กระบวนการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าว...กับการลิดรอนสิทธิเกษตรกร

กระบวนการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าว...กับการลิดรอนสิทธิเกษตรกร
…………………………………………………………………………………………………………………
โดย : โครงการปฏิบัติการเชิงนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
การเคลื่อนไหวด้านสิทธิเกษตรกรเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐไทยได้นำระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ของรัฐแบบอย่างตะวันตกมาใช้ แล้วละเลยและละเมิดระบบกรรมสิทธิ์ตามประเพณีของเกษตรกรส่งการเปลี่ยนแปลงระบบกรรมสิทธิ์ตามประเพณี จนก่อเกิดการเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชนราวปี พ.ศ. 2520 เป็นต้นมาในการเรียกร้องสิทธิการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นเช่น ป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งการเคลื่อนไหวในประเด็นการเรียนรู้และพัฒนาระบบเกษตรกรรมบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นและศักยภาพเกษตรกร(สุภา ใยเมือง, 2552: 15) ซึ่งอดีตประเด็นสิทธิทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ได้มีความคิดเกี่ยวกับการถือสิทธิครอบครองผูกขาดเนื่องจากพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์และความรู้พื้นบ้านในการจัดการ การคัดเลือกเป็นสิ่งที่ต้องแบ่งปันกัน (วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ,2544: 3) แต่ความต้องการครอบครองและผูกขาดต่อทรัพยากรพันธุ์พืชและสัตว์นั้นได้มีพัฒนาการมาจากแนวคิดการจัดการแบบพาณิชย์นิยมตามแบบประเทศอุตสาหกรรม และประเทศไทยได้รับแนวคิดนั้นมาเป็นฐานในการจัดการเพื่อมีกรรมสิทธิ์ในความหลากหลายทางชีวภาพ
เช่นเดียวกับ“ข้าว” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญจึงกลายเป็นความต้องการครอบครองและผูกขาดภายใต้กระแสการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์เพื่อเป้าหมายของ “พันธุ์ดี” ที่สามารถให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคและศัตรูพืช ต้นเตี้ย และพันธุ์ข้าวจึงมีเรื่องเล่าขานมากมายทั้งการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ดี ผลผลิตดี ราคาดี ส่งออกได้ในปริมาณมากและเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร
งานวิจัย “การศึกษาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านเพื่อการขยายผลผลิตข้าวในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่บ้านกุดหิน บ้านกำแมด บ้านโนนยาง ตำบลกำแมด อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร” ชี้ว่าเกษตรกรในตำบลกำแมดส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่มีพันธุกรรมพื้นบ้านในระบบการผลิต ลืมภูมิปัญญาการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ แต่หันไปนิยมใช้เมล็ดพันธุ์ส่งเสริมจากภาครัฐและกลุ่มธุรกิจเกษตรโดยเฉพาะพันธุ์ข้าวและพันธุ์ผักจนเป็นคำพูดว่า “พันธุ์เราดีไม่เท่าของเขา” (ดาวเรือง พืชผล, 2553 : 3) และพบว่าข้าวพื้นบ้าน 50 สายพันธุ์สูญหายไประหว่างปี พ.ศ. 2521-2535 จากการที่ศูนย์วิจัยข้าวได้พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวพร้อมทั้งคัดเลือกเมล็ดพันธุ์หลักแล้วส่งให้ศูนย์ขยายพันธุ์พืชทำการขยายถึงจะส่งต่อให้สำนักงานเกษตรจังหวัดหรืออำเภอนำไปแลกกับพันธุ์ดั้งเดิมของเกษตรกร ต่อมาศูนย์ขยายพันธุ์พืชได้จัดตั้งกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโดยมีการอบรมให้ความรู้ขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดตั้งศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชนขึ้น
ตัวอย่างที่นำเสนอนี้ แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาครอบงำภูมิปัญญาและการจัดการพันธุ์ข้าวที่มีอยู่เดิมของเกษตรกรและนำเอาความคิดรวมทั้งความรู้ใหม่เข้ามาจนเริ่มทำให้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่เกษตรกรดูแลรักษาไว้ดูด้อยค่าและไม่ดีเท่ากับพันธุ์ที่ปรับปรุงแล้ว รวมถึงได้ส่งผลต่อความหลากหลายของพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่สัมพันธ์ต่อวิถีชีวิต และความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ อีกทั้งลักษณะของพันธุ์ข้าวที่ทนต่อโรคและแมลงพร้อมๆกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อของชาวนาที่สำคัญได้ลดบทบาทในการเก็บรักษาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่มีมาอย่างยาวนาน
บทบาทรัฐกับการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าว
ภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทและจัดการปรับปรุงพันธุ์ข้าวนับแต่ที่ไทยได้เริ่มทำสนธิสัญญาเบาริง (Bowring Treaty) กับสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2398 และเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ (subsistence economy) ที่มีขนาดการค้าขายกับต่างประเทศอยู่ในขอบเขตจำกัดเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด (open economy) (พอพันธุ์ อุยยานนท์, 2545:5) รวมทั้งได้นำมาซึ่งการลิดรอนสิทธิเกษตรกรในการจัดการพันธุ์ข้าวที่เคยมีมา ภายใต้เงื่อนไขสำคัญดังนี้
การพัฒนาพันธุ์ข้าวภายใต้สนธิสัญญาเบาริ่ง
เมื่อไทยเริ่มเปิดการค้าข้าวปี พ.ศ.2398 จึงเกิดการขยายพื้นที่ปลูกแต่พบว่าผลผลิตต่อไร่ต่ำ คุณภาพไม่ดี ขายไม่ได้ราคาจึงจำต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตดี คุณภาพดีไปขายในตลาดโลกได้ รัฐจึงให้ทุนศึกษากับข้าราชการไทยให้ไปเรียนรู้การเกษตรจากต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาใช้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวของไทย นอกจากนั้นรัฐยังได้จัดประกวดพันธุ์ข้าว รวบรวมพันธุ์ข้าวจากที่ต่างๆมาปลูกเปรียบเทียบมีการคัดเลือกรวงที่ดีเพื่อทำพันธุ์และนำพันธุ์ที่คัดแล้วกระจายให้เกษตรกรเห็นคุณค่าและส่งเสริมให้ปลูก (สุวิตร บุษประเวศ, 2525:12-19)
การพัฒนาพันธุ์ข้าวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังสงครามยุติเกิดความอดอยากขาดแคลนอาหารจำเป็นต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ มีผลผลิตสูงจึงเกิดองค์การระหว่างประเทศเพื่อช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีและความรู้ เช่น การเป็นสมาชิกองค์การอาหารและเกษตร (Food and Agriculture Organization- FAO) ได้ส่ง Dr. K. Ramiah ชาวอินเดียมาสำรวจและหาแนวทางปรับปรุงการเกษตรรวมทั้งเสนอแนะการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยการเก็บรวงมาคัดพันธุ์และผสมพันธุ์ข้าวพื้นบ้านกับพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง (สุวิตร บุษประเวศ, 2525:20) รวมทั้งไทยได้ส่งพันธุ์ข้าวไปผสมพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ตอบสนองปุ๋ยภายใต้โครงการผสมพันธุ์ข้าว Indica-Japonica ที่ Central Rice Research Institute (CRRI) ประเทศอินเดีย
การเป็นสมาชิกตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2493 กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาส่งผู้เชี่ยวชาญมา 2 คน คนหนึ่งเชี่ยวชาญเรื่องดินชื่อ ดร.โรเบิร์ต แพนดอร์ตัน (Dr.Robert Panderton) มาร่วมพัฒนาการใช้ที่ดิน อีกคนคือ ดร.แฮริส เอช.เลิฟ (Dr.Harris H.Love) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล มาร่วมกับราชการไทยจากกองข้าวที่เคยได้ทุนการศึกษาร่ำเรียนกับ ดร.เลิฟ เช่น พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ดร.สละ ทศานนท์ ดร.ครุย บุญยสิงห์ และอ.สวัสดิ์ เชียวสกุล ภายใต้โครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยเพื่อให้ได้ข้าวพันธุ์ดีผลผลิตต่อไร่สูงเหมาะสมกับท้องถิ่น มีความต้านทานโรคและศัตรูพืชได้ดี (วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, 2551:49)
การตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติหรืออีรี่ (IRRI) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ในปี พ.ศ. 2503 จากการสนับสนุนของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์และมูลนิธิฟอร์ด เพื่อค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค มีการรวบรวมและแลกเปลี่ยนพันธุ์ข้าวพื้นเมืองจากประเทศสมาชิกมาผสมข้ามพันธุ์เพื่อสร้างข้าวพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูงและตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ย ผลงานสำคัญในช่วงแรก(พ.ศ. 2509) ก็คือข้าวมหัศจรรย์ IR 8 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นปรากฏการณ์ที่การปฏิวัติเขียว มีการส่งเสริมให้ปลูกในหลายประเทศ ประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2509-2525 ดร.เบน แจ็คสันได้มาทำงานร่วมกับกรมการข้าวของไทยในฐานะเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์และนักวิทยาศาสตร์ของอี่รี่ และนำพันธุ์ IR8 เป็นพ่อและใช้พันธุ์เหลืองทองเป็นแม่จนได้พันธุ์ กข.1 และ กข.3 จากนั้นนำไปปลูกทดสอบตามสถานีทดลองข้าวรวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวทั่วประเทศ (สุวิตร บุษประเวศ, 2525:26-28 และวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, 2551:49-54)
นิยามความหมาย “ข้าวพันธุ์ดี” จึงเกิดขึ้นตามสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติและถือเป็นข้อปฏิบัติร่วมกัน คือ ลำต้นเตี้ย แตกกอปานกลาง อายุตั้งแต่ตกกล้าถึงเก็บเกี่ยวไม่เกิน 130 วัน ตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนได้ดี ไม่ไวต่อช่วงแสง มีการปรับระบบการทำเกษตรครั้งใหญ่ที่อาศัยความรู้และเทคโนโลยีทั้งปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช เกิดการปลูกข้าวพันธุ์เดียวในพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำนามากกว่า 1 ครั้งในรอบปี มีการผสมพันธุ์ข้าวข้ามสายพันธุ์ รวมทั้งมีการแบ่งบทบาทหน้าที่เกิดหน่วยงานเพื่อส่งเสริมสนับสนุนที่ชัดเจน คือศูนย์วิจัยข้าวเป็นผู้ทำการวิจัยพัฒนาพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์หลัก พันธุ์คัดจากนั้นส่งพันธุ์คัดให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อหาเกษตรกรเข้าร่วมในการผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่าย เมื่อเกษตรกรผลิตได้ก็ส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจัดจำหน่ายให้กับเกษตรอีกครั้ง
การปรับปรุงพันธุ์ข้าวในปัจจุบัน
ช่วงปฏิวัติเขียวเกิดผลกระทบต่อเกษตรกรที่เผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สุขภาพเกษตรกรย่ำแย่จากการใช้ปุ๋ยและสารเคมี รวมทั้งความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า “ข้าว” ยังคงเป็นความต้องการของตลาดโลกดังนั้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญ
กระบวนการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวของไทยยังคงต้องการและอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศทั้งสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐตลอดจนบริษัทธุรกิจเมล็ดพันธุ์มากขึ้นบวกกับการเปิดเสรีการค้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องและผูกพันกับข้อตกลงระหว่างประเทศ การปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่เกิดขึ้น เช่น โครงการวิจัยจีโนมข้าวเพื่อค้นคว้าหาจีนที่มีประโยชน์ซึ่งซ่อนอยู่ในพันธุ์ข้าวพื้นเมือง (อรอนงค์ นัยวิกุล, 2547:10-11) การผลิตข้าวดัดแปลงพันธุกรรมหรือจี เอ็มโอ (Genetically Modified Organisms) ในปีพ.ศ. 2533 ที่กรมวิชาการเกษตรไทยร่วมมือกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ (วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, 2553 : 36-85) เป็นต้น
ในยุคการปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ส่งผลให้เห็นว่า เมล็ดพันธุ์ที่อดีตเป็นของสาธารณะทุกคนสามารถนำไปใช้หรือแลกเปลี่ยนได้กลายเป็นความต้องการเป็นเจ้าของ ครอบครองโดยการจดสิทธิบัตรและคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ ทำให้ลดทอนความเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรไม่สามารถแลกเปลี่ยน เก็บรักษาได้อีกต่อไป การปรับปรุงพันธุ์ข้าวได้เป็นไปเพื่อการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ของบริษัทธุรกิจเมล็ดพันธุ์ซึ่งได้ให้ความสนใจกับการค้นหาเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยอ้างว่าแก้ปัญหาการพึ่งพาสารเคมีและผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภคที่เกิดจากการปฏิวัติเขียวในช่วงที่ผ่านมา (วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, 2551:218) และกล่าวได้ว่ากระบวนการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวของภาครัฐนั้นนำมาซึ่งการลิดรอนสิทธิเกษตรกรอย่างที่เป็นมาตั้งแต่การเปิดประเทศสู่การค้า
การทวงถามสิทธิเกษตรกรในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าว
การพัฒนาพันธุ์ข้าวของเกษตรกรนั้นได้ปรับเปลี่ยนตามแนวทางการพัฒนาพันธุ์ข้าวของภาครัฐ แต่เมื่อประสพกับปัญหา เช่น ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สุขภาพที่ย่ำแย่จากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า เสื่อมโทรม การไม่สามารถจัดการพัฒนาพันธุ์ข้าวได้ด้วยตนเอง เกษตรกรบางรายจึงปรับตัวโดยยอมรับการพัฒนาพันธุ์ข้าวของภาครัฐเพียงบางส่วนและได้เกิดการทวงถามสิทธิเกษตรกรในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวดังเช่นกรณีตัวอย่างขององค์กรเกษตรกรภายใต้เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกที่ได้มีการรื้อฟื้นและทวงสิทธิของตนต่อการจัดการพันธุ์ข้าวพื้นบ้านมานานกว่าทศวรรษ
เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2540 ทางเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ได้นำประเด็นการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงปฏิวัติเขียว (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) มาเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับกลุ่มเกษตรในพื้นที่ของเครือข่ายฯจนมีบทสรุปสำคัญของผลความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับภาคเกษตรจนเป็นที่มาของการรื้อฟื้นพันธุ์ข้าวพื้นบ้านกลับคืนมาอีกครั้ง
ทบทวนการทำนาในอดีตที่มีพึ่งพาธรรมชาติมีการเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งาน มูลสัตว์ก็นำมาทำเป็นปุ๋ย มีการใช้พันธุ์ข้าว 3-5 สายพันธุ์ต่อครอบครัวตามสภาพพื้นที่หลายลักษณะในแปลง การทำนาเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน – สิงหาคมโดยเริ่มปักดำข้าวหนักในพื้นที่ลุ่ม จากนั้นก็ดำข้าวกลางและข้าวเบา ถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็จะไล่เก็บเกี่ยวเดือนตุลาคมเป็นต้นมาจากข้าวเบา มาข้าวกลางสุดท้ายเป็นข้าวหนัก การคัดเลือกพันธุ์ข้าวนั้นจะเลือกแปลงที่ดินดีไว้ปลูกทำพันธุ์และมีการจัดการดูแลไม่ให้โรคแมลง วัชพืชมารบกวน จัดการน้ำให้พอเหมาะ กำจัดพันธุ์ข้าวที่ไม่ตรงตามสายพันธุ์ ถึงเวลาเกี่ยวเลือกรวงงาม เมล็ดเต็ม นำไปนวดเก็บใส่กระสอบแยกแต่ละสายพันธุ์ไม่ให้ปนกัน แต่เมื่อระบบการทำนาเปลี่ยนไปสู่การปฏิวัติเขียวที่มีนโยบายและส่งเสริมให้เกษตรกรมุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตเพื่อการส่งออกนั้น ความรู้การพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ที่รับจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกในฐานะที่ได้รับการยอมรับถูกนำมาส่งเสริมต่อเกษตรกร เช่น การเปลี่ยนพันธุ์จากพื้นบ้านที่หลากหลายให้ใช้พันธุ์ดีไม่กี่สายพันธุ์ การปรับพื้นที่นาให้สม่ำเสมอเพื่อควบคุมจัดการน้ำและปุ๋ยเคมี และเหมาะกับพันธุ์ข้าวมะลิ 105 กข. 6 ที่ได้รับส่งเสริม และเกิดการแบ่งบทบาทการพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างชัดเจน ทำให้บทบาทของเกษตรกรในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวถูกลดลง
สำรวจพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่หลงเหลืออยู่ใน 5 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคามและสุรินทร์ พบพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน 32 สายพันธุ์ เช่น ข้าวปลาซิว ข้าวอีตมขาว ข้าวก่ำ ข้าวก่ำกาบใบดำ ข้าวดอขาว ข้าวกอเดียว ข้าวอีน้อย ข้าวเล้าแตก ข้าวมะลิแดง ข้าวนางนวล ข้าวนางมน ข้าวนางเมา ข้าวสันป่าตอง ข้าวเหลืองบุญมา ข้าวแม่ฮ้าง ข้าวเจ้าลอย ข้าวบองกษัตริย์ ข้าวเจ้าแดง ข้าวหวิดหนี้ ข้าวมะเขื่อ ซึ่งแสดงถึงการสืบทอดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ยังคงเก็บรักษาไว้ ด้วยเหตุผลว่าข้าวพื้นบ้านเหมาะสมกับพื้นที่ ทนโรคและแมลง ใช้ประโยชน์ได้มากทั้งกินและแปรรูป
