กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0042-ระวัง! โฆษณาชวนเชื่อเรื่องกล้วยไม้หมื่นล้าน ไม่สร้างสรรค์แล้วอย่าทำลาย


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา



ระวัง! โฆษณาชวนเชื่อเรื่องกล้วยไม้หมื่นล้าน
ไม่สร้างสรรค์แล้วอย่าทำลาย

           ฉันคลุกคลีอยู่กับข้าราชการกระทรวงเกษตรมาตั้งแต่หลายคนยังเป็นลูกศิษย์ แถมช่วงหนึ่งยังมีโอกาสเข้าไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงนี้ด้วย โดยเหตุที่ตนเป็นคนมีนิสัยไม่โลภโมโทสันและไม่ลืมตัว ดังจะพบได้ว่าฉันเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายกับชีวิตที่ลงถึงพื้นดินมาโดยตลอด จึงสามารถรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นความจริงได้อย่างลึกซึ้ง

          เรื่องโฆษณาชวนเชื่อที่กระทรวงนี้ได้นำเอามาใส่ไว้ในรากฐานจิตใจคนมันมีมานานแล้ว ซึ่งฉันยังจำได้ดีไม่เคยลืม

          นับตั้งแต่สงครามมหาเอเชียบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่สองได้จบสิ้นลงใหม่ๆ เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ กลุ่มประเทศอภิมหาอำนาจซึ่งได้รับผลเสียหาย แต่เป็นฝ่ายชนะสงครามก็ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “องค์การสหประชาชาติ” และภายในนี้ยังได้มีการจัดตั้ง “องค์การอาหารและเกษตร (FAO)” ซึ่งดูไปแล้วมันคล้ายๆ กับการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าฉันเข้าใจผิดก็ขอโทษด้วย

          ในปี พ.ศ.๒๔๙๑ องค์การอาหารและเกษตรสหประชาชาติได้ส่งผู้แทนเข้ามาเจรจากับรัฐบาลไทยรวมสามคม แถมยังประกาศว่าจะให้ประเทศไทยผลิตข้าวเลี้ยงชาวโลก รวมทั้งเสนอให้ส่งคนไทยไปศึกษาการเกษตรต่อในเมืองฝรั่ง ทั้งๆ ที่ภูมิปัญญาไทยมันก็มีอยู่แล้วภายในพื้นฐานตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าใครรออ่านข้อเขียนของฉันเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจากการจัดการศึกษาเกษตรไทย” ที่ฉันเขียนขึ้นโดยเอาประสบการณ์ชีวิตตัวเองในอดีตเป็นเดิมพัน

          ถัดจากนั้นมาก็มีกระแสติดตามมาเพื่อล้วงข้อมูลพันธุ์ข้าวไปจากเมืองไทย ผลสุดท้ายไทยก็ต้องเสียข้าวพันธุ์หอมมะลิ ซึ่งเป็นพันธุ์ดีของประเทศไปให้แก่สหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว

          อนึ่ง เมื่อไม่กี่ปีมานี้ กลุ่มคนไทยที่เคยไปศึกษาและถูกย้อมหัวด้วยความคิดแบบฝรั่งได้ประกาศว่าจะให้ครัวไทยเป็นครัวโลก ทำให้ผู้ที่รู้เท่าทันเกิดการไม่เชื่อน้ำมนต์ ดังที่ตนเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง “ครัวไทยจะเป็นครัวโลกได้จริงหรือ?” แม้จะรู้ว่ามีคนเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดก็ตาม

          ฉันมีความผูกพันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของชาติมานานจึงทำให้รู้ความจริงได้ว่า “นโยบายหลักของผู้บริหารในกระทรวงนี้ส่วนใหญ่คือการชุบมือเปิบจากผลงานที่คนอื่นเขาทำไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว” ซึ่งจะขอนำมากล่าวเป็นตัวอย่างให้คนทั่วไปได้ทราบกันก็คือ “ผลิตผลใดที่ทำไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วได้รับผลในทางค้าขายเป็นมูลค่ามากถึงระดับหนึ่งตามเกณฑ์ของกระทรวงเกษตร ทางกระทรวงจึงจะประกาศให้เป็นพืชเศรษฐกิจและเข้าไปให้การสนับสนุน”

