กลับไป sathai โฮมเพจ

::: บทความที่น่าสนใจ :::
0048 - คนอีสาน จานส้มตำ และพัทยา


<<กลับหน้าแรก
| หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา



คนอีสาน จานส้มตำ และพัทยา
โดย นันทนิตย์ อนุศาสนะนันทน์

นอกจากหาดทราย สายลม แสงแดด น้ำทะเล และชาวต่างชาติแล้ว คุณเห็นว่าอะไร ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของหาดพัทยาอีกบ้าง

ฉันเห็นอาหารจานหนึ่ง นั่นก็คือ ส้มตำ!

ป๊อก ป๊อก ป๊อก!

เมื่อมีชีวิต อาหารก็ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อการดำรงชีวิต สำหรับพัทยา นักท่องเที่ยวที่นี่คงจะคุ้นตากับพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่อาหารต่างๆ มาบริการถึงที่ ทั้งถั่วต้ม ข้าวโพดต้ม กุ้งเผา ไอศกรีม ไข่ปิ้ง และอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกสรร แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ส้มตำ

รายการอาหารข้างต้น ล้วนตอบสนองลูกค้าทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ แต่เมนูหลังสุด คงมีขึ้นเพื่อตอบสนองคนกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ นั่นคือ คนอีสานลูกข้าวเหนียวนี่เอง

ถ้าคุณลองกวาดสายตาไปรอบๆ หาดที่คุณยืนอยู่ คุณก็จะพบคนอีสานเกือบครึ่ง จึงมิน่าแปลกที่ครกดินเผากับสากไม้จึงไม่เคยว่างเว้นจากการถูกใช้งานนัก

คนอีสานมาที่นี่ ก็เพื่อทำงานเสียมาก ดังเช่น ป้าบุญโจม คนสุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ วัย 45 ปี ยึดอาชีพขายส้มตำมาได้ 7-8 ปีแล้ว

“ก่อนที่จะมาขายส้มตำ ป้าก็ทำสวนแตง สวนข้าวโพด ทำนามาก่อน พอหมดหน้านาก็มาขายส้มตำที่พัทยา ดีกว่าไปทำงานก่อสร้าง รายได้เยอะก็จริง แต่งานมันหนัก ขายของอิสระมากกว่า”

หรือพี่ส้ม คนบ้านเดียวกัน ก็รับสะพายกล่องโฟมบรรจุไอศกรีมออกเดินเร่ตามชายหาด ได้ 2 เดือนกว่าแล้ว

“ที่บ้านทำนา พอหมดหน้านา ว่างก็เลยมาหางานทำ พอดีพี่ชายขายไอศกรีมอยู่ก่อนแล้ว ก็เลยตามมา ตอนนี้พักอยู่ที่บ้านเจ้านาย”

ส่วนป้าปรานี ที่เคยมีถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่โคราช ก็ย้ายมาอยู่ประจำที่พัทยายึดอาชีพเป็นหมอนวด หลังจากสั่งสมประสบการณ์ในการดูแลคนแก่ที่กรุงเทพฯมาหลายปี

“พี่สาวอยู่ที่นี่ก่อน ก็เป็นหมอนวดเหมือนกัน ตอนแรกๆ ก็ไปๆ มาๆ พอเห็นว่ารายได้ดี ก็เลยย้ายครอบครัวมาอยู่ที่นี่ ไปเรียนนวดมาพร้อมกับเจ้าของเตียงที่พี่ทำงาน

“พี่นวดทั้งกดจุด ทั้งฝ่าเท้า คิดชั่วโมงละ 200 บาท บางคนก็ให้ทิป ส่วนมากเป็นฝรั่ง บางวันได้นวด 2-3 คน บางวันก็ไม่มีเลย ก็คิดว่าออกมาเปลี่ยนบรรยากาศ”


นอกจากรายได้ที่มีจะไม่มากมายแล้ว การทำงานที่พัทยานี้ก็ยังมีอุปสรรคอื่นให้ต้องฟันฝ่าและอดทนอีก นั่นก็คือ การต้องหลบหลีกเทศกิจให้พ้น ก่อนที่รายได้ที่มีจะร่อยหรอไปมากกว่านี้

“ตอนเทศกิจมาก็หนีทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ถ้าเห็นเพื่อนคนอื่นวิ่ง ก็วิ่งตาม บางทีก็วิ่งหนีลงน้ำ บางทีจวนตัว หนีไม่ทันก็เสียค่าปรับไปสามร้อย”

คำบอกเล่าของป้าบุญโจม ถึงเหตุการณ์ที่ต้องหอบหิ้วสังขารกับหาบคู่กาย หลบหลีกเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ และความสะอาด

หรือเจ้าของเตียงที่ป้าปรานีเช่า ก็ยังต้องจ่ายค่าปรับแทนลูกค้าที่สั่งอาหารมาทานที่เตียง

“อย่างขายส้มตำนี่ก็ต้องแอบขาย และเวลาคนนั่งสั่งมากิน คนกินไม่โดนจับหรอก คนขายต่างหากที่โดน มาหนึ่ง สองรอบต่อวัน”

แม้เทศกิจจะทำให้พ่อค้าแม่ขายทั้งหลายถอดใจอยู่เสมอ แต่พวกเขาก็ได้กำลังใจกลับคืนมาจากเพื่อนอีสานด้วยกันเอง

“บางทีกำลังตำส้มตำอยู่ก็ต้องวิ่งหนี ต้องแบกครกหนีด้วย เด็กบางคนที่รู้จักกันก็เก็บครกไว้ให้บ้าง”

น้ำเสียงดูมีชีวิตชีวาของป้าก็เริ่มกลับคืนมา เสียงหัวเราะที่แทรกขึ้นมา บอกเป็นนัยว่า นี่เป็นเรื่องธรรมดา สำหรับการเป็นคนขายของที่พัทยา จะอยู่ที่นี่ได้ก็ต้องปรับตัว

แต่จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าลูกอีสานทั้งหลายสามารถนั่งตำส้มตำอาหารจานโปรดอย่างสบายใจอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องคอยระแวดระวังจนเสียขวัญ หรือต้องแบกครกหนีให้รอดด้วยสองขาที่อ่อนล้า

ชีวิตลูกอีสานที่ต้องดิ้นรนอยู่ตลอด ทั้งในบ้านเกิดกับผืนดินอันแห้งแล้ง และนอกบ้านกับสังคมที่แห้งผาก เต็มไปด้วยอุปสรรคให้ฝ่าไป

คนอีสานยังต้องต่อสู้ไปอีกนานเพียงใด ถึงจะสามารถนั่งลงอย่างสบายใจกับจานส้มตำรสชาติคู่ใจ บนพื้นที่ที่ไม่ใช่อื่นใด นอกเสียจากบ้านอันเป็นที่รักที่พวกเขาจากมา และอยากกลับไปอยู่อย่างเป็นสุขทุกขณะจิต


หมายเหตุ
ผลงานจากค่ายนักเขียนสารคดีสะท้อนปัญหาสังคมครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์สารคดี และ สสส.