กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0044-การสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินของเกษตรกรท้องถิ่น ย่อมหมายถึงความหายนะของชาติ


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา



การสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินของเกษตรกรท้องถิ่น
ย่อมหมายถึงความหายนะของชาติ

          “การสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินของเกษตรกรท้องถิ่น ย่อมหมายถึงหายนภัยของชาติ” เป็นสัจธรรมซึ่งคนแต่ก่อนเคยนำมาปฏิบัติกันมาช้านาน จนกระทั่งถือเป็นจารีตประเพณีของไทยอย่างเห็นได้ชัดให้มั่นใจได้

          อนึ่ง เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจากการที่นักการเมืองผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง นำเอาคนไต้หวันเข้ามาตั้งบริษัททำกิจการกล้วยไม้เพื่อหวังถือครองแผ่นดินไทย โดยที่ตัวเองสามารถขายที่ได้เป็นพันๆ ล้านไร่ ทำให้ฉันเองร่วมกับเพื่อนๆ ชาวกล้วยไม้ไทยและอีกหลายคนจำต้องลุกขึ้นมายืนหยัดต่อสู้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถนำเอาข้อมูลมาเขียนหนังสือได้หนึ่งเล่มโดยให้ชื่อว่า “หายนภัยของการเกษตรไทย มองผ่านวิกฤติเรื่องกล้วยไม้”

          “เรื่องนี้จะเรียกว่าคนแต่ก่อนเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า? แต่การรักษาแผ่นดินถิ่นเกิดเอาไว้ให้มั่นคงอยู่ได้ ก็น่าจะเป็นเป้าหมายขั้นสุดท้ายของชีวิตเราทุกคนที่เป็นคนไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้”

          บัดนี้ฉันมีอายุย่างเข้า ๘๖ ปีแล้ว แต่ก็ยังจำความซึ่งปรากฏเป็นความจริงอยู่ในอดีตที่เข้าไปอยู่ในหัวใจตัวเองได้เป็นส่วนใหญ่

          ขณะนี้ชาติบ้านเมืองกำลังสับสนวุ่นวายหนักจนกระทั่งหลายคนสงสัยว่า “ถ้ามองที่รากฐานจิตใจคน แทนที่จะมองในด้านวัตถุยุคปัจจุบัน เราอาจสูญเสียเอกราชอธิปไตยไปแล้วก็เป็นได้ เพราะหลายคนตกลงไปอยู่ในหลุมดำซึ่งเป็นความคิดแบบชนต่างถิ่นที่อพยพมาจากถิ่นอื่น หากเข้ามาอาศัยกินอยู่หลับนอน แถมยังมีภรรยาเป็นคนไทยที่ช่วยให้ตนมีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินรวมทั้งได้บริโภคหัวพุงหัวมันซึ่งเป็นน้ำพักน้ำแรงของเกษตรกรไทย ซึ่งนับวันชีวิตของพวกเขาจะลำบากยากเข็ญยิ่งขึ้นกว่าเก่า เพื่อหวังครอบครองแผ่นดินผืนนี้ ถ้าเราแต่ละคนกล้ารับความจริงก็คงต้องยอมรับเรื่องนี้อย่างลูกผู้ชาย”

           “แม้กระทั่งการคิดจะสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณู ถ้าจะถามว่าใครได้ประโยชน์มากกว่ากัน หากมองที่ภาพรวมของสังคมมันก็คงมีคำตอบที่เห็นได้ไม่ยาก เนื่องจากขณะนี้คนต่างชาติได้เข้ามาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ส่วนคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังยากจนเหมือนเดิม”


           แม้ประเทศจีนซึ่งถูกคนต่างชาตินำเอายาเสพติดเข้าไปมอมเมาจนกระทั่งทำให้สังคมท้องถิ่นแทบจะล่มสลาย “หากไม่ยึดติดอยู่เพียงชื่อที่ว่ามีลัทธิเป็นคอมมิวนิสต์” แต่มองเห็นสัจธรรมที่จะทำให้บ้านเมืองของเขาอยู่ได้ รัฐก็ยังต้องใช้วิธียึดครองที่ดิน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่คงไม่อยากที่จะนำปฏิบัติแบบ “หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า” ทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากเราไม่ยอมรับที่จะทำการผ่าตัดตัวเองเช่นนั้นใช่หรือเปล่า?

