กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0039-กฎหมายเก็บภาษีปุ๋ย-สารเคมี…ทำร้ายสังคมไทยจริงหรือ ?!?


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา


กฎหมายเก็บภาษีปุ๋ย-สารเคมี…ทำร้ายสังคมไทยจริงหรือ ?!?

เรียบเรียงโดย นาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย

 


กระแสการต่อต้านร่างกฎหมายที่จะเก็บเงินบำรุงจากผู้ประกอบธุรกิจจากการผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีทางการเกษตร มาใช้เป็นกองทุนสำหรับการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในสังคมไทย ที่ชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. ....” ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในร่างดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา อาทิเช่น “ภาษีปุ๋ย ภาษีบาป! อนันต์ ดาโลดม วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ของ ก.เกษตรฯ” (อปท.นิวส์ 21 ก.ค. 50) “ก.ม.เก็บภาษีปุ๋ย-ยาส่อเค้าวุ่น ล่าล้านชื่อส่ง ธีระ” (ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2237 22 ก.ค. - 25 ก.ค. 2550) “นายทุนปุ๋ย-ยาเคมี บุกยื่น นายกฯ ค้าน ร่าง พรบ.เก็บภาษีปุ๋ย” (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 16 ส.ค. 2550) เป็นต้น รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวในหลายลักษณะจากกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ย-สารเคมี นักวิชาการบางส่วน และกลุ่มเกษตรกรจำนวนหนึ่ง เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีเพื่อคัดค้านร่างกฎหมาย การชุมนุมประท้วงกดดันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยื่นหนังสือประท้วงคัดค้านรัฐบาล ไปจนถึงการประกาศล่ารายชื่อ 1 ล้านคน พร้อมกับขู่ว่าจะมีการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ

นับเป็นกระแสที่น่าตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง!

สภาพดังกล่าวทำให้คนในสังคมไทยเริ่มเกิดคำถามว่าแท้จริงแล้วที่มาที่ไปของเรื่องราวเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคืออะไร ร่างกฎหมายฉบับนี้มันเลวร้ายอย่างที่กลุ่มต่อต้านกล่าวหาจริงหรือไม่ บทความชิ้นนี้จะนำเสนอให้ทราบกัน...

ความจำเป็นของกฎหมาย : การกอบกู้เกษตรกรรมยั่งยืนในกระแสทุนครอบโลก

สังคมไทยในช่วงที่ผ่านมาค้นพบแล้วว่าการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับแรกเมื่อปี 2504 เป็นต้นมา จนถึงบัดนี้ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นในชนบทได้รับผลกระทบจากการพัฒนายิ่งกว่าจะได้รับประโยชน์ วิถีเกษตรกรรมดั้งเดิมซึ่งเป็นวิถีแห่งการพึ่งตนเอง สอดคล้องกับสภาพสังคมและอยู่เคียงคู่กับนิเวศวัฒนธรรมไทยก็ถูกทำลายลงไปทุกขณะ ระบบการผลิตกลายเป็นเกษตรเพื่อการค้า มุ่งผลิตพืชชนิดใดชนิดหนึ่งใช้พืชพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีจำนวนมาก เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดส่งออกเป็นสำคัญ

อาหารที่เราบริโภคทุกวันนี้นับวันก็ยิ่งจะตกอยู่ในมือของผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก การผูกขาดด้วยระบบทุนและระบบตลาดกลายเป็นแต้มต่อที่ทำให้ผู้ผลิตรายย่อยพ่ายแพ้ลงไปทุกขณะ ยิ่งเมื่อรวมกับการครอบงำอำนาจรัฐด้วยผลประโยชน์มหาศาล กฎหมายซึ่งควรจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของสังคมก็กลายเป็นอาวุธที่กลับมาทำร้ายประชาชน

สภาพดังกล่าวนำพาสังคมไปสู่ทิศทางใด การผลิตอาหารที่ละเลยต่อวิถีชีวิตและทำลายสิ่งแวดล้อม การตลาดที่แปลกแยกผู้บริโภคกับผู้ผลิต ขณะที่เกษตรกรรายย่อยในกระแสทุนต้องยากจนลงทุกขณะ และกำลังกลายเป็นลูกจ้างของนายทุน ผู้บริโภคเองก็ถูกชี้นำให้บริโภคอาหารที่ขาดความหลากหลาย ไม่ต้องพูดถึงว่าอาหารที่บริโภคจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามีความปลอดภัย ส่วนผู้มีอำนาจในสังคมกลับเทิดทูนระบบการค้าเสรีที่ไม่เคยเห็นหัวคนจน มุ่งหวังกอบโกยทรัพยากรทุกประเภท และสังกัดเดียวที่ยึดถือคือเงินตรา

การเกษตรและการบริโภคที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขนับวันจะผุกร่อน

และคำว่า “อธิปไตยทางอาหาร” ก็คงเป็นได้แค่ความฝัน...

