การปรับตัวภายใต้สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง  >>  การปรับตัวของเกษตรกรรายย่อย กรณีศึกษาบ้านขี้เหล็ก ตอนที่ 2



 
การปรับตัวของเกษตรกรรายย่อย กรณีศึกษาบ้านขี้เหล็ก

ต.เขวาใหญ่ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ตอนที่ 2

การปรับตัวของชาวบ้าน บ้านขี้เหล็ก

1. การจับปลาในแม่น้ำชี  วิถีการหากินกับแม่น้ำ

มีเรื่องเล่าจากชาวบ้านอยู่ว่า   ในอดีต มีเด็กหนุ่มวัยรุ่น(ผู้บ่าวน้อย)ชาวบ้านคนหนึ่ง ไปล่องเรือหาปลาในแม่น้ำชี ได้ปลาตัวใหญ่กลับมา แต่พ่อแม่ไม่ให้กินเพราะต้องเอาปลาไปแลกข้าว  หนุ่มวัยรุ่นคนนี้เกิดความน้อยใจ จึงเก็บเสื้อผ้าหนีออกจากบ้านขี้เหล็ก ไปอยู่หมู่บ้านอื่น นานหลายสิบปี จนญาติพี่น้องคิดว่าตายไปแล้ว  จึงได้กลับคืนมาเยี่ยมบ้าน  หมายถึงว่า   บ้านขี้เหล็กมักจะเผชิญกับน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง  เนื่องจากสภาพระบบนิเวศน์ที่เป็นที่ลุ่มแอ่งกระทะและ อยู่ติดแม่น้ำชี   ขึ้นอยู่กับว่าปีนั้นน้ำจะท่วมมากหรือน้อย  คือท่วมแล้วข้าวตายหรือไม่ตาย  หากข้าวตายจำเป็นที่จะต้องหาปลาไปแลกข้าวที่หมู่บ้านอื่น   ดังเช่นที่ แม่ใหญ่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า   น้ำท่วมบ่มีข้าวกิน ต้องหาบปลา ออกจากหมู่บ้านตั้งแต่เช้ามืด ซึ่งมีทั้งปลาแห้ง ปลาร้า ปลาสด เดินเอาไปแลกข้าวหมู่บ้านทางโคก บางหมู่บ้านใช้เวลาเดิน 2-3 คืน จึงจะไปถึง

เนื่องจากชาวบ้านขี้เหล็กใช้ชีวิตริมฝั่งแม่น้ำชีมานานทำให้มีทักษะในการจับปลา  หากน้ำท่วมชาวบ้านซึ่งมีเรือทุกหลังคาเรือนก็จะออกจับปลามาเป็นทั้งอาหาร และขายเป็นรายได้  ถ้าได้มากก็จะทำเป็นปลาร้า    ในสมัยก่อนชาวบ้านจะนำผลผลิตเหล่านี้ไปแลกข้าวที่หมู่บ้านอื่น   แต่ปัจจุบันเนื่องจากมีตลาดมากขึ้น ทำให้ปลาสดและปลาร้า ชาวบ้านสามารถนำไปขายได้  และบางส่วนอาจนำไปแลกข้าวที่หมู่บ้านอื่น

2. การปลูกข้าวอายุสั้นที่เก็บเกี่ยวก่อนน้ำท่วม

การทดลองปลูกข้าวพื้นบ้านหลายสายพันธุ์เกิดจากการค้นหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับระบบนิเวศน์เมื่อปี 2552  โดยได้หาพันธุ์ข้าวนาปรังมาทดลองปลูก ซึ่งได้นำพันธุ์ข้าวมา 4 สายพันธุ์ บวกกับพันธุ์ข้าวชัยนาทที่มีอยู่แล้วในชุมชน 1 สายพันธุ์ เป็น 5 สายพันธุ์ คือ ข้าวพันธุ์หอมสกล (ข้าวเหนียว) หอมสุพรรณ (ข้าวเจ้า) หอมนิล (ข้าวเจ้า) ชัยนาท(ข้าวเจ้า) สามกอ (ข้าวเหนียว) มาทดลองปลูกในแปลงรวมของ  นายสำลี ผันผาย ผลการทดลองพบว่า ข้าวชัยนาทมีความเหมาะสม ซึ่งเป็นข้าวนาปรังที่นิยมปลูกอยู่แล้วในบ้านขี้เหล็ก เหมาะสมกับพื้นที่ทั้งเรื่องการแตกกอ ผลผลิตสูง และที่สำคัญขายได้ราคาดี  ข้าวพันธุ์หอมสกล และหอมสุพรรณ เหมาะกับการปลูกกิน ซึ่งพันธุ์หอมสกล แตกกอดี อร่อย นุ่ม รวงใหญ่ แต่หยาบ ตียาก ส่วนพันธุ์หอมสุพรรณ รสชาติดี แต่เม็ดข้าวจับห่าง    ผลการทดลองทำให้นายสำลี   ผันผาย ได้เก็บรักษาพันธ์ข้าวหอมสกลเอาไว้ เพราะเป็นข้าวเหนียว ที่หอมนุ่ม รสชาติดี  อายุสั้น  ปลูกในนาปรังได้   ซึ่งเห็นผลประจักษ์ชัดคือปี 2554 ซึ่งเกิดน้ำท่วมหมู่บ้าน  นายสำลี  ผันผายได้เกี่ยวข้าวหอมสกลในช่วงปลายเดือน กย. ก่อนที่น้ำจะท่วมหมู่บ้าน  และได้มีการนำเอาข้าวหอมสกลไปให้ชาวบ้านคนอื่นกินในช่วงงานบุญ  ทำให้ชาวบ้านคนอื่นเห็นว่าข้าวหอมสกล รสชาติดี  ประกอบกับเกิดน้ำท่วม  นาปีไม่ได้ผลผลิต  จึงอยากได้ข้าวเหนียวรสชาติดีมาทำนาปรังเพื่อให้มีข้าวกิน   จึงมีการนำเอาพันธุ์ข้าวหอมสกลมาแจกให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนำไปปลุกนาปรัง  จึงทำให้พันธุ์ข้าวหอมสกลแพร่หลายในหมู่บ้าน  แต่เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องการตลาด และข้อด้อยของพันธุ์ข้าว  ทำให้ปีต่อๆมาพันธุ์ข้าวหอมสกลมีคนปลูกน้อยลง

