กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0040-การค้าที่เป็นธรรม : การพึ่งตนเองของเกษตรกรรายย่อย


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา


การค้าที่เป็นธรรม : การพึ่งตนเองของเกษตรกรรายย่อย

ที่มา :
ชุติพงศ์ รุ่งเรือง เสียงคนอีสาน (Esanvoice)
http://www.esanvoice.net/esanvoice/know/showart.php?Category=topreport&No=1517

 

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2550 โครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์ (คสป.) เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก และสหกรณ์อินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ จำกัด จัดการสัมมนา “การค้าที่เป็นธรรม: การพึ่งตนเองของเกษตรกรรายย่อย” ณ ศูนย์ฝึกอบรมมูลนิธิพัฒนาอีสาน จ.สุรินทร์ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนากว่า 80 คน

ในการสัมมนาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้า อภิปรายเรื่อง “รูปแบบการค้าที่เป็นธรรม” ซึ่งวิทยากรประกอบด้วย นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก นายเบเนท เฮนส์ นักวิจัยการค้าที่เป็นธรรมในประเทศไทย นางสาวส้มป่อย จันทร์แสง กรรมการผู้จัดการสหกรณ์อินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ จำกัด และ นายพูลสมบัติ นามหล้า ผู้อำนวยการสถาบันชุมชนอีสาน ช่วงบ่ายเป็นการอภิปรายแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “การค้าที่เป็นธรรมในความหมายของเกษตรกรรายย่อย”


แนวคิดการค้าที่เป็นธรรม
คุณอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

คุณอุบล ได้ยกตัวอย่างประเทศมาลีว่า มาลีตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเข้ามาดูดซับทรัพยากรโดยเฉพาะทองคำ เอาแต่ทองคำอย่างเดียว ไม่มีความคิดจะพัฒนาประเทศมาลีแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก หรืออย่างประเทศลาวปลูกกาแฟเต็มไปหมด แต่ลาวยังทำได้เพียงขายเมล็ดกาแฟแห้งไปให้ฝรั่งเศสเท่านั้น การแปรรูปเป็นผงกาแฟด้วยการใช้เทคโนโลยีการอบและการคั่วกาแฟยังไม่สามารถทำได้

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการยึดครองอาณานิคม ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีไปยึดครองประเทศต่างๆ ดูดซับทรัพยากรเพื่อนำมาแปรรูป แล้วนำกลับมาขายให้ประเทศนั้นๆ ความคิดแสวงหาอาณานิคมแพร่หลายในประเทศซีกโลกตะวันตก จนกระทั่งเกิดสงครามแย่งชิงอาณานิคมระหว่างประเทศเหล่านั้น นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2488) เกิดความคิดการพัฒนาโลกใหม่ คือ มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรม ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นวิทยาศาสตร์ แนวทางการพัฒนาเป็นเช่นนี้มา 50-60 ปี ซึ่งมนุษย์ได้ยอมรับและมีข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าแนวทางการพัฒนาดังกล่าวผิด เนื่องจากได้สร้างปัญหาขึ้นมา 2 ด้าน คือ ปัญหาสังคม ที่การพัฒนาดังนี้ทำให้มนุษย์เครียดมากขึ้น และ เกิดความขัดแย้งจำนวนมาก ขณะที่อีกด้านคือปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก ทำให้ธรรมชาติแปรปรวนเกิดภาวะโลกร้อน

แนวทางการพัฒนานี้ได้ส่งผ่านไปทั่วโลก โดยเริ่มต้นที่บรรษัทข้ามชาติซึ่งมีธุรกิจมูลค่ามหาศาลในตลาดโลกและศรัทธาระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมที่เชื่อว่าการแข่งขันอย่างเสรีนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติและมีเหตุผล บรรษัทเหล่านี้มักมีอิทธิพลในระบบการเมืองของประเทศต่างๆโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา และ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ด้วยการให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองและส่งคนเข้ามาในสถาบันการเมือง

ขณะที่ประเทศอย่างสหรัฐฯและกลุ่มสหภาพยุโรปจะมีอิทธิพลต่อองค์กรระหว่างประเทศ อาทิเช่น สหประชาชาติ (UN) องค์การการค้าโลก (WTO) ธนาคารโลก (World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ฯลฯ ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่ควบคุมทิศทางเศรษฐกิจโลกและกำหนดหลักเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตาม ซึ่งประเทศเล็กๆ เช่น ประเทศไทย ก็ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ขององค์กรระหว่างประเทศที่กำหนดขึ้น