สิ่งเลวร้ายดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้น สังคมเริ่มตื่นตัวตอบรับกระแสคุกคามเหล่านี้บ้างแล้ว การกอบกู้ขบวนการด้านเกษตรกรรมยั่งยืนในสังคมไทยจึงเป็นทางออกหนึ่ง เพราะเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นมากกว่าการผลิตแต่เป็นวิถีชีวิตของเกษตรกร สร้างให้เกิดความเกื้อกูลระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมและสร้างระบบอาหารที่มีความหลากหลาย ปลอดภัยจากสารพิษสารเคมี ทำให้ผู้บริโภคภายใต้ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนมีชีวิตและสุขภาวะที่ดี และที่สำคัญความสัมพันธ์ในระบบนี้คือสิ่งที่ใช้ต่อกรกับกระแสทุนครอบโลก

แต่การพัฒนาส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนของภาครัฐที่ผ่านมาประสบแต่ความล้มเหลว เพราะนโยบายการพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมากว่า 40 ปีมุ่งเน้นเป้าหมายความเติบโตของการส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลัก ส่งเสริมเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า ขาดกระบวนการกำหนดนโยบายที่ใช้องค์ความรู้อย่างครบถ้วนเป็นฐานสนับสนุน และขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายด้านการเกษตร ในขณะเดียวกันการจัดกลไกของรัฐเป็นไปในลักษณะสั่งตรงจากกระทรวงตามนโยบาย แยกส่วนการดูแลจัดการหรือส่งเสริมเป็นเรื่องๆ ไป ซึ่งไม่เอื้อต่อการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ต้องอาศัยการทำงานในเชิงระบบเป็นองค์รวมและต่อเนื่อง

ดังนั้น การมีกฎหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุนและให้การช่วยเหลือแก่เกษตรกรในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งมีองค์กรที่เข้ามารับผิดชอบดูแลโดยตรง สามารถแปลงนโยบายด้านเกษตรกรรมยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และนิเวศของแต่ละชุมชน ตลอดจนเป็นองค์กรประสานงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติการ

เช่นนี้แล้ว กฎหมายนี้จึงเป็นเสมือนทางเลือกให้กับสังคม ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยที่ประสบปัญหาได้มีทางออก รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่จะได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และถึงที่สุดแล้วกฎหมายฉบับนี้ก็คือรูปธรรมของการขบถต่อกระแสทุนที่กัดกินสังคมเราทุกวันนี้

ย้อนอดีตการร่างกฎหมาย : การผลักดันจากภาคประชาชน

สภาพปัญหาที่ผ่านมาทำให้ภาคประชาชนต้องหันกลับมาคิดทบทวนและค้นหาแนวทางแก้ไข จนกระทั่งได้ข้อสรุปร่วมกันว่าเกษตรกรรมยั่งยืนคือฐานที่มั่นสุดท้ายที่สังคมไทยจำเป็นต้องสงวนรักษาไว้ ย้อนกลับไปในช่วงปี 2532 กลุ่มเกษตรกร นักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชนได้รวมตัวกันเป็น “เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก” เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาโครงสร้างการเกษตรของสังคมไทย และมีการเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งนำมาสู่การเข้าร่วมชุมนุมกับสมัชชาคนจนนานถึง 99 วัน และได้รับมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 เมษายน 2544 ให้มีการปรับกลไกและงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างจริงจัง และได้มีการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน”จนได้ข้อเสนอในการพัฒนาโครงสร้างองค์กรเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนโดยมีกลไกสำคัญ 3 ส่วน คือ 1) ส่วนราชการในกระทรวงเกษตรให้มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน 2) สถาบันที่เป็นองค์กรอิสระในกำกับของรัฐ โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการ และ 3) ภาคประชาชน ที่รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนที่ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

