ครั้งที่แล้วผู้เขียนเล่าเรื่องข้าวจากอาสาสมัครอนุรักษ์พันธ์ข้าวของชาวเครือข่ายเกษตรทางเลือกอีสานมา
3 ตอน แถมยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่าจะนำเรื่อง ทิ่มข้าวเม่า ของกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน
จ.พัทลุง มาเล่าให้ฟังต่อ
แต่ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ... ลองขึ้นคำนี้ขึ้นมา ท่านผู้อ่านคงพอจะจับทางได้ว่า
ผู้เขียนกำลังจะหาทางเลี่ยง ทางเบี่ยง
อันที่จริง งานประเพณีดังกล่าว ซึ่งมีชื่อเต็มๆ แสนยาวว่า กิจกรรมร่วมคิด
ร่วมทำ สั่งสม สร้างสรรค์ สืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านรอบลุ่มทะเลสาบสงขลา :
กรณีประเพณีทำข้าวเม่า ซึ่งเจ้าภาพหลักของงาน คือวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน
, เครือข่ายชุมชนป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด , เครือข่ายเกษตรทางเลือกเมืองลุง
และชาวบ้านหมู่9 ต.ทะเล ได้สร้างสรรค์กิจกรรมนี้ขึ้นเพื่อให้นักเรียน นักวิชาการ
และประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของภูมิปัญญาชาวบ้านที่เกี่ยวกับประเพณีทำข้าวเม่าและพิธีกรรมอื่นๆ
และนำไปสร้างกระบวนการเรียนรู้และปรับกระบวนทัศน์ในการจัดการภูมิปัญญาท้องถิ่นของพวกเขาเหล่านี้
เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและชุมชนได้อย่างเหมาะสม
กิจกรรมของงานเลื่อนจากกำหนดเดิมที่วางไว้จากเดือนมีนาคม มาเป็นวันเสาร์ที่
9 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะเริ่มงานตั้งแต่บ่ายโมงและไปสิ้นสุดในตอนสี่ทุ่มของวันเดียวกัน
กิจกรรมเริ่มจากการสาธิตการทิ่มข้าวเม่าแบบซอมือ (ตำเป็นทีม) โดยผู้อำนวยการการวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน
กำนันตำบลทะเลน้อย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดพัทลุง ถือเป็นพิธีเปิดของงาน
จากนั้นจะมีการแข่งขันการทำและเป่าปี่ซัง (ฟางข้าว) ซึ่งแบ่งระดับผู้เข้าร่วมแข่งขันเป็น
2 ประเภท คือ เด็ก และ ผู้ใหญ่
ตกบ่าย เริ่มมีการแข่งขันขูดมะพร้าวซาวเม่า ซึ่งก็คือการคัดเลือกมะพร้าว
ปอกมะพร้าวและขูดมะพร้าวเพื่อเตรียมไว้รอกินกับข้าวเม่าที่จะตำใหม่ๆ ในช่วงค่ำวันนี้
ก่อนที่จะไปถึงไฮไลต์ของงาน คือการแข่งขันทิ่มข้าวเม่า ซึ่งมีทั้งประเภทเดี่ยว
ประเภททีม (ซอมือ) และแข่งขันแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวเม่า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ซึมซับความรู้ภูมิปัญญาของประเพณีนี้
จึงได้จัดให้มีการเสวนาเรื่องเล่าประเพณีทำข้าวเม่าเมืองลุง โดยมีผู้ทรงภูมิจากชุมชนคือ
ตาพันธ์ คงวงศ์ เป็นองค์ปาฐก และหลังจากทราบผลการแข่งขันแล้ว เวทีได้เตรียมให้ผู้เฒ่าผู้แก่ของชุมชน
ได้เล่าเรื่องผ่านเพลงบอก เพลงเรือ และเพลงกล่อมเด็ก
เท่าที่พอทราบจากน้องเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย)
ที่มีส่วนเข้าไปร่วมเตรียมงานนี้ ซึ่งนอกจากจะมีอาหารพื้นบ้านเตรียมบริการ
รวมไปถึงนิทรรศการความรู้วิถีชาวนาเมืองลุง และความรู้เรื่องชุมชนทะเลน้อย
ทั้งแบบที่เป็นแผ่นภาพโปสต์เตอร์ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนาของชุมชน
รวมไปถึงการสาธิตการทำขนมจากแป้งข้าวที่ใช้ครกบดแล้ว ผู้เขียนยังนึกเสียดายที่พลาดงานสนุกๆ
อย่างนี้ไปเสียได้ ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วเชียว
