นโยบายเกษตรยั่งยืน กับกระบวนการขับเคลื่อน 0065 - จับตา AFTA : เขตการค้าเสรีอาเซียนประมวลข้อมูลที่เกษตรกรควรรู้

Create PDF Recommend Print

0065 - จับตา AFTA : เขตการค้าเสรีอาเซียนประมวลข้อมูลที่เกษตรกรควรรู้

There are no translations available.


จับตา AFTA : เขตการค้าเสรีอาเซียนประมวลข้อมูลที่เกษตรกรควรรู้

รู้จักอาฟต้า

(ข้อมูล ณ 17 มิถุนายน 52)


ได้แบ่งกลุ่มที่จะต้องนำมาลดภาษี (Inclusion List) ออกเป็น 2 ประเภท

Fast Track
ประกอบด้วยสินค้า 15 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืช เคมีภัณฑ์ ซีเมนต์ เยื่อกระดาษ ปุ๋ยสิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์หนัง ผลิตภัณฑ์เซรามิคและแก้ว เครื่องไฟฟ้าทำจากทองแดง อิเลกทรอนิกส์ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ และหวาย

Normal Track ซึ่งประกอบด้วยสินค้าส่วนใหญ่ภาย ใต้ AFTA สินค้าที่มีอัตราสูงกว่า 20% ให้ลดเหลือ 0-5% ภายในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) และสำหรับสินค้าที่มีอัตราภาษีในระดับ 20% หรือต่ำกว่าให้ลดลงเหลือ 0-5% ภายในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)

นอกจากนี้ ภายใต้ความตกลง ยังมีมีสินค้าบางกลุ่มที่ได้รับการต่อเวลาในการลดภาษีและได้รับการยกเว้นภาษี ดังนี้
ก. ข้อยกเว้นทั่วไป (General Exclusion List) สินค้าที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ศีลธรรมและจริยธรรมของสังคม ชีวิตและสุขภาพอนามัยของประชาชน ทรัพย์สินมีค่าทางประวัติศาสตร์ สัตว์และพืช ศิลปวัตถุโบราณ จะได้รับการยกเว้นจากการลดภาษี
ข. รายการสินค้าที่ขอยกเว้นภาษีชั่วคราว (Temporary Exclusion List - TEL) สินค้าจะต้องมีภาษีเหลือที่อัตรา 0-5% ในปี 2546 (ค.ศ. 2003) ทั้งนี้ บางประเทศสมาชิกไม่สามารถนำสินค้า TEL งวดสุดท้ายมาลดภาษีได้ตามกำหนดในปี 2543 (ค.ศ. 2000) ซึ่งจะต้องมีการหารือเพื่อจัดทำแนวทางการชะลอการลดภาษีต่อไป
ค. สินค้าเกษตรไม่แปรรูปประเภทอ่อนไหวปกติ (Sensitive List) จะตัองนำมาเริ่มลดภาษีในปี 2544-2546 ( ค.ศ. 2001-2003) เพื่อให้เหลือภาษีที่อัตรา 0-5% ในปี 2553 (ค.ศ. 2010) และเริ่มลดภาษีสินค้าเกษตรไม่แปรรูปประเภทอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List) ได้แก่ ข้าว ในปี 2544-2548 (ค.ศ. 2001-2005) สิ้นสุดในปี 2553 (ค.ศ. 2010)
หมายเหตุ*แต่ ละชาติจะมีวิธีการกำหนดรายการสินค้าในแต่ละหมวดไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับความ สามารถ และวิสัยทัศน์ ของผู้ปกครอง และข้าราชการที่รับผิดชอบของแต่ละประเทศ

ความเคลื่อนไหวของภาครัฐในปัจจุบัน
• กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรในภาค ต่างๆทั่วประเทศ ภาคเหนือที่จ.เชียงใหม่ จากนั้นจะรวมรวมความคิดเห็นทั้งหมดเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ภายในเดือนกรกฏาคมนี้ เพื่อหามาตรการรอบรับการเปิดเสรีครั้งนี้ จากนั้นจะนำเสอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดพิจารณาต่อไป

มาตรการรองรับเท่าที่มีอยู่
• กองทุน FTA ช่วยเหลืออยู่แล้ว เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มเขียนโครงการเข้ามาขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนได้ แต่ที่ผ่านมาแทบไม่มีเกษตรกรเข้ามาขอความช่วยเหลือจากการทุน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจาก FTA ผัก - ผลไม้ ระหว่างไทยและจีน ในปี 2551 ที่ผ่านมากองทุนมีงบประมาณอยู่ 340 ล้านบาท แต่มีผู้ได้รับผลกระทบขอใช้วงเงินเพียง 100 ล้านบาทเท่านั้น
• ปัจจุบันด่านตรวจพืชมีทั้งหมด 35 แห่งทั่วประเทศ แต่จะเพิ่มเป็น 41 แห่งในปีหน้า
• ส่วนการนำเข้ามี พ.ร.บ.กักกันพืชฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2551 หากนำเข้าข้าวเปลือกถือเป็นสิ่งต้องห้าม ยกเว้นเพื่อการทดลอง-วิจัย ต้องขอนุญาตจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตรโดยตรง สำหรับการนำเข้าข้าวเจ้าเพื่อการค้าก็ไม่อนุญาตให้นำเข้า ขณะที่การนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก ต้องผ่านการรับรอง GMO และ พ.ร.บ.พันธุ์พืช 2518 การนำเข้าข้าวต้องผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล

ผลกระทบทางลบที่อาจจะเกิด
• เกิดแรงจูงใจนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในราคาถูกกว่าเพื่อมาส่งออกหรือขายใน ประเทศ และการขายในประเทศจะดึงให้ราคาข้าวในประเทศต่ำลง
• เนื่องจากยังมีความต่างเรื่องคุณภาพอยู่ระหว่างข้าวไทยและข้าวในต่างประเทศ ผู้บริโภคอาจจะยังไม่ปรับเปลี่ยนการบริโภค เว้นเสียแต่ว่าราคาจะต่างกันมาก
• การสวมสิทธิข้าวภายใต้โครงการรับจำนำ เนื่องจากการตั้งราคารับจำนำสูงมาก
• การปนเปื้อนจีเอ็มโอ

ผลกระทบทางบวกที่อาจเกิดขึ้น
• เกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะลาวและกัมพูชาอาจจะได้รับการเสนอราคาที่สูงขึ้นหากสามารถนำเข้ามา ขายในไทยได้โดยไม่ต้องเสียภาษี


การเปิดตลาดข้าวภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
(ข้อมูล ณ 6 กรกฎาคม 52)


1. เรื่องเดิม
1.1 ประเทศไทยมีพันธกรณีจะต้องลดภาษีและยกเลิกมาตราการโควต้าภาษี (Traiff Rate Quota:TRQ)สินค้าเกษตรภายใต้ AFTA จำนวน23รายการ ซึ่งมีสินค้าข้าวอยู่ด้วย ในปี 2546 กำหนดให้ต้องลดภาษีเหลือร้อยละ 0.5 และให้ยกเลิกโควต้านำเข้าและในปี 2553 ให้ลดภาษี (สินค้าทั้ง 23รายการ) เหลือร้อยละ 0
1.2 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 ให้ยกเลิกมาตราการโควต้าภาษีสินค้าข้าวภายใต้AFTA ภายในไม่เกิน 1มกราคม 2553
1.3 กระทรวงการคลังได้ออกประกาศลดภาษีตามพันธกรณีสำหรับสินค้าทั้ง 23 รายการแล้ว โดยสินค้าข้าวจะลดภาษีเหลือร้อยละ 0ในวันที่1 มกราคม 2553
1.4 จากพันธกรณี และมติกศน. ไทยจำเป็นต้องยกเลิกมาตราการ โควต้าภาษีนำเข้าข้าวเพื่อบรรลุข้อตกลง AFTA ซึ่งประเทศอาเซียนอื่นก็ต้องปฏิบัติตามด้วย


2.สถานการณ์
2.1 ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าข้าวของไทยกับกลุ่มอาเซียน ประเทศมีการส่งออกข้าวไปประเทศในกลุ่มอาเซียนมีปริมาณมาก ขณะที่มีการนำเข้าข้าวน้อยมาก ในปี 2551 มีการส่งออกในปริมาณ 1.58ล้านตัน มูลค่า 34,176.9 ล้านบาท ขณะที่มีการขำเข้าเพียง 299ตัน มูลค่า 0.9 ล้านบาท
2.2 ปริมาณการค้าข้าวของไทยกับกลุ่ม CLMV ปี 2551
(ที่มา: กรมศุลกากร)

ประเทศ
ไทยส่งออก (หน่วย:ตัน)
ไทยนำเข้า (หน่วย:ตัน)
กัมพูชา
22,301
-
ลาว
19,034
299
พม่า
12,102
-
เวียดนาม
3,546
0.016
รวม
56,983
299.016

2.3 แนวโน้มการส่งออกของ CLMV และไทย จากข้อมูลกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (หน่วย : ล้านตัน)

ประเทศ
ปี 2550/51
ปี 2551/52
+/-(%)
เวียดนาม
4.65
5.2
11.8
กัมพูชา
0.50
0.4
-20.0
ลาว
0.008
-
-
พม่า
0.541
0.50
-7.6
รวม (CLMV)
5.699
6.1
7.0
ไทย
10.0
9.0
-10.0

2.4 มาตราการนำเข้าสินค้าข้าวในปัจจุบัน เป็นมาตราการสำหรับข้าวที่นำเข้าภายใต้ WTO โดยมีอัตราภาษีในโควต้า 20% และอัตราภาษีโควต้า 52% ซึ่งผู้นำเข้าต้องนำเข้าข้าวที่มีถิ่นกำเนิด และส่งมาจากประเทศสมาชิก WTO หรือ สปป.ลาว และต้องมีหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีตามพันธกรณี ความตกลงการเกษตรภายใต้ WTO

สำหรับผลการนำเข้าข้าวภายใต้ พันธกรณีข้างต้น มีการนำเข้าข้าวโควต้า 2,806 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.12 ของปริมาณในโควต้า (245,757 ตัน)

2.5 เปรียบเทียบอัตราภาษีนำเข้าภายใต้ AFTA ของกลุ่มประเทศอาเซียน

ประเทศ
อัตราภาษีนำเข้าข้าวภายใต้ AFTA
หน่วยงานนำเข้าข้าวของภาครัฐ
ก่อน 1ม.ค.53
หลัง 1 ม.ค. 53
1.ไทย 5% 0%  
2.บรูไน
0% 0%  
3.สิงโปร์
0% 0%  
4.มาเลเซีย
40% 20% BERNAS
5.อินโดนีเซีย
30% (WTO) 30%(WTO) BULOG
6.ฟิลิปปินส์
50% N/A NFA
7.กัมพูชา
5% 5%  
8.ลาว
5% 5%  
9.พม่า
5% 5%  
10.เวียดนาม 30%
20%(ข้าวหอมมะลิ)  


สรุปเวที “จับตาเปิดเสรีสินค้าเกษตร อนาคตเกษตรกรกับนโยบายรัฐที่ต้องถามหา”
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2552
ณ ห้องนนทรี3 เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์