ซึ่งองค์กรระหว่างประเทศมีแนวคิดต้องการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศให้มากที่สุด โดยเชื่อว่าการแข่งขันเป็นเรื่องธรรมชาติและมีเหตุผล ดังการเข้ามาของห้างสรพสินค้าข้ามชาติ ส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเนื่องจากถือว่าเป็นภาระกับภาษีและงบประมาณของรัฐ ตัวอย่างในประเทศไทย คือ การแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) และไปรษณีย์ เป็นต้น รวมถึงผลักดันให้ประเทศต่างๆเปิดเสรีทางการเงิน การค้า การลงทุน ซึ่งประเทศไทยได้เปิดเสรีทางการเงินในปี 2534 เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดและแข็งขันเต็มที่

แนวทางดังกล่าวมานี้ได้เข้ามามีบทบาทต่อแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น รัฐไทยที่ต้องดำเนินนโยบายตามแนวทางขององค์กรการค้าระหว่างประเทศ กล่าวคือต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เปิดเสรีทางการค้า (FTA) หรือ หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก็ต้องใช้กฎหมาย 11 ฉบับ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นต้น ซึ่งระบบการค้าที่ไม่สมดุลนี้ก่อปัญหาต่อประเทศต่างๆอย่างถ้วนหน้า

เมื่อมีข้อสรุปชัดเจนว่าแนวทางการพัฒนานี้ผิด สร้างระบบการค้าที่ไม่สมดุล คนที่ได้ประโยชน์คือคนส่วนน้อย ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็นจากระบบเศรษฐกิจ จึงต้องค้นหาระบบใหม่ สร้างทางเลือกใหม่ที่เป็นระบบการค้าที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้นต่อทุกคน

เมื่อมองไปที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่กล่าวมา จะพบว่ารัฐกับนายทุนมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและเอื้อประโยชน์ต่อกัน ดังนั้นการแสวงหาทางเลือกเพื่อปรับระบบการค้า สร้างการค้าที่เป็นธรรมจึงเกิดจากภาคประชาชน ที่ต้องการให้เกิดระบบการค้าที่เป็นธรรมต่อทุกคน ซึ่งเริ่มจากซีกโลกตะวันตก ก่อนที่จะขยายไปสู่ภูมิภาคอื่นๆต่อไป


ความเป็นมาและสถานการณ์การค้าที่เป็นธรรม

เบเนท เฮนส์ นักวิจัยการค้าที่เป็นธรรมในประเทศไทย

เบเนท เฮนส์ ใช้ประสบการณ์จากอเมริกาและยุโรปว่า คำถามสำคัญคือทำไมการค้าที่เป็นธรรมเป็นการกระทำระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจตอบได้ว่าเนื่องจากการค้าที่ไม่ยุติธรรม เกิดขึ้นมากว่า 500 ปีที่แล้ว โดยที่การค้าทาสเป็นตัวอย่างสำคัญ ซึ่งคนอเมริกาและคนยุโรปไม่เคยเข้าใจความสำเร็จของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา จึงได้สร้างระบบที่ประเทศพัฒนาแล้ว(รวย)เป็นผู้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศกำลังพัฒนา การล่าอาณานิคม การเอาเปรียบทรัพยากร ทุนนิยม ทำให้เกิดการออกแบบการค้าแบบทุนทั่วโลกในปัจจุบัน

เขาถามต่ออีกว่า ทำไมการค้าที่เป็นธรรม จึงไม่เป็นการค้าที่ทำร่วมกันระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยกัน คำตอบอยู่ที่ว่าการค้าที่เป็นธรรมเกิดขึ้นจากประเทศยุโรป โดยการเคลื่อนไหวเพื่อหาทางเลือกในการทำการค้าที่มีความยุติธรรมของผู้บริโภค ผู้ผลิตและองค์กรพัฒนาเอกชน แต่การทำการค้าที่เป็นธรรมระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่เกิดขึ้นเนื่องจากยังไม่มีการรับรองระบบการค้าแบบนี้ด้วยตัวเอง