          อนึ่ง เมื่อพูดเรื่องนี้ครั้งใด ฉันก็อดคิดถึงไม่ได้ว่า “ถ้าคนไทยคนใดคนหนึ่งมีรากฐานจิตใจที่อิสระ ทำให้คิดและมองการณ์ไกล พืชพันธุ์ใดที่คนไทยได้ริเริ่มขึ้นมาในขณะที่สังคมยังไม่รู้จักและให้ความสนใจในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งโดยปกติการริเริ่มจะเอามาตีเป็นมูลค่าย่อมไม่ได้ หากผู้บริหารราชการเองควรมีปัญญาพอที่จะมองเห็นความจริงได้เองมากกว่า” แต่ผู้บริหารราชการกระทรวงเกษตรส่วนใหญ่กลับคิดได้ไม่ถึงคนที่ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ จึงไม่กล้าตัดสินใจให้การยอมรับ ซึ่งนับว่าทำให้ประเทศชาติสูญเสียโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าแข่งขันกับโลกภายนอกไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่ทรัพยากรของชาติก็มีชีวภาพอย่างหลากหลาย

          ในช่วงนั้นฉันยังจำได้ดีว่าตัวเองเริ่มต้นจับงานกล้วยไม้ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ เพราะมองเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่โทษว่ากล้วยไม้ทำลายเศรษฐกิจ ซึ่งแท้จริงแล้วมันไม่ใช่กล้วยไม้ หากคนเอากล้วยไม้มาเล่นนั่นแหละที่เอามาใช้วิธีทำลายเศรษฐกิจ ฉันจึงเริ่มจับงานนี้เพราะรู้สึกท้าทายที่จะพิสูจน์ความจริงด้วยการนำปฏิบัติด้วยตัวเอง หลังจากนั้นมาฉันก็เริ่มสนใจค้นหาความจริงเรื่อง “คนไทยกับกล้วยไม้” อย่างจริงจัง ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางใหม่

          ขณะนั้นฉันเองก็ยังมีอายุไม่มากนัก แต่กลับถูกรัฐมนตรีกระทรวงนี้คนหนึ่งชี้หน้าว่าๆ “คุณนั่นแหละ ดีแต่ยุให้คนทำลายเศรษฐกิจของบ้านเมือง” เพราะเขาคิดว่ากล้วยไม้เป็นพืชทำลายเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่กล้วยไม้มันไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่คนต่างหากที่ใช้วิธีปลูกกล้วยไม้โดยการทำลายเศรษฐกิจของบ้านเมือง เมื่อคนขนาดเป็นรัฐมนตรีที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนต่อเมืองนอกกลับมาแล้วยังคิดอย่างนี้ เราจะให้การเกษตรของชาติเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร?

          ความรู้ที่ได้รับจากการริเริ่มจับงานกล้วยไม้ด้วยตัวเองมาตั้งแต่แรก สำหรับคนที่ไม่ได้เริ่มต้นจาก ก.ไก่ ข.ไข่ ก็ไม่มีโอกาสรู้อะไรได้อย่างลึกซึ้งถึงพื้นฐาน ซึ่งฉันเคยกล่าวย้ำอยู่เสมอว่า “การอนุรักษ์และพัฒนาวงการกล้วยไม้ของไทยที่เริ่มต้นมาตั้งแต่แรก ถ้าจะเปรียบกับเครื่องยนต์ฉันย่อมรู้ว่า แม้น็อตและสกรูว์ตัวไหนอยู่ที่ไหนและเกิดปัญหาอะไรฉันจะจับมาแก้ไขได้ถูกหมด ส่วนทางราชการเพิ่งเข้ามาจับเมื่องานกล้วยไม้มันสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ไฉนเลยจะรู้ปัญหาได้ถึงพื้นฐาน นอกจากส่วนใหญ่มาจับแล้วก็ทำให้พังเป็นเรื่องๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้น”