           “การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรจึงควรถือว่าเป็นเครื่องมืออย่างสำคัญในการแก้ไขปัญหา” ยิ่งเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนของโลก  ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จนกระทั่งเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลกด้วยแล้ว คงไม่มีประเทศไหนชาติไหนที่ไม่เคยพบกับปัญหาหนักเช่นที่ได้กล่าวมาแล้ว แม้ประเทศที่เป็นคู่อริกับจีนกลางเช่น จีนไต้หวัน สิ่งที่จำต้องยอมรับน่าจะได้แก่ “การปฏิรูปที่ดิน”

            ซึ่งเรื่องนี้ถ้าไม่อาจยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ หากหย่อนยานลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จำต้องพบกับปัญหาที่สะท้อนกลับมาบ่งบอกให้รู้ว่า “การถือครองแผ่นดิน โดยเฉพาะสิทธิของเกษตรกรท้องถิ่น” ซึ่งควรถือว่าใช้ชีวิตแบบ “อาบเหงื่อต่างน้ำ” หรืออาจเรียกว่า “หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน” จำต้องสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินเพื่อการดำรงชีวิตและหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอย่างสำคัญยิ่ง อีกทั้งมีผลช่วยให้แผ่นดินไทยมีความมั่นคงยั่งยืนอย่างเป็นธรรมชาติ อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

            ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ในอดีตประเทศในเขตร้อนของโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งในอดีตเคยเรียกกันว่า “ประเทศสยาม” มักได้รับการบุกรุกด้วยกำลังอาวุธจากชนต่างชาติ แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องปลายเหตุ ส่วนเรื่องต้นเหตุที่สำคัญที่สุดน่าจะได้แก่ “การใช้วิถีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ให้ความสะดวกสบายแก่คนท้องถิ่นเป็นอาวุธทำลายรากฐานจิตใจ” แต่สัจธรรมก็ได้ชี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ยิ่งขาดการใช้ชีวิตติดดิน ก็ยิ่งทำให้สติปัญญามืดบอด”

            แล้วในที่สุด ลงได้ตกเป็นทาสทางจิตใจ ฝ่ายที่เป็นนายย่อมทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจตนเอง อย่างที่คนไทยโบราณได้กล่าวฝากเอาไว้ว่า “เข้ามาสนสะพายแบบควายที่ใช้ทำนา” นอกจากนั้นยังมีพระราชนิพนธ์บทหนึ่งในอดีตซึ่งลิขิตเอาไว้ว่า

ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส
เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเฉกเช่นผู้เป็นนาย
ฤาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย
ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายทั่วทั้งพารา

 
            ดังเช่นที่เรามักนำเอาเรื่องนี้มาดูถูกคนชาติเดียวกันว่า “โง่เหมือนควาย” แทนที่จะรำลึกได้ถึงบุญคุณ แม้จะเป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่ควายก็เป็นสัตว์โลกเช่นเดียวกับมนุษย์ “ดังนั้นการที่มนุษย์ดูถูกควาย ก็เท่ากับดูถูกตัวเองอย่างน่าอับอายที่สุด”

           “งานปฏิรูปที่ดิน” จึงควรมีบทบาทสำคัญ ยิ่งในประเทศเขตร้อนเช่นไทย เราจะพบความจริงได้ว่า “คนที่ดูถูกตัวเองย่อมไม่สามารถเจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริงนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสารอย่างยิ่ง

            มีร้อยกรองอีกบทหนึ่งซึ่งฉันเรียนมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แม้กระทั่งบัดนี้ก็ยังจำได้ไม่ลืม นั่นก็คือ

คนเห็นคน เป็นคน นั่นแหละคน
คนเห็นคน ใช่คน ใช่คนไม่
กำเนิดคน ย่อมเป็นคน ทุกคนไป
จะแตกต่าง กันได้ แต่ชั่วดี

             
             สำหรับวรรคสุดท้ายฉันขอปรับปรุงแก้ไขใหม่เพื่อให้สอดคล้องกันกับความจริง โดยที่สามารถกล่าวได้ว่า “ความดีความชั่วไม่มีในโลกแห่งความจริง” ดังนั้น ฉันจึงถือหลักปฏิบัติโดยการกล้าพูดความจริงให้ปรากฏแก่สายตาคนในสังคม แม้ความจริงที่เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตตัวเองในอดีต ซึ่งทุกคนควรรู้สึกภูมิใจในตนเองกับการปฏิบัติตนบนหลักการดังกล่าว