โดยความเป็นมาของการค้าที่เป็นธรรมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบตลาด ที่ผู้บริโภคมีความต้องการให้การค้าที่เป็นธรรมสามารถทำให้ผู้ผลิตรายย่อยที่มีความยากลำบากสามารถขายผลผลิตเข้าสู่ตลาดโลกได้ รวมทั้งเกิดการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของพวกเขา ใน 30 ปีที่ผ่านมาการค้าที่เป็นธรรมมีการเติบโตมากขึ้น ผู้บริโภคสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ได้จากห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ แต่การค้าที่เป็นธรรมเริ่มขึ้นที่ร้านค้าทางเลือกโดย การขายสินค้าหัตถกรรมและผลผลิตการเกษตรบางอย่าง

ซึ่งการค้าที่เป็นธรรมการค้าที่เป็นธรรมเริ่มขึ้นในยุโรปมากว่า 40 ปีแล้ว เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจใหม่ของสังคม ที่เห็นว่า “การค้าไม่ช่วยเหลือกัน” จึงเกิดกลุ่ม อันค์ถัด (UNCTAD) ขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจการค้าที่เป็นธรรมเพื่อ ให้เกษตรกรเปลี่ยนวิถีคิดเรื่องการเกษตรและผู้บริโภคเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการบริโภค เพราะว่าเห็นผลกระทบของระบบการค้าทั่วโลก

ช่วง 30-40 ปีที่แล้ว การเคลื่อนไหวการค้าที่เป็นธรรม มีความพยายามที่หาตลาดเพื่อให้ผลิตภัณฑ์จากประเทศที่ต่อต้านยุโรป นำมาขายได้ และ ออกแฟม(Oxfam) เริ่มทำงานการค้าทางเลือกครั้งแรกในปี 2508 ต่อมาปี 2512 ร้านเวิลด์ชอป ในเนเธอร์แลนด์ นำสินค้าหัตถกรรมที่เป็นการค้าที่เป็นธรรมมาจำหน่ายเป็นครั้งแรก

ซึ่งมีผลิตภัณฑ์การเกษตรเป็นส่วนใหญ่ในระบบการค้าที่เป็นธรรม และเริ่มมีชาและกาแฟเป็นสินค้าแรกที่ได้รับการรับรองในปี 2523 กระทั่งปี 2531 องค์กรพัฒนาเอกชนชื่อ โซลาริดัช ได้ออกแบบตราเป็นครั้งแรก และใบรับรองเพื่อการันตีผลิตภัณฑ์ สร้างความโดดเด่นและสามารถติดตามตรวจสอบผลิตภัณฑ์ได้ และ เริ่มก่อตั้งองค์กรเพื่อตรวจสอบรับรองการค้าที่เป็นธรรมชื่อ โฟล(FLO) และเกิดความร่วมมือในการเคลื่อนไหวการค้าที่เป็นธรรมขึ้นในปี 2540 รวมทั้ง โฟล ได้ออกแบบตราสัญลักษณ์เพื่อเป็นเครื่องหมายการรับรอง “การค้าที่เป็นธรรม” ระหว่างประเทศ ในปี 2545

โดยหลักการของการค้าที่เป็นธรรมประกอบด้วยหลักการ 5 ข้อ คือ คุณภาพสูง ราคาเป็นธรรม การค้าโดยตรง ความสัมพันธ์ระหว่างกัน และความโปร่งใส

สำหรับอุปสรรคในการเข้าถึงการค้าที่เป็นธรรม มีข้อสังเกตว่า การค้าที่เป็นธรรมมีเพียงร้อยละ 0.01ของการค้าทั้งหมดในโลก และสินค้าที่เป็นธรรมเป็นร้อยละ 0.5-5 ของสินค้าแต่ละอย่างที่มีอยู่ในตลาดยุโรปและอเมริกา

ขณะที่ด้านตรารับรอง มีทั้งกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงการใช้ตราได้เพราะไม่มีทุนและความรู้และการแอบอ้างใช้ตราการค้าที่เป็นธรรม ทางด้านผู้บริโภคเองยังไม่มีความเข้าใจในหลักการที่ต้องซื้อสินค้าแพงขึ้นกว่าปกติเพื่อช่วยเหลือกัน

ในแง่หลักการของการค้าที่เป็นธรรมแล้ว ต้องรักษาหลักการเอาไว้เพื่อมิให้บริษัทใหญ่ๆมาเปลี่ยนแปลงหลักการเพื่อธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลาด คู่ค้า และมาตรฐานการรับรอง ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบด้าน

ซึ่งเขาได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยคำถามว่า“การค้าที่เป็นธรรมในความหมายของเกษตรกรรายย่อยเป็นอย่างไร? ”


