กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0038-เรื่องของหนูกับกรง...ความท้าทายเกษตรกรไทย


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา


เรื่องของหนูกับกรง...ความท้าทายเกษตรกรไทย

โดย
บัญชร แก้วส่อง


ความทุกข์ของเกษตรกร...คือความทุกข์ของแผ่นดิน
หากเราไม่เห็นความสำคัญของทุกข์แห่งตนก็ย่อมไม่เห็นทุกข์ของคนอื่น



ในอดีตที่ผ่านมาอุปมาเหมือนสังคมมี “หนู” และ ”กรง” ที่ต่างฝ่ายต่างวิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นว่ากรงได้เข้ามาครอบงำหนูเอาไว้ เปรียบเหมือนชาวนากับกระแสทุนที่เข้าครอบงำ ทำให้ชาวนาล่มสลาย ระบบทุนส่งผลกระทบต่อชุมชนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณี การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ หรือยางพารา

ในวันนี้เราต้องทบทวนตัวเองว่าเราเป็นใคร

ใช่หรือไม่ที่...เราไม่ได้ให้คุณค่ากับตัวเอง

ใช่หรือไม่ที่..เรามองเห็นแต่ความยากลำบาก แต่สะท้อนไม่ออกว่าคุณค่าของชาวนาหรือเกษตรกรที่อยู่ลึกๆ คืออะไร

การที่เราเป็นเกษตรกรนั้นเราต้องถามตัวเองว่าเรามีความสุขอยู่ตรงไหน มีความสุขอยู่กับธรรมชาติหรือไม่ หากมองภาพไม่ออกเราจะไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ชาวนาบางคนเห็นว่าการทำนาไม่มีศักดิ์ศรีเป็นการดูถูกตัวเอง

การก้าวพ้นจึงต้องทำความเข้าใจตัวเองให้ชัดว่าเราเป็นใคร...ค้นตัวเองให้เจอ

การครอบงำของทุนจะใช้อะไรไปต่อสู้ ?

เมื่อพิจารณาถึงหนูกับกรง ตอนแรกหนูก็อยู่นอกกรง แต่ระยะหลังหนูกลับอยู่ในกรง เปรียบเทียงได้กับการที่เกษตรกรถูกรัฐลงมาส่งเสริม เช่น เรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีสารเคมี เราก็ลืมไปว่าในอดีตเราทำเกษตรแบบไหน ปุ๋ยเคมีสารเคมีไม่จำเป็นต้องใช้ เรามีภูมิปัญญาเป็นตัวจัดการเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา สมัยก่อนการทำนาทำสวนมีการใช้ระบบแรงงานช่วยเหลือกัน แต่ปัจจุบันต้องจ้าง การรื้อฟื้นวัฒนธรรมประเพณีสามารถช่วยเหลือกัน ซึ่งลักษณะเหล่านี้ไม่มีในระบบทุนนิยม ต้องสืบค้นมาให้ดีจะเห็นภาพระบบเกษตรกรรม

การสืบค้นภูมิปัญญาเดิมต้องเน้นหลักหลากหลาย เพราะส่วนใหญ่เราจะค้นภูมิปัญญาด้านเทคนิคอย่างเดียว ภูมิปัญญาที่เป็นการอยู่ร่วมกัน ภูมิปัญญาที่เป็นประเพณีอันดีงามที่ก่อให้เกิดการเคารพซึ่งกันและกันยังไม่ถูกถอดออกมา องค์ความรู้ที่เป็นกระบวนการเป็นนามธรรมต้องถอดออกให้มากกว่าองค์ความรู้แบบเทคนิค จะสามารถตอบคำถามได้ว่าเราจะไปไหน

หนูเคยคิดบ้างไหมที่จะไม่วิ่งอยู่ในกรง?