มีเกษตรกรที่ใช้ที่ดอน  น้ำท่วมไม่ถึงปลูกข้าวหอมสกลซึ่งเป็นพันธุ์ที่ปลูกได้ทั้งพื้นที่ไร่  พื้นที่นา และนาปรัง  โดยได้นำไปปลูกพื้นที่ดอน เพราะที่นาลุ่มเสี่ยงกับน้ำท่วม โดยปลูกผสมกับข้าวโพด

3. การเน้นทำนาปรัง

เนื่องจากพื้นที่นาปีเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม ดังนั้นชาวบ้านจึงเน้นการปลูกนาปรัง หากปี

ไหนน้ำท่วมก็ยังมีข้าวนาปรังไว้กินบ้างหรือไม่ก็ขายข้าวนาปรังเพื่อเอาเงินไปซื้อข้าวนาปีกิน   และปัจจุบันหากเกิดน้ำท่วมนาปี  ชาวบ้านจะได้รับเงินค่าชดเชย และชาวบ้านจะนำเงินนั้นมาลงทุนทำนาปรัง    ดังนั้นการทำนาปรังจึงตอบสนองต่อชาวบ้านได้ดี   ทั้งนี้ต้นปี 2556  ทางราชการได้ห้ามชาวบ้านทำนาปรัง เนื่องจากเกิดความแห้งแล้ง  น้ำในแม่น้ำชีมีน้อย  ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวบ้านนั่นคือขาดรายได้และหากปี 2556 น้ำท่วมนาปีอีกก็จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านมาก

4. การปลูกพืชอายุสั้น หรือปลูกพืชล้มลุกพืชผสมผสาน

เนื่องจากข้อจำกัดพื้นที่ น้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถทำเกษตรผสมผสานได้  แต่เกษตรกรบางคนก็ได้ปลูกพืชผักในช่วงฤดูหนาว จากการศึกษาข้อมูลระบบนิเวศน์ พบว่า พื้นที่บ้านขี้เหล็กจะมีระดับความสูงต่ำไม่เท่ากันส่วนที่สูงที่สุดคือ พื้นที่โนนใกล้บ้านสามารถที่จะปลูกพืชแบบผสมผสานได้ เพราะช่วงเวลาน้ำท่วม ระดับน้ำไม่สูง แต่พื้นที่ต่ำลงไปเช่น พื้นที่ฮอม หรือคุย ระดับการท่วมจะสูง พื้นที่ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่แล้ว การปลูกพืชอายุสั้นจึงเป็นทางเลือกหนึ่งเช่น การปลูก พริก มะละกอ มะเขือ แตงกวาถั่วฝักยาว พืชผัก โดยปลูกช่วงเวลาน้ำลดลงแล้ว หรือปลูกบริเวณในหมู่บ้านก็ได้ในรูปแบบสวนหลังบ้าน หากที่นาอยู่ไกล   แนวทางการทำเกษตรผสมสานในพื้นที่ทาม คือ ต้องดูลักษณะพื้นที่ก่อนว่าเป็นอย่างไร และต้องเลือกพืชพันธุ์ที่สามารถทนน้ำได้มาปลูก และพืชเหล่านั้นต้องเกิดมาจากการปลูกโดยใช้เมล็ด หากใช้กิ่งตอนจะไม่รอดจากน้ำท่วม


อ่าน 34



มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
Sustainable Agriculture Foundation (Thailand)

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซอยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์(Tel.) 02 591 1195-6, แฟกซ์(Fax.) 02 0028128 E-mail : sathaiaan@gmail.com
  ลิขสิทธิ์ @ 2014 .สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซต์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้