1.ผลกระทบจากการเปิดเสรีสินค้าเกษตรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
1.1ลดการปกป้องเกษตรกร ข้อสังเกตุโครงสร้างและกลไกเรื่องการลดกำแพงภาษี 0% ทันทีในปีหน้าของรัฐบาลไทย ขณะที่ประเทศคู่ค้าสำคัญยังชลอการลดภาษีเป็น0% เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ (จากข้อมูล)
1.2 คุณภาพผลผลิต การเตรียมความพร้อม เช่น มาตราการกีดกันนอกจากระบบศุลกากร การควบคุมผู้นำเข้า การตรวจสอบคุณภาพผลผลิต และการปนเปื้อนจีเอ็มโอ ยังไม่สามารถการันตีและน่ากังวล
1.3 ระบบการเยียวยาที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง การเปิดเสรีทางการค้าไทย-จีน ไม่ได้แก้ที่ต้นตอและทั้งระบบ
1.4 เกษตรกรรายย่อยไม่พร้อมจะแข็งขัน สินค้าเกษตรกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คล้ายคลึงกัน ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรกรประเทศไทยสูงกว่า แต่ผลิตภาพต่อไร่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน (จากข้อมูล)
1.5 คุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย อาฟต้าเป็นเงื่อนไขซ้ำเติมของปัญหาในภาคเกษตรกรรม ขณะที่เกษตรกรไทยที่ยังวนวียนอยู่กับปัญหาการเข้าถึงทรัพยากร ไร้ที่ดินทำกิน หนี้สินและราคาผลผลิตตกต่ำ
1.6 รัฐบาลเป็นพ่อค้ารายใหญ่ จากโครงการรับจำนำ ซื้อแพง-ขายถูก ซึ่งสามารถกำหนดราคาต่อผู้ซื้อ
1.7 ปัญหาเรื่องการวางแผนการผลิต ข้อมูลการผลิตพืชเศรษฐกิจจากหน่วยงานรัฐไม่ตรงกับความจริง
1.8 การขาดการรับรู้และมีส่วนร่วมจากเกษตรกร เวทีประชาพิจารณ์ของกระทรวงพาณิชย์จำนวน6ครั้งที่ผ่านมาได้สะท้อนปัญหาดังกล่าว

2.เสนอทางเลือก และการรับมือต่อเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
2.1 ชะลอการเปิดเสรี0% ในทุกๆทาง และจัดกลุ่มรายการสินค้าอ่อนไหว
2.2 สร้างกระบวนการสื่อสารของผู้ผลิตคนที่อยู่ในวงจรข้าวและพืช วางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับตลาด
2.3 ทบทวนทิศทางการปลูกพืชเศรษฐกิจ ภายใต้บริบทปัจจุบัน (วิกฤติโลกร้อน การเปิดเสรีและพลังงาน)
2.4 แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำทั้งระบบในระยะยาว มุ่งพัฒนาคุณภาพผลผลิตและวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันพืชรายตัว
2.5 เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นองค์กรเพื่อเพิ่มพลังในการต่อรอง และวางแผนการผลิตพัฒนาและรักษาคุณภาพให้สอดคล้อง เชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทาน โดยสร้างความร่วมมือร่วมกับภาครัฐ
2.6 หน่วยงานรัฐต้องพัฒนาฐานข้อมูลให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
2.7 ปฏิรูประบบเกษตรกรรมทั้งระบบ เน้นสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

3.วิเคราะห์พืช ข้าว และ ข้าวโพด /ทางเลือกในระยะสั้นและระยะยาว

ข้าว
ข้าวโพด
ปัญหาด้านการผลิต
1.คุณภาพผลผลิต และต้นทุนสูง
2.ขาดมาตราการในการควบคุมราคาปัจจัยการผลิต
ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร
ปัญหาด้านการผลิต
1.คุณภาพผลผลิต ต้นทุนสูง หนี้สิน
2.การขยายตัวของพืชเศรษฐกิจสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรเสื่อมโทรม มีดินเลื่อนและถล่ม (น่าน)
ปัญหาด้านการค้า การตลาด
1.โครงการรับจำนำไม่ทั่วถึง ชาวนาจนไมได้ประโยชน์
2.ความรู้ ความเข้าใจเรื่องโครงสร้างตลาดและกลไกราคาที่ขาดตอนของชาวบ้าน
ปัญหาด้านการค้า การตลาด
1.ราคาผลผลิตตกต่ำทุกสินค้า
2.โครงสร้างตลาดผูกขาด ส่งผลต่อกลไกราคา
3.ผลจากนโยบายข้อตกลง ACMECS ทำให้ข้าวโพดราคาถูกทะลักเข้ามา ปัญหาการสวมสิทธิ์จากพ่อค้า
ข้อเสนอ
1.รักษาคุณภาพผลผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้า
2.แก้ที่ต้นตอโครงสร้างการค้าและตลาดมากกว่าการปํญหาเฉพาะหน้าด้วยการรับจำนำและประกัน
ข้อเสนอ
1.พัฒนาคุณภาพผลผลิตและวางแผนการผลิต
2.การจัดการทรัพยากร เช่นโฉนดชุมชน
3.การรวมกลุ่มเกษตรกร
4.การแปรรูปผลผลิตเองตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง



อาฟต้ากับเกษตรกรไทย : จะเหลืออะไร?
(ข้อมูลจากเวปประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2009/07/25140)

จากกรณีที่ประเทศไทยมีพันธะจะต้องลดภาษีและยก เลิกมาตรการโควต้าภาษี (Tariff Rate Quota:TRQ) สินค้าเกษตรภายใต้ข้อตกลง AFTA จำนวน 23 รายการ ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นมีสินค้าข้าวอยู่ด้วย โดยที่ผ่านมาในปี

2546 กำหนดไทยให้ต้องลดภาษีเหลือร้อยละ 0.5 และให้ยกเลิกโควต้านำเข้าและในปี 2553 ให้ลดภาษี (สินค้าทั้ง 23รายการ) เหลือร้อยละ 0

คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 ให้ยกเลิกมาตรการโควต้าภาษีสินค้าข้าวภายใต้ AFTA ไม่เกินวันที่ 1 มกราคม 2553 และกระทรวงการคลังได้ออกประกาศลดภาษีตามพันธกรณีสำหรับสินค้าทั้ง 23 รายการแล้ว โดยสินค้าข้าวจะลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ในวันที่ 1 มกราคม 2553 จากพันธกรณี และมติ กศน. ไทยจำเป็นต้องยกเลิกมาตรการโควต้าภาษีนำเข้าข้าวเพื่อบรรลุข้อตกลง AFTA ซึ่งประเทศอาเซียนอื่นก็ต้องปฏิบัติตามด้วย

โดยคาดว่าจะเกิดผลกระทบจากการเปิดเสรีสินค้าเกษตรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียนซึ่งจำแนกออกมาได้ดังนี้

1.1 ลดการปกป้องเกษตรกร มีข้อสังเกตโครงสร้างและกลไกเรื่องการลดกำแพงภาษี 0% ทันทีในปีหน้าของรัฐบาลไทย แต่ว่าขณะที่ประเทศคู่ค้าสำคัญเช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ยังชะลอการลดภาษีเป็น 0%

1.2 ในส่วนของคุณภาพผลผลิตและการเตรียมความพร้อม เช่น มาตรการกีดกันนอกจากระบบศุลกากร การควบคุมผู้นำเข้า การตรวจสอบคุณภาพผลผลิต และการปนเปื้อนจีเอ็มโอ ยังไม่สามารถรับประกันและน่าเป็นกังวลว่าจะมีการปนเปื้อน

1.3 ระบบการเยียวยา ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีตัวอย่าง เช่นการเปิดเสรีทางการค้าไทย-จีน ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอและทั้งระบบ

1.4 เกษตรกรรายย่อยไม่พร้อมจะแข่งขัน สินค้าเกษตรกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คล้ายคลึงกัน ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรกรประเทศไทยสูงกว่า แต่ผลิตภาพต่อไร่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

1.5 คุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย AFTA เป็น เงื่อนไขซ้ำเติมของปัญหาในภาคเกษตรกรรม ขณะที่เกษตรกรไทยที่ยังวนเวียนอยู่กับปัญหาการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหาไร้ที่ดินทำกิน หนี้สินและราคาผลผลิตตกต่ำ

1.6 รัฐบาลเป็นพ่อค้ารายใหญ่ จากโครงการรับจำนำ ซื้อแพง-ขายถูก ซึ่งสามารถกำหนดราคาต่อผู้ซื้อ

1.7 ปัญหาเรื่องการวางแผนการผลิต ข้อมูลการผลิตพืชเศรษฐกิจจากหน่วยงานรัฐไม่ตรงกับความจริง

1.8 การขาดการรับรู้และมีส่วนร่วมจากเกษตรกร เวทีประชาพิจารณ์ของกระทรวงพาณิชย์จำนวน6ครั้งที่ผ่านมาได้สะท้อนปัญหาดัง กล่าวซึ่งในกรณีนี้

การเปิดการค้าเสรีเป็นยังไง ปีหน้าคาดว่าจะมีผลกระทบอะไรบ้าง

คุณ วัลลภ พิชญ์พงศา บริษัทนครหลวงค้าข้าว เพื่อให้เห็นภาพกระบวนการค้าข้าว เริ่มต้นมาจากชาวนาไปถึงโรงสี มีคนกลางที่เป็นพ่อค้าข้าวเปลือก รับซื้อข้าวไปส่งโรงสี พอสีเป็นข้าวสาร กินเองครึ่งหนึ่ง ส่งออกครึ่งหนึ่ง ในประเทศก็จะกลายเป็นข้าวถุง ข้าวสาร ส่วนด้านส่งออกก็จะรับซื้อข้าวสารจากโรงสี ผู้ซื้อจะแบ่งเป็นสองส่วนคือราชการและเอกชน เอกชนซื้อได้อย่างเสรี แต่เมื่อไปขายต่างประเทศต้องไปเสียภาษีนำเข้าของประเทศนั้นๆ ที่มีอัตราแตกต่างกันไป บางประเทศก็มีการกำหนดว่าจะนำเข้าได้เมื่อไหร่ รัฐจะเป็นคนควบคุม ว่าเมื่อไหร่ จำนวนเท่าไหร่ โดยใคร โดยมีกำแพงภาษีด้วย เช่นญี่ปุ่น

ประเทศไทยส่งออกเยอะที่สุดในโลก แต่ที่ผ่านมาก็ยังอนุญาติให้มีการนำเข้าข้าว โดยไปเป็นสมาชิกของ WTO ซึ่งไปผูกพัน คือการนำเข้าข้าวต้องเสียภาษี 52 % โดยมีโควตา 245,000 ตัน ซึ่งภาษีเสียแค่ 20%

ในกรณี AFTA ประเทศไทยไปทำข้อผูกพันเอาไว้ว่าเราจะลดภาษีเหลือ 0% ตั้งแต่ มกราคม 2553 ไม่จำกัดจำนวน ทั้งข้าวสารข้าวเปลือก ซึ่งปกติตอนนี้เราก็เก็บภาษี ในประเทศอาเซียน แค่ 5% อยู่แล้ว บางประเทศก็ไม่เก็บเลย โดยการลดภาษีในปี 53 แต่ละประเทศก็มีการลดภาษีไม่เท่ากัน แล้วแต่ความสมัครใจแต่ประเทศไทยลดเหลือ 0% เพราะเชื่อมั่นเรื่องข้าวว่าเราเข้มแข็งเรื่องข้าว

สิ่งที่เรากังวลก็คือ

1. เมื่อมีข้าวจากเพื่อนบ้านโดยที่เราไม่สามารถแยกได้ว่ามาจากไหน อาจเกิดการปลอมปน ทำให้คุณภาพข้าวเราต่ำลง
2.
ในแง่การค้าเมื่อข้าวเราแพง ผู้ซื้อก็ต้องไปนำเข้าข้าวจากประเทศที่ถูกกว่า พ่อค้าในประเทศก็อาจนำเข้าข้าวแล้วส่งออก เนื่องจากต้นทุนข้าวของเพื่อนบ้านถูกกว่า กระทบต่อเรื่องราคาข้าว
3.
อาจมีการนำเข้าข้าวเพื่อสวมสิทธิมารับจำนำ รัฐเองก็พยายามวางมาตรการเพื่อตรวจสอบข้าวที่นำเข้าอย่างเข้มข้น รวมทั้งควบคุมปริมาณที่จะนำเข้า

ในกรณี มัน อ้อย ข้าวโพด จะลดเป็น 0% แล้วจะมีผลกระทบอย่างไร

ดร.ธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษา รมต.ว่าการกระทรวงพาณิชย์
ก่อน หน้าที่ประเทศอื่นๆ ยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน เราเป็นผู้ส่งออกหลัก เมื่อประเทศเหล่านี้เข้าเป็นสมาชิก จึงได้รับสิทธิในการส่งออกข้าว....พืช เกษตรตัวอื่นเราก็เป็นขาใหญ่ แล้วยังไปปลูกในประเทศเพื่อนบ้าน ข้าวโพดปีนี้เป็นปีแรกที่ผลิตล้น ล้นจริงหรือล้นเทียมไม่ทราบ แต่ก่อนเราก็ผลิตพอดีพอใช้ อยู่ดีๆ ก็เพิ่มพรวดขึ้น ราคาจาก 8.5 บาท ก็ลดลง

