฐานความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้ง เป็นพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง

ถ้าให้ความสนใจค้นหาความจริงจากผลการจัดการศึกษาของสังคมไทยในยุคหลัง ๆ นับตั้งแต่ การที่ทางราชการมีนโยบายส่งคนไปศึกษาและดูงานในต่างประเทศ “ทั้ง ๆ ที่เราคนไทย มีวัฒนธรรม อีกทั้ง ความเป็นมาในอดีตอยู่บนพื้นฐานการเกษตรอย่างเป็นธรรมชาติมาเป็นเวลาช้านาน แต่รัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งทำหน้าที่บริหารราชการก็ยังกำหนดให้คนไทยไปศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยที่ส่งคนไปศึกษาต่อเพื่อเอาปริญญาตรีมาจากประเทศฟิลิปปินส์”

โดยที่ขณะนั้น ประเทศฟิลิปปินส์ ยังตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของสหรัฐอเมริกา ส่วนปริญญาโทและเอกจะสะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่มุ่งส่งคนไปศึกษาในมหาวิทยาลัยคอลแนล ในมลรัฐนิวยอร์ก โดยที่เชื่อว่าเป็นสถาบันการศึกษาสาขาเกษตร ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดความเชื่อของคนไทยในอดีต

ซึ่งช่วงหลัง ๆ แนวคิดดังกล่าว มักถูกพิจารณาว่า เรายึดติดอยู่กับปริญญา ซึ่งไม่ใช่พื้นฐานของเราเอง แทนที่จะมุ่งแสวงหาความรู้จากสภาพที่เป็นความจริงบนพื้นฐานของเราเองให้มีความลึกซึ้งแน่นหนาเสียก่อน

สังคมไทยจึงได้คนที่ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานแนวคิดความเชื่อในการพัฒนาเกษตร ซึ่งอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมตะวันตกอย่างเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การพัฒนาการเกษตรของไทย จำต้องตั้งมั่นอยู่บนสิ่งสมมุติมากกว่าอยู่บนพื้นฐานที่เป็นของจริง

ดังจะพบได้ว่า แม้สามบูรพาจารย์ ซึ่งมีอนุสาวรีย์อยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนี้มีที่มาของชีวิตเช่นเดียวกันกับวิถีทางที่ได้กล่าวมาแล้ว

อนึ่ง สมัยที่มีการคิดริเริ่มพัฒนาบุคลากรการเกษตรจากยุคเริ่มแรก ก็ได้มีการจัดตั้งระบบการเรียนการสอนขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้ระบบการจัดการศึกษาที่อยู่บนพื้นฐานการศึกษาทั่วไป หรือเริ่มต้นจากการผลิตครูเกษตรโดยใช้ครู ซึ่งเป็นต้นแบบที่ได้รับการหล่อหลอมวัฒนธรรมพื้นฐาน ซึ่งสืบเนื่องมาจากแนวคิดความเชื่อแบบคนตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงถัดมาจึงได้มีการปรับโครงสร้างใหม่โดยรวมโรงเรียนฝึกหัดครูเกษตรในภาคต่าง ๆ ของประเทศเข้ามาไว้ด้วยกันเป็นโรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่แม่โจ้เชียงใหม่ โดยรับนักศึกษาที่จบมัธยมบริบูรณ์แทนที่จะรับจากชั้นมัธยมตอนต้นเช่นแต่ก่อน นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนาต่อยอดในลักษณะทำเป็นวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขน ซึ่งขณะนั้นใช้ครูที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อกลับมาเป็นครูหรืออาจารย์สอนพิเศษจากกรมงานต่าง ๆ ที่อยู่ในสาขาวิชาโดยตรง ส่วนภายในวิทยาลัยเอง ยังคงใช้ครูอาจารย์จากสายงานกรมกองต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่อยู่ในราชการของรัฐ

ส่วนที่ปฏิบัติงานธุรการและให้บริการในการบริหารภายในวิทยาลัย จึงจะมีข้าราชการประจำเป็นพื้นฐานโดยตรง ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่ระบบการจัดการศึกษาสายเกษตร ยังอยู่บนพื้นฐานการบริหารโดยกระทรวงเกษตราธิการ อีกทั้ง มีการดูแลรับผิดชอบ โดยกรมเกษตรและการประมง ซึ่งมีคุณพระช่วงเกษตรศิลปะการ เป็นอธิบดี

อนึ่ง โรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แม่โจ้ เกิดขึ้นโดยการออกไปสำรวจพื้นที่ของคุณพระช่วงเกษตรศิลปการ ช่วยให้สามารถมองเห็นความจริงว่า ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้บริหารในสมัยนั้น ลงมาสัมผัสกับความยากลำบากด้วยตนเอง

