<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา
รัฐบาลใหม่กับงานขยายประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ
โดย
บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ
โครงการบูรณาการแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ
เหลียวหลัง ... รัฐบาลทักษิณ
นโยบายรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ที่แถลงต่อรัฐสภาทั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์
2544 และวันที่ 23 มีนาคม 2548 มีความชัดเจนว่า จะขยายขอบเขตสวัสดิการด้านแรงงาน
/ การประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ
สำนักงานประกันสังคมวางแผนเตรียมขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ
เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อปลายปี 2548 และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
ได้ประกาศว่าจะเริ่มดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนโดยสมัครใจ วันที่ 1
ตุลาคม 2549 ถ้าบัญญัติกฎหมายรองรับได้ทันเรียบร้อย แต่มีปัญหายุบสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกุมภาพันธ์
2549 กระแสต่อต้านขับไล่ทักษิณอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร
วันที่ 2 เมษายน 2549 ที่ไม่เรียบร้อยจนกระทั่งศาลสั่งให้เป็นโมฆะ แนวทางการดำเนินงานประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ
จึงกลายเป็นหมันเพราะไม่มีโอกาสเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี จนกระทั่งเกิดรัฐประหารยึดอำนาจล้มรัฐบาลทักษิณ
เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549
แรงงานนอกระบบ คือใคร
? ประสบปัญหาอะไร ?
คนจำนวนมากเข้าใจว่า แรงงานนอกระบบคือแรงงานเถื่อน เข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือเป็นแรงงานที่ทำงานในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผิดกฎหมาย
รัฐบาลไม่ยอมรับ ไม่รับรอง
สำนักงานประกันสังคม ได้กำหนดความหมายของแรงงานนอกระบบ เพื่อใช้เป็นแนวทางการขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ
หมายถึงผู้ที่มีการทำงาน มีรายได้ และไม่อยู่ในความคุ้มครองของพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบัน
แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1. กลุ่มที่มีการทำงานหรือรับจ้าง และมีรายได้
เช่นผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผู้รับจ้างทำงานบ้าน ลูกจ้างภาคเกษตรตามฤดูกาล
ฯลฯ
2. ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีลูกจ้าง
เช่น คนขับรถรับจ้างทั้งที่เป็นรถของตนเอง หรือรถเช่า หาบเร่แผงลอย ผู้ทำการเกษตรที่เป็นที่ดินของตนเองหรือเช่า
ช่างตัดผม ช่างเสริมสวย เป็นต้น
ผลการสำรวจความต้องการประกันสังคม พ.ศ. 2546 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า
มีแรงงานนอกระบบจำนวน 24.9 ล้านคน มีอายุระหว่าง 15-59 ปี จำนวน 23 ล้านคน
และมีอายุ 60 ปีขึ้นไป 1.9 ล้านคน ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) พบว่า แรงงานนอกระบบที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจนมีจำนวน
7.5 ล้านคน
แรงงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ ต้องเผชิญกับการถูกละเมิดสิทธิแรงงานพื้นฐานหลายประการ
กล่าวคือ มีงานทำไม่มั่นคงไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมเป็นประจำ บางคนต้องประสบความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ
ความปลอดภัยในการทำงาน โดยผู้ส่งงาน /ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดชอบไม่สามารถรวมตัวต่อรองได้เหมือนลูกจ้างในโรงงาน
เข้าไม่ถึงกองทุนประกันสังคม และบริการจำเป็นอื่นๆ ฯลฯ โดยได้รับบริการสาธารณสุขตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
แต่ไม่ครอบคลุมการป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานอย่างชัดเจน
รวมทั้งหลักประกันเงินทดแทนการขาดรายได้ระหว่างเจ็บป่วย เป็นต้น
แรงงานในระบบเศรษฐกิจตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งมี กฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายประกันสังคมครอบคลุมในปัจจุบัน
มีเฉพาะกลุ่มลูกจ้างประมาณ 8 ล้านคนเท่านั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ
นโยบายรัฐบาล และยุทธศาสตร์กระทรวงแรงงานหลายสมัย จึงเห็นความจำเป็นต้องขยายความคุ้มครองไปสู่กลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีกว่า
20 ล้านคน มิเช่นนั้นกระทรวงแรงงานก็จะกลายเป็นกระทรวงเพื่อลูกจ้าง (ไม่ใช่เพื่อแรงงานส่วนใหญ่)
และกฎหมายประกันสังคม ก็จะไม่ใช่กฎหมายหลักประกันเพื่อแรงงานทั้งสังคม แต่เป็นประกันเฉพาะแรงงานที่เป็นลูกจ้างบางส่วนเท่านั้น
แลหน้า... ประกันสังคมภายใต้รัฐบาลขิงแก่
การบริหารแรงงานยุคนายอภัย จันทนจุลกะ คงต้องแสดงฝีมือให้ประจักษ์ คือตรวจสอบโครงการจำนวนมากที่บอร์ดประกันสังคม
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนก่อนอนุมัติสั่งการให้ดำเนินงานโดยใช้จ่ายเงินกองทุนประกันสังคมเพื่อความโปร่งใส
ประหยัด มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมตามหลักการ 4 ป. ที่ท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์
จุฬานนท์ ให้แนวทางไว้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งดูแลกิจการประกันสังคม ยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่า
จะดำเนินการขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบต่อไปหรือไม่?อย่างไร?
ในขณะที่คณะอนุกรรมการเตรียมการขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ
สำนักงานประกันสังคม ได้จัดประชุมเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 มีการทบทวนหลักการใหม่
โดยเสนอให้ดำเนินการในรูปแบบบังคับ เพื่อจะสามารถตรวจสอบจำนวนแรงงานนอกระบบ
จัดทำฐานข้อมูล วางแผนดำเนินการระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง และป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากกองทุนได้
แนวทางที่อนุกรรมการฯมีการขยายการทบทวนใหม่ มีข้อสรุปเบื้องต้น คือ การขยายความคุ้มครองในระบบบังคับเป็นรายกลุ่มอาชีพตั้งแต่ปี
2551 โดยเริ่มต้นกับกลุ่มอาชีพที่มีความชัดเจนในเรื่องหลักแหล่ง รายได้ และความสนใจเข้าสู่ระบบ
เน้นกลุ่มขับรถรับจ้าง มัคคุเทศก์ บริการในสถานบันเทิง นวดเพื่อสุขภาพ พนักงานขายตรง
และผู้ขายสินค้าแผงลอยที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีกองทุนต่างหากแยกออกจากกองทุนประกันสังคมปัจจุบัน
อัตราเงินสมทบ เพื่อประโยชน์ทดแทน
4 กรณี (ประสบอันตราย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และตาย) ไม่เกินร้อยละ 4.5 ของรายได้
โดยจะมีการศึกษากำหนดรายได้เฉลี่ยแต่ละกลุ่มอาชีพ
|