แต่ที่ไม่พลาดคือของฝากจากงาน เมนูดีๆ ที่ได้จากท้องถิ่น
ที่แสนจะ ทำง่าย กินง่าย สบายท้อง ข้าวเม่าตุ๋น
เครื่องปรุงที่ใช้ มีไข่ไก่ 1 ฟอง , ข้าวเม่า
3 - 4 ช้อนโต๊ะ , กุ้งแห้ง 1 - 2 ช้อนโต๊ะ , หอมแดง 4 หัว , ผักขม หรือปวยเหล็ง
หรือตำลึง ซอยหยาบๆ 1/2 ถ้วย , ต้นหอมซอย , น้ำปลาดี และกระเทียมเจียวกับกากหมูกรอบๆ
หอมๆ 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1. ตอกไข่ใส่ชามทนไฟ ใส่น้ำปลาเล็กน้อย จากนั้นเติมน้ำลงไป 100 เจียวไข่ให้เข้ากันกับน้ำแต่อย่าตีให้เป็นฟองฟูมาก
เพราะเมื่อนำไปตุ๋นแล้วจะเป็นฟองอากาศมากไป
2. เติมข้าวเม่าลงไป ใส่กุ้งแห้ง ผักซอย และหอมแดงซอยลงบนหน้า นำไปนึ่งไฟกลางๆ
ประมาณ 10 15 นาที ทดสอบได้โดยการใช้ส้อมจิ้มตรงกลางดู หากสุกดีไข่จะไม่ติดเป็นน้ำที่ปลายส้อม
3. ยกลง โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย และกระเทียมเจียวกับกากหมู
ข้าวเม่าตุ๋นกินเป็นอาหารมื้อเช้า ควบกับกล้วยน้ำว้าสัก 1 ใบสำหรับผู้ทานจุ
กับน้ำถั่วเหลือง หรือน้ำฟัก น้ำงา ตามแต่จะชอบ ตบท้ายด้วยผลไม้อย่างมะเขือเทศสุก
มะละกอ หรือส้ม สักหน่อย เท่านี้ก็สามารถอยู่ท้องทำงานต่อเนื่องตั้งแต่เช้าไปจนถือมื้อกลางวันได้อย่างสบายๆ
ท้องอิ่มสบายดีแล้ว ฉันมานั่งเก็บข่าว โอ๊ะโอ๋!
เห็นข่าว เกษตรกรที่เชียงใหม่ ขายหัวหอมใหญ่ได้ กิโลกรัมละ หกสลึง!?
รายงานข่าวยังบอกอีกด้วยว่า ต้นทุนที่เกษตรกรจ่ายจากการผลิตคำนวณคร่าวๆ
(โดยไม่เอาค่าแรงตัวเองบวกเข้าไป) แล้วอยู่ที่ 4.42 บาท พี่พวกเขาขาดทุนไปแล้ว
เกือบ 3 บาท
ฉันโทรเช็คข้อมูลกับน้องซึ่งทำวิจัยเรื่องผลกระทบของการเปิดการค้าเสรีไทยจีน
กรณีผัก ผลไม้ ซึ่งเพิ่งเดินทางไปแลกเปลี่ยนผลการวิจัยกับชาวบ้านที่ไชยปราการ
แหล่งผลิตหอม กระเทียม สำคัญในเชียงใหม่ ชาวบ้านว่า หอมหัวใหญ่จะเริ่มมีผลผลิตออกมาจากกาญจนบุรีเป็นแห่งแรกแล้วไล่ขึ้นไปทางภาคเหนือ
ซึ่งทางพอค้าก็จะไล่ซื้อผลผลิตเก็บไว้ ที่สันป่าตองเป็นแหล่งสุดท้ายที่พ่อค้าจะรวบรวมซึ่งเมื่อปริมาณมีมากก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ราคาจะถูก
เขาพูดเหมือน มันเป็นเช่นนั้นเอง ที่ต้องพบเจออย่างชาชิน
หลายครั้งพวกเราที่ลงไปเก็บข้อมูลสถานการณ์ของเกษตรกรที่มุ่งเน้นการผลิตเชิงเดียวเพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างเดียวปริมาณมากๆ
ป้อนขายให้กับตลาด ซึ่งมีความผันผวนของราคาที่ไม่แน่นอน ซึ่งราคาตลาดท้องถิ่นมักถูกกำหนดจากพ่อค้าที่รับซื้อซึ่งอิงกับราคาส่งออกเป็นหลักอีกที
ดูดีๆ แล้วการตัดสินใจเลือกปลูกอะไรแค่ไหนเหมือนการ ซื้อหวย เอาจากตลาด
ซึ่งวันออกหวยคือวันที่รอคนกลางเข้ามารับซื้อผลผลิตที่แปลง และแน่นอนว่า
น้อยรายมากที่จะ ถูกหวย ตัวนี้ บางปี 3 4 รอบปีการผลิตแล้วก็ยังหน้าแห้งหน้าเหี่ยวอยู่เหมือนเดิม
รายงานข่าวการแก้ปัญหาวันต่อมา แจ้งว่า รมต.พาณิชย์ รับซื้อไว้โดยใช้งบ
160 ล้าบาท แต่ไม่ใช่เอาไปทำให้เกษตรกรทำปุ๋ยไถกลบตามข้อเสนอของ รมต.ท่านหนึ่ง
แต่จะให้เจ้าที่ไปหาผู้ซื้อให้ได้ ว่ามีประเทศไหนต้องการใช้หอมหัวใหญ่บ้าง
เพราะสามารถเก็บเอาไว้ได้ในตู้เย็นกว่า 3 เดือน ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกหอมจาก
อ.แม่วางและ อ.สันป่าตองที่เข้าร้องเรียนที่รัฐสภาพอใจ แต่ รมต.พาณิชย์ยังไม่วายกำชับว่าคราวหน้าอย่าปลูกกันแบบนี้อีก
ฉันเห็นการแก้ปัญหาเกษตรกรแบบเดิมๆ อย่าง วนเวียนกลับมาในพืชเศรษฐกิจแบบทุกปีแล้ว...
