ทรัพยากรพันธุกรรม  >>  มอบพลังให้ท้องถิ่น 3 ราษฎรอาวุโสแนะ หนทางรอดของแผ่นดิน - มติชน - 25 มี.ค. 50



 

คอลัมน์คติชน
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10606




สถานการณ์บ้านเมืองยามนี้ทำให้หลายคนหดหู่ใจ ยิ่งคิดถึงอนาคตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านอกจากดูหมองหม่นแล้วยังมืดมัวอีก ภัยร้ายที่เกิดขึ้นนอกจากเรื่องการเมืองการปกครองแล้ว ธรรมชาติยังร่วมลงโทษในคราเดียวกันอีก ทุกอย่างประเดประดังเข้ามาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แม้บางภาคส่วนของสังคมพยายามช่วยกันหาทางแก้ไขและเยียวยา แต่ยังไม่รู้ว่าแหวกม่านมืดไปสู่แสงสว่างได้แค่ไหน

เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม. 3 ผู้อาวุโสของสังคมไทย ซึ่งประกอบด้วย ศ.ระพี สาคริก นพ.ประเวศ วะสี และ ศ.เสน่ห์ จามริก 3 ราษฎรอาวุโส ได้ร่วมกันแสดงปาฐกถาในหัวข้อ "ฟื้นฟูแผ่นดิน" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัด เวทีสาธารณะเรื่อง "ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการเมืองและสังคม:ว่าด้วยชุมชน เกษตรกรรมและเศรษฐกิจพอเพียง" โดยมีนางจุฬารัตน์ นิรัติศัยกุล รักษาการเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูหนี้สินเกษตรกรไทย ดำเนินรายการ ซึ่งใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง

ทางออกที่เหล่าผู้อาวุโสเห็นตรงกันคือการคืนสิทธิต่างๆ และอำนาจกลับไปสู่ชุมชน ซึ่งมีสาระสำคัญซึ่งผู้มีบทบาทหรือไม่มีบทบาท ควรใส่ใจ โดย "คติชน" ได้สรุปบางส่วนมาให้อ่าน

1.ปาฐกถาของ ศ.ระพี สาคริก

สังคมไทยพอพูดถึงความมั่นคง เรามักคิดถึงเรื่องทหารและการมีอาวุธที่เข้มแข็ง จนทำให้เกิดปัญหาอย่างภาคใต้ในเวลานี้ ทั้งๆ ที่ด้านเกษตรเป็นฐานที่เข้มแข็ง และเกษตรกรเป็นกำลังสำคัญ ซึ่งท่านพุทธทาสพูดไว้ก่อนละสังขารว่าบ้านเมืองจะมีคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ซึ่งก็เป็นจริง จะเห็นได้จากเรื่องการศึกษาไทยเหมือนกับหมาไม่มีตีน ซึ่งก็เหมือนวัวลืมตีน คือลืมพื้นดินและเกษตร บางมหาวิทยาลัยเป็นต้นแบบด้านเกษตร ยังลืมภาคเกษตรเลย

การเกษตรคือความยากลำบาก แต่การทำงานคือการให้ชีวิต ผมยิ่งอายุมากก็ยิ่งทำงานหนักเพราะเหลือเวลาอีกน้อย การพักผ่อนคือการได้ทำงาน สิ่งเหล่านี้มาจากกระบวนการพอเพียงทั้งนั้น แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนได้เห็นบางคนออกรายการโทรทัศน์เรื่องความพอเพียงอย่าง สนุกสนาน บางคนเอาความพอเพียงมาเล่นเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

การศึกษาด้านการเกษตรเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมไทย การเกษตรไม่ใช่เป็นแค่อาชีพแต่เป็นวัฒนธรรมคือความรักแผ่นดินที่เป็นถิ่นเกิด ผมสงสัยว่าเวลานี้คนไทยยังมีวิญญาณฝากไว้กับแผ่นดินนี้จริงหรือไม่ เดี๋ยวนี้ต่างเห็นแก่ตัว การฟื้นฟูไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นหน้าที่ของแต่ละคนต้องฟื้นฟูจิตใจตัวเอง

