ความรู้ด้านเทคนิคเกษตรกรรม  >>  ปลูกข้าวไร่ในสวนยาง...ปลูกอาหารเพื่อชุมชน เก็บมาเล่าจากเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปลูกข้าวไร่พื้นบ้าน ณ ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านคอกช้าง



 

ท่าม กลางจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องพืชเศรษฐกิจ มองไปทางไหนก็เห็นยางพาราและปาล์มน้ำมันสุดลูกหูลูกตา แต่ยังคงมีชุมชนเล็กๆ ชุมชนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาบอกกับคนรอบข้างว่าต่อจากนี้ไป นอกจากทิวป่ายางและดงปาล์มน้ำมัน อาหารจะเริ่มงอกงามขึ้นมาจากดิน อาหารที่เราทุกคนกินกันทุกมื้อทุกยาม อาหารที่อยู่คู่กับชุมชนมานานแสนนาน อาหารที่หลายคนอาจลืมกันไป

เมื่อข้าวพื้นบ้านกลับมาสู่ชุมชน

เช้า วันที่ 5 กรกฎาคม 2553 ณ หมู่ที่ 6 บ้านคอกช้าง ตำบลคลองพน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ผู้ที่เข้าร่วมเวทีกว่า 65 มีทั้งคนในชุมชนและคนต่างถิ่นที่มาเยือน ต่างมีนัดหมายมารวมกัน โดยมีจุดหมายอยู่ที่แปลงยางปลูกใหม่ที่ไถปรับไว้พร้อมสำหรับให้นำข้าวลงปลูก ที่ชาวชุมชนเรียกว่าการ “หนำข้าว” นั่นเอง

นายวิจิตร ลูกเหล็ม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองพน เป็นประธานในงาน ได้กล่าวต้อนรับ คณะที่มาเยือนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้กล่าวชื่นชมสมาชิกชุมชนบ้านคอกช้างที่ได้ร่วมไม้ร่วมมือกันทำกิจกรรม ของชุมชน จนเป็นที่ประจัก ถือได้ว่าเป็นชุมชนหนึ่งที่มีความเข้มแข็ง ในการแก้ปัญหาของชุมชน
นางนิภาพร คงสบาย ประธานกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงบ้านคอกช้าง ได้กล่าวรายงานสรุป ให้เห็นถึงข้อมูลพื้นฐานของชมชน เช่นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลประชากร ข้อมูลทางเศรษฐกิจ สภาพปัญหา หลักคิด และกิจกรรมของชุมชน

รู้จักชุมชนคอกช้าง

บ้าน คอกช้าง เคยมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งสมัยการปกครองที่ เมืองกระบี่ขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้นำทหารมาตั้งค่ายพักแรมและสร้างคอกเพื่อจับช้าง เพราะสมัยนั้นบ้านคอกช้างอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทั้งป่าไม้และสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะช้างป่า จึงได้เรียกชื่อชุมชนแห่งนี้ว่าบ้านคอกช้าง

ชุมชน บ้านคอกช้างมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 70 ครัวเรือน 200 คน ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลคลองพน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ซึ่ง หมู่ที่ 6 มีด้วยกัน 2 ชุมชน 2 วัฒนธรรม คือ ชุมชนบ้านคอกช้าง ซึ่งเป็นชุมชนคนนับถือศาสนาพุทธ และชุมชนบ้านพรุใหญ่ ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม คนในชุมชนมีรายได้จากการทำการเกษตร ปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันเกือบ 80% ของคนในชุมชน มีรายได้ในฐานะปานกลาง

เนื่อง จากการปลูกพืชเศรษฐกิจที่ทำให้คนในชุมชนมีรายได้แล้ว ยังสร้างปัญหาให้กับชุมชนไม่น้อย เช่น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัจจัยที่สร้างความมั่นคง ทางด้านอาหาร และความเสื่อมโทรมทางวิถีวัฒนธรรมชองชุมชน ทำให้คนในสังคมแตกแยกและเห็นแก่ตัวมาขึ้น และหลงไปตามกระแสการบริโภคนิยม ทำให้ในอนาคตจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย

ฉะนั้น ชุมชนบ้านคแกช้างได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ที่อาจเกิดขึ้น จึงได้จัดตั้งกลุ่มชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านคอกช้างขึ้น เพื่อระดมความคิดในการแก้ปัญหา และพัฒนาชุมชนในอนาคต

สร้างความสามัคคี สร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างธนาคารชุมชน

การสร้างความสามัคคีกับคนในชุมชน เป็นการแก้ปัญหาของชุมชนในเรื่องความแตกแยก การเห็นแก่ตัว การแย่งชิงทรัพยากร โดยการจัดตั้งกลุ่ม และจัดให้มีเวทีพูดคุย และสร้างกิจกรรมร่วมกัน เช่นจัดให้มีการประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกเดือน การคิดแก้ปัญหาร่วมกัน และการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน

การสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นแก้ปัญหาจากการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และวิถีวัฒนธรรมชองชุมชน โดยการรักษาฐานการผลิตอาการ เช่น
      - ที่ดินทำกิน เช่น พื้นที่ทำนา ทำไร่ ปลูกพืช ผัก ผลไม้ ต้องมีการปกป้อง
      - น้ำในการบริโภคและใช้ในการทำการเกษตร ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ต้องมีการฟื้นฟู
      - ป่า ซึ่งเป็นต้นกำเนิดที่ทำให้ดินดี น้ำดี มีพันธุกรรมที่หลากหลาย ต้องมีการรักษา
      - พันธุกรรมท้องถิ่น ที่มีคูณค่าทางอาหารและยา ต้องมีการอนุรักษ์
      - วัฒนาธรรม ในการปกป้องทรัพยากร และการอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องมีการสืบทอด

สร้างธนาคารชุมชน โดย การจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงบ้านคอกช้างขึ้นเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม 2551 มีสมาชิกก่อตั้ง 10 คน กองทุนออมทรัพย์ 1,000 บาท โดยมี นางนิภาพร คงสบาย เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบัน ณ. วันที่ 5 มิ.ย. 53 มีสมาชิก 82 คน กองทุนออมทรัพย์ ประมาณ 140,000 บาท

กิจกรรม ของกลุ่ม จัดตั้งกองทุนออมทรัพย์ จากสมาชิกคนละ 100 บาทต่อเดือน ปล่อยเงินกู้ให้สมาชิกไปใช้ตามความจำเป็น โดนคิดตอกเบี้ย ร้อย ละ 1 บาท/เดือน จัดสวัสดิการให้กับสมาชิกและคนทำงาน ตามสัดส่านจากรายได้ที่เกิดขึ้นจากการให้กู้เงิน 70-20-10 โดย 70% เฉลี่ยปันผลสมาชิก 20% เป็นค่าตอบแทนคนทำงาน10% เป็นค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์เครื่องใช้ และสร้างความมั่นคงทางอาหาร เช่นการปลูกข้าวไร่ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์

 
นายหม้อหราด หวังสป แกนนำสมาชิกบ้านห้วยน้ำขาว เป็นวิทยากร เรื่องการขับเคลื่อนงานชาวนา ได้กล่าวถึงหลักคิดในการทำนาปลูกข้าวไว้กินเอง   นายชัยวัชต์ ขาวแขก สอ.บต, ตำบลคลองพน เป็นวิทยากรในการขับเคลื่อนงานการปลูกข้าวไร่ และการรวมกลุ่มซอแรงงานการทำไร่

ถึงเวลาลงมือ

สมาชิก และผู้มาร่วมเรียนรู้ ได้ลงไปเรียนรู้ในแปลงจริงๆ และมีวันนี้ก็เป็นวันที่มีการลงแขกอีกวันหนึ่งที่ทำงานอยู่ก่อนแล้ว ประมาณ สิบกว่าคน ที่นอกเหนือจากการเข้าร่วมเวทีวันนี้

การทำหลุม หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่าการแทงสัก
   
การปลูกข้าว หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่าการหนำข้าว
   
แทงสัก..หนำข้าว  ร่วมแรงร่วมใจ


ปลูกข้าวพื้นบ้าน ปลูกความสัมพันธ์

นอก เหนือจากการได้ร่วมกันหนำข้าวแล้ว ก่อนจากกันได้มีการถ่ายรูปร่วมกัน และมีการมอบพันธุ์ข้าวท้องถิ่นและพืชผักพื้นบ้าน เป็นที่ระลึกและนำไปขยายพันธุ์ในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนใต้ และจากการเชื่อมโยงกันในวันนี้ได้มีการสัญญาซึ่งกันและกันว่าจะไปเยี่ยม เยือนและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนการซอแรงงานในชุมชนบ้านคอกช้าง และในเวทีครั้งนี้ได้มี “ไอ้คอ” หรือ “ไอ้เกลอ” กันถึงสองคู่

 

อ่าน 29


 นวัตกรรมช่างชาวนา สาธิต ณ งานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ครั้งที่ 10
 บันทึกคน (อยาก) ทำเกษตร # 6 ใช้แรงคน ใช้พลังลม เพื่อสูบน้ำ
 บันทึกคน(อยาก)ทำเกษตร#5 เครื่องสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์
 บันทึกคน(อยาก)ทำเกษตร #4 การจัดการน้ำเพื่อความยั่งยืน
 บันทึกคน (อยาก) ทำเกษตร # 3 ชาวนามือใหม่กับนวัตกรรมการทำนา (ต่อ)

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
Sustainable Agriculture Foundation (Thailand)

912 ซ.งามวงศ์วาน 31 (ซอยย่อยที่ 7) อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์(Tel.) 02 591 1195-6, แฟกซ์(Fax.) 02 0028128 E-mail : sathaiaan@gmail.com
  ลิขสิทธิ์ @ 2014 .สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด มีปัญหาดาวน์โหลด/แนะนำเว็บไซต์/ต้องการนำเสนอข่าวสารติดต่อ ผู้ดูแลเว็บนี้