กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0045-อยากให้โลกนี้ไม่มีหลอก


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา



อยากให้โลกนี้ไม่มีหลอก
โดย กานต์ ตระกูลไพร


         ดับเบิ้ลเอผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ออกหนังโฆษณาชักชวนคนไทยปลูก “ต้นกระดาษ” ฟังดูแปลกหูและน่าสนใจไม่น้อย ครั้นเมื่อดูให้ถึงเบื้องหลังเบื้องลึกยิ่งพบประเด็นน่าสนใจอีกมากทีเดียว

ความหลังและเบื้องลึกของ “ต้นกระดาษ”

        ขออนุญาตว่าด้วยเรื่องการตลาดฟอกเขียวกันอีกสักตอน ...หวังว่าคงไม่ทำให้สับสนกับคอลัมน์ “มีอะไรในโคด-สะ-นา” ที่อยู่ถัดๆ ไป
        หนังโฆษณาที่อยากชี้ชวนจับจ้องและมองให้ลึกคราวนี้ชื่อชุด “เทวดา” เป็นของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน)  เจ้าของผลิตภัณฑ์กระดาษดับเบิ้ลเอที่โด่งดังและกำลังขยายธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างกว้างขวาง
        เนื้อหาสำคัญของหนังโฆษณาชุดนี้คือการเชิญชวนให้คนไทยหันมาปลูก “ต้นกระดาษดับเบิ้ลเอ” เพื่อก้าวสู่การเป็นเศรษฐี มีบ้าน มีรถได้เร็วดังใจ
        คำสำคัญของโฆษณาก็คือ “ปลูกต้นกระดาษแล้วจะรวยทันตาเห็น...รวยไม่ต้องรอ”!!!
        ในโฆษณามีการแนะนำถึงคุณสมบัติพิเศษของพันธุ์ไม้ดังกล่าว ทั้งปลูกง่าย โตไว มีตลาดรับซื้อชัดเจน แต่ตัวตนของต้นไม้นั้นโผล่ให้เห็นเพียงแว๊บเดียว ทว่าสำหรับคนที่พอคุ้นเคยก็รู้ได้ว่า นั่นคือต้นยูคาลิปตัส ต้นไม้ที่ถูกนักอนุรักษ์และนักสิ่งแวดล้อมทั่วไปตั้งแง่รังเกียจ เนื่องเพราะไม้โตเร็วชนิดนี้ผลาญทั้งดิน ทั้งน้ำ ทั้งพืชพันธุ์อื่นและสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ใกล้เคียง
        ว่ากันว่า แม้แต่หญ้าคาที่ทนนักทนหนาและแพร่กระจายพันธุ์เก่งกาจยิ่งก็ยังแพ้...ต้องยอมหลบทางให้พี่ยูคาฯ
        เกษตรกรแดนอีสานบางคนที่เคยมีประสบการณ์ด้านร้ายจากยูคาฯ ถึงกับเรียกขานมันว่า “พืชผีปอบ” ตามลักษณะของพฤติกรรมที่เมื่อผีปอบเข้าสิงใครแล้วก็จะสูบกินร่างนั้นจนซูบซีดแห้งเหี่ยวตายไป
        การใช้ชื่อ “ต้นกระดาษ” จึงเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงจากคำว่า “ยูคาลิปตัส” ที่มีภาพลักษณ์ทางลบ พร้อมกันนั้นก็สร้างความหมายใหม่ให้แก่ต้นไม้ชนิดนี้
        ในเว็บไซต์ของบริษัทมีการยกชูต้นกระดาษว่าเป็นไม้เกษตรซึ่งเข้ามาแทนที่ไม้จากป่าธรรมชาติ ทั้งยังอ้างเลยเถิดไปถึงขนาดที่ว่า ไม้นี้ยืนต้นปกคลุมดิน เพิ่มพูนความชุ่มชื้นสู่อากาศโดยรอบ สร้างออกซิเจนสู่บรรยากาศ 900,000 ตันต่อปี และช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ 1.32 ล้านตันต่อปี
        อ่านแล้วก็เคลิ้มไปด้วยปิติ ไม่มีทางนึกไปถึงยูคาลิปตัสอันเต็มไปด้วยโทษสมบัติได้