สถานการณ์ ที่เกิดขึ้นคือตัวเลขที่กระทรวงเกษตรประเมินกับในตลาดต่างกันมาก นโยบายว่ารัฐจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไรก็ไม่ชัดเจน มีปัญหาเชิงการเมืองอีก แต่กระทรวงพานิชย์ก็เป็นเดือดเป็นร้อนถึงได้ไปเปิดเวทีรับฟัง ซึ่งอาจจะน้อยไปเราอาจจะเปิดเพิ่มได้อีก เพราะมันจะลดลงเป็น 0% โดยที่ไม่มีใครรู้เลยก็ไม่ได้

ส่วนมันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ซึ่งพอมันล้นมาแล้วเราจะเอายังไงกัน ประกัน หรือจำนำ ก็ต้องตกลงกันให้ชัดเจนเลย หรือว่าเราจะแก้ต้นเหตุปัญหาที่มาจากนโยบายที่มุ่งปลูกพืชเชิงเดี่ยวส่งออก มากไป

เกษตรกรจะรับมืออย่างไร

ประสิทธิ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย
ใน เรื่องการรับจำนำและการประกัน ล้วนเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นพืชเกษตรชนิดไหนก็ตาม การเมืองไทยไม่เคยคิดอะไรใหม่ คิดแค่ว่าอะไรที่จะเข้ามานั่งในเวทีการเมือง เป็นเครื่องมือของนักการเมือง เกษตรกรก็ตกเป็นเครื่องมือ

เราเคยเสนอยุทธศาสตร์ จากภาคเอกชนเข้าไป จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ผู้ผลิต เกษตรกร ทั้งหมด การตลาดภายใน ได้แต่ พ่อค้า โรงสี ส่งต่อไปถึงผู้ส่งออก ที่ผ่านมาเราเอาด่ากัน ว่าเอาเปรียบกัน ทั้งที่เราเองหาต้นตอของปัญหาสักทีจะได้แก้ แต่รัฐไม่แก้เดี๋ยวพี่น้องเกษตรกรอยู่ดีกินดีมีอำนาจต่อรอง

เราต้องแก้พัฒนาระบบ เกษตรทั้งระบบ อย่างที่เวียดนามเกษตรกรคุมระบบทั้งระบบได้ รัฐบาลต้องดำเนินงานตามแนวทางที่เกษตรกรวางแผน คิดขึ้น เพื่อความมั่นคงของเกษตรกร เขาสตอกข้าวเพื่อวางแผนรับมือกับการส่งออก

ข้อดีของการประกันข้าว ที่ชาวนาได้ คือ ไม้ต้องสี ทุ่นราคาขนส่ง เช่าโกดังเก็บ แต่โครงการรับจำนำข้าวเจ้าในภาคกลางเริ่มปวดหัวเมื่อเอาการประกันมารวม เอาเงินออกมาใช้ก่อนในจำนวนที่ไม่กระทบตลาด ที่จริงระบบก็ดี แต่คนที่มาดูแลไม่หวังผลประโยชย์

ในระยะใกล้ เกษตรกรต้องทำอย่างไรบ้าง

ประสิทธิ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย พื้นที่ ภาคอีสานคงเป็นที่นำร่องเรื่องการประกันข้าว แต่พื้นที่ที่เป็นชลประทานที่ข้าวมีจำนวนข้าวมาก จะมารับประกันได้ทุกเม็ดไหม คงไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องรับจำนำกันไปก่อน เราค่อยพัฒนาระบบต่อไป แต่ถ้าพัฒนาไม่ทันอีกสองปีข้างหน้าจะทำยังไง อีกทั้ง AFTA ที่มาถึงแล้ว รัฐรู้อยู่แล้วรู้มานานแต่ชาวนาไม่เคยรู้

ข้าวกล้องก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างถ้าจะส่งออก เช่น เชื้อโรค การขยายพันธุ์ได้

ถ้าเปิด AFTA ขึ้น มาใครจะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพ อย่างไร จะนำเข้าทางไหน อะไรบ้าง สินค้าเกษตรเป็นอะไรที่อ่อนไหวมาก แล้วราคาผลผลิตที่มาจากประเทศเพื่อบ้านมันถูกกว่าของเรา

เมื่อมาตรา 190 ที่เสนอเข้าไปรวมกับภาครัฐโดนโยนทิ้ง

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน พ.ร.บ.หนังสือ สนธิสัญญาฯ ภาคประชาชน รายชื่อที่เราล่าไป โดนโยนทิ้ง เพื่อขอรับรู้ว่ารัฐไปรับปากอะไรกับคนอื่นไว้บ้าง แต่เราก็ต้องสู้กันต่อไป อย่างนั้นเรื่อง AFTA เราก็รู้ก่อนตั้ง 5 เดือน ต้องขอบคุณกระทรวงพานิชด้วย ที่ทำให้เรารู้เรื่องนี้ล่วงหน้า

AFTA ที่จะเกิดขึ้น ความต้องการก็คือจะลดภาษี 0% แต่แต่ละประเทศก็สามารถสงวนได้ ซึ่งไทยสงวนน้อยมากเพราะหลงผิดอะไรไม่ทราบ เราก็สงวนไว้เหมือนกันประมาณ 16 รายการ เช่น พวกพืชน้ำมันอย่างปาล์ม เพราะเรามีขีดจำกัดเรื่องต้นทุนมาก ทำให้ความสามารถในการแข็งขัน แล้วก็พวกไม้อ่อนไหว ก่อนนี้เราลดลงมา 5% และจะ 0% ในมกราที่จะถึงนี้ แต่ก็ไม่หมายความว่าทุกประเทศจะลดมาที่ 0% มีแต่เรานะที่จะลงก่อนเพื่อน

ความเป็นไปได้ที่จะชะลอไว้ได้ก็คือจัดหมวดเป็นสินค้าสงวน อ่อนไหว ได้

เราเดือดร้อนแน่เพราะ เปิดเสรีกับประเทศที่ผลผลิตเหมือนๆ กัน โดยแต่ละประเทศก็มีศักยภาพที่จะแข่งขันกับเราทั้งนั้น เกษตรกรเรามีต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากระบบการผลิตของเรา มันรอไม่ได้ต้องผลิตมาในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดความเสี่ยงสูง จากต้นทุนที่สูง 39% เป็น พวกเคมีเกษตร ความเสี่ยงเรื่องสภาพอากาศ ความเสี่ยงจากปริมาณผลผลิตในตลาดที่เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน และจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเป็น 0% เข้ามาได้สะดวกมากขึ้น ข้าวโพดเข้ามามากแน่นอนกระทบมากแน่นอน อ้อยก็เป็นเราเองที่ไปลงทุนปลูกในเพื่อบ้านตั้งใจว่าจะไปขาย EU จะไปได้จริงไหม หรือว่าจะมายุ่งอยู่ในอาเซียน มันก็ไม่ต่างกัน แล้วรัฐบาลจะประกันราคากันได้อีกนานแค่ไหน

เราจะชะลอได้ไหมไม่ให้ เข้ามา พี่น้องเกษตรกรต้องลุกขึ้นมาชี้ แรงผลักก็คือประโยชน์มันอยู่ตรงไหน ถ้าเราชี้ได้เราก็สามารถชะลอมันได้ คนที่ได้ประโยชน์เป็นใครหาให้เจอ แล้วชั่งว่าเราจะแลกผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรกับคนกลุ่มเล็กๆ

ปัญหาอีกส่วนคือเราจะ ปรับปรุงระบบการผลิตของเราอย่างไร ต้นทุนสูง หนีสินอีรุงตุงนัง การทำสตอกไม่มี ราคาต่ำ รัฐบาลต้องอุ้ม คอรัปชั่น เพราะฉะนั้นไม่ยั่งยืนแน่นอน แล้วเราจะปฏิรูปกันอย่างไร

พี่น้องต้องลุกขึ้นมา ชี้ว่าเราจะปฏิรูประบบที่รากจริงๆ หนี้สิน แล้วพืชเศรษฐกิจสำคัญเราจะเอายังไง การที่รัฐบาลต้องแทรกแซง ประกันราคา น่าจะไม่ใช่ทางออกในระยะยาว

เมื่อลดเหลือ 0% เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตได้อะไรเพิ่ม เราจะทำอย่างไรให้เกษตรเข้มแข็ง

ดร.ธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษา รมต.ว่าการกระทรวงพาณิชย์
คงต้องตน เป็นที่พึ่งแห่งตน เกษตรกรต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แก้ไขปัญหาอย่างรวมศูนย์ไม่ได้ ส่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุมไม่ให้เกิดการโกงไม่ได้ จะดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร มีกลไกอื่นนอกจาก อตก.ไหมที่จะเข้ามาแก้ไขตรงนี้ได้ อบต.ได้ไหม เคยมีอบจ.ที่หนึ่งเคยอยากมารับภาระเหล่านี้แต่เมื่อพิจารณาแล้วไม่ได้ เพราะกฏหมายว่า อบจ.ไม่สามารถมาแข่งขันทางการค้ากับรัฐได้

มันเป็นไปไม่ได้แล้วที่ รัฐจะรวมศูนย์ทุกอย่าง กลไกของรัฐยังไม่ใช่คำตอบที่จะหวังได้ มีแต่ภาคประชาชนจะต้องเข้มแข็ง แต่เราจะออกแบบกลไกอย่างไร มาตรการการทำงานของรัฐที่มีมามันช่วยไม่ได้ ต้องมีมาตรการของประชาชน กระทรวงพานิชพร้อมจะทำ

ปัญหาพืชเกษตรในบ้านเรา มันเป็นเรื่องความยากจนด้วยโครงสร้างทำได้มากแค่ไหนก็ยังจน ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมกันผลักดันแก้ไขเรื่องสินค้าเกษตรกันต่อไป

ในเรื่องเพื่อนบ้านเรา ก็ทำตัวเป็นต้นไม้ใหญ่ในภูมิภาค แต่เกษตรกรต้องเสียสละหน่อยเพื่อลดปัญหาแรงงานต่างด้าว แล้วเกษตรกรได้อะไร หรือว่ามีคนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเข้าไปทำ Contract Farming

การเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน โดยหลักเกณฑ์หลายอย่างก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ เราก็ยินดีให้ความสนับสนุน แล้วเราต้องหาผู้มาร่วมเล่น รวมถึงเชิญพี่น้องประชาชนมาร่วมกันทำ โดยทางออกที่ดีที่สุดคือสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้องประชาชน

ส่วนเรื่องเกษตรกรผู้ค้าลำไยก็จะรับไปหาทางแก้ไข

กิ่งกร นรินทรกุล ฯ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชนกล่าวว่า
รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เบื้องต้นคือเราไม่จำเป็นต้องลด 0% ทำ ได้หลายทาง เพราะถ้าเปิดแบบนั้น เท่ากับรัฐบาลเอื้อประโยชน์ต่อธุกิจข้ามชาติ และเพิ่มความเสี่ยงให้เกษตรกรไม่ใช่แค่ในไทย เกษตรในประเทศเพื่อบ้านด้วย ทั้งลาว เขมร ทำลายการทำมาหากินของพี่น้อง ต้องหยุด ส่วนที่เปิดไปแล้วก็ต้องหาทางจัดการต่อไป แล้วต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วในการแก้ไขตัดสินใจได้จริง

ทางแก้ที่ทำได้คือ การปลดแอกหนี้สินจะทำให้เกษตรกร ลดการค้าที่ไม่เป็นธรรมในประเทศ ให้เกษตรกรเข้าไปอยู่ในกลไกการค้า เกษตรกรต้องตั้งองค์กรที่สามารถทำมาหากินเองได้.



<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา |กลับด้านบน >>

ข้อกังวลเกี่ยวกับการเปิดเสรีลงทุนอาเซียน!!