ปลายปี 2545 คณะอนุกรรมการฯ ได้ส่งเรื่องให้กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยนั้นคือ นายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ แต่ในช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปรับระบบราชการใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการเพียงตั้งกองนโยบายเทคโนโลยีการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้น แต่มิได้นำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ และเรื่องดังกล่าวก็ถูกเพิกเฉยจากผู้ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ก็ได้นำเสนอ “องค์กรอิสระพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน” ในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในปี 2546 และ 2547 ติดต่อกัน ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก

จนกระทั่งในปี 2548 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติให้ดำเนินโครงการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อความปลอดภัยด้านอาหารและเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืน ซึ่งผลงานสำคัญจากการดำเนินโครงการคือ ข้อเสนอให้เก็บภาษีสารเคมีการเกษตรที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อนำมาเป็นกองทุนพัฒนาระบบเกษตรกรรมที่ปลอดภัยและยั่งยืน และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกได้นำหลักการในเรื่องสถาบันที่เป็นองค์กรอิสระและกองทุนมาระดมความคิดเห็นกับเกษตรกรในเครือข่ายทั้ง ๔ ภาคและองค์กรที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาเป็นร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

วันที่ 23 เมษายน 2550 สมัชชาคนจนมีการเจรจากับ ฯพณฯนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ และวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจึงได้นำข้อเสนอดังกล่าวของเกษตรกรเข้าหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมี ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธีระ สูตะบุตร) เป็นประธาน และได้มีการบันทึกข้อตกลงในการร่วมหารือกันเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานโดยกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการฯ การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น การยกร่างฯ และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

จากประวัติศาสตร์ดังกล่าวจึงเป็นที่ชัดเจนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการมีส่วนร่วมโดยเกษตรกรและนักวิชาการอย่างกว้างขวาง และมีการผลักดันโดยภาคประชาชนเป็นหลัก จึงกล่าวได้ว่าร่างกฎหมายนี้เป็นกฎหมายของประชาชนอย่างแท้จริง การที่ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาว่ากระบวนการร่างกฎหมายไม่โปร่งใส รวบรัด จึงเป็นคำกล่าวหาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงแต่ประการใด

เก็บภาษีสารเคมีทางการเกษตร : การสูญเสียผลประโยชน์ของเกษตรกร..หรือของทุน?

สาระสำคัญในร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ถูกคัดค้านอย่างหนัก คือการระบุให้เก็บเงินบำรุงจากผู้ประกอบธุรกิจจากการผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีทางการเกษตร มาใช้เป็นกองทุน ในอัตราร้อยละ 5-30 ตามความรุนแรงและพิษภัยของสารเคมี โดยฝ่ายที่คัดค้านให้เหตุผลว่าการเก็บภาษีเป็นการทำร้ายเกษตรกร และอ้างว่าปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยการผลิตที่ขาดไม่ได้ อีกทั้งการใช้ปุ๋ยเคมีก็ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสิ่งแวดล้อม

ในเรื่องนี้หากลองพิจารณาด้วยใจเป็นกลางจะพบว่าแม้แต่ยารักษาโรคที่ใช้ช่วยชีวิตคนยังต้องเสียภาษี แต่สารเคมีทางการเกษตรกลับไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ในขณะที่สังคมต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ที่เจ็บป่วยจากสารเคมีทางการเกษตรปีละประมาณ 5,000 ล้านบาท แต่ธุรกิจการค้าสารเคมีกลับได้รับการอุ้มชูจากภาครัฐ (ในอดีตรัฐเคยเก็บภาษีสารเคมีทางการเกษตรมาก่อนแต่ถูกยกเลิกไปในปี 2534) ซึ่งก่อนจะกล่าวถึงประเด็นว่าเก็บภาษีแล้วใครสูญเสียผลประโยชน์ ขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นดังนี้

1. ต้องยอมรับว่าสารเคมีทางการเกษตรมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริง และการเกษตรที่ใช้สารเคมีจำนวนมาก ณ ปัจจุบัน ไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงที่สังคมต้องแบกรับ ทุกๆ กิโลกรัมของสารเคมีทางการเกษตรที่ใช้ไปได้ก่อให้เกิดความเสื่อมทรุดด้านสุขภาพ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ กบ เขียด ปู ปลา และมีผลตกค้างในระยะยาว ดังนั้นคงไม่ถูกต้องนักหากเราเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้โดยไม่สนใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น การยอมให้ราคาสูงขึ้นเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

2. นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรและผู้ประกอบการค้าสารเคมีทางการเกษตรก็กล่าวชัดเจนว่าส่วนใหญ่ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเกษตรกรไม่รู้จักใช้ให้ถูกต้องและใช้เกินความจำเป็น ดังนั้นสมควรแล้วที่เกษตรกรจะต้องลดปริมาณการใช้ลง หากราคาปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีจะต้องสูงขึ้นก็คงไม่กระทบต่อต้นทุนการผลิตรวมมากนัก

3. จากประสบการณ์ของเกษตรกรหลายท่านก็คงรู้อยู่แก่ใจว่า การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการผลิตนับวันก็ยิ่งต้องใช้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น เพราะถ้าใช้เท่าเดิมจะไม่ได้ผลเหมือนเก่า บวกกับราคาที่สูงอยู่แล้วแม้จะไม่มีการเก็บภาษี ก็น่าจะทำให้คิดได้ว่าทางออกที่เหมาะสมคือการ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีทางการเกษตรนั่นเอง และหากเกษตรกรเลือกที่จะปรับเปลี่ยนมาสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน กองทุนที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะเข้ามาสนับสนุนและชดเชยให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสม

4. ถึงที่สุดแล้วหากคิดในทางธรรมะ การหยิบยื่นสิ่งที่เป็นอันตรายให้กับผู้อื่นเป็นบาป เกษตรกรเองถ้าเลือกได้จะคงไม่บริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี ดังนั้นการลด ละ เลิก สารเคมีทางการเกษตรจึงเป็นการทำบุญให้กับโลกและเพื่อนร่วมโลกของเรา

เมื่อพิจารณาในหลายมิติข้างต้นจะเห็นได้ว่าความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นสิ่งที่เกษตรกรควรมีส่วนร่วม เพราะเราไม่ได้อยู่เพียงลำพังในสังคม เมื่อเราสร้างความเสียหายให้กับคนอื่นๆ ก็เป็นธรรมแล้วที่เราจะต้องร่วมรับผิดชอบบ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นการสร้างการยอมรับต่อเกษตรกรมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะเกษตรกรไม่ใช่คนที่เฝ้าคอยการช่วยเหลือจากสังคมเท่านั้นแต่เมื่อถึงคราวต้องให้กลับคืนไปยังสังคมก็พร้อมที่จะทำ ซึ่งทางที่ดีที่สุดคือปฏิเสธการใช้สารเคมีทางการเกษตรเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม แต่หากยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้ การยืดอกรับผิดชอบตามสมควรก็เป็นการช่วยเหลือสังคมได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายไม่ได้เก็บภาษีการใช้ปุ๋ย-สารเคมีจากเกษตรกร แต่ระบุให้เก็บจากผู้ประกอบธุรกิจค้าปุ๋ย-สารเคมีในฐานะที่เป็นผู้ได้รับผลกำไรจากการค้าสิ่งเหล่านี้ การกล่าวอ้างว่าเมื่อมีกฎหมายแล้วจะเป็นการทำร้ายเกษตรกรจึงเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งหากกฎหมายให้เก็บภาษีจริงผู้ประกอบการก็จะผลักภาระให้กับเกษตรกรในที่สุด คำถามก็คือ ทำไมผู้ประกอบการจะต้องผลักภาระภาษีให้เกษตรกร สินค้าเหล่านี้ควรได้รับการตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริง อัตรากำไรที่กอบโกยจากหยาดเหงื่อแรงงานของเกษตรกรเป็นเท่าไรกัน ดังนั้นการปล่อยให้เกษตรกรจ่ายภาษีทั้งหมดแทนผู้ประกอบการค้าสารเคมีทางการเกษตรเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ?