ก่อตัวเป็นคณะทำงาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ได้ก่อรูปเป็นคณะทำงานพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านอีสาน เพื่อวางเป้าหมายและทำกิจกรรมร่วมกัน มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ศึกษาดูงาน มีเวทีแลกเปลี่ยนพันธุ์ข้าว อบรมเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ข้าว มีการรวมกลุ่มทั้งในระดับพื้นที่และภาคทำให้พันธุ์ข้าวพื้นบ้านเกิดการขยายผล เกิดความร่วมมือการพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้านทั้งหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น ศูนย์วิจัยข้าว มูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิชีวิตไท มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุนทั้งด้านเทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ การแลกเปลี่ยนวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา การศึกษาดูงาน การทำวิจัย และการรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นบ้านภาคอีสานมาถึงต้นปีพ.ศ. 2553 พบว่ามีถึง 223 สายพันธุ์ กระจายใน 8 พื้นที่ คือ เทือกเขาเพชรบูรณ์ ทุ่งกุลาร้องไห้ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ ขอนแก่นและอุบลราชธานี
สถานการณ์พัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน :
การรื้อฟื้นความรู้ ภูมิปัญญา ปรับตัว และตอบโต้
อันเนื่องจากพันธุ์พืชเป็นรากฐานสำคัญของการเกษตรและอาหาร กล่าวกันว่าหากผู้ใดยึดครองพันธุ์พืชได้ ผู้นั้นย่อมครอบครองการเกษตรและความมั่นคงอาหารได้ ดังนั้นสถานการณ์เคลื่อนไหวเพื่อแย่งชิงจัดการพันธุ์พืชจึงเกิดขึ้น
ส่วนของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์มีความพยายามเคลื่อนไหวเพื่อจัดการควบคุมเมล็ดพันธุ์ภายใต้นโยบายส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนให้บริษัทเอกชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุ์พืชของรัฐได้ รวมทั้งกฎระเบียบภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งดูเหมือนว่ามีโอกาสการควบคุมเมล็ดพันธุ์ได้สูงจากการใช้เทคโนโลยี ความรู้วิทยาศาสตร์ มีการคาดการณ์ว่าไม่เกิน 2 ทศวรรษเมล็ดพันธุ์ข้าวจะถูกผูกขาดโดยบริษัทเกือบทั้งหมด
ในส่วนของภาคเกษตรกรนั้น การขับเคลื่อนด้วยการฟื้นฟู ความรู้ การปรับตัวและร่วมมือหรือตอบโต้ที่เกิดขึ้นเพื่อจัดการพันธุ์พืชนั้นย่อมบ่งบอกถึงสิทธิเกษตรกรที่พึ่งจะได้รับ และมีความจำเป็นยิ่งที่ต้องสร้างเครือข่ายเพื่อปกป้องพันธุกรรมไม่ให้ถูกผูกขาดโดยผู้ใดผู้หนึ่ง การเรียนรู้เพื่อสรุปวิเคราะห์เรื่องราวในอดีตเพื่อเป็นบทเรียนและเท่าทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นแนวทางจำเป็นที่นำไปสู่อิสรภาพทางพันธุกรรม
วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 :คำประกาศอิสรภาพทางพันธุกรรม
การขับเคลื่อนของภาคประชาชนในสิทธิการจัดการทรัพยากรนั้นเป็นไปเพื่อให้เกิดการรับรองและยอมรับจากนโยบายของรัฐให้เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรสามารถผลิต พัฒนา จัดจำหน่ายพันธุกรรมพื้นเมือง จากการดำเนินงานกว่าทศวรรษได้เกิดเครือข่ายความร่วมมือทั้งในส่วนองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรเกษตรกรและนักวิชาการและในวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2554 จึงได้มีการจัดประชุมวิชาการชาวบ้านกับการจัดการความรู้เพื่อความมั่นคงทางอาหารแห่งภาคอีสาน ครั้งปฐมฤกษ์ภายใต้หัวข้อ “พันธุกรรมเพื่อความเป็นไท” ณ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย
จ.มหาสารคาม ทั้งนี้เพื่อเป็นเวทีนำเสนอรวบรวมข้อมูลและองค์ความรู้พันธุกรรมพื้นเมืองจากงานวิจัยเพื่อความมั่นคงทางอาหารจากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมดยงผลงานวิจัยและความรู้ท้องถิ่นด้านพันธุกรรมพื้นเมืองสู่การจัดตั้งเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม ดังนั้นขบวนการเคลื่อนไหวในครั้งนั้นได้มีคำประกาศอิสรภาพทางพันธุกรรม โดยมีรายละเอียด