1. ข้อตกลงเปิดเสรีการลงทุนอาเซียน (AIA) ซึ่งเคยมีอยู่เดิมถูกเปลี่ยนเป็นข้อตกลงเปิดเสรีแบบครอบคลุม (ACIA) โดยที่ประชุมอาเซียนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2552
2. ภายใต้ข้อตกลง ACIA กำหนดว่าไทยจะต้องเปิดเสรีตาม AIA และต้องไปลดน้อยไปกว่าเดิม โดยภายใต้ AIA ซึ่งเจรจาแบบ negative list ไทยขอสงวนสาขาบางสาขารวมถึงสาขาประมง เกษตร และป่าไม้
3. ภายใต้ ACIA คณะเจรจาไทยซึ่งไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในวงกว้าง และไม่ได้นำเรื่องผ่านสภาผู้แทนราษฐร ได้ตกลงจะเปิดเสรีสาขาเพาะพันธ์และขยายพันธุ์พืช การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งจืดและทะเล การทำสวนป่าไม้

ประเด็นที่กังวล
- กระบวนการ- ไม่เป็นไปตามขั้นตอน ไม่มีส่วนร่วม ดำเนินการเองโดยข้าราชการ
- ไม่มีการผ่านสภาตามมาตรา 190
- เนื้อหา - หากเปิดเสรี หมายถึง ความเป็นไปได้ที่จะให้ต่างชาติถือหุ้นได้ตั้งแต่ 51-100% ในสาขาที่มีความอ่อนไหวต่อความมั่นคง
- ไม่เฉพาะนักลงทุนอาเซียน แต่ชาติอื่นที่มีฐานการผลิตในอาเซียน



<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา |กลับด้านบน >>


(ร่าง) กำหนดการ
เดิมพันอาเซียน : ประเด็นท้าทายต่อสังคมไทย

8 ตุลาคม 2552 เวลา 09.00 -16.30 น. ณ ห้องจุมภฎ พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี
จัดโดย สถาบันวิจัยสังคม ร่วมกับ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

08.00 - 09.00 น.
ลงทะเบียน
09.00 – 09.15 น.
กล่าวต้อนรับ โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุลอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
09.15 – 10.00 น.
กล่าวเปิดและปาฐกถา (การประชุมสุดยอดอาเซียน : โอกาสและความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อภูมิภาค)
โดย นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ
10.15 – 10.30 น.
พักรับประทานอาหารว่าง
10.30 – 12.30 น.
เสวนาโต๊ะกลม เรื่อง “สิ่งท้าทายต่อภาวะผู้นำอาเซียนของไทยสู่อำนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน”
นำโดย คุณปองพล อดิเรกสาร
รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์
คุณไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ
คุณวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ
ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ
ประธานสภาหอการค้าไทย
ฯลฯ
ดำเนินรายงานโดย รองศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว
12.30 – 13.30 น.
รับประทานอาหารกลางวัน
13.30 – 15.30 น.
เสวนาโต๊ะกลม “ภาวะผู้นำของไทยกับการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี : ใครคือผู้ขับเคลื่อน”
โดย คุณสรพงษ์ ชัยนาม ผู้อำนวยการสถาบันวิชาการสราญรมย์
ดร.กนกวรรณ มโนรมย์
คุณเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์
คุณสนิทสุดา เอกชัย
คุณศุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
คุณเตือนใจ ดีเทศน์
ฯลฯ
ดำเนินรายการโดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์*
15.30 – 15.45 น.
พักรับประทานอาหารว่าง
16.00 – 16.30 น.
สรุปและปิดงาน



<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา |กลับด้านบน >>


แนวทางการจัดทำรายการข้อสงวนภายใต้ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน
( ASEAN Comprehensive Investment Agreement – ACIA)
ข้อมูลจาก http://www.boi.go.th/thai/ACIA.asp

ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน ( ASEAN Comprehensive Investment Agreement) หรือ ACIA เป็นความตกลงด้านการลงทุนที่ครอบคลุมการเปิดเสรี การให้ความคุ้มครอง การส่งเสริม และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ที่ลงนามไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 ในระหว่างการประชุม ASEAN Summit ครั้งที่ 14 ที่ชะอำ ประเทศไทย โดยเมื่อทุกประเทศสมาชิกให้สัตยาบัน (ภายใน 6 เดือนหลังลงนาม) ความตกลง ACIA ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้แทนที่ความตกลง 2 ฉบับเดิมของอาเซียน คือ AIA (ASEAN Investment Area) ความตกลงเปิดเสรีด้านการลงทุนฉบับแรกของอาเซียนที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 และ ASEAN IGA (ASEAN Investment Guarantee Agreement) ความตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนของอาเซียนที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530

การเปิดเสรีการลงทุน เป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศวิธีหนึ่ง โดยการให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุนจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนและ นักลงทุนต่างชาติที่มีกิจการอยู่ในอาเซียน ( Foreign-owned ASEAN-based investor) ในการเข้ามาลงทุนได้อย่างเสรีมากกว่านักลงทุนจากประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ดี การเปิดเสรีการลงทุนในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงการเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนได้อย่างเสรี 100% ในทุกประเภทกิจการ แต่เป็นการเปิดเสรีแบบมีเงื่อนไข และมีความยืดหยุ่น เนื่องจากอาเซียนตระหนักดีถึงความแตกต่างของระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศ สมาชิก จึงอนุญาตให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดเงื่อนไขในการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือยังไม่พร้อมจะเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนทำกิจการใดก็สามารถสงวน เงื่อนไขและกิจการนั้นๆ ไว้ในรายการข้อสงวน (Reservation list) ได้ ซึ่งการเขียนข้อผูกพันในลักษณะนี้เรียกว่า Negative List Approach คือ ให้ระบุสิ่งที่ต้องการสงวนหรือไม่เปิดเสรีไว้ สาขาที่ไม่มีระบุไว้ในรายการข้อสงวนแปลว่านักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาลง ทุนได้เหมือนคนในประเทศ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการเปิดเสรีที่ไม่น้อยไปกว่าความตกลงเขตการลงทุนอา เซียน (AIA) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 (No backtrack) โดยประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถทะยอยเปิดเสรีเพิ่มขึ้นได้ตามความพร้อมและความ สมัครใจของตนเป็นระยะๆ ไปจนถึงปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นปีที่ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนเปิดเสรีมากที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC)

การเปิดเสรีการลงทุนภายใต้ ACIA ครอบคลุม
1. ประเภทของการลงทุน
- การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ( FDI)
- การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือการถือหุ้นน้อยกว่า 10% ( Portfolio)

2. สาขาการลงทุน
- อุตสาหกรรมการผลิต
- เกษตร
- ประมง
- ป่าไม้
- เหมืองแร่
และบริการที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 5 ภาคดังกล่าว เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของกิจการรับช่วงต่อ ( Subcontract)

สิ่งที่ความตกลง ACIA ไม่ครอบคลุม
1. มาตรการทางภาษี ยกเว้น มาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับ ข้อบทการโอนเงินและการเวนคืน
2. การอุดหนุนโดยรัฐ ( Subsidies)
3. การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ
4. การบริการโดยรัฐ
5. การเปิดเสรีกิจการบริการ
เนื่องจากมาตรการทางภาษี , การอุดหนุนโดยรัฐ, การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ, และการบริการโดยรัฐ เป็นประเด็นที่ควรให้แต่ละประเทศสามารถกำหนดนโยบายได้โดยเสรี ไม่ผูกพันภายใต้ความตกลง และอาเซียนมีความตกลงด้านการเปิดเสรีบริการอยู่แล้ว (AFAS)

แนวทางในการจัดทำรายการข้อสงวนภายใต้ ACIA นั้น ยังคงใช้ พรบ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเป็นหลัก เช่นเดียวกับการจัดทำรายการข้อสงวนภายใต้ความตกลง AIA และพิจารณาประกอบกับกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง


สาขาที่ไทยไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยเด็ดขาด

1. การทำกิจการหนังสือพิมพ์
2. การทำนา ทำไร่ ทำสวน
3. การเลี้ยงสัตว์
4. การทำป่าไม้และการแปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ
5. การทำการประมง เฉพาะการจับสัตว์น้ำในน่านน้ำไทย และในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศไทย
6. การสกัดสมุนไพรไทย
7. การทำหรือหล่อพระพุทธรูป และการทำบาตร
(ข้อ 1-7 อยู่ในบัญชี 1 แนบท้าย พรบ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ)
8. การผลิตอาวุธ (อยู่ในบัญชี 2 แนบท้าย พรบ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวห้ามไม่ให้ต่างด้าวประกอบกิจการที่เกี่ยวกับ ความปลอดภัย หรือความมั่นคงของประเทศ)
9. การผลิตไพ่ (ห้ามตาม พรบ. ยาสูบ พ.ศ. 2509)
10. การผลิตบุหรี่ (ห้ามตาม พรบ. ไพ่ พ.ศ. 2486)
11. การผลิตน้ำตาลจากอ้อย (เว้นแต่ได้รับอนุญาตจาก ครม.)



สาขาที่ไทยห้ามไม่ให้ต่างชาติถือหุ้นข้างมาก (ต้องเป็นนิติบุคคลไทย) เว้นแต่ได้รับอนุญาตจาก ครม.

1. การผลิตเครื่องไม้แกะสลัก
2. การเลี้ยงไหม
3. การผลิตเส้นไหมไทย การทอผ้าไหม หรือการพิมพ์ ลวดลายผ้าไหมไทย
4. การผลิตเครื่องดนตรีไทย
5. การผลิตเครื่องทอง เครื่องเงิน เครื่องถม เครื่องทองลงหิน หรือเครื่องเขิน
6. การผลิตถ้วยชามหรือเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นศิลปวัฒนธรรมไทย
7. การทำนาเกลือ รวมทั้งการทำเกลือสินเธาว์
(อยู่ในบัญชี 2 แนบท้าย พรบ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าว ประกอบกิจการ เพราะมีผลกระทบต่อหัตถกรรมพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรม หรือ จารีตประเพณี ทรัพยากรธรรมชาติ)



สาขาที่ไทยห้ามไม่ให้ต่างชาติถือหุ้นข้างมาก (ต้องเป็นนิติบุคคลไทย) เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

1. การสีข้าว
2. การผลิตไม้อัด แผ่นไม้วีเนียร์ ชิปบอร์ด หรือฮาร์ดบอร์ด
3. การผลิตปูนขาว
(อยู่ในบัญชี 3 แนบท้าย พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมจะแข่งขัน)

 

สาขาที่ไทยจะผ่อนปรนเงื่อนไขให้นักลงทุนอาเซียนเพื่อเป็นการเปิดเสรี

เหมืองแร่
เหมืองแร่ เป็นสาขาเดียวที่ไทยอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนสามารถถือหุ้นได้มากถึง 60% เป็นกรณีพิเศษ สาเหตุที่ไทยจำเป็นต้องเปิดเสรีให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนโดยสามารถถือ หุ้นได้ถึง 60% ในกิจการเหมืองแร่ เนื่องจากไทยได้ให้สิทธิพิเศษนี้แก่ออสเตรเลีย ภายใต้ความตกลงเขตการค้าไทย-ออสเตรเลีย ( TAFTA) และพันธกรณีระหว่างอาเซียนกำหนดให้ไทยต้องขยายสิทธิพิเศษดังกล่าวให้แก่นัก ลงทุนอาเซียนเช่นกัน ตามหลักการว่าอาเซียนต้องได้รับสิทธิพิเศษสูงสุดเสมอ

ทั้งนี้ นักลงทุนอาเซียนจะสามารถถือหุ้นได้ถึง 60% แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
- นักลงทุนที่เป็นนิติบุคคลต้องจดทะเบียนในประเทศไทยในรูปของห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด
- ต้องมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน ที่ 3 ต่อ 1
- ไทยขอสงวนสิทธิในการออกหรือรักษามาตรการใดๆ ก็ตามในระดับรัฐบาลท้องถิ่น(ต้องไม่เลือกปฏิบัติและไม่มีเจตนาทำให้ประเทศ สมาชิกอาเซียนเกิดความเสียหาย)
- ต้องได้รับสัมปทานจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- 2 ใน 5 ของกรรมการบริหารต้องเป็นสัญชาติไทย