ระบบการค้าที่เป็นธรรม: การพึ่งตนเองของเกษตรกรรายย่อย
คุณส้มป่อย จันทร์แสง กรรมการผู้จัดการสหกรณ์อินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ จำกัด

จากที่ได้ศึกษาตลาดการค้าที่เป็นธรรมสุรินทร์ นั้น พบว่าตลาดทางเลือกสุรินทร์มี 2 ระดับคือตลาดต่างประเทศและภูมิภาคของไทยและตลาดท้องถิ่น

จากประสบการณ์ของกองทุนข้าวแล้ว การเข้าสู่ระบบการค้าที่เป็นธรรมกับตลาดต่างประเทศและภูมิภาคของไทย นั้นต้องขอการรับรองมาตรฐานการค้าที่เป็นธรรมจาก FLO และ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) ซึ่งต้องมีหลักการของมาตรฐานการค้าที่เป็นธรรม

ขณะที่บทเรียนจากการเข้าสู่ระบบการค้าที่เป็นธรรม คือ มีค่าใช้จ่ายในการจัดการสูง ทั้งการรับซื้อผลผลิตจำเป็นต้องมีราคาเป็นธรรมสำหรับเกษตรกร มีการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกร รวมถึงค่าธรรมเนียมการขอใบรับรองมาตรฐานการค้าที่เป็นธรรม

อีกทั้งจำเป็นต้องมีศักยภาพในการทำงานกับระบบการค้าระหว่างประเทศ ทั้ง ด้านระเบียบขั้นตอน ภาษาสื่อสาร และความเข้มงวดในคุณภาพของสินค้าและกระบวนการทำงานที่โปร่งใส รวมทั้งความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สินค้าอย่างเช่นข้าว อาจจะยังไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากวัฒนธรรมการบริโภคที่ต่างกันกลายเป็นเป็นข้อจำกัดทางการค้า

ด้านหนึ่งระบบการค้าที่เป็นธรรมก็มีประโยชน์ต่อเกษตรกร คือ ได้รับการอุดหนุนเงินพรีเมี่ยมการค้าที่เป็นธรรมเพื่อเป็นทุนในการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน มีกระบวนการสนับสนุนการสื่อสารเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

ช่วงท้าย คุณส้มป่อย จันทร์แสง กล่าวว่า ระบบการค้าที่เป็นธรรม หลักคิดและหลักการนั้น เป็นระบบการค้าที่ดีสำหรับเกษตรกรรายย่อย แต่กระบวนการเข้าสู่และโอกาสของการเข้าถึงประโยชน์ของระบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเกษตรกรรายย่อย (จำนวนเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากระบบนี้ยังมีน้อย) และรูปแบบการค้าเป็นการค้าระหว่างประเทศไม่ใช่การค้าของคนภายในประเทศหรือภายในท้องถิ่นด้วยกัน ซึ่งเราจะสร้างการค้าที่เป็นธรรมในประเทศและในท้องถิ่นของตนเองได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ท้าทายสำหรับพวกเรา



จากเกษตรสารพิษสู่เกษตรอินทรีย์ในสหรัฐอเมริกา
คุณพูลสมบัติ นามหล้า ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนอีสาน

คุณพูลสมบัติ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเกษตรสารพิษสู่เกษตรอินทรีย์ในสหรัฐอเมริกา การเปลี่ยนแปลงนั้นจะมีการจัดระบบและรูปแบบการเกษตร โดยเริ่มที่ระบบคิดที่จะต้องการอนุรักษ์และฟื้นคืนระบบเกษตรแบบดั้งเดิมของสหรัฐฯ เอง ซึ่งการดำเนินการเริ่มตั้งแต่การทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคพบปะกันโดยตรง เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน

ต่อมาระบบการผลิตต้องเป็นระบบที่รักษาสิ่งแวดล้อมและเอื้อเฟื้อต่อกันทั้งคนและสิ่งแวดล้อม และสร้างครือข่ายความเคลื่อนไหวในระดับใหญ่ รวมตัวกัน มีการสื่อสารผ่านจุลสาร อินเตอร์เนท และเวทีการเรียนรู้ เพื่อรวมเป็นกลุ่มใหญ่เคลื่อนไหวทางนโยบายเป็นการรณรงค์ตอบโต้บริษัทผูกขาด ต่อไป