คำประกาศอิสรภาพพันธุกรรม
เราเครือข่ายเกษตรกรและพี่น้องเพื่อนมิตรที่เกี่ยวข้องขอประกาศว่า
- ทรัพยากรพันธุกรรมทั้งหลายคือมรดกที่ชุมชนท้องถิ่นและเกษตรกรชาวนา ชาวไร่ รุ่นแล้วรุ่นเล่าได้อนุรักษ์พัฒนาและใช้ประโยชน์สืบทอดร่วมกันมานานนับพันนับหมื่นปีบนผืนแผ่นดินแห่งนี้
- การแลกเปลี่ยนพันธุกรรมโดยเสรีระหว่างเกษตรกร และการเก็บรักษาพันธุ์เพื่อนำไปเพาะปลูกต่อคือมูลเหตุแห่งความงอกงามและความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งเป็นหลักประกันสำหรับความมั่นคงทางอาหารและความอยู่รอดของเกษตรกร และประชาชนทั้งมวล
- สิทธิของเกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นต่อพันธุกรรมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่บทบัญญัติใดของความตกลงระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญและกฎหมายภายในใดๆจะก้าวล่วงมิได้
เราทั้งหลายตระหนักชัดว่า
- ทรัพยากรพันธุกรรมทั้งหลายกำลังเสื่อมโทรมและสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว อันมีสาเหตุหลักมาจากการมุ่งใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อแสวงหากำไรสูงสุดโดยเฉพาะยิ่งผลจากการส่งเสริมให้ใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์สายพันธุ์ใหม่จากบรรษัทข้ามชาติ และรัฐบาลของเราเอง
- พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเกษตรกรรมและความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหารขณะนี้ถูกครอบครองและผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศ
- กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เกิดการผูกขาดทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเบ็ดเสร็จโดยบรรษัทข้ามชาติ และบรรษัทยักษ์ใหญ่การเกษตรภายในประเทศ โดยการสนับสนุนของสถาบันและหน่วยงานรัฐของเรา
เครือข่ายเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น และเพื่อนมิตรทั้งหลายขอประกาศว่าเราจะผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็งเพื่อสร้างอิสรภาพทางพันธุกรรมให้ปลอดพ้นจากการผูกขาดและครอบครองโดยบรรษัททั้งหลายในทุกรูปแบบ เราจะร่วมมือกับพี่น้องที่ต่อสู้เพื่อการปฏิรูปที่ดินและการจัดการทรัพยากรที่เป็นธรรม ฟื้นฟูศักดิ์ศรีเกษตรกร สร้างความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมระหว่างประชาชน สมานฉันท์กับประชาชนในทุกประเทศที่ต่อต้านการผูกขาดระบบเกษตรและอาหาร เพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น และเพื่อชีวิตที่ดีของประชาชนทั้งมวล
ประกาศ ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2554
ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
โดยเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม
บรรณานุกรม
คณะทำงานพันธุกรรมพื้นบ้านอีสาน (2544). เมล็ดพันธุ์สัญจร กรณีศึกษาเมล็ดข้าวพื้นบ้านท่ามกลางกระแสโลกาวิบัต
ดาวเรือง พืชผลและคณะ, (2552). การศึกษาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านเพื่อการขยายผลผลิตข้าวในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่บ้านกุดหิน บ้านกำแมด บ้านโนนยาง อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร.
นาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย, (2550). ข้าวพื้นบ้านบนวิถีชุมชน. กรุงเทพฯ, ธนาพริ้นติ้ง.
พอพันธ์ อุยยานนท์. (2545) ประวัติการค้าข้าวของไทย, ใน วรรณา นาวิกมูล(บรรณาธิการ), ข้าว: อาหารและการค้า เอกสารเผยแพร่ ลำดับที่ 2 (หน้า 5-19) มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ (2551). จากปฏิวัติเขียว สู่พันธุวิศวกรรม บทเรียนสำหรับอนาคตเกษตรกรรมไทย. กรุงเทพฯ,
มูลนิธิชีววิถี.
อรอนงค์ นัยวิกุล.(2547) ข้าว : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี.คำประกาศอิสรภาพพันธุกรรม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
http://www.biothai.net/node/9027(วันที่สืบค้นข้อมูล : 18 มิถุนายน 2554)