ในช่วงถัดมา มักมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุใดผู้บริหารในช่วงนั้น จึงไปเลือกถิ่นทุรกันดารดินก็มีคุณสมบัติที่เลวมาก ทำให้ปลูกอะไรๆได้ยาก แถมยังเป็นบริเวณที่มีป่าไม้เต็งรัง ซึ่งยากแก่การขุดและถากถาง โดยที่ขณะนั้น หลายคนหาคำตอบเรื่องนี้ได้ยาก

หากต่อมาภายหลัง ผู้เขียนซึ่งเป็นนักเรียนในโรงเรียนเตรียมแห่งนี้ได้สะสมข้อมูลไว้ภายในรากฐานจิตใจตนเองช่วยให้เริ่มต้นมองเห็นคำตอบ ซึ่งนำมาสู่วิถีทางที่สร้างสรรค์และพัฒนาคน ซึ่งเป็นสัจธรรมว่า การเรียนการสอนและการบริหารจัดการศึกษาเกษตรจำเป็นต้องรักที่จะใช้ชีวิตติดดิน จึงจะประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน

ผู้เขียนเริ่มต้นเข้าศึกษาในโรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่แม้โจ้ ตั้งแต่ พ.ศ ๒๔๘๒-๘๓ ทำให้ตนเริ่มต้นรู้จักสถานะภาพของการใช้รถแทรกเตอร์เป็นครั้งแรก และรู้สึกประทับใจ โดยที่ยังฝังหัวเอาไว้ด้วยการนิยมความทันสมัย

แต่ในขณะนั้น ต้นได้เห็นว่า มีผู้บริหารโรงเรียนคนเดียวเท่านั้นที่จะขับรถแทรกเตอร์ได้ อีกทั้ง ยังสะท้อนให้เห็นภาพผู้บริหารนุ่งกางเกงยีนส์ สวมหมวกปีกกว้างแบบคาวบอยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งภาพดังกล่าว มีผลสืบเนื่องมาจากอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตก ครั้นหันหน้ามามองอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดยืนของเกษตรกรไทยที่สะท้อนให้เห็นว่า ทำงานหนักแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน สิ่งนี้เองสะท้อนให้เห็นภาพช่องว่างระหว่างแนวความคิดในการจัดการศึกษาเกษตรของชาติกับชีวิตจริงของเกษตรกร

สำหรับนักเรียนเกษตรขณะนั้น อย่างดีก็ใช้ควายไถนา ยิ่งไปกว่านั้นเราเหล่านักเรียนเกษตรยังถูกครูชี้นิ้วให้ยืนหน้ากระดานเรียงแถวใช้จอบฟันดินเพื่อปลูกข้าว หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่า “ใช้คนแทนควาย” จนกระทั่งฝ่ามือสองข้างมีผิวหนังพองจนกระทั่งแตกน้ำเหลืองไหล แล้วก็เปลี่ยนไปอยู่ในสภาพที่แห้งและแข็ง

ต่อมาภายหลัง ความทรงจำดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นแรงบันดาลใจจนกระทั่งนำมาเขียนเป็นบทความเรื่องหนึ่ง โดยให้ชื่อว่า “เพียงข้าวเมล็ดเดียว” ซึ่งมีผู้อ่านบางคนปรารภว่า อ่านแล้วรู้สึกประทับใจอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากตนได้ระบายความรู้สึก ซึ่งเป็นความจริงออกมาจากจิตใจตนเองเพื่อนำมาเขียน

ความยากลำบากในชีวิตในการศึกษาเกษตรที่แม่โจ้ จากความรู้สึกของบรรดาเพื่อน ๆ หลายคน ที่นิยมความสะดวกสบาย มักกล่าวว่า แม้อั๊วจะเป็นนกก็ไม่ขอบินผ่านแม่โจ้อีกว่ะ! เสมือนระบายความรู้สึกแบบสาปส่ง

แต่สำหรับผู้เขียนเรื่องนี้กลับไม่ยอมเปิดปากพูด โดยที่เข้าใจว่า ภายในจิตใจตนเองคงจะรู้สึกท้าทายในการต่อสู้มาโดยตลอด

ครั้นมาศึกษาต่อที่วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งอยู่ในบริเวณชานเมืองกรุงเทพขณะนั้น จนกระทั่ง ถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๖ วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้ประกาศอิสรภาพบนพื้นฐานมหาวิทยาลัยส่วนโรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่แม่โจ้ ต่างก็ประกาศอิสรภาพ โดยที่ตัดความสัมพันธ์ต่อกันออกไปอยู่ต่างหาก

พฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นับได้ว่า เป็นการสูญเสียที่พื้นฐาน เนื่องจากภายในโครงสร้างการจัดการศึกษา โดยเฉพาะฝ่ายที่เป็นกระบวนการจัดการโดยองค์รวม นับว่าเป็นการสูญเสียรากฐานซึ่งสำคัญที่สุด

ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากในด้านของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับได้ว่า เป็นการสูญเสียที่พื้นฐาน ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากแม่โจ้เคยเป็นพื้นฐานการปฏิบัติของการศึกษาเกษตรศาสตร์ที่ช่วยให้เกิดสติปัญญามาแต่เริ่มแรก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีผลสืบเนื่องมาจากอิทธิพลวัตถุข้ามชาติที่แทรกซึมเข้ามาทำลาย โครงสร้างของท้องถิ่นอย่างสำคัญ

อีกประเด็นหนึ่งได้แก่ วิชาเกษตรศิลป์ ซึ่งแต่เดิมเคยมีการนำปฏิบัติโดยเน้นความสำคัญที่พื้นฐานจิตใต้สำนึกและคุณสมบัติของความเป็นคน จากผลการถูกทำลาย ทำให้รากฐานการศึกษาเกษตรศาสตร์ของคนท้องถิ่นจำต้องมีความอ่อนแอเพิ่มมากยิ่งขึ้น

อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งน่าจะถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาเกษตรศาสตร์โดยรวม ได้แก่ ความมั่นคงเข้มแข็งของชีวิตที่นำปฏิบัติแบบติดดิน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มทำให้เยาวชนมองไม่เห็นสัจธรรมที่เป็นประเด็นดังกล่าว

ถ้าจะสรุปบนพื้นฐานสัจธรรมก็คงกล่าวได้ว่า เรียนเกษตรแล้วละเลยที่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับชีวิตติดดิน ย่อมไม่ประสบกับความสำเร็จในอนาคต

และแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นความจริง โดยที่ผู้บริหารการเกษตรนับตั้งแต่ระดับสูงสุดลงมาถึงนักเรียนนักศึกษา ซึ่งเราแต่ละคนพบความจริงได้ในภายหลังว่า แต่ละคนนิยมนั่งรถอันหรูหรา อีกทั้ง หลงอยู่กับความสะดวกสบาย ร่วมกับปฏิเสธการใช้ชีวิตแบบติดดิน

ซึ่งผลจากการกระทำดังกล่าว ย่อมทำให้จำต้องประสบกับความมืดบอดทางปัญญา รวมทั้ง ขาดการรู้คุณค่าของชีวิตตนเอง หรืออีกนัยหนึ่ง อิทธิพลวัตถุนิยมจากภายนอกได้เข้ามาทำลายจิตใต้สำนึกที่ควรจะรับผิดชอบต่อแผ่นดินถิ่นเกิดของตนเองอันเป็นที่สุดของการพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพของชีวิตเพื่อให้การเกษตรของไทย สามารถยืนอยู่ได้บนพื้นฐานอิสรภาพ ซึ่ง หมายความว่า การพึ่งตนเองสมกับเกียรติและศักดิ์ศรีของเกษตรกร

ภายในการเรียนการสอนวิชาเกษตรศาสตร์ ทุกคนจะต้องใช้วิชาเคมีเป็นพื้นฐาน แต่ผลจากการที่รากฐานตนเองถูกวัตถุทำลาย ทำให้หลายต่อหลายคนรู้สึกว่า การเรียนวิชาเคมีเปรียบเสมือนยาขมอย่างสุด ๆ

ผู้เขียนโชคดีที่มีผลการเรียนวิชาเคมีเป็นที่พอใจ อีกทั้ง ทำให้เกิดแรงดลใจให้เลือกเรียนวิชาปฐพีวิทยา ซึ่งใช้วิชาเคมีเป็นพื้นฐานอย่างสำคัญ แต่เป็นเพราะกรณีดังกล่าว ซึ่งทำให้ตัวเองเริ่มเข้าใจเรื่องดินในเชิงปรัชญา แทนที่จะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ดังจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติตัวในช่วงการดำเนินชีวิตอันยาวนาน ตนรักที่จะใช้ชีวิตติดดิน อีกทั้ง มีความเรียบง่ายมาโดยตลอด ตามหลักวิชาสถิติหากรู้เท่าทันย่อมหยั่งรู้ความจริงได้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นไปร้อยทั้งร้อย อย่างน้อยก็มีหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ ดังเช่น พื้นฐานของวิชาสถิติที่กล่าวถึงองศาความอิสระ หรืออีกนัยหนึ่ง Degree of freedom ซึ่งมีการกำหนดสูตรเอาไว้ว่า n-1 ซึ่งเราจะพบสัจธรรมเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในการเปลี่ยนแปลงอันเป็นธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายทั้งมวล

๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐


หมายเหตุ : เอกสารเผยแพร่ในเวทีสาธารณะเรื่อง
ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการเมืองและสังคม :
ว่าด้วยชุมชน เกษตรกรรมและเศรษฐกิจพอเพียง
วันอังคารที่ 20 มีนาคม 2550
ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์