เราพูดกันมาก การศึกษาก็ยึดติดกับปริญญา ปกติผมไม่ไปงานวันรับปริญญา แต่วันก่อนถูกพาไปที่เห็นคือคนยืนรอรับปริญญากันเป็นแถวยาว ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เรากำลังเผชิญอะไร เราเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใกล้เข้ามาทุกที ทุกอย่างเป็นวัฏจักร เมื่อมาแล้วก็ไป อยู่ที่เรายอมรับหรือไม่ ทุกอย่างลงสู่ดินและเห็นคุณค่าในการกระทำ ไม่ใช่นั่งงอมืองอเท้า

ตอนนี้เราสับสนไม่รู้ว่าฐานของเราอยู่ที่ไหน การที่มาย้ำเรื่องการกระจายอำนาจ ทำให้หลงอยู่เหมือนหมาลืมตีน ลืมตัวเอง เป็นปัญหาหลักและใหญ่ของชาติ อย่าลืมว่าก่อนพูดว่ากระจายอำนาจ ท่านได้กระจายจิตวิญญาณหรือยัง

2. ปาฐกถาของศเสน่ห์ จามริก

การฟื้นฟูแผ่นดินไทย คำถามคือแผ่นดินไทยคืออะไร เราฟื้นฟูอะไรและฟื้นฟูอย่างไร และอะไรกำลังเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย อย่างนั้นแล้วการปฏิรูปการเมืองคืออะไร และเราควรต้องทำอะไรกันบ้างในฐานะที่เรามีความแตกต่างหลากหลาย

การรู้จักแผ่นดินไทย เรามักมองแผ่นดินไทยในเชิงสังคมเดียวเหมือนกับที่เขาปั๊มให้เราเข้าใจ ผืนแผ่นดินไทยไม่ใช่ที่ขีดเส้นอาณาเขต ถ้ามองเช่นนี้จะมีปัญหามากเหมือนที่เกิดในภาคใต้ เราควรมององค์ประกอบของแผ่นดินคือคนและธรรมชาติที่มีความหลากหลายมาก ทั้งชาติพันธุ์ศาสนา แต่เราพยายามให้เขาเหมือนเราหมด มองข้ามความหลากหลายและลืมคนเหล่านี้ และลืมแม้กระทั่งธรรมชาติที่มีความหลากหลายและมีค่าจนยอมให้ต่างชาติเข้ามาทะลุทะลวง ไม่เห็นคุณค่าของทรัพยากรจึงปู้ยี้ปู้ยำเพื่อแลกกับมูลค่าเล็กๆ น้อยๆ

การฟื้นฟู ตอนนี้เรามีปัญหาเยอะไปหมด เราถกเถียงเรื่องประชาธิปไตย แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหาเรื่องคนมากกว่าระบอบ ทุกวันนี้ทำเหมือนการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง คิดถึงประชาธิปไตยแบบฝรั่ง แต่ไม่พูดถึงแผ่นดินไทย การคิดปฏิรูปการเมืองก็ไม่คิดถึงตัวเรา นี่คือความล้มเหลวของการรัฐประหารและคมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ผมนั่งเฝ้าด้วยความเป็นทุกข์ เพราะทนอยู่ในสังคมแบบนี้ไม่ไหวแล้ว

เมื่อไรจะปฏิรูปให้ถูกทิศถูกทางเสียที ตอนนี้ช่องว่างระหว่างผู้นำกับชาวบ้านมีมากและเป็นช่องว่างที่มีวิกฤตนำมา ซึ่งความหายนะหลายอย่าง การรับเอาอุตสาหกรรมเข้ามาโดยการยัดเยียดของต่างชาติ ทำให้เห็นความแตกต่างของสังคมเยอะ เราไม่เคยดูกันเอง มาบัดนี้มาบอกว่ามาวัดเรื่องความสุขกันดีกว่า ผมว่ามันช้าไปแล้ว