             ผู้คนที่ควรได้รับการอบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนรักและรู้คุณค่าของแผ่นดินถิ่นเกิด ควรจะได้แก่เกษตรกรท้องถิ่น ทั้งนี้เนื่องจากการเกษตรย่อมช่วยให้บุคคลรักที่จะใช้ชีวิตติดพื้นดินอย่างอบอุ่น บุคคลใดที่ขาดการหยั่งรู้ความจริงในเรื่องนี้ หรืออีกนัยหนึ่งมีนิสัยรังเกียจพื้นดินซึ่งเป็นถิ่นเกิดของตัวเอง ควรแก่การถูกประณามว่าเป็น “คนทรยศต่อชาติกำเนิดของตน”

             ดังที่ฉันเคยกล่าวไว้ในข้อเขียนหลายเรื่องว่า “กองทัพที่มีอิทธิพลรักษาแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเองเอาไว้ให้มั่นคงอยู่ได้นั้น บนพื้นฐานเศรษฐกิจควรหมายถึงกองทัพเกษตรกร” ดังนั้นสิ่งที่เราพบเห็นในโลกนี้ส่วนใหญ่จึงไม่มีชาติไหน โดยเฉพาะต่างชาติที่เป็นมหาอำนาจ ที่เขาเอาชีวิตเกษตรกรไปขายให้กับชนชาติอื่น หรือไม่ก็ปล่อยให้อิทธิพลผลิตผลการเกษตรจากภายนอกเข้ามาทำลายวิญญาณความรักแผ่นดินของเกษตรกรท้องถิ่น

             ประชากรที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย ถ้าจะถามว่าคนไทยคือใคร? ใครจะตอบได้ แม้เป็นคนกลุ่มเดียว ชาติเดียวก็ไม่ได้ ทั้งนี้ในกระแสของประชากรที่มีคนหลายชาติหลายภาษาอยู่ร่วมกัน ย่อมมีทั้งคนส่วนใหญ่และคนส่วนน้อย สำหรับคนส่วนใหญ่วันหนึ่งก็เป็นส่วนน้อยได้ และคนส่วนน้อยวันหนึ่งก็เป็นคนส่วนใหญ่ได้เช่นกัน

             “ใช่แล้ว คำว่าใหญ่หรือน้อยจึงเป็นเพียงด้านปริมาณ ดังนั้นเราจะนำมาอ้างบนพื้นฐานสัจธรรม เพื่อความมั่นคงของสังคมก็คงเป็นไปได้ยาก”

             แต่นิสัยคนไทยส่วนใหญ่มักดูถูกของเล็กน้อย ประเด็นนี้เองน่าจะเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ชาติบ้านเมืองในอนาคต ดูแต่พวกมอแกนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินผืนนี้ ซึ่งพวกเขาควรได้รับการยอมรับว่าเป็นพี่น้องของเราเอง กลับถูกปล่อยให้ระหกระเหิน จนกระทั่งเกิดอันตรายแทบจะถึงขั้นต้องสูญเสียชีวิต

             ซึ่งเหตุลักษณะนี้ย่อมมีผลทำให้คนท้องถิ่นอยู่อย่างปราศจากความสุขและอาจเป็นพิษเป็นภัยแก่ท้องถิ่นของเราเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน

             “ส่วนคนต่างชาติต่างภาษาที่เข้ามาอาศัยแผ่นดินผืนนี้เป็นที่อยู่อาศัยก็เช่นกัน ทุกคนน่าจะสำนึกได้ว่าตนควรเคารพต่อสิทธิของคนท้องถิ่น อีกทั้งสนใจที่จะมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมือง หากสิ่งสำคัญที่ควรจะถือเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนท้องถิ่น” แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ควรจะถือเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนในสังคมท้องถิ่น ซึ่งทุกคนควรศึกษาหาความรู้ ให้เป็นจิตใต้สำนึกเพื่อให้ชุมชนมั่นคงอยู่ได้ตลอดไป

             เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวใหญ่ที่สะท้อนออกมาปรากฏ ทำให้หลายคนที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมได้ทราบว่า แผ่นดินผืนนี้กำลังสั่นสะเทือนถึงรากฐานจิตใจของคนกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มที่สนใจศึกษาเรื่องมอแกน ซึ่งแม้กระทั่งไร้บัตรประจำตัว ทำให้ต้องระหกระเหินไปยังประเทศเพื่อนบ้านจนต้องไปถูกจับ แม้ในช่วงหลังๆ จะได้รับการปล่อยตัวแล้ว แต่ก็ประสบกับโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความชอบธรรมภายในสังคมไทย ทั้งๆ ที่บ้านนี้เมืองนี้ปากก็ว่าเป็นเมืองพุทธ แต่ใจเป็นพุทธหรือเปล่าเราไม่อาจทราบได้