อยากร้องไห้
เกษตรกรถูกปลุกเร้าให้รุกขึ้นมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตที่ตัวเองเคยใช้พึ่งพิงเป็นแหล่งอาหารอย่างที่สามารถมีกินมีอยู่อย่างสมบูรณ์
มีสารพัดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่ตัวเองอยากจะกิน อยากจะใช้ อยู่รอบบ้าน
ในหัวไร่ปลายนา และยังหากบ ปู ปลา ฯลฯ จากแหล่งธรรมชาติรอบตัว แต่ระยะเวลาแห่งการพัฒนาเพื่อสร้างบ้านเป็นเมืองเปลี่ยนไป...
ความสามารถในการพึ่งตนเองด้านอาหาร เปลี่ยนไป ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กับภาวะสะสมหนี้ของเกษตรกรไม่เคยเปลี่ยนแปลง
นี้จะโทษโครมลงมาที่เกษตรกรไม่รู้จักวางแผนการตลาดหรือ?
ไม่น่าแปลกใจว่าเกษตรกรก็อยากมีรายได้ดี มีความต้องการที่จะมีฐานะและอยากจะใช้สินค้าหลายอย่างมากมายที่ถูกกระตุ้นเร้าอยู่ทุกวี่วันตามสื่อต่างๆ
ยังลูกหลานของพวกเขาที่รับวันจะอยากผละหนีฐานะลูกเกษตรกร และอนาคตเกษตรกร
ไปเป็นอย่างอื่น
สังคมที่ป้อนข้อมูลทุกอย่างเพื่อการค้าๆ ขายๆ และมุ่งไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ
แบบบิดๆ เบี้ยวๆ โดยไม่หยุดคิดทบทวนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาแบบถอนรากถอนโคน
แล้วน้ำตาฉันก็ไหลออกมาจริงๆ เมื่อเหลือบไปเห็นข่าวเก่า ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่
หอมหัวใหญ่ปราศจากน้ำตา
หัวหอมที่ถูกสกัดกั้นการทำงานของยีนที่หลั่งสารทำให้ระคายเคืองตาเมื่อถูกหั่นเฉือน
ที่คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์แดนกีวี เพื่อความสุนทรีย์ของผู้ทำอาหารและผู้รับประทานอาหาร
ซึ่งแน่นอนว่าความละเมียดละไมนั้นต้องผูกติดมากับราคาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยีนน้ำตาไหล
และนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีการสกัดการแสดงออกของยีนน้ำตาไหล
ซึ่งผู้สนใจโปรดอดรอผลิตภัณฑ์นี้ต่อไปอีกสัก 10 15 ปี ดูทีว่ากว่าจะได้หัวหอมไร้น้ำตาจะต้องใช้งบประมาณในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้อีกมหาศาล
และอีกมหาศาลที่จะต้องทำตลาดประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เห็นความสุนทรีย์ของผู้มีอันจะกินและวิ่งทันเทคโนโลยีจริงๆ
เท่านั้นที่จะซื้อหามันมากินได้
คำถามสุดท้ายไม่ใช่ว่าใครจะได้กินมัน หากแต่ว่ามันมีอะไรมารับประกันอะไรว่า
... คนปลูกจะไม่ปราศจากน้ำตา
หมายเหตุ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารฉลาดซื้อ
ขอขอบคุณวารสารฉลาดซื้อที่เอื้อเฟื้อบทความ