        การฟอกเขียวในกรณีนี้ย่อมมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์องค์กรเช่นทั่วๆ ไป แต่เป็นการฟอกเขียวภาพลักษณ์ตัววัตถุดิบนั่นเลยทีเดียว
        หนังโฆษณาชุดเทวดาของดับเบิ้ลเอปรากฏผ่านจอในระยะเวลาค่อนข้างสั้น เริ่มจากช่วงปลายเดือนกันยายนแล้วก็อยู่ไม่ทันพ้นเดือนตุลาคม ทั้งที่รายนี้ไม่ได้มีใครออกมาแถลงข่าวคัดค้านเหมือนหนังโฆษณาของเอ็กโก้ มีเพียงการวิจารณ์เซ็งแซ่ภายในแวดวงป่าไม้-เกษตร ในขณะที่อีกทางหนึ่งก็มีกระแสความสนใจที่จะปลูกไม้มหัศจรรย์นี้กันไม่น้อย
        อย่างไรก็ดี กระบวนการฟอกเขียวต้นยูคาฯ ของทางดับเบิ้ลเอมีกิจกรรมและมิติกว้างขวางมากกว่าเรื่องของการยิงสปอตโฆษณาอยู่แล้ว
        ดับเบิ้ลเอมีหน่วยงานวิจัยและพัฒนาที่ใช้เวลายาวนานกว่า 25 ปีในการปรับปรุงพันธุ์ไม้ยูคาฯ โดยคัดเลือกจากการปลูกทดสอบแม่พันธุ์ไม้มากกว่า 2,500 พันธุ์ ในพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันทางสภาพแวดล้อม จนกระทั่งได้กล้าไม้ที่มีคุณสมบัติต้นตรง เติบโตดี ให้ผลผลิตสูง เหมาะกับการปลูกในทุกพื้นที่ของประเทศ จากนั้นยังใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อให้ได้ลำต้นที่มีลักษณะดีเหมือนกันหมดทุกต้น ไม่กลายพันธุ์
        ...และที่สำคัญ บริษัทอ้างว่า พันธุ์ที่ดัดแปลงแล้วนี้ไม่ทำลายดินและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
        บริษัทเรียกขานพันธุ์ยูคาฯ ทั้งหลายที่ตนเองเลือกแล้วว่า “ต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ” ส่วนสายพันธุ์ย่อยเรียกชื่อในลักษณะเป็นรหัส เช่น พันธุ์ K51 พันธุ์ K7 เป็นต้น เท่ากับว่าบริษัทได้ให้กำเนิดต้นไม้ชนิดใหม่ และเป็นต้นไม้มียี่ห้อประกบเป็นชนิดแรกด้วย
        ดังนั้น ยูคาฯ กับชื่อเสียย่อมถูกฝังกลบไว้กับอดีตโดยปริยาย
        ต้นไม้ชนิดใหม่ได้รับการยอมรับด้วยดีไม่น้อย ทางกรมส่งเสริมการเกษตรก็เรียกขานไม้โตเร็วซึ่งมีต้นกำเนิดในประเทศออสเตรเลียนี้ว่า “ต้นกระดาษ” ด้วย และแน่นอนว่าส่งเสริมการปลูกอีกต่างหาก
        แต่ที่ตลกนิดหน่อยคือ สาขาจำหน่ายบางแห่งอาจจะตามไม่ทันความคิดเรื่องฝังยูคาฯ ไว้เป็นอดีต ในการประกาศขายต้นกระดาษจึงใส่วงเล็บเพื่อขยายความไว้ด้วยว่า “ยูคาพันธุ์เนื้อเยื่อ”!!!…เป็นความจริงใจที่อาจไม่ได้ตั้งใจ
        ธุรกิจในส่วนของไม้ยูคาลิปตัสรับผิดชอบโดยบริษัทไชโย เอเอ จำกัด บริษัทนี้มีสาขากว่า 500 แห่ง ทำหน้าที่ทั้งส่งเสริมการปลูกและเปิดรับซื้อไม้ ต้นกระดาษดับเบิ้ลเอทุกต้นจะได้รับการประกันราคาในการรับซื้อคืน นอกจากใช้เพื่อผลิตเยื่อและกระดาษแล้ว บริษัทยังผลิตชิ้นไม้สับส่งขายทั้งในและนอกประเทศ