ตอนนี้ยังทำเอฟทีเอกับต่างชาติ เราเจรจาให้หยุดทำเอฟทีเอกับญี่ปุ่นแทบตาย เสร็จแล้วนายกฯพล.อ.สุรยุทธ์ กำลังไปเป็นพยานเสียเอง ผมผิดหวังมาก ผมถึงบอกว่าตรงนี้เป็นลางบอกเหตุของความล้มเหลว ท่านนายกฯเป็นคนซื่อสัตย์ แต่ท่านตามไม่ทัน เราไปคุยกับท่านเรื่องเอฟทีเอซึ่งห้อมล้อมด้วยข้าราชการกระทรวงต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ ทุกคำข้าราชการจะบอกว่าเราต้องเอาใจต่างชาติและเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุน อย่างนี้ถือว่าเป็นอาณานิคมโดยไม่รู้ตัว เราเริ่มไม่รู้แล้วว่าเราเป็นอะไรในสังคม ประเทศไทยถูกขนานนามให้กลายเป็นบริษัท เป็นหน่วยทางธุรกิจ

ผมจึงลงความเห็นว่าการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้โจทย์คือการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น ให้คนที่เคยถูกกระทำได้เงยหน้าเสียที การกระจายอำนาจนี้ต้องคำนึงถึงคุณค่าทรัพยากรชุมชน ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้จะกอบกู้สังคมเอาทรัพยากรกลับคืนมา ผมเชื่อว่าอยู่ที่เจ้าของสิทธิคือประชาชน สิทธิต่างๆ ของชุมชนจะไร้ความหมายถ้าไม่มีพลังของชุมชนเพราะฉะนั้นชุมชนต้องลุกขึ้นกระทำเอง มีแววของความเป็นไปได้ มีชุมชนเข้มแข็งจำนวนไม่น้อย เขาพูดถึงทรัพยากรท้องถิ่น

3. ปาฐกถาของ ศ.ประเวศ วะสี

แผ่นดินประกอบด้วยรูปธรรม 2 ประการ คือ ทรัพยากรธรรมชาติและประชากรบนแผ่นดิน และนามอธรรมอีก 2 อย่าง คือ วัฒนธรรม และความเป็นธรรม แต่ตอนนี้แผ่นดินไทยเข้าไอซียูแล้ว เรากำลังสูญเสียยิ่งกว่าตอนเสียกรุงให้พม่า เพราะตอนนั้นวัฒนธรรมและทรัพยากรยังอยู่ แต่ตอนนี้สูญเสียทุกอย่าง และแผ่นดินกำลังเจ็บป่วยขนาดหนัก เราเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติของคนไทยทุกคนไปเป็นเงินของคนส่วนน้อย เราจึงเห็นภาพการทำลายป่าและทรัพยากรอย่างมหาศาล ทำให้คนด้านล่างจนลง แถมยังทิ้งพิษภัยไว้ด้วย

วัฒนธรรมที่เคยอยู่ร่วมกันซึ่งทำให้เกิดดุลยภาพ แต่เมื่อถูกระแทกจากแรงภายนอกคืออำนาจรัฐ อำนาจเงินจนแตก แถมยังมีแรงกระแทกของวัฒนธรรมการศึกษาภายนอก มามากว่าร้อยปีทำให้แผ่นดินไทยอ่อนแอ ส่วนเรื่องความเป็นธรรมไม่ต้องพูดถึง คนรวยมีเงินเป็นพันเป็นหมื่นล้านกับคนจนที่ยังมีหนี้ ทำให้เกิดช่องว่างความไม่เท่าเทียมกันมาก ขณะนี้ความไม่เป็นธรรมเต็มแผ่นดินไปหมด โดยสรุปการเมืองการปกครองตอนนี้ไม่สามารถรักษาทรัพยากรแผ่นดินหรืออำนวยความเป็นธรรมไว้ได้

การฟื้นฟูแผ่นดินนั้น ต้องเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างก่อน การฟื้นฟูแผ่นดินทำจากข้างบนและข้างนอกไม่ได้ เพราะธรรมชาติของข้างบนและข้างนอกคือการเอาเปรียบ ประเด็นคือต้องคืนวิถีชีวิตให้ชุมชนเพราะเขาจัดการกันเองอย่างสมดุลมาเป็นพันๆ ปี เขาพิสูจน์มาแล้ว ทั้งวัฒนธรรมประชาธิปไตย ระบบความยุติธรรมชุมชน เพราะเขาดูแลรักษากันได้