การผลิตปัจจุบันไม่ได้ตอบคำถามทั้งระบบ เป็นระบบการผลิตที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทางเลือกอื่นๆ มีบ้างไหม ถ้าเราไม่เน้นแต่ยางพารา ถ้าเราไม่ปลูกข้าวเพื่อขายอย่างเดียว ไม่รับจ้างอย่างเดียว มีทางเลือกอื่นของชีวิตบ้างไหม “หนูเคยคิดบ้างไหมที่จะไม่วิ่งอยู่ในกรง” หนูที่ไม่วิ่งในกรงมักจะถูกมองว่าเป็นหนูบ้า ถ้าไม่กล้าคิดไม่มีทางได้ออกจากกรงเหมือนติดหนี้สินตลอดชีวิต และจนตลอดชีวิต เกษตรกระแสทุนเหมือนการพนัน ล่อให้ได้ทุนและล่มละลายในที่สุด เป็นการล่อไปสู่ระบบ หลงใหลในระบบ และล้มละลายตามมา เช่น การใช้สารเคมีซึ่งเมื่อใช้ก็ต้องการใช้มากขึ้นๆ ในขณะที่ราคาผลผลิตเท่าเดิม ระบบทุนส่งเสริมให้เข้าสู่การเกษตรกระแสหลัก คือ เกษตรเชิงเดี่ยว และนำไปสู่กระบวนทัศน์เกษตรอินทรีย์ เมื่อการเกษตรปลอดภัยจากสารเคมีก็เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์แต่เกษตรอินทรีย์ยังเน้นเรื่องพืชเชิงเดี่ยวและการขาย เน้นเพียงให้การปลูกปลอดจากสารเคมี เป้าหมายเพื่อการขาย

กระบวนทัศน์เกษตรกรรมยั่งยืนขยับฐานคิดขึ้นมา ไม่ได้ปลูกเพื่อขายอย่างเดียว เน้นการพึ่งตนเอง ซึ่งต้องย้อนมองว่าเราจะพึ่งตนเองได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งไหนที่เราทำเองได้บ้าง สิ่งไหนที่แลกเปลี่ยนกันได้บ้าง ซึ่งไม่สามารถผลิตหรือทำเองได้ทั้งหมด แต่ต้องหารูปแบบการผลิต เกษตรกรรมยั่งยืนคือต้องผลิตได้อย่างยั่งยืน ไม่ทำลายธรรมชาติ อาศัยดินเป็นตัวการผลิต ทำอย่างไรให้ดินผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าเราต้องเคารพต่อแผ่นดิน แผ่นดินจะอยู่ได้ต้องอาศัยน้ำ ดินจะเย็นต้องอาศัยป่า การช่วยเหลือเกื้อกูลกันการผลิตต้องไม่ทำลายอย่างใดอย่างหนึ่ง การผลิตต้องผลิตโดยไม่ทำลายธรรมชาติ หากเราทำโดยไม่เคารพธรรมชาติ จะเกิดผลกระทบ เช่น ทำให้เกิดหนี้สิน หากเราเคารพที่ดิน เคารพนา เคารพสวน สิ่งเหล่านั้นจะกลับมาเคารพเราเช่นกัน

ในด้านมิติวิญญาณ หากเราพูดคุยกับตันไม้ สิ่งเหล่านั้นก็จะดูมีชีวิต ซึ่งไม่สามารถบอกจากปากได้ แต่หากสังเกตอาการจะเห็น การเข้าไปสัมพันธ์กับสวน นาที่เราทำจะทำให้เราเกิดความสุขและรู้สึกว่าต้นไม้มีชีวิต การพูดถึงเกษตรกรรมยั่งยืนต้องเคารพธรรมชาติ ไม่เอาสิ่งโสโครกใส่ในดิน ในน้ำ ความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้แบบชาวบ้าน เราจะค้นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