        ก่อนที่จะแนะนำต้นกระดาษผ่านหน้าจอทีวีให้พวกเราทั่วไปได้รู้จัก เมื่อต้นปี บริษัทไชโย เอ เอ ประกาศรับสมัครพนักงานฝ่ายขายต้นกระดาษ ทั้งเพศหญิง/ชายที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีนับ 100 อัตรา นอกจากนี้ ดับเบิ้ลเอมีกลุ่มผู้ปลูกอยู่แล้วกว่า 1 ล้านราย ซึ่งทางบริษัทเรียกว่า “พันธมิตร” นอกจากนั้นยังมีพันธมิตรที่ทำอาชีพต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรผู้ตัดฟัน พันธมิตรผู้ขนส่งไม้ พันธมิตรผู้รับเหมาปลูกดูแล ฯลฯ อีกหลายหมื่นคน
        บริษัทอ้างว่าตนเองมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เพราะก่อให้เกิดรายได้โดยไม่ขาดมือแก่เกษตรกรราว 5 ล้านครอบครัวทั่วประเทศ แต่ที่ไม่ได้พูดก็คือ บริษัทได้อะไรจากพันธมิตรทั้งหลายบ้าง วิถีของเกษตรกรไทยที่ไม่เคยคิดว่าที่ดิน แรงงาน และเวลาที่ต้องใช้ไปควรต้องถูกตีออกมาเป็นตัวเงิน...เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนด้วย ช่วยเพิ่มกำไรแก่บริษัทเพียงใด ที่สำคัญ ต้นทุนที่บริษัทปลูกต้นยูคาฯ เองมากหรือน้อยกว่าต้นทุนการรับซื้อไม้จากเกษตรกรรายย่อยทั้งหลายแค่ไหน
        บริษัทมีพันธมิตรผู้ปลูกอยู่แล้วนับล้านราย แต่ยังดำเนินการชักชวนผู้คนปลูกยูคาฯ สายพันธุ์ที่บริษัทต้องการอย่างไม่มีขีดจำกัด น่าจะเป็นเพราะเกษตรกรได้ประโยชน์หรือบริษัทได้ประโยชน์กันแน่
        พิจารณาจากวิธีการนำเสนอที่โฆษณาชุดเทวดาใช้ ในลักษณะคล้ายการ์ตูนขำขันสั้นๆ โดยใช้ดาราตลกเป็นผู้แสดงหลัก และอิงคติความเชื่อเรื่องเทวดาบันดาลคำตอบแก่ชีวิต บ่งชี้ว่า กลุ่มเป้าหมายเน้นไปที่เกษตรกรเป็นสำคัญ
        การฟอกเขียวต้นยูคาฯ นี้จึงเป็นเพียงมาตรการเบื้องต้น เพื่อลดแรงต้าน ส่วนผลที่หวังจริงๆ คือให้ผู้มีที่ดินพากันหันมาปลูกไม้โตเร็วชนิดนี้ โดยมีดึงดูดคือความรวยแบบด่วนๆ เร็วๆ
        เมื่อมองไปยังผลสัมฤทธิที่การตลาดต้นกระดาษมุ่งหวังจะพบว่าน่าตระหนกตกใจ เพราะนี่คือการพยายามพลิกเปลี่ยนวิถีการเกษตรในภาพใหญ่ เป็นการชี้นำเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเป็นการหลอกลวงกันในระดับวิถีชีวิต
        ถึงที่สุดแล้ว มหกรรมการชักชวนปลูกยูคาฯ ในระดับประเทศโดยการเอาความรวยเข้าล่อนับเป็นเรื่องที่กระทบกับโครงสร้างการผลิต ระบบนิเวศ และเกี่ยวโยงกับนโยบายของประเทศหลายด้าน เกี่ยวพันกับประเด็นใหญ่ประเภทว่า เราจะยอมให้ประเทศมีพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดนี้มากน้อยเพียงใด จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพแวดล้อมหรือไม่ จะป้องกันปัญหาการรุกป่าอย่างไร หากแนวทางนี้ตีบตันในที่สุด ใครจะรับผิดชอบต่อเกษตรกรและรับผิดชอบอย่างไร ฯลฯ
        น่าห่วงใยที่สุดตรงที่ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องตามประเด็นทันและถือเป็นธุระเพียงใด


หมายเหตุ
ตีพิมพ์ในวารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 82 ปีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2550
ขอขอบคุณวารสารฉลาดซื้อที่เอื้อเฟื้อบทความ