สาขาที่ไทยเคยผูกพันไว้ภายใต้ความตกลง AIA เดิมว่าจะเปิดเสรีภายในปี 2553

1. การผลิตแป้งจากข้าวและพืชไร่
2. การทำประมง เฉพาะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
3. การทำป่าไม้จากป่าปลูก
4. การทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช
(อยู่ในบัญชี 3)

สาขาดังกล่าวข้างต้น มีการระบุเงื่อนไขการเข้ามาลงทุน ดังน
้ - ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้น้อยกว่า 50% ของทุนจดทะเบียน
- หากต้องการถือหุ้นมากกว่านั้น ต้องขออนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตาม พรบ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ต้องได้รับการส่งเสริมภายใต้ พรบ. ส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายการนิคมแห่งประเทศไทย
- ต้องมีทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท
- ต้องขอใบรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขอื่นๆ ที่ระบุใน พรบ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

ทั้งนี้ หากไทยไม่เปิดเสรีสาขาดังกล่าวข้างต้นภายในปี 2553 เท่ากับเป็นการผิดพันธกรณี ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถฟ้องร้องรัฐบาลไทยได้ ซึ่งในขณะนี้ ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการผ่อนปรน เงื่อนไขเพื่อเปิดเสรี หรือยังคงเงื่อนไขเดิม เนื่องจากภาคเอชนไทยยังไม่พร้อมที่จะแข่งขัน


นอกเหนือจากการกำหนดเงื่อนไขในการเข้ามาลงทุนเป็นรายสาขากิจการแล้ว ไทยยังสงวนมาตรการที่เป็นเงื่อนไขสำหรับนักลงทุนอาเซียนที่จะเข้ามาลงทุนใน ประเทศไทยในทุกประเภทกิจการประกอบด้วย

1. การกำหนดทุนขั้นต่ำ 2 ล้านบาท สำหรับการประกอบกิจการทั่วไป และ 3 ล้านบาทสำหรับการประกอบกิจการที่สงวนเป็นรายสาขา

2. การกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนอาเซียนต้องขอใบอนุญาต/ใบรับรองในการประกอบธุรกิจจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในทุกกรณี

3. การจำกัดสิทธิในการถือครองที่ดิน

4. การจำกัดสิทธิในการถือครองที่อยู่อาศัย

5. การกำหนดสัดส่วนการจ้างแรงงาน และห้ามประกอบอาชีพ 39 อาชีพสงวนของไทย

6. การสงวนสิทธิให้รัฐบาลไทยสามารถกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ

7. การสงวนสิทธิในกิจการขนาดย่อม ( SMEs)

8. การสงวนสิทธิในการลงทุนใน Portfolio

9. มาตรการอื่นๆ ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติมตามความจำเป็นและเหมาะสม

การพิจารณาจัดทำรายการข้อสงวนภายใต้ความตกลง ACIA ต้องคำนึงถึงพันธกรณีที่ไทยผูกพันไว้กับอาเซียน กฎหมายภายในของไทย และความเห็นจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการนำเสนอรายการข้อสงวนเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการกำกับดูแล การเจรจาความตกลงการค้าเสรี, คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ, คณะรัฐมนตรี, และรัฐสภา ตามลำดับ ก่อนที่ไทยจะนำเสนอรายการข้อสงวนดังกล่าวต่อสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อนำเสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-คณะ กรรมาธิการเขตการลงทุนอาเซียน (AEM-AIA Council Meeting) ต่อไป

ดาว์น โหลดเอกสารประกอบการพิจารณา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน อ.พ.6/2552 การประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมัยสามัญทั่วไป (2.21 MB - คลิกเพื่อดาว์นโหลด)



<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา |กลับด้านบน >>


ปัญหาและผลกระทบความตกลงการลงทุนอาเซียน
ต่อเกษตรกร ฐานทรัพยากรและภาคเกษตรกรรมไทย

โดย วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

ความเป็นมา

ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน(ASEAN Comprehensive Investment Agreement) เป็นความตกลงเต็มรูปแบบที่เกิดจากการผนวกความตกลงเขตการลงทุนอาเซียน (AIA) ซึ่งเป็นความตกลงเปิดเสรีการลงทุน ที่มีผลบังคับใช้ในปีค.ศ. 1998 กับความตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนของอาเซียน (ASEAN IGA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 1987 ให้เป็นความตกลงเต็มรูปแบบฉบับเดียว ทั้งนี้โดยมีการลงนามเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 ที่หัวหิน ประเทศไทย ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 14
ความตกลงนี้จะให้สิทธินักลงทุนในอาเซียน และนักลงทุนนักลงทุนต่างชาติที่มีกิจการอยู่ในอาเซียนและต้องการขยายการลง ทุนในอีกประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นได้รับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนตามหลักประติ บัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) กล่าวคือนักลงทุนจากต่างชาติได้รับสิทธิเช่นเดียวกับประชาชนเจ้าของประเทศ ยกเว้นในสาขาที่ได้สงวนเอาไว้(Temporary Exclusion List-TEL) และสาขาที่อ่อนไหว (Sensitive List)

สถานะของความตกลง

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้เสนอให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ(กนศ.) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ให้ยกเลิกข้อสงวนของประเทศไทย 3 รายการคือ 1) การทำประมง เฉพาะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 2) การทำป่าไม้จากป่าปลูก และ 3) การทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช โดยให้ถอนข้อสงวนดังกล่าวออกจากรายการเพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามา ลงทุนได้ภายในปี พ.ศ. 2553 อีกทั้งแจ้งว่าการยกเลิกข้อสงวนดังกล่าวไม่มีผู้คัดค้าน หลังจากที่ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2552
ขณะนี้คณะเจรจาของไทยได้ยื่นข้อเสนอเปิดเสรีต่อการประชุมคณะทำงานด้านการลง ทุนอาเซียนในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2552 แล้ว โดยที่มิได้นำร่างตารางข้อสงวนเปิดเสรีการลงทุนของไทยเพื่อขอความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรี และมิได้ขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา คาดว่าจะมีการลงนามในความตกลงนี้ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่หัวหินใน ปลายเดือนตุลาคม 2553 นี้ เพื่อให้ทันกรอบเวลาของการเปิดเสรีในปี 2553

ผลกระทบ

การเปิดเสรีดังกล่าวเป็นการเปิดรับให้กับต่างประเทศมีขอบเขตที่กว้างขวาง เพราะ เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ทรัพยากรพันธุกรรม การเกษตร และเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น ครอบคลุมถึงการเปิดเสรี การอำนวยความสะดวก การส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุน อีกทั้งเชื่อมโยงกับการเปิดเสรีให้กับนักลงทุนนอกอาเซียนที่ได้ลงทุนในอา เซียนด้วย
ผลกระทบของความตกลงนี้จึงสร้างความเสียหายได้ยิ่งกว่าการจัดทำความตกลงเขต การค้าเสรีที่รัฐบาลไทยในอดีตได้ลงนามกับต่างประเทศ เนื่องจากความตกลงส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีสินค้าเป็นส่วน ใหญ่ มีบางส่วนเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน

ผลกระทบของการเปิดเสรีการลงทุนต่อเกษตรกร ฐานทรัพยากร และภาคเกษตรกรรมโดยรวม มีดังต่อไปนี้

1. เร่งให้เกิดกระบวนการกว้านซื้อที่ดินและเช่าพื้นที่ทำการเกษตรโดยกลุ่มทุน จากต่างชาติ เช่น การเข้ามาสัมปทานปลูกป่าในพื้นเขตป่าสงวนเสื่อมโทรม พื้นที่ป่าชายเลน รวมถึงพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นการขยายความขัดแย้งปัญหาที่ดินและปัญหาการแย่งชิงน้ำในฤดูแล้งระหว่าง กลุ่มทุนกับชาวบ้านในรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

2. กลุ่มทุนต่างชาติจะเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม เช่น พันธุ์ข้าวพันธุ์ไม้ผลเมืองร้อน พืชสมุนไพร ฯลฯ รวมถึงการจดทรัพย์สินทางปัญญาจากสายพันธุ์พืช สอดรับกับความพยายามของบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติที่ผลักดันให้มีการส่งออก พันธุ์พืชออกนอกประเทศโดยเสรี และผลักดันให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 เพื่อให้สามารถผูกขาดสายพันธุ์พืชได้โดยง่าย โดยไม่ต้องขออนุญาตการเข้าถึงพันธุ์พืช และการแบ่งปันผลประโยชน์ทั้งๆที่ได้ใช้ประโยชน์จากสายพันธุ์พืชในประเทศ ต่างชาติจะเข้ามาผูกขาดตลาดเมล็ดพันธุ์พืช เช่น ข้าว ซึ่งมีมูลค่าขั้นต้นสูงมากกว่า 25,000 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้ไม่นับการใช้ช่องทางการเข้ามาตั้งกิจการเพาะและขยายพันธุ์พืชเพื่อ เข้าถึงทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งมีมูลค่ามหาศาลประเมินค่ามิได้

3. การเปิดเสรีการขยายพันธุ์พืช จะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุนขนาดใหญ่ข้ามชาติเข้ามายึดครองอาชีพและกิจการที่คน ไทยได้พัฒนามาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ จนกลายเป็นอาชีพของคนไทยเป็นจำนวนมาก เช่น ธุรกิจกล้วยไม้ของไทย ทั้งนี้โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่จะเข้ามาใช้ประโยชน์จากฐานพันธุกรรม ภาพลักษณ์ และฐานการตลาด เบียดขับผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้พัฒนามาเป็นลำดับให้สูญหายไปเช่นเดียวกับ ที่เกิดขึ้นกับร้านค้าปลีกรายย่อย เกิดผลกระทบต่อกิจการกล้วยไม้ของไทยซึ่งมีมูลค่าการส่งออกหลายพันล้านบาท/ปี โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวผลกระทบต่อศักยภาพการพัฒนาในอนาคตและผลประโยชน์ทาง เศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

4. นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ชลประทาน การพัฒนาที่ดิน การส่งเสริมการเกษตร การอุดหนุนผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการวิจัยในสาขาต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากภาษีอากรของประชาชน

แนวทางการเปิดเสรีนี้เปิดทางให้บรรษัทข้ามชาติ เข้ามารังแกเกษตรกร และชุมชนท้องถิ่น ยึดครองฐานทรัพยากรพันธุกรรม สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร และอธิปไตยของประเทศ อีกทั้งยังขัดแย้งกับนโยบายของคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน แห่งชาติ และนโยบายการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมของรัฐบาลเองอีกด้วย

ข้อเสนอและทางออก
1. รัฐบาลต้องยับยั้งหรือชะลอการดำเนินการเปิดเสรีภาคการเกษตร ประมง และป่าไม้ ดังกล่าวโดยเร็วและให้มีผลโดยทันทีก่อนหน้าการประชุมสุดยอดผ้นำอาเซียนที่ชะ อำ-หัวหินในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2552
2. ให้มีการตรวจสอบข้อมูลและประเมินผลกระทบจากการเปิดเสรีของไทยในสาขาข้างต้น รวมถึงการเปิดเสรีในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปิดเสรีในสาขาบริการที่เกี่ยวเนื่อง ว่ามีผลกระทบต่อประเทศทั้งในด้านฐานทรัพยากร เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม หรือไม่อย่างไร ทั้งนี้โดยให้มีการศึกษาวิจัยอย่างรอบด้านและเร่งด่วนโดยหน่วยงานและสถาบัน ที่ไม่มีส่วนได้เสียกับการเจรจาหรือความตกลงที่จะเกิดขึ้น
3. ก่อนเริ่มกระบวนการเจรจา รัฐบาลต้องดำเนินการเจรจาภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190 อย่างเคร่งครัด กล่าวคือต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างกว้างขวาง และต้องนำกรอบการเจรจา เช่น ตารางการจัดทำข้อสงวนหรือรายการที่อ่อนไหวเพื่อขอความเห็นชอบต่อสภา เพื่อมิให้ขัดต่อเจตนารมย์ และเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญในมาตราดังกล่าว

ในขณะที่สังคมไทยกำลังเผชิญ หน้ากับปัญหาความขัดแย้งและความไม่เท่าเทียมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนั้น ความตกลงเปิดเสรีการลงทุนอาเซียนจะทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร ภายในสังคมไทยเองแผ่ขยายออกไปมากยิ่งขึ้น เป็นการเชื้อเชิญให้ทุนขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคและระดับโลกเข้ามาใช้ทรัพยากร ทำลายโอกาสที่เกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่จะอยู่รอดและพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืนในท้ายที่สุด



<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา |กลับด้านบน >>

สรุปการเสวนาเรื่อง “จากเสรีการค้าถึงเสรีลงทุนอาเซียน:
นัยยะต่อความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรไทย”

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2552 เวลา 10.00-12.30 น.
ณ ห้องนนทรีย์ 2 เค ยู โฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วิทยากร
• ดร.รังษิต ภู่ศิริภิญโญ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ส่วนภูมิภาคและอนุภูมิภาค สำนักเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
• คุณชุมพล พรมกามินทร์ ประธานสหพันธ์เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.น่าน
• คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (Biothai)
• รศ.สมพร อิศวิลานนท์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร
ดำเนินรายการโดย คุณชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส)

(คลิกเพื่อดาว์นโหลดเอกสารทั้งหมด)



<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา |กลับด้านบน >>

สรุปประเด็นสำคัญ "เมื่อเสือกระดาษอาเซียนเปิดเสรีสินค้าเกษตร (อาฟต้า)"
เอกสารประกอบเวทีการประชุมมหกรรมประชาชนอาเซียน (ASEAN Peoples’ Forum: APF)
ในประเด็นเกษตรที่ชะอำ วันที่ 18-20 ตุลาคม 2552

เอกสารมีเนื้อหาเกี่ยวกับ
- กำเนิดอาฟต้า
- กระบวนการลดภาษีในอาฟต้า
- เส้นตายปี 2553: จะเกิดอะไรขึ้นกับไทย
- ประเด็นปัญหาสำคัญในภาคเกษตรไทย
1. การขาดส่วนร่วมของเกษตรกร
2. ไม่มีการศึกษาผลกระทบ
3. ขาดมาตรการรองรับการเปิดเสรีที่มีประสิทธิภาพ
4. การชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายที่ไม่มีประสิทธิภาพ
5. ผลต่ออำนาจการต่อรองของเกษตรกรและระดับราคา

(คลิกเพื่อดาว์นโหลดเอกสารทั้งหมด)



<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา |กลับด้านบน >>


ความตกลงเปิดเสรีการลงทุนภาคป่าไม้ของไทย ภายใต้ภูมิภาคอาเซียน
โดย พรพนา ก๊วยเจริญ
มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ

แนวโน้มการลงทุนในไทย

การเปิดเสรีการลงทุนภาคป่าไม้ ด้วยการทำไม้จากป่าปลูก ภายใต้ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ASEAN Comprehensive Agreement – ACIA) นั้น หมายถึง การเปิดให้ชาติอาเซียนและชาตินอกอาเซียนที่ลงทุนอยู่ในอาเซียนสามารถเข้ามา ลงทุนทำไม้จากป่าปลูก และปลูกป่าในผืนแผ่นดินไทยได้นั่นเอง

เหตุที่การทำไม้จากป่าปลูกนั้น ครอบคลุมถึงเรื่องการปลูกป่า เพราะการจะทำไม้ได้ก็ต้องมีการปลูกเสียก่อน ซึ่งแท้จริงแล้ว ป่าปลูกในที่นี้ก็คือ การปลูกไม้เชิงเดี่ยวเพื่อการค้า อย่างยูคาลิปตัส ไม้สัก สำหรับไม้ยูคาลิปตัสนั้นเป็นไม้ที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลโดยกรมป่าไม้ ในฐานะไม้เศรษฐกิจ เพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบสำหรับเยื่อกระดาษ ขณะที่ไม้สักเป็นไม้ที่มีราคาและเป็นที่ต้องการของตลาดในรูปของเฟอร์นิเจอร์

ปัจจุบัน สวนป่าไม้สักและไม้ยูคาลิปตัสที่มีการปลูกอยู่ในไทย ที่มีเนื้อที่รวมมากที่สุดนั้น อยู่ใน ความดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ประมาณ 1.1 ล้านไร่ ในนั้นเป็นสวนป่าที่ขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สำหรับการฟื้นฟูป่า ตามเงื่อนไขการปลูกป่าทดแทนหลังจากการสัมปทานทำไม้ ที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติป่าไม้ 2484 เป็นเนื้อที่ถึง 9 แสนไร่ หากพิจารณาตามกฎหมายแล้ว สวนป่าเหล่านี้จึงไม่สามารถทำไม้ได้ แต่ข้อเท็จจริง ออป.กลับทำไม้จากสวนป่าดังกล่าวโดยไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบ

สำหรับผู้ปลูกไม้ยูคาลิปตัสรายใหญ่ที่สุดของไทย คือ บริษัทแอดวานซ์อะโกร บริษัทในเครือของบริษัทเกษตรรุ่งเรือง พื้นที่ปลูกไม้ยูคาลิปตัสเพื่อเป็นวัตถุดิบส่งโรงงานเยื่อกระดาษของบริษัท มีทั้งบริษัทปลูกเองโดยการเช่าที่ดินป่าสงวนจากกรมป่าไม้ และการส่งเสริมการปลูกในรูปแบบพันธะสัญญากับเกษตรกร พื้นที่ปลูกไม้ยูคาลิปตัสมากที่สุดอยู่ในพื้นที่จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา รวมหลายแสนไร่

สรุปก็คือ การทำไม้จากป่าปลูก โดยนักลงทุนต่างชาติ สามารถเข้ามาดำเนินการได้ใน 2 แนวทาง คือ การร่วมทุนกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ปลูก หรือบริษัทเอกชนไทยรายใหญ่ เช่น บริษัทที่ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษขยายพื้นที่ปลูกไม้เชิง เดี่ยวเพื่อการค้า

การเปิดให้ทุนต่างชาติเข้าถึงที่ดิน

การเปิดเสรีการลงทุนการทำไม้จากป่าปลูก และปลูกป่า จะก่อผลกระทบครั้งรุนแรงระลอกใหม่ต่อการใช้ที่ดินของประชาชน ทั้งนี้เพราะธุรกิจประเภทนี้ต้องการใช้พื้นที่ดินจำนวนมากเพื่อปลูกไม้เชิง เดี่ยวในทางการค้า ความแข็งแกร่งจาก “ทุนต่อทุน” ระหว่างทุนไทยและทุนนอก จะทำให้เกิดกระบวนการกว้านซื้อที่ดินจากเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมีประชาชนจำนวนกว่า 10 ล้านคนทำกินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน

คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินที่ท่วมท้นมา จากการเปิดเสรีสินค้าเกษตร ตัวอย่างเช่นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในจังหวัดน่าน ที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า คนเหล่านี้อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการขายที่ดิน เนื่องจากความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของครอบครัวจากภาวะหนี้สิน เมื่อรวบรวมที่ดินได้ขนาดพื้นที่ใหญ่พอสมควรแล้ว บริษัทไทย(ที่ร่วมทุนกับต่างชาติ) สามารถนำไปขอเช่าจากกรมป่าไม้ได้ ในกรณีพื้นที่นั้นอยู่ในเขตป่าสงวน ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507

และเคยมีมติครม.เมื่อปี 2543 (15 กุมภาพันธ์) เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัสในการผลิตเยื่อกระดาษส่งประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเสนอให้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนก่อน จากนั้นจัดตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยกรมป่าไม้ และบริษัทร่วมทุน ทำการสำรวจรังวัดแปลง เมื่อจัดทำแผนที่แล้วเสร็จ ให้บริษัทร่วมทุนขออนุญาตใช้พื้นที่พร้อมรายละเอียดของโครงการต่อกรมป่าไม้ โดยมีบันทึกหลักฐานที่แสดงว่าราษฎรที่ครอบครองที่ดินอยู่ก่อนไม่ขัดข้องใน การเข้าทำประโยชน์พื้นที่ดังกล่าวแนบท้ายด้วย

มติครม.ดังกล่าว สะท้อนถึงช่องทางที่สามารถให้บริษัทที่มิใช่สัญชาติไทยสามารถเข้าถึงที่ดิน ได้ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากเป็นสวนไม้สัก สามารถนำไปขึ้นทะเบียนสวนป่าตาม พ.ร.บ.สวนป่า 2535 เพื่อการทำไม้จากสวนป่าไม้

เงื่อนไขใหม่ “ปลูกไม้ขายคาร์บอนเครดิต”

อีกเงื่อนไขใหม่ที่จะเป็น “ตัวเร่ง” สำหรับความต้องการเข้าถึงที่ดินผืนใหญ่ คือ การปลูกไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต ภายใต้กลไกที่เรียกว่า “REDD” (Reducing Emission from Deforestation and forest Degradation) หรือ การลดการปล่อยคาร์บอนจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า โดยล่าสุด เท่าที่ได้มีการเจรจาในการประชุมระดับโลกว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศของสหประชาชาติ ได้ยอมรับเอา “การปลูกป่า” เข้ามาอยู่ภายใต้กลไกนี้แล้ว ทั้งนี้ กำลังมีการเจรจา ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะสามารถนำคาร์บอนที่ได้จากการปลูกไม้ซื้อขายในตลาดคาร์บอน ได้

REDD จึงเป็นเงื่อนไขใหม่ ที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาใช้ที่ดินในประเทศไทยเพื่อปลูกไม้สำหรับเก็บกัก คาร์บอน ซึ่งอาจนำไปลดในประเทศตนเอง (เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งถูกบังคับให้ลด) หรือขายเข้าสู่ตลาดคาร์บอน

การแย่งชิงที่ดินข้ามพรมแดน

นักลงทุนไทยเห็นว่า การเปิดเสรีการลงทุน 3 สาขานี้ จะเป็นโอกาส “เชิงรุก” สำหรับนักลงทุนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน แม้ยังไม่มีการเปิดเสรีการลงทุน ก็เป็นที่ปรากฏชัดว่าประชาชนในลาวและกัมพูชาได้สูญเสียที่ดินให้กับนักลงทุน ต่างชาติ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในสามอันดับต้นของบริษัทที่เข้าไปลงทุนในลาว (อีกสองประเทศคือ จีนและเวียดนาม)

บริษัทไทยฮั้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยางพาราของไทย ได้สัมปทานที่ดินเป็นพื้นที่นับแสนไร่ในลาว บริษัทน้ำตาลขอนแก่นร่วมทุนกับนักการเมืองกัมพูชาสัมปทานที่ดินปลูกอ้อยใน จังหวัดเกาะกงของกัมพูชากว่าแสนไร่ (ที่มา: สมาคมยางพาราไทย)

เมื่อทุนต่อทุนย่อมสร้างความแข็งแกร่งสำหรับนัก ลงทุนไทย ในการขยายการลงทุนเข้าไปในประเทศที่มีเศรษฐกิจด้อยกว่าอย่างในลาวและกัมพูชา อีกทั้งการเมืองที่ปิดสำหรับภาคประชาชน ก็ยิ่งเปิดทางสะดวกที่จะได้มาซึ่งที่ดินผืนใหญ่อย่างง่ายดาย .