          หลายคนไม่รู้หรอกว่าฉันเป็นคนมีนิสัยชอบคบคนที่มีสัจจะ กล้าพูดกล้าทำ ซึ่งในประเพณีไทยเท่าที่เป็นมาแล้วชอบคนหัวอ่อน ที่มีลักษณะชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ ทำให้จำต้องสูญเสียความคิดดีๆ ซึ่งควรกระจายอยู่กับหลายๆ คน โดยเฉพาะคนระดับล่าง

          ถ้ารู้ใจฉัน ขณะที่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำไมนิสิตส่วนใหญ่ถึงได้เรียกฉันว่าคุณพ่อ ซึ่งไม่เหมือนกับคนอื่นอีกหลายๆ คน เพราะฉันเป็นคนมีความจริงใจกับทุกคน และรักที่จะเดินเข้าไปหาคนหัวแข็งเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าเขาเป็นคนไฟแรง ไม่ใช่พอรวยเข้าหน่อยก็คิดอยากสบาย เพราะฉะนั้นลูกศิษย์ฉันแต่ละคน ยิ่งใครมองว่าเป็นคนหัวแข็งด้วยแล้ว ถัดจากนั้นมาส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนสร้างงานในระยะยาวอย่างได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นงานของส่วนรวม

          หวนกลับมาพิจารณาคนในวงการกล้วยไม้ แม้ว่าจะไม่ได้สร้างกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เหตุใดคนกล้วยไม้ส่วนใหญ่จึงได้สามารถสร้างงานอย่างได้ผลในทุกๆ ด้าน จนเกือบจะเรียกได้ว่าศาสตร์แทบทุกสาขามีอยู่ในหัวใจดวงเดียวกันของคนกล้วยไม้อย่างน่าทึ่ง ผิดกันกับคนในภาคพืชไร่พืชสวนอื่นๆ

          ฉันเคยพูดอยู่เสมอว่า ถ้าจะคิดพัฒนาพืชผลใดๆ ไม่ว่าพืชสวนหรือพืชไร่ชนิดอื่นๆ ขอให้หันมาศึกษาวิธีการพัฒนาคนภายในวงการกล้วยไม้ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าสนใจศึกษาเพื่อการเรียนรู้ น่าจะนำวิธีการไปใช้กับคนในพืชผลอื่นๆ ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ แต่สัจธรรมก็ได้บอกไว้ว่า “สิ่งใดก็ตามที่ทำลงไปแล้ว จะถอยกลับมาเพื่อแก้ไขใหม่มันไม่ใช่ของง่าย”

          แต่คนกล้วยไม้ในยามปกติก็มักถูกทางราชการกล่าวหาว่าเป็นคนหัวแข็ง แต่ในยามใดที่ประเทศชาติต้องการก็จะได้คนกล้วยไม้นี่แหละออกมาช่วยแก้หน้าเอาไว้ ประจักษ์พยานที่เห็นกันชัดๆ ก็คือการจัดงานพืชสวนโลกครั้งที่แล้วใช่หรือเปล่า ฉันขอถามคนทั้งประเทศที่ไปเที่ยวงานพืชสวนโลกแล้วมองเห็นด้วยตัวเอง

          มาอีกแล้ว! รายงานข่าวว่าทางราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศจะให้กล้วยไม้เป็นพืชทำเงินได้ถึงหมื่นล้าน ฉันคิดว่าเรื่องนี้ถ้านำเอาหลักพุทธธรรมมาจับก็คงต้องกล่าวว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อล่อให้คนกล้วยไม้มีความโลภโมโทสันสูงขึ้นใช่หรือเปล่า


         “ฉันขอน้อมเกล้ากราบถวายบังคมฝ่าละอองธุลีพระบาทองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้คนไทยใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง” โดยเฉพาะคนที่ชีวิตเกี่ยวข้องกับการเกษตรกรรม ไม่ใช่ให้คนคิดโลภโมโทสัน นอกจากนั้นขณะที่พ่อฉันยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็เคยพูดกับลูกคนนี้ซึ่งเป็นคนโต เพื่อฝากน้องๆ เอาไว้ว่า “สกุลสาคริกเราไม่เคยด่างพร้อย ถ้าใครไม่คิดสร้างสรรค์ก็อย่าได้ทำลาย” ซึ่งคุณพ่อฉันได้สิ้นไปเมื่ออายุกำลังจะครบหนึ่งร้อยปีพอดี ฉันได้กราบเท้าของท่านก่อนเข้านอนมาจนถึงทุกวันนี้

           หลักพุทธธรรมได้ตรัสไว้ว่าอย่าทำอะไรไกลเกินตัว ขอให้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็นับว่าดีแล้ว สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดฉันไม่ได้มีเจตนาว่าร้ายใคร แต่ถ้าผลเสียหายมันจะพึงบังเกิดแก่ส่วนรวม ฉันก็ต้องนำมาชี้แจงแสดงเหตุให้ทุกคนเข้าใจ เพื่อทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินไทยเอาไว้อย่างดีที่สุด

           สิ่งที่ฉันได้นำมาปฏิบัติกับกล้วยไม้มาตั้งแต่เริ่มแรก มันไม่ใช่แต่เพียงเรื่องกล้วยไม้เท่านั้น หากหมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างโดยเฉพาะเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานความมั่นคงของชาติและความเจริญก้าวหน้าของทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นถ้าใครมีปัญญาโปรดอย่าได้ยึดติดอยู่แต่เพียงภาพของกล้วยไม้ ดังที่หลายต่อหลายคนมักเห็นหน้าฉันเป็นกล้วยไม้กันไปแทบจะหมด เช่นนี้แล้วจะไม่ให้ฉันหวนกลับมาคิดแก้ไขปัญหาที่รากฐานการจัดการศึกษาได้อย่างไร?

           แต่หลายคนก็ยังอยู่อย่างประมาทขาดสติ โดยที่ส่วนใหญ่อยากอยู่อย่างโก้หรู อยากมีอาณาจักรไว้ครอบครอง อยากมีหน้ามีตา แต่ขาดความมีวิริยะอุตสาหะและความมุ่งมั่นที่จะคิดช่วยกันทำเพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองอย่างจริงจัง ยิ่งเหลียวกลับไปดูเยาวชนในปัจจุบัน พวกเขาได้ถูกปล่อยปละละเลยอย่างหาผู้ใหญ่ที่เหลียวแลด้วยความจริงใจได้อย่างยิ่งขึ้น เพราะผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ต่างก็หนีเอาตัวรอดโดยไม่รับผิดชอบ บ้างก็คิดเอาแต่ลูกหลานตัวเองเป็นสำคัญ ส่วนลูกคนอื่นฉันไม่ยุ่งเกี่ยว และสิ่งนี้เองได้ลุกลามไปจนถึงบุคลากรในสถาบันการจัดการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่มีการสนใจอยากได้ตำแหน่ง โดยไม่นึกถึงลูกหลานของคนไทยทุกคนที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตนให้มั่นใจได้

           สุดท้ายนี้ถ้าจะกล่าวว่าหากฉันพูดแรงเกินไป ก็ต้องกราบเท้าขออภัยแก่ทุกคนเอาไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ฉันกราบเท้าได้ทุกคนถ้าเป็นการกระทำเพื่อแผ่นดินถิ่นเกิดของเราเอง และจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ทั้งนี้และทั้งนั้น แม้แต่ช่วงที่เป็นรัฐมนตรี ฉันก็เคยกราบภารโรงมาแล้วโดยไม่รู้สึกว่าเสียเกียรติแต่อย่างใด หากพิจารณาที่ความสูงของจิตใจ กลับรู้สึกว่าเราได้รับเกียรติอย่างสูง


ระพี สาคริก
๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