นอกจากนี้ เมื่อมองจากมุมของผู้ประกอบการค้าสารเคมีทางการเกษตร การเก็บภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาล จากที่เคยได้กำไรทุกบาททุกสตางค์จากการขายสารเคมีทางการเกษตร โดยไม่สนใจความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม กลายมาเป็นต้องถูกตัดกำไรส่วนหนึ่งไป (แต่ก็ยังได้กำไรอยู่ดี) ซึ่งหากคิดจะผลักภาระทั้งหมดไปที่เกษตรกรก็จะถูกสังคมตราหน้าว่าเอาเปรียบสังคม ถูกมองว่าบริษัททำกำไรจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและชีวิตคนจน (ซึ่งต่างจากการเก็บภาษีเหล้าและบุหรี่ที่บริษัทผู้ผลิตต่างยอมรับการเสียภาษีโดยดี) แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ บริษัทกลัวว่าหากเพิ่มราคาปุ๋ย-สารเคมีขึ้นมาจริงๆ จะเกิดผลกระทบต่อยอดขาย ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดที่เมื่อราคาสินคาสูงขึ้นความต้องการสินค้านั้นก็ต่ำลง สุดท้ายบริษัทอาจต้องจำใจสูญเสียกำไรบางส่วนไป ซึ่งยอมไม่ได้!

เช่นนี้แล้วคงรู้ว่าเหตุใดกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวจึงมีหัวหอกเป็นกลุ่มบริษัทค้าสารเคมีทางการเกษตร

เปิดอ่านงานวิจัย...ทำไมต้องเก็บภาษีสารเคมีทางการเกษตร

ในช่วง 5-6 ปี ที่ผ่านมานั้น เมื่อพิจารณาตัวเลขนำเข้าปุ๋ยเคมีนำเข้าขยายตัวเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 2.5 ในขณะที่สารกำจัดศัตรูพืชขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 10 ถ้าคิดเป็นมูลค่ารวม การนำเข้ารวมในปี 2548 ตกประมาณ 46,523 ล้านบาท แบ่งเป็นปุ๋ยเคมี 35,947 ล้านบาท และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 10,576 ล้านบาท และจากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่าการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ก่อผลเสียต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมคิดเป็นจำนวนเงิน 462.8 - 5,491.8 ล้านบาท โดยมีค่ากลางประมาณ 3,000 ล้านบาท อัตราความเสียหายจะคิดเป็นร้อยละ 32.4 ของมูลค่าการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งตกประมาณ 9,200 ล้านบาท และจากการศึกษาในประเทศเยอรมนีนั้น พบว่าการใช้สารเคมีเกินขนาดก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสังคมเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของยอดขายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ดังนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ควรจะต้องเสียภาษีในอัตราประมาณร้อยละ 30 ส่วนปุ๋ยเคมีก็คงจะมีอัตราที่ต่ำกว่านี้ตามความรุนแรงที่แตกต่างกัน
(ที่มา : โครงการนโยบายสาธารณะเพื่อความปลอดภัยด้านอาหารและเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มิถุนายน 2550.)


บทสรุป : คำตอบกับคำถาม

สุดท้ายคงต้องกลับมาถามผู้คนในสังคมว่ามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร การออกมาเคลื่อนไหวของฝ่ายคัดค้านอยู่บนฐานผลประโยชน์ของเกษตรกรหรืออยู่บนผลประโยชน์ของนายทุน ที่ผ่านมาสังคมไทยพูดกันมากถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พูดกันถึงเรื่องอาหารปลอดภัย พูดกันถึงความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม การมีมาตรการเพื่อให้สังคมไทยปรับระบบการผลิตให้เป็นระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ ลด ละ เลิกการใช้สารเคมี มองอย่างไรก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมในทุกมิติ แม้แต่ในเวทีรับฟังความเห็นร่างฯ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 เกษตรกรบางท่านซึ่งยังใช้สารเคมีในการผลิตอยู่ก็กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า หากตัวเองมีทางเลือกที่ไม่ต้องใช้สารเคมีได้ ก็พร้อมที่จะเลิกใช้แล้วหันมาใช้สิ่งเหล่านี้ทดแทน

ประเด็นที่สำคัญจึงอยู่ที่ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยหลักการแล้วเป็นสิ่งดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคม เป็นการเปิดโอกาสให้กับคนจนได้มีทางเลือกทางออก ทำให้เกษตรกรสามารถลุกขึ้นมาปลดแอกตัวเองออกจากระบบทุนที่ครอบงำ ทำให้ผู้บริโภคได้มีอาหารที่ปลอดภัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องใช้กระบวนการทำงานระยะยาว ต้องมีทุนเริ่มต้นสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต ต้องการการสร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรม และอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีพลังการต่อสู่ของผู้คนในสังคม ซึ่งคงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากสังคมไทยยังปล่อยให้อนาคตของสังคมอยู่ในกำมือของบริษัทและผู้มีอำนาจที่เห็นแก่ตัว

การผลักดันร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. .... จึงเป็นเพียงความท้าทายหนึ่งของสังคมไทย ถึงที่สุดแล้วคำตอบของคำถามที่ว่า “เก็บภาษีปุ๋ย-สารเคมีแล้วใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์” คงไม่สำคัญไปกว่าคำถามที่ว่า

“แล้วสังคมแบบไหน...ที่เราต้องการ?”