ในสังคมชุมชนชนบทไม่มีอะไรก็ขอกัน แต่ช่วงหลังไม่มีก็ไม่กล้าเพราะทุกอย่างขายเป็นตัวเงินไปทั้งหมด หากคิดเป็นเงินทั้งหมด ระบบเกษตรกรรมแบบนี้เป็นเกษตรกรรมแบบเห็นแก่ตัว เกษตรกรรมทางเลือกต้องไม่เห็นแก่ตัว มีการแบ่งปัน คนที่ถูกรับแจกก็เริ่มละอายอยากทำบ้าง เราต้องทำโดยหาความสุขจากการทำแล้วแบ่งปัน การมองในเรื่องมิติความหลากหลายเกษตรกรรมต้องทำอย่างหลากหลาย ไม่ใช่ปลูกเดี่ยวๆ

กระบวนทัศน์เกษตรกรรมจิตวิญญาณ

กระบวนทัศน์ที่สำคัญคือ กระบวนทัศน์เกษตรกรรมจิตวิญญาณ ซึ่งจะเห็นได้น้อยในเกษตรกรของพวกเรา ที่เห็นชัดคือเกษตรกรรมของอโศก เป็นเกษตรกรรมจิตวิญญาณ เป็นการทำเกษตรแบบทำบุญ คือ ทำโดยไม่ทำลายพืชผักอื่นๆ ไม่ใช่สารเคมี เมื่อใช้สารเคมีหากนำไปใช้กับข้าวถือว่าเป็นข้าวพิษ เอาไปถวายพระก็ถือเป็นการถวายอาหารพิษ แทนที่จะได้บุญกลับได้บาป เมื่อไม่ใช้สารเคมีไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สิ่งมีชีวิตอื่นๆ กลับคืนมาอีกครั้ง เกษตรแบบนี้เป็นเรื่องของความเชื่อและจิตวิญญาณแบบลึก ซึ่งต้องยอมรับว่าฐานหลักอยู่ที่เกษตรเคมี มีชุดการเปลี่ยนแปลงเยอะ

สีเขียวจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของโลก

หลังปี 2543 สถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ คนในโลกร่ำรวยขึ้น แต่คนกลับกลัวตาย จึงแสวงหาการมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น จึงแสวงหาแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดสารพิษ แต่แนวทางครัวไทยสู่ครัวโลกนั้นไม่เหมาะสมแน่ เพราะเป็นการส่งเสริมอาหารดีๆ ให้กับคนอื่น แต่ตัวเองกลับบริโภคอาหารที่เต็มไปด้วยสารพิษ

ตอนนี้มีการดิ้นรนเพื่อแสวงหาพลังงานทางธรรมชาติ/พลังงานทางเลือก แต่คนที่กลับเข้ามาหยิบฉวยประโยชน์กลับเป็นบริษัทใหญ่ๆ เช่น การปลูกต้นไม้ที่ไม่ต้องใช้ดิน โลกกำลังมองหาการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ “สีเขียวจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของโลก” ตัวอย่างประเทศคิวบา ซึ่งมีการปลูกอ้อยขาย และนำไปขายที่รัฐเซีย แต่อเมริกาต้องการที่จะเอาเปรียบ ตอนนี้ประเทศคิวบาทำทุกอย่างเองทั้งหมด โดยไม่ได้พึ่งตลาดนอกประเทศ

เกษตรกรรมทางเลือก..จะเป็นทางเลือกได้หรือไม่?

เราได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมไม่ใช่ทางออก และคำตอบที่ถูกต้องคือ เกษตรกรรม ผืนนาถือว่าเป็นฐานหลักของชุมชน 50 ปีของการพัฒนารัฐนั้นเป็นการลำเอียงเพื่อเข้าข้างอุตสาหกรรมไม่ได้คิดในเรื่องการพัฒนาในเรื่องเกษตร หากเราเชื่อว่าพลังชาวนาคือพลังของแผ่นดิน ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน ซึ่งเราต้องมีการเปลี่ยนระบบการเกษตรจากเกษตรเคมีสู่เกษตรยั่งยืนเกษตรธรรมชาติ

แล้วจะเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างไร?