 



<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา |กลับด้านบน >>



การค้าเสรีสินค้าเกษตร: ความเสี่ยงบนยอดภูเขาน้ำแข็ง (ที่กำลังละลาย)

โดย สุมนมาลย์ สิงหะ มูลนิธิชีวิตไท (ราฟ่า)

นับตั้งแต่ไทยพยายามเร่งรัดเขตการค้าเสรีอาเซียนที่เรียกว่า อัฟต้า (มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียตนาม, พม่า และบรูไน) มาตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา แต่ยังไม่เกิดการปฏิบัติอย่างจริงจัง แต่นำไปสู่ความเร่งของการผลิตเพื่อการส่งออก เช่น ข้าว มัน ยางพารา ฯลฯ ซึ่งพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเหล่านี้เป็นกิจกรรมการผลิตที่สัมพันธ์กับรายได้ การจ้างงานและสวัสดิการของคนในชนบทของประเทศที่บริโภคข้าวเป็นหลัก ความสำคัญของข้าวทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมต่อประเทศในเอเซียนั้นเป็นสิ่งที่ทราบและยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่พบว่าประเทศผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ส่งออกผู้นำเข้า และผู้เก็บข้าวสำรองรายสำคัญของโลกเกือบทั้งหมดได้รวมตัวกันอยู่ในกลุ่ม ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 (ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้)ซึ่งการที่เป็นเช่นนี้ก็ทำให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียในเวลาเดียว กัน โดยผลดีเกิดขึ้นในด้านการค้าและผลเสียคือ การแข่งขันระหว่างกัน.....

(คลิกเพื่อดาว์นโหลดเอกสารทั้งหมด)

 



<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา |กลับด้านบน >>



ใครได้ใครเสียจากการเปิดเสรีการลงทุนทางการค้าของไทย

โดย เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒

 

ข่าวเปิดเสรีการลงทุนในอาเซียน ๓ สาขาในด้านการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการทำป่าไม้จากป่าปลูก เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการเกษตรไทยไม่น้อย เพราะจะอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนและถือหุ้นใหญ่ในกิจการทั้ง ๓ ประเภทนี้ได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นต้นไป  นัยในเรื่องนี้มีว่า ประเทศไทยได้ลงนามในความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ACIA) ที่หัวหินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายใต้ข้อตกลงนี้ต้องส่งรายการข้อสงวนภายใน ๖ เดือนหลังจากลงนามในความตกลงฯ ส่วนประเด็นที่ไทยสงวนชั่วคราว (TEL) ไว้  ๕ เรื่องมีกิจการ ๓ ประเภทข้างต้นอยู่ด้วย  การนำกิจการทั้ง ๓ ประเภทออกจากข้อสงวนนี้ด้วยเหตุผลว่าการปิดกั้นการลงทุนทำให้ขาดการพัฒนา ความรู้และเทคโนโลยีจึงแข่งขันไม่ได้ การปิดกั้นการค้าชายแดนก็ทำได้ไม่จริง ยังทำให้ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งหลบไปอยู่นอกกฎหมาย จึงควรเปิดให้มีการเปิดเสรีการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรประมงและ ป่าไม้ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย

เรื่องนี้ท่านอาจารย์ระพี สาคริกในนามมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนและภาคีร่วมหลายองค์กรได้แถลงการณ์คัด ค้านด้วยเหตุผลว่ากิจการเหล่านี้ได้รับการสงวนให้เป็นกิจการของคนไทยภายใต้ พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงจะกระทบเกษตรกร ประมงพื้นบ้าน ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยของไทยอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติทั้งในอาเซียนและบรรษัทข้ามชาติขนาด ใหญ่นอกอาเซียนเข้ามาครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน พันธุกรรมพืชและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการแย่งอาชีพของคนไทย แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทยอยู่บ้างแล้วแต่ไม่เกิดผล จึงขอให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนในชาติ

ความจริงคนไทยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาแล้วหลาย ครั้ง ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ กับจีนและออสเตรเลีย เกิดผลกระทบกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหอมปลูกกระเทียมในภาคเหนือ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อโคนมในภาคกลางและภาคอิสาน และกลุ่มเกษตรกรปลูกผักผลไม้ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจนต้องประท้วงนำผลผลิตมาเทบนถนนอยู่บ่อยๆ ส่วนเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แม้ยังมิได้มีการเปิดเสรีทางการค้าแต่เกษตรกรก็ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ ประกอบการรายใหญ่ทำให้ต้องซื้อหาอาหารแพงแต่ขายผลผลิตได้ราคาต่ำจนขาดทุน เลิกกิจการไปมากแล้ว มิพักต้องพูดถึงผลกระทบจากการส่งเสริมการลงทุนปลูกไม้โตเร็วทำเยื่อกระดาษ เพื่อทดแทนการนำเข้าตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีก่อนซึ่งทำให้เกิดการขยายพื้นที่ ปลูกไม้เศรษฐกิจเชิงเดี่ยวเป็นล้านๆ ไร่ ทำให้เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกและภาคอิสานบางส่วนต้องสูญเสีย ที่ดินทำกิน เป็นหนี้สิน สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ รวมทั้งผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพและมลภาวะสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาผลกระทบเหล่านี้ได้   ที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่งคือเกรงว่าจะไปเซ็งลี้สวนป่าของรัฐบนพื้นที่ ต้นน้ำลำธารมาทำไม้กันอย่างมโหฬาร  เกรงว่าเมืองไทยอาจจะยิ่งร้อนและแห้งแล้งไปกว่าเดิม

ผู้เขียนเห็นว่าการเปิดเสรีการลงทุนกิจการ ๓ ประเภทในปี ๒๕๕๓ มีผู้ได้เสียชัดเจน กลุ่มผู้ได้คือผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งระดับชาติและทุนร่วมข้ามชาติซึ่งไปมี กิจการขยายพันธุ์พืช เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและทำสวนป่าเชิงพานิชย์ในลาว เขมร อินโดนีเซียอยู่แล้ว หากมีการเปิดเสรีนักลงทุนต่างชาติก็จะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการเข้า ถึงที่ดินและทรัพยากรอื่นๆเพิ่มขึ้นขณะที่นักลงทุนไทยไม่ได้ โอกาสในการเพิ่มการลงทุนและการครอบครองตลาดหรือผูกขาดกิจการได้มากขึ้น   สำหรับกลุ่มผู้บริโภคก็อาจจะซื้อสินค้าราคาถูกลงในระยะแรกๆ แต่เมื่อเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยล่มสลาย ก็จะเกิดการผูกขาดทำให้สินค้าราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคก็จะต้องซื้อสินค้าและอาหารราคาแพงไปตลอดกาล   ส่วนกลุ่มผู้เสีย มีทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรรายย่อยที่เป็นคนไทยซึ่งจะแข่งขัน สู้ไม่ได้  สำหรับเกษตรกรน่าจะเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากกว่าใคร โดยเฉพาะกลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ หรือเกษตรกรปลูกข้าวโพดปลูกมันรายย่อย เพราะจะถูกกดราคาผลผลิตแต่ต้นทุนบางประเภทจะสูงขึ้นเช่นค่าเช่าที่ดิน หากทุนใหญ่เข้ามาจะต้องกว้านซื้อที่ดินขนาดใหญ่ ซึ่งจะกระทบค่าเช่าที่ดินและความสามารถในการถือครองที่ดิน ทำให้เกษตรกรรายย่อยอาจต้องสูญเสียที่ดินเพิ่มขึ้นและถึงกับสูญเสียอาชีพการ เกษตรไปอย่างถาวร กลายเป็นลูกจ้างบริษัทต่างชาติในไร่นา  เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยจึงไม่อาจคว้าโอกาสนี้ได้หากรัฐบาลเปิดเสรี การลงทุนทางการค้าของกิจการทั้ง ๓ ประเภทดังกล่าว

การตัดสินใจในช่วงประชุมสุดยอดอาเซียนในสัปดาห์ หน้า ประเทศไทยจึงยังไม่พร้อมที่จะเปิดเสรีการลงทุนทั้ง ๓ กิจการด้วยเหตุผลนานัปการข้างต้น รัฐบาลจึงควรสงวนกิจการเหล่านี้ไว้ชั่วคราวเหมือนเดิมจนกว่าจะศึกษาผลได้ผล เสียและช่วยให้เกษตรกรมีความพร้อมเสียก่อน เฉกเช่นประเทศเพื่อนบ้านฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียซึ่งเข้าใจว่ายังคงสงวนไว้ เช่นเดิมหรืออาจขอสงวนเพิ่มมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ  

ก่อนการเปิดเสรีการลงทุนทางการค้าในกิจการใดๆ ควรจะต้องสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านให้ดี สร้างความสามารถในการแข่งขัน และสร้างอำนาจการต่อรองของไทยให้เข้มแข็งให้ดีเสียก่อน และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ  ต้องรับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้านและร่วมตัดสินใจ  ต้องรู้ก่อนว่าตัดสินใจบนฐานผลประโยชน์อะไร ของใคร ผลได้ผลเสียเป็นอย่างไร ใครได้รับผลกระทบ และจะเยียวยาอย่างไร  และที่สำคัญต้องศึกษาให้รู้ก่อนว่าเพื่อนบ้านเรากำลังคิดทำอะไรอยู่  ต้องรู้เขารู้เราให้ดีก่อนตัดสินใจ 

เราเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้ามาเกือบสาม ทศวรรษได้ใจเพื่อนบ้านมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ผลของการค้าด้วยการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายที่ผ่านมากลับส่งผลกระทบ รุนแรงต่อผู้แพ้จนเกษตรกรรายย่อยทุกประเทศอยู่แทบไม่รอด ประเทศใหญ่กว่ามีทุนมากกว่าและเป็นผู้ชนะจากการเอาเปรียบเขาก็อยู่ได้ไม่ ยั่งยืนก็ถูกประเทศใหญ่กว่าเอาเปรียบต่อไปอีกเหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก สุดท้ายก็ล้มเหลวกันทั้งหมดเพราะไม่มีเกษตรกรรายย่อยให้เอาเปรียบกันอีกต่อ ไปแล้ว   หากคำนึงถึงหลักการค้าเสรีที่เป็นธรรมกันจริงแล้ว อาจต้องช่วยลดผลกระทบทางการค้าและลดช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับ เกษตรกรรายย่อยเสียก่อน ด้วยการหยุดพักการแข่งขันการค้ากันซักระยะหนึ่ง เพื่อมาช่วยกันเตรียมความพร้อมของเกษตรกรรายย่อย ด้วยการสร้างความร่วมมือกัน ทั้งระบบการผลิตและทางการค้า   โดยพัฒนากรอบความร่วมมืออาเซียนเพื่อแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการลงทุนของ เกษตรกรรายย่อยระดับสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร  เกษตรกรรายย่อยก็จะมีความพร้อมทั้งความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนรายย่อย อยู่ในระบบเศรษฐกิจได้ด้วยตัวเอง เศรษฐกิจก็โตได้เหมือนเดิม อาจไม่โตแบบก้าวกระโดยแต่ช่วยกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่ต้องหาเงินไปช่วยอุดหนุนการส่งออก ประเทศไทยก็จะได้ชื่อเป็นผู้นำสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านอาเซียนไปด้วย น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการเปิดการลงทุนทางการค้าโดยปราศจากการเตรียมความ พร้อมของเกษตรกรรายย่อยซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก ของประเทศและของภูมิภาคเอาเซียนอย่างมากมายในระยะยาว

 

 



<<กลับหน้าแรก | หน้ารวมหัวข้อบทความที่ผ่านมา |กลับด้านบน >>



เปิดเสรีการทำไม้ : หายนะสิ่งแวดล้อมของไทยและอาเซียน

โดย เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

การทบทวนกรอบการตกลงเขตการลงทุนอาเซียนเต็มรูป แบบครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ประเทศไทยได้สงวนการทำป่าไม้และการแปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ การแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือน และเครื่องใช้สอย และการทำไม้จากป่าปลูกไว้ แต่ท่าทีของไทยในปัจจุบันกำลังจะยกเลิกข้อสงวนการทำไม้จากป่าปลูก เป็นการเปิดเสรีการลงทุนให้มีการทำไม้จากป่าปลูกได้ทั่วประเทศ

ผู้เขียนเห็นว่าหากมีการเปิดให้ทุนต่างชาติเข้ามาทำไม้จากป่าปลูกได้อย่าง เสรี ใช้ตลาดนำ ใช้เงินทุนมาล่อ จะมีผลต่อการสูญเสียป่าธรรมชาติ เกิดหายนะกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของไทยและอาเซียนอย่างรุนแรงแน่นอน เพราะขนาดปิดป่า ยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าบกทั้งหมดตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ และปล่อยให้สัมปทานทำไม้ป่าเลนสิ้นสุดโดยไม่ต่ออายุมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ทั้งยังเพิ่มงบประมาณ อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัย อาวุธร้ายแรง รวมทั้งกฎหมายที่เข้มงวดถึง ๕ ฉบับ ก็ยังไม่สามารถยับยั้งการทำลายป่าธรรมชาติได้ ถ้าหากเปิดเสรีการทำไม้ แม้จะทำเฉพาะป่าปลูกก็ตามแต่ก็เชื่อแน่ว่าจะไม่สามารถป้องกันการบุกรุกป่า ตัดไม้จากป่าธรรมชาติมาสวมตออย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วที่ป่าแควระบบสียัด อำเภอสนามชัยเขต และป่าสาละวิน อำเภอปาย ฯลฯ

จริงอยู่ที่การเปิดเสรีในกิจการทำไม้จากป่าปลูก จะช่วยให้เงินทุนไหลเข้า กระตุ้นให้เกิดการผลิตและการตลาดอย่างกว้างขวาง แต่ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่ามันยั่งยืนหรือไม่ การสูญเสียป่าไม้หลายสิบล้านไร่ไปอย่างถาวรในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาไม่ ใช่เพราะราคาตลาดจูงใจดอกหรือ ปัญหาการรักษาป่าของไทยในปัจจุบันคืออะไร หากมิใช่ปัญหาขาดเงินทุนและการตลาด

หากเราศึกษาความเป็นมาของกิจการทำไม้ทั่วโลก ตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม ซึ่งมีการผลิตไม้ซุงป้อนโรงงานอุตสาหกรรมและการค้า มาจนถึงยุคการผลิตไม้อัด ไม้ประสาน ไม้ทำเฟอร์นิเจอร์ ไม้ลังบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งชิ้นไม้สับเพื่อทำเยื่อกระดาษที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางในประเทศแถบ โซนร้อนในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า กิจการทำไม้เชิงพานิชย์ขนาดใหญ่ มุ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนป่าธรรมชาติเป็นสวนป่าไม้โตเร็วชนิดเดียว ได้ทำลายคุณค่าทางความหลากหลายทางธรรมชาติ ระบบนิเวศและภูมิอากาศประจำถิ่น และการรักษาแหล่งพันธุกรรมพืชและสัตว์โดยสิ้นเชิง ทำลายเสียจนไม่อาจกลับฟื้นคืนตัวให้ไม้ใช้สอยได้อีก จึงต้องมาทำสวนป่าเพื่อหวังเนื้อไม้ แต่ก็มักล้มเหลวเพราะไม่คุ้มทุนและเกิดผลกระทบนานัปการ จนต้องเปลี่ยนมาลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา เช่าที่ป่าสงวนหรือกว้านซื้อที่ดินราคาถูกจากเกษตรกรรายย่อย จ้างแรงงานราคาถูกมาทำสวนป่า หรือพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ทำให้เกษตรกรรายย่อยสูญเสียที่ดินทำกินของตนเอง กิจการทำสวนป่าเพื่อทำไม้ลักษณะนี้จึงขัดกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผลกระทบจากกิจการป่าไม้ที่เปลี่ยนป่าธรรมชาติขนาดใหญ่มาเป็นสวนป่าได้ส่งผล ไปทั่วโลก ในยุโรปและอเมริกาเหนือเกิดฝนกรดทำลายพืชผลเกษตรเสียหายและมีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทำให้เกิดความแห้งแล้งและไฟป่ารุนแรงซึ่งมีผลทำให้โลกร้อน ในอินโดนีเซียเกิดไฟป่าอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบมายังหลายประเทศในอาเซียน สำหรับประเทศไทยก็มีข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วย เช่น การทำสวนสักและสวนสนที่ปลูกเชิงเดี่ยวจำนวนหลายแสนไร่มานานเกือบร้อยปีในภาค เหนือ รวมทั้งสวนไม้ยูคาลิปตัส จำนวนเกือบ ๑๐ ล้านไร่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อดินและน้ำ ทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติแห้งขอด แม้จะมีการประกาศเขตป่าอนุรักษ์เพิ่มและส่งเสริมการปลูกป่าอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่หลังการปิดป่าจนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถเยียวยาระบบนิเวศที่เสื่อม โทรมให้กลับฟื้นคืนความสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ได้ การรักษาป่าธรรมชาติที่เหลืออยู่ให้ได้ก็มีความหวังริบหรี่เต็มที

ผู้เขียนเห็นว่าการทำไม้อย่างเสรี เป็นประเด็นทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศ ในยุคปัจจุบันที่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังวิกฤติจนเกิดปัญหาโลกร้อนจึง ไม่ควรเปิดให้มีการทำไม้ขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่ต้องรักษาป่าธรรมชาติที่เหลือไว้ให้ได้ด้วยวิธีจัดการให้เกิดการใช้ ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน การเปิดเสรีการลงทุนทางการค้าในกิจการทำไม้จำเป็นต้องมีข้อมูลจากการศึกษา วิจัยรอบด้าน และเปิดการรับฟังความเห็นของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ควรตัดสินใจโดยคณะกรรมการฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศแต่เพียง ลำพัง จึงขอเสนอให้ทำการศึกษาหาข้อมูลและความรู้ก่อนดังนี้

๑) ข้อมูลพื้นที่ทำไม้ พื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำไม้จากสวนป่าตามที่คิดจะเปิดเสรีทางการค้า มีเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง และพื้นที่แต่ละแปลงมีปัญหาอุปสรรคอะไรอยู่บ้าง เช่นเป็นพื้นที่ที่รัฐมีโครงการจะใช้ประโยชน์หรือไม่ มีชาวบ้านอาศัยทำกินอยู่หรือไม่

๒) ข้อมูลป่าธรรมชาติ ป่าธรรมชาติที่เหลือมีกี่ผืน เนื้อที่เท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง จะมีวิธีการตรวจสอบติดตามการนำป่าธรรมชาติไปทำสวนป่า นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ป่ากว่า ๑ ล้านไร่ที่ปลูกทดแทนสัมปทานทำไม้ซึ่งรัฐมอบให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ดูแล อยู่ในปัจจุบัน ยังไม่ชัดเจนว่าส่วนไหนจะต้องกำหนดให้เป็นป่าธรรมชาติเพื่อรักษาไว้ เป็นต้นน้ำลำธารและส่วนไหนจะจัดการเป็นสวนป่า หากไม่แยกแยะให้ชัดเจน อาจมีผลทำให้พื้นที่ต้นน้ำลำธารถูกทำลายจากการทำไม้ได้

๓) ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การทำไม้ในพื้นที่ขนาดใหญ่จะเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสภาพอากาศท้องถิ่นอย่างไร เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะงานวิจัยจำนวนมากชี้ชัดว่าการทำไม้ในพื้นที่ผืนใหญ่ที่มีอาณาเขตติดต่อ กัน มีผลให้เกิดการไหล่บ่าของน้ำผิวดินมากขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น และมีผลต่อการซึมน้ำลงใต้ดินและการไหลของน้ำในลำธารในฤดูแล้ง ตัวอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นที่เคยทำไม้ป่าธรรมชาติแล้วปลูกไม้สนชนิดเดียว เป็นผืนใหญ่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อการกัดชะพังทลายของดินและน้ำรุนแรงจนต้องออกกฎหมายห้าม ตัดไม้เป็นพื้นที่ผืนใหญ่และไม่ให้ปลูกทดแทนด้วยไม้ชนิดเดียว ตัวอย่างในประเทศไทยก็เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนจากกรณีสวนสักและสวนสนสามใบใน ภาคเหนือ และสวนไม้ยูคาลิปตัสในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้น้ำในลำห้วยลำธารรวมทั้งบ่อน้ำใช้สอยของชาวบ้านแห้งขอด และยังทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดินและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างประมาณค่ามิ ได้

๔) การสูญเสียที่ดินของเกษตรกรรายย่อย จะป้องกันมิให้เกิดการกว้านซื้อที่ดินจากเกษตรกรรายย่อยเพื่อการทำสวนป่าได้ อย่างไร การสูญเสียที่ดินของเกษตรกรรายย่อยจากการส่งเสริมการลงทุนปลูกไม้โตเร็วเชิง เศรษฐกิจเมื่อราวสามสิบปีก่อน ทำให้เกษตรกรรายย่อยในภาคกลาง แถบตะวันตก ตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน สูญเสียที่ดินจากการกว้านซื้อและบังคับขายที่ดินให้กลุ่มทุนทำสวนป่า เป็นบทเรียนที่ควรจะต้องศึกษากันก่อนว่า ใครได้ใครเสีย มิฉะนั้นจะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรให้สูญเสียที่ดินเร็วขึ้น

๕) ผลกระทบการลงทุนของผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น มีผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมพื้นฐานด้านไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้อยู่เท่าไร เขามีปัญหาอะไร ต้องการความช่วยเหลือเพื่อยกระดับกิจการของเขาอย่างไร ผู้เขียนเห็นว่ากลุ่มแกะสลักไม้ กลุ่มทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ ของไทยแม้มีจำนวนไม่มาก แต่มีฝีมือดี ผลิตภัณฑ์เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพียงแต่ช่วยขจัดเงื่อนไขกฎหมายที่กำหนดไม้หวงห้ามออกไปเสีย ลดขั้นตอนการอนุญาตและควบคุมเจ้าหน้าที่ไม่ให้ไปรีดไถ ภาคเอกชนก็สามารถพัฒนากิจการแข่งขันได้อยู่แล้ว

ผู้เขียนมีข้อเสนอ ๒ ประการ ประการแรกอย่าเพิ่งเปิดเสรีการทำไม้ในสวนป่า ขอให้ศึกษาวิจัยเพื่อให้มีความรู้ถึงผลได้ผลเสียและผลกระทบให้ชัดเจนเสีย ก่อนแล้วให้มีกระบวนการตัดสินใจโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาควิชาการและหน่วยงานของรัฐ การเร่งรีบตัดสินใจเปิดเสรีทางการค้าสาขาป่าไม้กับประเทศในอาเซียนจะยิ่ง เพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อม ประการที่สองควรทำกรอบความร่วมมือทางวิชาการด้านป่าไม้ระหว่างประเทศในอา เซียน ในพื้นที่ซึ่งระบบนิเวศเชื่อมโยงกัน เช่นพื้นที่รอยต่อไทย ลาว และกัมพูชา หรือพื้นที่รอยต่อไทยกับพม่าเป็นต้น เพื่อยกระดับการดูแลรักษาป่าให้มีความสมดุลยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจสังคมและ สิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนที่พลเมืองอาเซียนมีส่วนร่วมและได้ประโยชน์ร่วม กัน

ป่าและชีวภาพในป่าเป็นทรัพยากรส่วนรวมที่อ่อนไหวเปราะบาง การรักษาป่าหรือทำสวนป่าให้เป็นธรรมและยั่งยืน ต้องจัดการด้วยหลักการมีส่วนร่วม หลักดุลภาพ และหลักอเนกประโยชน์ ทั้งด้านอาหาร พลังงาน สมุนไพร และไม้ใช้สอย จึงจะเกิดประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ต่อคนไทยและประชาคมอาเซียน หากจัดการผิดพลาดซ้ำรอยอดีต ก็จะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงที่คนไทยและชาวอาเซียนจะต้องประสพชะตากรรมร่วมกัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลจึงไม่ควรเร่งรีบตัดสินใจหากยังมีข้อมูลและความรู้ไม่เพียงพอ

เชิญร่วมแนะนำเว็บนี่กับเครือข่ายทางสังคม

  • Facebook: cityfarm
  • Flickr: xxxx
  • Twitter: xxxxxx
  • YouTube: xxxx
  • External Link: http://www.stats.in.th/?cmd=stats&user=sathai

ยอดรวม hit counter


วันที่เริ่มสำรวจ 02/05/2554