ขณะที่การอภิปราย“การค้าที่เป็นธรรมในความหมายของเกษตรกรรายย่อย”นายเอียด ดีพูน นักพัฒนาอาวุโส ได้เปิดประเด็นไว้ว่า ระบบการค้าที่เป็นธรรม ต้องมาคิดให้ละเอียด ความที่ต้องสร้างการค้าที่เป็นธรรมนั้น เนื่องจากยังคงพึ่งพิงระบบการค้าอยู่ ก็คือต้องพึ่งพาภายนอกมากกว่าพึ่งตนเอง ซึ่งที่สุดแล้วจะต้องก้าวข้ามระบบการค้าไปสู่การพึ่งตนเอง และการพึ่งตนเองนี้ทำให้ไม่ต้องขนส่งอาหาร ลดการใช้น้ำมันเพื่อลดมลพิษ จะได้ลดสาเหตุการเกิดภาวะโลกร้อนด้วย ดังนั้นต้องหันกลับมาพึ่งตนเองเพื่อลดการเดินทางของอาหารให้น้อยลง

รวมทั้งระบบการค้าที่เป็นธรรม ยังเป็นระบบที่ต้องมีการควบคุมและกำหนดมาตรฐานสินค้าให้เป็นสากล ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นต้องกลับมาทบทวนกระบวนการก้าวไปสู่ความเป็นธรรมว่า ใครเป็นคนกำหนดมาตรฐานสากลและได้สิทธิกีดกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งระบบการค้าของข้าวอินทรีย์ของสหกรณ์อินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ กำลังถลำตัวไปในระบบตลาดที่ใช้มาตรฐานแบบตะวันตกในการรับซื้อสินค้า

ตัวอย่างเช่น การขายข้าวอินทรีย์เมล็ดขาว หนึ่งกิโลกรัมในระบบการค้าที่เป็นธรรมนั้น หากข้าวเมล็ดขาวปนข้าวเมล็ดแดงห้าเมล็ด จะถูกส่งกลับเนื่องจากไม่ผ่านมาตรฐานสินค้า ทั้งที่ในองค์ความรู้ของเรา ถ้าหุงข้าวเมล็ดขาวผสมกับข้าวเมล็ดแดงถือว่ามีกลิ่นหอมอร่อย ด้วยเหตุนี้แม้จะเป็นระบบการค้าที่เป็นธรรมแต่องค์ความรู้ที่มาสร้างมาตรฐานสินค้าไม่หลากหลาย ดังนั้นระบบความเป็นธรรมด้านมาตรฐานสินค้าส่วนนี้ต้องได้รับการทบทวนใหม่เสียก่อน

ด้าน นายสุเมธ ปานจำลอง เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการค้าที่เป็นธรรม เกิดขึ้นมาก็เนื่องจาก ระบบการค้าทั่วไปมีการ‘ดักกิน’กำไรสินค้าเป็นช่วงๆ ทำให้ราคาขายกับราคาต้นทุนไม่สมดุลกัน ดังนั้นจะต้องพยายามสร้างตลาดทางเลือกขึ้นมา อาจเรียกได้ว่า ระบบการค้าที่เป็นธรรม

โดยระบบการค้าที่เป็นธรรมก็คือ ระบบการผลิตที่พึ่งตนเอง ร่วมกลุ่มทำการค้า มีการจัดการร่วมกัน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งตลาดลักษณะนี้ต้องเป็นพื้นที่ทางเลือกในทุกจังหวัด

ขณะที่ นายนิรัตน์ ศรีชำนิ ผู้อำนวยการโรงเรียนชาวนา ป่าติ้ว จ.ยโสธร กล่าวว่า ต้องเริ่มจากการคิดว่าการขายสินค้าส่งออกเป็นระบบการค้าที่เป็นธรรมหรือไม่ ซึ่งแง่หนึ่งการขายสินค้าส่งออกคือตัวการของการค้าที่ไม่เป็นธรรมเนื่องจากมีช่องทางเอาเปรียบมาก แต่อีกด้านหนึ่งการค้าขายในระบบที่เป็นธรรมก็ทำให้ขบวนการภาคประชาชนเกิดกระบวนการเรียนรู้ได้