ประการแรก ต้องมีการทำโรงเรียนเกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์

ประการที่สอง สร้างกองกำลังเกษตรกร กองกำลังชาวนากองกำลังเกษตรกรอยู่ที่ไหน ต้องหากระบวนการที่จะสร้างกองกำลังให้แกร่งทางความคิด ทางการปฏิบัติให้ได้หาที่ยืนที่อยู่นอกกรงให้ได้ โดยเฉพาะกองกำลังผู้นำ

ประการที่สาม ฐานที่มั่นอยู่ที่ชนบท ฐานของเกษตรกรต้องอยู่ที่ชนบท ที่สวน ที่ไร่ ที่นา เราจะยึดฐานที่มั่นได้หรือไม่ ฐานที่มั่นของบางคนกำลังจะหาย เนื่องจากลูกหลานขายที่ดิน ที่นา ซึ่งหากไม่มีฐานที่มั่นกองกำลังเกษตรกรจะไร้ประโยชน์ เพราะไม่มีรูปธรรมที่เป็นจริง ฐานที่มั่นที่เป็นการเกื้อกูลกันจะสร้างพลังได้

ประการที่สี่ แปลงอาหารให้เป็นอาวุธ คลังอาวุธของชาวนาอยู่ที่ไหน การแปลงข้าว แปลงอาหารให้เป็นอาวุธให้ได้ แปลงสมุนไพรให้เป็นอาวุธให้ได้ คนที่กลัวตาย จะเอาเรื่องสมุนไพรเป็นตัวทะลวงให้ได้อย่างไร อาวุธเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นจากปัญหา เอาปัญหาไปพัฒนาเป็นอาวุธ ซึ่งกระบวนการพัฒนาค้นหาภูมิปัญญาต้องทำอย่างต่อเนื่อง

ประการสุดท้าย ฐานมวลชนต้องขยาย หากเราเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังทำเป็นพลังแผ่นดิน เป็นทางเลือกทางรอด ภายในระยะเวลาเดือนสองเดือนสามารถหาเพื่อนหาพันธมิตรได้หรือไม่ และขยายไปยังสมาชิกอื่นๆ ภายใต้กรอบระยะเวลาจะได้อย่างไร ทำอย่างไรให้เพื่อนพ้องได้รับประโยชน์ วิธีคิดแบบนี้ต้องคิดบนฐานคิดที่เป็นระบบมากขึ้น ประเมินในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า เราจะหาคนที่ทำแบบเราได้หรือไม่ ทำได้อย่างไร ขยับความคิดไปสู่เพื่อน จัดระบบคุย และให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การกระจายตัวโดยการเล็งเป้า เพื่อขยายผล โดยทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ซึ่งจะทำให้เราได้มวลชนบนฐานที่กว้างขึ้น

เราจะยึดอำนาจรัฐได้อย่างไร?

รัฐมีสองระดับคือ รัฐในพื้นที่และรัฐที่อยู่ข้างบน การทำงานกับรัฐมีสองแนวทาง คือ การผลักดันนโยบาย อันเป็นการเอาสิ่งที่เราทำให้เขาเอาไปใช้ และการกุมอำนาจรัฐเอง อันเป็นการเข้าไปใช้อำนาจเสียเอง หากยึดอำนาจรัฐได้ก็สามารถผลักดันไปสู่การทำงานอย่างอื่นได้ และต้องยึดการเป็นผู้นำได้ ฐานของเกษตรกรเป็นฐานที่สำคัญเราต้องเชื่อมั่นในพลังของเกษตรกรสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงให้ได้


15 ปีที่แล้วมันยังมืดมน มาวันนี้เหมือนสดใสมากขึ้น
กลัวแต่ว่าเราจะเพลิดเพลิน...จนหลงอยู่ในกรงใหม่
กลัวแต่ว่าหนูที่อยู่ในกรง...แต่หลงคิดว่าวิ่งอย่างเสรี



************************************


หมายเหตุ
สรุปและเรียบเรียงจากเวที “วิเคราะห์สถานการณ์การเกษตรไทยวันนี้ แนวโน้ม อนาคต” โดย อาจารย์บัญชร แก้วส่อง ในงาน “สมัชชาเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ 2550” ระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน 2550 ณ โรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา