058 - หอมกลิ่นข้าวพื้นบ้าน กลิ่นข้าวหอมจางๆ เกสรข้าวสีเหลืองนวลและแปลงพันธุกรรมพื้นบ้านที่กุดชุม จังหวัดยโสธร
-
Hits5882 views
-
Favourites
-
CreatedSaturday, 10 October 2009
-
Created byAdministrator
-
Last modifiedThursday, 21 April 2011

หอมกลิ่นข้าวพื้นบ้าน
สายฝนยังคงโปรยปรายมาเรื่อยๆ ให้ได้ชุ่มฉ่ำกันทั่วหน้า ชาวนาที่กุดชุมปีนี้ ยิ้มได้กว้างกว่าปีที่ผ่านมา เพราะธรรมชาติไม่ได้นำมาซึ่งความแห้งแล้งดังเช่นช่วงปีที่แล้ว จนสร้างภาพของชาวนา หยาดเหงื่อไหลย้อย สองมืออันกร้านหยาบ ปูดปูนด้วยเส้นเอ็น ข้างหนึ่งถือต้นกล้าเล็กแกร็น อีกข้างถือถังใส่น้ำ เติมชีวิตให้ผืนอันเต็มไปด้วยดินแตกระแหง หลุมเล็กๆที่ขุดไว้ถูกแทนที่ด้วยต้นข้าว น้ำอันน้อยนิดถูกรินเติมไปเพื่อให้ชีวิตน้อยๆพออยู่ได้ รอคอยสายฝนที่จะมาเยือนในวันข้างหน้า เหมือนกับความไม่แน่นอนของราคาข้าวที่พวกเขาได้รับ
ครั้งนี้ฉันเดินทางมาเยี่ยมเยียนแปลงนารวม ของกลุ่มนักอนุรักษ์ ปรับปรุงและพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านภูมินิเวศยโสธร หลังจากที่ห่างหายไปเกือบหลายเดือน จำได้ว่ายังได้ช่วยกันปักดำต้นกล้าอายุเดือนเศษๆร่วมกับเหล่าพ่อๆในหมู่ บ้านอยู่เลย ข้าวกว่า 30 สายพันธุ์ในแปลงแห่งนั้นคงเติบโตไปพอสมควรเป็นแน่
กลิ่นหอมอ่อนๆของใบข้าวโชยมาในขณะที่ฉันเริ่มก้าวเท้าเข้าไปในท้องทุ่ง สัมผัสได้ถึงความสดชื่นและกลิ่นไอแห่งลูกชาวนาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์แล้วฉันว่ามันหอมเป็นพิเศษ หอมจนลืมเรื่องราวต่างๆของเมืองหลวงที่ฉันได้จากมา หอมจนรู้สึกอิจฉาผู้คนที่ไดสัมผัสกลิ่นไอแห่งธรรมชาติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ที่ไม่มีแม้กระทั้งน้ำหอมชื่อก้องโลกชนิดใดจะแทนที่ได้
ข้าวในแปลงทดลองของเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่หันมาใส่ใจกับการทำเกษตรกรรมแบบ ยั่งยืน ที่เกื้อกูลกับธรรมชาติ ปรับเปลี่ยนมาสู่การไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ในการผลิต แต่ข้าวในแปลงแห่งนี้ก็สามารถเติบโตได้อย่างดี สมกับเป็นข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างแท้จริง
แปลงนารวมวันนี้ต่างจากที่เคยได้เห็นในครั้งที่แล้วอย่างสิ้นเชิง ต้นกล้าต้นเล็กๆได้เติบโตจนสูงจนท่วมหัวฉันไปแล้ว ลองคิดๆดูดีๆแล้ว คนเราก็เป็นแค่สิ่งเล็กๆในธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ก็เท่านั้นเอง แต่เรากลับริอยากไปควบคุมธรรมชาติ ไปดัดแปลงนั้น ดัดแปลงนี่ พืชพันธุ์ที่เคยมีอยู่อย่างหลากหลายก็ไปควบคุมให้เหลือเพียงไม่กี่สายพันธุ์ เพื่อที่จะให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งกำไรอย่างสูงสุดกับกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียว ทุกวันนี้ธรรมชาติเริ่มจะถึงจุดวิกฤติเต็มทีแล้ว แต่เรายังคงโยนความผิดให้แก่กันอยู่ไม่คิดจะแก้ไขมันอย่างจริงจังเสียที
แต่ใช่ว่าจะไม่มีความหวัง เมื่อยังมีคนกลุ่มเล็กๆ ตัวเล็กๆ เสียงเบาๆ หลายกลุ่มที่กำลังเป็นฟันเฟืองเล็กๆที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงโลก ดังเช่น เหล่าเกษตรกรรายย่อยที่เริ่มหันมาทำเกษตรในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสรรพสิ่งมาก ขึ้น (แต่ขอย้ำว่าไม่เป็นมิตรกับสารเคมีทุกประเภท) และพวกเขาเหล่านี้ยังเป็นนักวิจัยชาวบ้าน นักศึกษาด้านพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านตัวยงเชียวหละ
ไทบ้าน + กระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์
ไม่ยากเลยหากไทบ้านเกิดการรวมกลุ่มกัน แล้วเห็นถึงปัญหาที่ต้องเผชิญร่วมกัน ซึ่งในที่นี่ก็คือ การต้องการพึ่งตนเองด้านเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากทุกวันนี้ชาวนาไม่สามารถเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเอง จำเป็นต้องซื้อจากภายนอก ทั้งๆที่สมัยบรรพบุรุษเราเคยเก็บเมล็ดพันธุ์ได้เอง เคยเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตเอง ทุกวันนี้ยิ่งทำนาก็ยิ่งจน ยิ่งเจ็บ จนจากราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น เจ็บจากสารเคมีตกค้างในร่างกายในกระบวนการเพาะปลูก จึงหันมารื้อฟื้นพันธุ์ข้าวพื้นบ้านของชุมชน รวมตัวกันศึกษาลักษณะสายพันธุ์ในแปลงนารวมตามหลักกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการจากกรมการ ข้าวมาคอยเป็นพี่เลี้ยง
จากการทำการทดลองร่วมกันมาจนถึงทุกวันนี้กลุ่มไทบ้านเริ่มค้นพบข้าวที่เหมาะ สมกับลักษณะนิเวศ ตามลักษณะของข้าวแต่ละชนิด เช่น ข้าวขาวใหญ่ เป็นข้าวหนัก ต้นสูง เมล็ดใหญ่ ข้าวแสนสบาย เมล็ดยาว ถอนกล้าง่าย ข้าวหม่วยหินเป็นข้าวเบา เมล็ดเล็ก เป็นต้น แถมยังได้ข้าวที่เหมาะสมกับการบริโภคภายในครอบครัวตนเอง ที่แต่ละคนมีความชอบที่ต่างกัน ทั้งด้านความนิ่ม ความหอม และการจัดการแรงงานภายในครอบครัว ทุกวันนี้ชาวนาเริ่มกลับมารู้จักข้าวของตนเองมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ข้าวเคยถูกส่งมาจากภายนอกวันนี้ชาวนาจะเป็นผู้ส่งต่อเมล็ดพันธุ์ และความรู้ระหว่างกันและกัน
แปลงนารวมในวันนี้เป็นเหมือนแหล่งรวมความรู้ พื้นที่ในการแลกเปลี่ยน พื้นที่แห่งศักดิ์ศรีของชาวนาเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นพื้นที่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าคนตัวเล็กๆก็สามารถทำการทดลองโดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ ผู้ที่หันกลับคืนสู่วิถีแห่งธรรมชาติไม่ได้เป็นแค่ผีบ้า ในสายตาของคนรอบข้างอีกต่อไป เป็นพื้นที่เชิงประจักษ์ แห่งการต่อสู่ของกลุ่มนักอนุรักษ์ ปรับปรุงและพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านภูมินิเวศยโสธร ในการปลูกข้าวพื้นบ้านโดยมิต้องพึ่งปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรชนิดใด

ข้าวเบาบางสายพันธุ์อย่างนางหก หม่วยหิน เริ่มถูกเก็บเกี่ยวไปแล้ว ข้าวกลางอย่าง นางนวล แสนสบาย มะลิแดง ข้าวก่ำ เริ่มใกล้ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว ข้าวขาวใหญ่ ข้าวเหนียวแดง กำลังชูรวงผลิดอกอวดสายตาอยู่เบื้องหน้า นี่คงเป็นไม่กี่ครั้งที่ฉันสามารถเห็นดอกข้าว เกสรสีเหลืองนวล ที่พร้อมจะเติบโตเป็นเมล็ด แล้วจะมีคนกินข้าวสักกี่คนนะที่มีโอกาสได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งท้องทุ่ง อย่างที่ฉันได้เห็นพร้อมกลิ่นหอมแห่งข้าวพื้นบ้านอินทรีย์