************************************

หลากหลายคำถามจากฝ่ายที่คัดค้านกฎหมาย ?

กฎหมายสร้างความแตกแยก มองเกษตรที่ใช้สารเคมีกลายเป็นผู้ร้าย?
คำอธิบาย กฎหมายฉบับนี้ไม่มีเจตนารมณ์ในการสร้างความแตกแยกแต่ประการใด เพียงแต่ต้องการให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองในวิถีการผลิต ไม่ต้องถูกครอบงำเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนหรือผู้ประกอบการ การที่เกษตรกรคิดไปว่าใช้สารเคมีทางการเกษตรแล้วเป็นผู้ร้ายนั้นเกิดจากนายทุนพยายามสร้างความรู้สึกนี้ให้เกิดขึ้น เพื่อจะได้ให้เกษตรกรที่ใช้สารเคมีออกมาต่อต้านกฎหมาย ซึ่งในความเป็นจริงการใช้สารเคมีทางการเกษตรเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้ใดได้ผลประโยชน์จากการใช้สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการ ร้านค้า ไปจนถึงเกษตรกร ก็สมควรที่จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

เก็บภาษีจากเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ยากจน ไปช่วยเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ?
คำอธิบาย กองทุนที่จะเกิดขึ้นก็เพื่อนำมาช่วยเหลือเกษตรกรทุกคนที่สนใจปลดปล่อยตัวเองจากการถูกครอบงำโดยนายทุนและต้องการปรับเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ไม่ได้ช่วยเฉพาะเกษตรกรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนอยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินกองทุนนี้ เพราะส่วนใหญ่สามารถพึ่งตนเองได้แล้ว การที่เกษตรกรกลุ่มนี้ออกมาสนับสนุนให้มีกองทุนเพราะอยากเห็นเพื่อนๆ เกษตรกร ได้มีโอกาสปรับเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนต่างหาก ดังนั้น กลุ่มคนที่น่าจะได้รับประโยชน์จากกองทุนมากที่สุดคือ เกษตรกรที่พบว่าตัวเองประสบปัญหาจากการทำเกษตรเคมีแล้วอยากปรับเปลี่ยนตัวเองนั่นเอง

ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยการผลิตที่ขาดไม่ได้?
คำอธิบาย ที่กล่าวว่าปุ๋ยเคมีเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เป็นสิ่งที่นายทุนพยายามเอามาครอบงำความเชื่อของเกษตรกร เพราะถ้าเกษตรกรไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ถามว่านายทุนจะได้ผลประโยชน์จากใคร ดังนั้นเมื่อนายทุนต้องการเอาผลประโยชน์จากเกษตรกรก็ต้องทำให้เกษตรเชื่อว่าปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยการผลิตที่ขาดไม่ได้ด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่การใช้รัฐเป็นเครื่องมือ การโฆษณาชวนเชื่อ ไปจนถึงการอ้างข้อมูลเชิงวิชาการมาสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย การเพาะปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผลผลิตไม่ได้ลดลงและส่วนใหญ่จะได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นในระยะยาวด้วย ทุกวันนี้มีเกษตรกรไทยจำนวนมากอยู่ในระบบการเพาะปลูกที่ไม่จำเป็นต้องใช้แม้กระทั่งปุ๋ยเคมีมาแล้วนับสิบๆ ปี ตัวอย่างรูปธรรมก็มีให้เห็นทั่วประเทศในทุกระบบนิเวศ จนกล่าวได้ว่าสิ้นสงสัยแล้วสำหรับการพูดว่าสารเคมีทางการเกษตรไม่มีความจำเป็นต่อการผลิตเลย