             แต่ยังโชคดีที่ยังมีกลุ่มบุคคลภายในสังคมที่ไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่เป็นทางการ แต่เกิดจากจิตใต้สำนึกที่ทนดูอยู่ไม่ได้ จึงต้องออกมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ แต่ก็ใช่ที่เพราะมีเจ้าหน้าที่ซึ่งนำเงินภาษีราษฎรมาใช้ในการทำงานเพื่อประชาชนแล้ว แต่กลับไม่อาจทำให้เกิดผลดีแก่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน

             อนึ่ง ฉันมีคำถามที่สำคัญอยู่ประโยคหนึ่งว่า “ภายในระบบการจัดการของสังคมที่เป็นทางการ เราก็มีการเก็บภาษีอากรจากราษฎรเพื่อนำมาใช้พัฒนาบ้านเมือง แต่คนกลุ่มที่ควรทำหน้าที่ให้บริการในระดับพื้นฐานหายหน้าไปอยู่เสียที่ไหนกันล่ะ จึงทำให้ชีวิตเกษตรกรเกิดความรู้สึกว้าเหว่และว้าวุ่นใจ”

             หรือว่าภายในสังคมของประเทศเขตร้อนมันจะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแสนนาน

             หวนกลับมาดูการจัดการศึกษาเกษตรภายในประเทศดังกล่าว ความจริงแล้วถ้าจะว่าความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเกษตรของประเทศเขตร้อน “ดังเช่นในประเทศไทย บรรพบุรุษของเรามีความรู้เกี่ยวกับการเกษตรมากน้อยแค่ไหน?” ถ้าจะถามว่า “หากคนยุคก่อนไม่มีความรู้ อย่างน้อยท่านก็สามารถทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงชนรุ่นลูกหลาน ซึ่งเป็นคนยุคหลังให้เติบโตขึ้นมาได้ เช่น เราๆ ทุกคน ทำไมไม่รู้สึกเฉลียวใจกันบ้าง”

             แต่ก็แปลก “เหตุใดเราจึงต้องส่งคนไปเรียนการเกษตรในเมืองฝรั่ง” ตรงนี้แหละที่ส่งผลสะท้อนกลับมาทำให้สภาพความจริงในปัจจุบันจำต้องสูญเสียรากเหง้าของตัวเอง โดยเฉพาะการสูญเสียภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งสูญเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองให้บังเกิดความภาคภูมิใจ ถึงขนาดต้องมารณรงค์ให้คนมาทำเกษตรอินทรีย์

             สรุปแล้วการสูญเสียทางร่างกาย หรืออีกนัยหนึ่งในด้านวัตถุมันก็เป็นเรื่องชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่การสูญเสียสติปัญญาที่ควรมีความรักความรับผิดชอบต่อแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเอง รวมทั้งการสูญเสียภูมิปัญญาท้องถิ่นถ้าจะกล่าวว่าคือการสูญเสียเอกราชอธิปไตยของชาติ เราบางคนก็ควรจะสามารถมองเห็นความจริงได้ แม้เพียงคนเดียว


             ที่ฉันเคยบอกเธอแล้วว่า “มากหรือหรือไม่ใช่ประเด็นสำคัญ” แม้หนึ่งเดียวถ้ามีโอกาสเกิดใหม่ให้เป็นวัฏจักรของการเปลี่ยนแปลง ก็น่าจะเป็นไปได้ดังที่มนุษย์นำเอาสัจธรรมเรื่องนี้มาคิดประดิษฐ์เป็นหลักวิชาสถิติพยากรณ์เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ถ้าไม่ยึดติดอยู่กับสูตรซึ่งเป็นสิ่งสมมติซึ่งที่ใช้แทนของจริงเท่านั้นเท่านั้น

             ฉันได้กล่าวมาเป็นเวลายาวนานพอสมควรแล้ว ในโอกาสนี้ใคร่ขออวยพรให้แต่ละคนที่หวังดีต่อสังคม จงประสบแต่ความสุขความสำเร็จตลอดไป

             ในโอกาสที่มูลนิธิไชยยงค์ ชูชาติ ได้จัดคอนเสิร์ตขึ้นในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ในฐานะที่คุณไชยยงค์ ชูชาติ เพื่อนฉันซึ่งล่วงลับไปแล้ว ได้เป็นผู้ก่อตั้งสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร หากบทความเรื่องนี้บังเกิดผลดีแก่สังคมไทย ฉันขออุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนรัก ขอจงไปสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเทอญ



ระพี สาคริก
๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๐