รัฐธรรมนูญต้องจับตรงนี้ให้ได้ ถ้าไม่ได้จะเกิดความล่มสลายทางอารยธรรมในดินแดนแห่งนี้ และเข้าไปสู่การนองเลือดและฆ่ากันในเวลาไม่ช้า หากเกิดขึ้นต้องโทษ สนช.(สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ของคุณมีชัย ฤชุพันธ์ คมช. นายกฯสุรยุทธ์ และ ส.ส.ร.(สภาร่างรัฐธรรมนูญ) ขอให้คนไทยช่วยกันจารึกไว้ ถ้าคราวนี้ไม่ทำเรื่องรัฐธรรมนูญเพื่อฟื้นฟูบูรณะแผ่นดินไทย ท่านทั้งหลายเหล่านี้ต้องรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์

รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่นี้ ควรมีหมวดใหญ่ๆ บัญญัติไว้ว่าประชาธิปไตยชุมชน ที่ผ่านมาพอพูดถึงประชาธิปไตยก็นึกถึงฝรั่ง แต่ควรดูให้ดีเพราะประชาธิปไตยชุมชนมีมานานแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยการเลือกตั้ง ผู้นำชุมชนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติ 5 ประการคือ 1 เห็นกับส่วนรวม 2 เป็นคนฉลาด 3 สุจริต 4 สื่อสารกับผู้คนเก่ง 5 เป็นที่ยอมรับของคนทั้งปวง

ตอนนี้เมื่อรัฐไม่สามารถรักษาแผ่นดินได้แล้ว ต้องให้ชุมชนจัดการ แม้กระทั่งการสื่อสารก็ต้องให้ชุมชนได้ดูแล รวมทั้งการศึกษาต้องให้ชุมชนจัดการ การแก้ไขเรื่องความยากจนก็เช่นกัน ทางที่ดีคือต้องคืนศักดิ์ศรีให้ชุมชนซึ่งจะแก้ความยากจนได้อย่างถาวร ดังนั้น ต้องบัญญัติสิทธิชุมชน และควรบัญญัติให้มีสภาผู้นำชุมชนซึ่งมี 3 ระดับ คือ ระดับชาติ จังหวัด ตำบล เหมือนกันที่คุณประยงค์ รณรงค์ ทำที่บ้านไม้เรียง จ.นครศรีธรรมราช

นโยบายที่ส่งเสริมชุมชนช่วยให้เกิดพลังประชาธิปไตยมโหราฬเพราะมีฐานใหญ่มากกว่าเจ็ดหมื่นหมู่บ้าน ขณะที่พรรคการเมืองอาชีพมีแค่สามพันคนเท่านั้น และมีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต บ้านเมืองเป็นของเรา เราจะปล่อยให้คนสามพันคนมาถืออำนาจและปู้ยี้ปู้ยำกระทำต่อแผ่นดินหรือ

การสื่อสารเพื่อชุมชนควรบัญญัติว่าสื่อสารของรัฐต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งเพื่อชุมชน ไม่ใช่นำมาปลุกระดมเพื่อบริโภคนิยมกันหมด ควรเปิดพื้นที่ทางปัญญาให้ชุมชนอย่างกว้างขวาง ส่วนการศึกษาและการวิจัยที่ทอดทิ้งชุมชนไปหมด ควรบัญญัติให้วิจัยสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชน ควรตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อชุมชนเป็นอิสระ และมีงบประมาณสนับสนุน โดยระบุให้ชัดเจนเพราะเราไม่ไว้ใจรัฐบาล ควรบัญญัติที่มาโดยเอาเงินเปอร์เซ็นจากปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและขนมหลอกเด็ก มาเป็นเงินกองทุน


ที่มาของข้อมูล
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php
?s_tag=01way02250350&day=2007/03/25&sectionid=0137


อ่าน 103



มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
Sustainable Agriculture Foundation (Thailand)

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซอยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์(Tel.) 02 591 1195-6, แฟกซ์(Fax.) 02 0028128 E-mail : sathaiaan@gmail.com
  ลิขสิทธิ์ @ 2014 .สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซต์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้