เกษตรเคมีก็เป็นเกษตรกรรมยั่งยืน?
คำอธิบาย ในมิติเศรษฐกิจ การใช้สารเคมีในการเกษตรทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและเป็นสิ่งที่เกษตรกรไม่สามารถผลิตเองได้ ต้องสูญเสียเงินจำนวนมากให้กับต่างประเทศเพื่อนำสารเคมีเหล่านี้เข้ามาทำลายตัวเอง ในมิติสังคม สารเคมีทางการเกษตรส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ในมิติสิ่งแวดล้อม สารตกค้างของสารเคมีเหล่านี้ได้ทำลายดิน น้ำ และพืชสัตว์ตามธรรมชาติมาอย่างมากมาย ยังไม่นับรวมว่าวิถีเกษตรเคมีทำให้วิถีชีวิตที่เคยอยู่อย่างมีความสุขถูกทำลายลงไป รวมทั้งการใช้องค์ความรู้ของคนอื่นมาเป็นปัจจัยในการผลิต เอาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย-สารเคมีของบริษัท ทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แล้วอย่างนี้เกษตรเคมีจะมีความยั่งยืนได้อย่างไร?

เก็บภาษีแล้วกระทบต่อศักยภาพการส่งออก?
คำอธิบาย เมื่อพิจารณาถึงการผลิตในระบบอินทรีย์ก็พบว่าไม่ได้ทำให้ผลผลิตลดน้อยลงเลย อีกทั้งทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง จึงเป็นการเพิ่มศักยภาพในการส่งออกมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มีการขยายตัวประมาณร้อยละ 25 ผู้บริโภคส่วนใหญ่กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารปลอดภัย สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตได้ก็ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ การทำเกษตรอินทรีย์จึงเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค ส่วนที่ฝ่ายคัดค้านออกมากล่าวหาว่าทำให้ศักยภาพทางการค้าลดลง ก็มักจะหมายถึงการค้าพืชพาณิชย์ที่ผลประโยชน์เกือบทั้งหมดตกอยู่ในมือของนายทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชที่เป็นพันธุ์ของบริษัท เกษตรกรแทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย เพราะบริษัทสามารถตักตวงเอากำไรได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขายเมล็ดพันธุ์ การขายปุ๋ยเคมี สารเคมี ไปจนถึงการผูกขาดรับซื้อในราคาที่ไม่เป็นธรรม เกษตรกรเป็นเพียงคนรับจ้างผลิตเท่านั้น
คำถามก็คือ การรักษาศักยภาพการส่งออกในปัจจุบัน เป็นการรักษาผลประโยชน์ของใครกัน? และเกษตรกรรมยั่งยืนที่เกื้อกูลต่อธรรมชาติสภาพแวดล้อมและสุขภาพของพลเมือง ควรเป็นแนวนโยบายทางการผลิตและการค้าที่รัฐต้องส่งเสริมหรือไม่?

 

วัตถุประสงค์ของ “ร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. ....”

มาตรา ๕ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งเรียกว่า “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน”
ให้กองทุนเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้
(๑) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(๒) ส่งเสริม สนับสนุน และให้การช่วยเหลือแก่องค์กร และเครือข่ายองค์กรเกษตรกร องค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานภาครัฐ ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งในการให้เกษตรกรเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต การจัดการฐานทรัพยากร การพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ การจัดการผลผลิต มาตรฐานการผลิต และผลิตภัณฑ์ รวมถึงการตลาดที่เป็นธรรม โดยยึดหลักการพัฒนาแบบพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน เท่าเทียม และเป็นธรรม
(๓) ศึกษาวิจัย สนับสนุน และให้การช่วยเหลือการพัฒนา องค์ความรู้ การศึกษาวิจัย ศูนย์การศึกษาเรียนรู้ เพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยใช้กระบวนการการจัดการความรู้ ที่มีเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง
(๔) ดำเนินการและสนับสนุนการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ ผ่านกิจกรรมต่างๆในลักษณะที่เป็นสื่อเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้ประชาชนเกิดการยอมรับ ตระหนัก อันนำไปสู่การปกป้องและสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
(๕) ประสานงานและมีส่วนร่วมกับหน่วยงานด้านนโยบายและแผนของรัฐบาล และหน่วยงานอื่นๆทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดนโยบายและพัฒนาการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน
(๖) ส่งเสริม สนับสนุน และสร้างความร่วมมือขององค์กร/เครือข่ายองค์กรเกษตรกร ทั้งในระดับพื้นที่ ภูมินิเวศน์ ท้องถิ่น จังหวัด ภาค ประเทศ และระดับสากล
(๗) กระทำการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของกองทุน หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด