กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0043-พืช จี.เอ็ม.โอ หรือจะเหมาะสมกับการเกษตรไทย?


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา



พืช จี.เอ็ม.โอ
หรือจะเหมาะสมกับการเกษตรไทย?

           ในประเทศด้อยพัฒนาเช่นไทย ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ที่ขึ้นไปบริหารงานในระดับสูงของสังคม ไม่ว่าจะคิดทำอะไรก็ตาม มักมีแนวโน้มสะท้อนออกมาปรากฏทำให้ส่งผลหวนกลับมาทำร้ายตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ

           ดังเช่น ประเด็นปัญหาเรื่องข้าวหอมมะลิ ซึ่งทีแรกเราก็นำมาค้นคว้าวิจัย เพื่อหาความจริงจากข้าวพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ภายในประเทศจนในที่สุดเราก็คัดได้ข้าวหอมพันธุ์หนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “หอมมะลิ”

           แต่เป็นเพราะเรารู้สึกว่านักวิจัยของฝรั่งดีกว่าของคนไทย หลังจากนั้นมาไม่นานจึงเปิดช่องโหว่ขึ้นในระดับล่าง จนกระทั่งทำให้ต่างชาติมองเห็นโอกาสเข้ามาล้วงเอาสิ่งที่เป็นพื้นฐานของเราเองไปใช้ประโยชน์ ซึ่งสาเหตุทำนองนี้มักเกิดขึ้นแก่การเกษตรไทย

           แต่แทนที่จะรู้สึกว่าเรากำลังสูญเสียที่พื้นฐานตนของเราเองซึ่งควรจะหวนกลับมาหวงแหนสิ่งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เพราะโดยสัจธรรมก็ได้ชี้ไว้ว่า “ไม่ว่าสิ่งใดที่ปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์แต่ในด้านธรรมชาติมันก็น่าจะมีจิตใต้สำนึกที่เราควรนำมาปฏิบัติจากใจตนเองอยู่แล้ว เว้นไว้แต่ว่าเราผู้ออกกฎหมายให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น” หากยิ่งตามไปทวงคืนจากเขา เราก็ยิ่งเปิดช่องโหว่ขึ้นที่พื้นฐานของเราเอง ทำให้เขามองเห็นโอกาสที่จะหวนกลับมาล้วงเอาข้าวพันธุ์อื่นๆ ซึ่งอาจดีกว่าข้าวหอมมะลิ

           ทั้งๆ ที่รู้ว่าพื้นฐานของไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพในระดับล่าง แทนที่จะได้รับบทเรียนทำให้หวนกลับมาค้นหาข้าวพันธุ์ใหม่ที่อาจดีกว่าข้าวหอมมะลิ แต่กลับมุ่งไปทวงถามหาข้าวหอมมะลิเพื่อจะเอาคืน สิ่งนี้เองยิ่งทำให้เปิดช่องว่างช่องโหว่ขึ้นในด้านล่าง ซึ่งเป็นโอกาสดีของเขาที่จะเข้ามาล้วงเอาข้าวพันธุ์อื่นๆ ที่หวังว่าจะมีคุณสมบัติดีกว่าข้าวหอมมะลิก็ได้

           กว่าที่เราจะสามารถหยั่งรู้ความจริงได้อย่างเท่าทัน เค้าก็อาจได้ข้าวพันธุ์อื่นซึ่งน่าจะดีกว่าข้าวหอมมะลิไปได้อีกวัฏจักรหนึ่ง

           ธรรมชาติของมนุษย์ที่มักมีนิสัยหลงอยู่กับความสะดวกสบาย หรือไม่ก็หลงอยู่กับความยิ่งใหญ่ในด้านวัตถุเพิ่มมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งในที่สุดสิ่งที่นำมาปฏิบัติมันก็สมกันกับภาษิตโบราณที่สอนเอาไว้ว่า “ปลาหมอตายเพราะปาก”

           จึงสรุปได้ว่า ถ้าการพัฒนาเอาแต่ก้าวไปข้างหน้าด้านเดียว โดยลืมไปว่าพื้นฐานของตัวเองมีความอุดมสมบูรณ์อย่างหลากหลาย มันก็สมควรแล้วที่จะต้องอยู่ในโลกนี้อย่างผู้สูญเสียไปโดยตลอด

           โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุทิศตนก้าวขึ้นไปสู่ด้านบน แต่ละคนก็ควรปฏิบัติตนลดใจตัวเองมาสู่ด้านล่าง ไม่เช่นนั้นแล้ว ณ จุดอ่อนจุดนี้มันก็ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งนำเอาภาพสมมติมาหลอกล่อทำให้คนในสังคมจำต้องสูญเสียต่อไปอีกเรื่อยๆ

            ถ้าเรามองเห็นปรัชญาของธรรมชาติที่มีรูปลักษณะของโครงสร้างแบบเจดีย์ซึ่งมีพื้นฐานกว้างและมียอดแหลม ถ้าเรายิ่งมุ่งไปข้างหน้าเพื่อเข้าไปหาปลายยอด เราก็ยิ่งสูญเสียพื้นฐานที่รองรับความมั่นคงของสังคมท้องถิ่นหนักมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

            ยิ่งคนไทยมีนิสัยบ้ายอด้วยแล้ว การถูกต่างชาติชมเชยว่าเก่งก็ยิ่งทำให้ลืมตัวก่อให้เกิดการสูญเสียที่รากฐานตนเองเพิ่มมากยิ่งขึ้น

            บนพื้นฐานสังคมตะวันตกซึ่งขาดความอุดมสมบูรณ์ที่พื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดทรัยพากรธรรมชาติที่อยู่บนพื้นฐานความหลากหลาย ทำให้การค้นคว้าวิจัยเน้นที่จะก้าวไปข้างหน้าหรือไม่ก็ขึ้นไปข้างบนด้านเดียว สภาพเช่นนี้ย่อมทำให้พื้นฐานของคนในสังคมมีความอ่อนแอ แม้จะดิ้นรนขวนขวายเพื่อก้าวไปข้างหน้าจนกระทั่งถึงขั้นนำเอาเทคโนโลยีมากำหนดความหลากหลายเพื่อมุ่งไปที่ปลายของยอดเจดีย์เพิ่มมากยิ่งขึ้น

            แต่ขอโทษทีเถอะ ยิ่งมุ่งไปข้างหน้าเท่าไรก็ยิ่งเปิดความอ่อนแอที่รากฐานเพิ่มมากขึ้น แม้จะมีการดิ้นรนเพื่อใช้เทคโนโลยีสร้างพันธุ์พืชใหม่ๆ แต่ก็เป็นเพราะขาดโอกาสที่จะพัฒนาพื้นฐานของตนเอง ทำให้ภาพเจดีย์โดยรวมเปรียบซึ่งเสมือนด้านล่างเรียวเล็ก แต่ด้านบนหัวโต วันหนึ่งข้างหน้ามันก็มีโอกาสโค่นล้มลงมาได้ไม่ยาก

            เช่นเดียวกับการนำเอาพืชผลธรรมชาติมาพัฒนาทำให้เกิดประโยชน์ ทีแรกเราก็ใช้วิธีคัดพันธุ์ผสมพันธุ์จนกระทั่งมันไกลตัวเองออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ต้องคิดตัดต่อยีนซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ฝืนธรรมชาติอย่างร้ายแรง

            ซึ่งแน่นอนที่สุด ถ้ามนุษย์ผู้มีกิเลสหนายิ่งดิ้นรนหาผลประโยชน์โดยการใช้กิเลสทำลายธรรมชาติที่อยู่ภายนอกจนในที่สุดมันก็หวนกลับมาทำร้ายตัวเองเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

            ซึ่งสภาพดังกล่าว สำหรับมนุษย์ผู้มีกิเลสหน้าย่อมหยั่งรู้เท่าทันได้ยากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ

            เรื่องที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด มันอาจเข้าใจยากสำหรับคนที่ไม่อาจชำระล้างกิเลสที่อยู่ในใจตัวเองให้หวนกลับมาอยู่ในสภาพที่เป็นปกติได้

            สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด มันเป็นสัจธรรมของชีวิตเราแต่ละคนอย่างทั่วถึง แต่บุคคลที่มีกิเลสหนาย่อมไม่สามารถหยั่งรู้ความจริงเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

            จากที่กล่าวมาแล้วน่าจะสรุปได้ว่า “การรู้เขารู้เรา” หรืออีกนัยหนึ่งการยอมรับความจริงจากจิตใจเขาย่อมส่งผลให้สังคมในโลกใบนี้บังเกิดความสงบสุขซึ่งเป็นเป้าหมายในระดับสุดท้ายของชีวิตเราแต่ละคน

            เมื่อพูดถึงพันธุ์ข้าวหอม ผู้เขียนซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำงานค้นคว้าวิจัยเรื่องข้าวยังจำได้ดีว่ามีข้าวหอมพันธุ์หนึ่ง ซึ่งขณะนั้นได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจนกระทั่งติดปากคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งไม่ใช่ข้าวพันธุ์หอมมะลิ แต่เมื่อกล่าวถึงข้าวหอมหลายคนจะพูดถึงข้าวหอมนางมน

            แต่ “คนไทยส่วนใหญ่มักมีนิสัยลืมง่าย” ซึ่งเรื่องนี้เองน่าจะเป็นอันตรายแก่ความมั่นคงของสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก อย่างเช่นที่กล่าวกันว่าคนไทยมีนิสัย “เฮไหนเฮนั่น” หรืออาจกล่าวว่าได้ใหม่ลืมเก่า เราจึงลืมข้าวหอมนางมนซึ่งอาจมีคุณสมบัติดีกว่าข้าวพันธุ์หอมมะลิก็ได้

            ในเรื่องพืช จีเอ็มโอ! จึงใคร่ของฝากแง่คิดไว้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนะโอกาสนี้ว่า เพราะสังคมฝรั่งไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ในพื้นฐานตัวเองในการปรับปรุงพันธุ์พืชจึงได้คิดต่อยอดขึ้นไปจนกระทั่งเป็นหอคอยงาช้าง ซึ่งในที่สุดก็ย่อมจนปัญญา ส่วนสังคมไทยมีพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ในตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แล้วเราจะปล่อยให้เขามาหลอกล่อให้ต้องขึ้นไปสู่ด้านบนแต่สูญเสียพื้นฐานที่ให้ความมั่นคงแก่การพัฒนาไปกระนั้นหรือ?


ระพี สาคริก
๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๐