ดังนั้นหากถามว่า ทำไมต้องมีการค้าขาย จึงต้องย้อนไปที่ระบบการผลิต ที่ผลิตเกินความต้องการ ก็ต้องมีระบบจัดการ ในอดีตการจัดการอยู่ที่พ่อค้าคนกลาง ปัจจุบันควรเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เพื่อสร้างทางเลือกการจัดการผลผลิตให้ตนเองมากขึ้น คำนึงถึงความหลากหลายและพึ่งตนเองได้ ให้เกิดการค้าที่เป็นธรรมควบคู่ไปกับการผลิตที่หลากหลาย ซึ่งจะปฏิเสธการขายทุกครั้งไม่ได้แต่จะค้าขายในระบบที่เป็นธรรมนั้นจะทำอย่างไร สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับความคิดของคนทำการค้า หากมีความคิดอยากจะให้ก็เกิดการค้าที่เป็นธรรม แต่หากมีความคิดเอาแต่ได้ การค้าที่เป็นธรรมก็จะไม่เกิดขึ้นเลย

ทางด้าน นายมั่น สามสี กรรมการบริหารชมรมรักษ์ธรรมชาติกลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ ร่วมแลกเปลี่ยนไว้ว่า ระบบการเกษตรต้องมีความหลากหลายและเป็นอาหารที่ปลอดภัยจากเกษตรอินทรีย์ และหากประเทศพัฒนาแล้วสนใจเรื่องอาหารปลอดภัยแต่ไม่สามารถผลิตได้เอง ดังนั้นถ้าเราผลิตอาหารปลอดภัยได้ และต่างประเทศต้องการรับซื้อสินค้า ก็ควรมีการค้าขายร่วมกันเพื่อสร้างการยอมรับจากต่างชาติในวิถีการผลิตของพวกเรา

นาย อาลัย พันธ์พิพัฒน์ กลุ่มเกษตรกรทำนาบากเรือ จ.ยโสธร เสริมอีกว่า แม้จะเป็นการปลูกข้าวอินทรีย์ อย่างไรก็ต้องขาย ในเมื่อคนผลิตเกษตรอินทรีย์ ก็ขี่รถจักรยานยนต์หรือไม่ก็ขับรถยนต์ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายและพึ่งพิงภายนอกเหมือนกัน

ส่วนนายประสงค์ ศรีสะอาด กลุ่มเกษตรธรรมชาติท่าตูม มีความเห็นว่า ระบบการค้าที่เป็นธรรม ต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงการค้าที่ไม่เอาเปรียบและเป็นธรรมต่อทุกคน คิดว่าตลาดยังเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อทุกคนทำการผลิตโดยพึ่งพิงตลาด แต่ที่สำคัญกว่านั้นต้องจัดการตลาดให้เป็นฐานการผลิตสู่ฐานการแปรรูปให้เป็นของพวกเราเอง รวมทั้งจัดการผลผลิตและทำการตลาดขยายผลความคิดต่อไป

ด้าน นางกัญญา อ่อนศรี ประธานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและอาชีพทางเลือกหมู่บ้านทัพไทย มีความเห็นว่า การทำการค้าที่เป็นธรรม ต้องไม่ยึดติดกับรายได้อย่างเดียว เกษตรกรต้องเข้าใจความหมายของการค้าทีเป็นธรรมด้วย ซึ่งในความเป็นจริงเกษตรกรมีหนี้สินมาก เกษตรกรจึงต้องหารายได้จากการค้าขายเพื่อปรับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น แต่เกษตรกรก็ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต สร้างวิถีการบริโภคให้สอดคล้องกับวิถีการผลิต เพื่อว่าเกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ นี่คือหัวใจสำคัญที่ต้องก้าวไปให้ถึง

ขณะที่ นางสาวสำรี นรสิงห์ ผู้ช่วยพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ มองจากมุมของรัฐว่า การค้าที่เป็นธรรมต้องร่วมรับผิดชอบและช่วยเหลือกัน ซึ่งเริ่มที่กระบวนการประชุมต้องให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อว่ารัฐอาจเข้ามาขยายผลความคิดระบบการค้าที่เป็นธรรมด้วยได้

และคุณอุบล อยู่หว้า ทิ้งท้ายไว้ว่า ระบบการค้าที่เป็นธรรมไม่ได้เน้นที่ปริมาณผลผลิตแต่เน้นด้านการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งระบบการค้าที่เป็นธรรมก็คือขบวนการทางสังคม ซึ่งต้องควบคุมดูแลโดยจริยธรรม สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคเพื่อความรับรู้ร่วมกัน ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าวิถีชีวิตการอยู่การกินของตนเองคือการกลืนความเอารัดเอาเปรียบทุกอย่างลงไป อันจะขยายความคิดเข้าสู่ระบบการค้าที่เป็นธรรม.