<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง

ใครจะเชื่อว่ายางแผ่นรมควันที่เคยมีราคากิโลกรัมละไม่กี่บาท
แต่ปัจจุบันราคากลับถีบตัวขึ้นสูงถึงกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ
และทำให้เนื้อที่ปลูกยางพาราขยายตัวขึ้นอย่างมาก หลายพื้นที่กำลังเปลี่ยนผืนนาให้กลายมาเป็นสวนยาง
ซึ่งสภาพดังกล่าวน่าจะส่งผลดีต่อชาวสวนยางและทำให้มีสภาพเศรษฐกิจของครอบครัวดีขึ้น
แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน ทีมงานของเราจึงได้ลงไปในพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ
ว่าสถานการณ์ที่ยางพารามีราคาสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนี้ส่งผลดีต่อเกษตรกรหรือไม่
และสภาพดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เน้นการพึ่งตัวเองอย่างไร
เรื่องราวต่อไปนี้คือคำบอกเล่าที่เราได้รับ...
ชาวสวนยางรู้ว่ามีปัญหาแต่ขอปลูกยางก่อน....
พี่สมพร รัตนมาศ ชาวสวนยางแห่งตำบลเขาพระทอง อำเภอชะอวด
จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเกษตรกรในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกผู้บุกเบิกการทำสวนยางแบบผสมผสาน
ได้สะท้อนภาพในปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมาว่า การทำสวนยางแบบผสมผสานแทบจะไม่มีความคืบหน้า
เนื่องจากสู้แรงผลักดันทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ คนที่เคยทำเกษตรผสมผสาน
10 ไร่ ก็ลดพื้นที่ลงมาเหลือสัก 5 ไร่ หรือ คนไหนที่เคยตั้งเป้าว่าจะขยายการทำสวนผสมผสานจากเดิมก็ไม่มีการขยายพื้นที่
เพราะตอนนี้ราคายางกำลังดีมาก ทำสวนยางอย่างเดียวก็ได้เงิน 1,000 ถึง 2,000
บาทต่อวัน
สภาพตอนนี้เกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายมีประมาณ 30 คน ทุกคนมีสวนยาง นาข้าวก็มีน้อย
ส่วนมากก็ปลูกข้าวไว้กินเองเท่านั้น แต่ผักสวนครัวแทบจะไม่ได้ปลูกเลยเพราะยุ่งยากและต้องเสียเวลากับการทำสวนยางเป็นหลัก
พี่สมพร พูดถึงภาพรวมของเครือข่ายและกล่าวถึงปัญหาในปัจจุบันว่าการรวมตัวเพื่อทำกิจกรรมหรือการจะเรียกประชุมเรื่องต่างๆ
ก็ทำได้ยาก
แต่ละคนต้องการที่จะไปกรีดยางก่อน
เสร็จจากการกรีดยางก็อยากพักผ่อน ยกเว้นช่วงที่ฝนตกเท่านั้นจึงพอรวมตัวได้
พูดง่ายๆ คนมันเคยรวยมาแล้วก็ไม่อยากกลับไปจนอีก ตอนที่ยังจนอยู่ก็มีปัญหาอย่าง
แต่พอรวยแล้วก็มีปัญหาอีกอย่างจะขอความร่วมมือหรือส่งเสริมอะไรก็ทำได้ยาก
เมื่อทีมงานของเราได้สอบถามถึงสภาพที่ยางพารามีราคาดีจะทำให้ชาวสวนยางมีความเป็นอยู่ดีขึ้นด้วยหรือไม่
พี่สมพรก็อธิบายว่า
แม้ว่าแต่ละครอบครัวจะมีรายได้มากขึ้นก็ตามแต่รายได้ยังไม่พอกับรายจ่ายอยู่ดี
เหมือนกับว่าพอเงินสะพัดเข้ามาคนก็ใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งซื้อรถยนต์ ซื้อรถมอเตอร์ไซด์ใช้กันคนละคัน
มีโทรศัพท์มือถือคนละเครื่อง แต่ที่น่ากลัวคือเขาไปเอาเงินอนาคตมาใช้หมด
ค่าโทรศัพท์เดือนๆ หนึ่งก็หลายบาท ถ้าฝนตกกรีดยางไม่ได้ก็ไปกู้หนี้ยืมสินเขามา
ค่ายางกิโลละ 90 บาท ก็ไปสร้างหนี้เหมือนยางกิโลละ 100 บาท
ส่วนสมาชิกในเครือข่ายที่มีอยู่ 30 คน พี่สมพรก็บอกว่ามีการพูดคุยกันบ่อยและเห็นถึงปัญหาเหล่านี้
แต่หลายคนไม่ปฏิบัติ คือรู้ว่ามันเป็นปัญหาแต่คิดว่ามันยังมาไม่ถึง บ้างก็คิดว่ารอให้ราคายางตกเหลือกิโลกรัมละ
18 บาทก่อนแล้วค่อยมาทำอย่างอื่น คือเชื่อแต่ไม่ปฏิบัติวันนี้ขอทำยางก่อนเพราะมันยังราคาดีอยู่
ทุกวันนี้ทำนามีแต่ขาดทุน...สู้ยางไม่ได้เหมือน ราชการ
เมื่อทีมงานสอบถามถึงการทำนาในปัจจุบันของชาวสวนยาง ก็ได้รับคำตอบว่าพื้นที่นามีแต่จะลดลงเนื่องจากทำนาแล้วขาดทุน
ที่ขาดทุนเพราะมักทำนาแบบเป็นเถ้าแก่ ใช้การจ้างทำนาทั้งหมดไม่ได้ลงแรงเอง
ประกอบกับชาวบ้านคิดว่าข้าวไม่ได้เป็นตัวหลักของครอบครัว ราคาขายก็ถูก ดังนั้นถ้าไม่จ้างทำนาก็ทิ้งนาไว้เฉยๆ
ไม่ทำเอง ส่วนเวลาที่ว่างจากการทำยางก็ใช้กับการพักผ่อนอย่างเดียว
คนที่สนใจทำนาคือคนที่มีนาแล้วไม่สามารถเอามาทำเป็นสวนยางได้ หรือ ลองเอามาทำแล้วไม่ได้ผลจึงจะยอมกลับมาทำนา
ที่นาราคาถูกไม่กี่หมื่นแต่ที่สวนยางราคาสูงแปลงเป็นแสนเลย
เป็นคำบอกเล่าของชาวบ้านที่มาเข้าร่วมประชุม นอกจากนี้ชาวบ้านหลายคนแสดงความกังวลว่าต่อไปที่นาจะกลายเป็นที่นาของบริษัทหมด
เนื่องจากการเป็นลูกจ้างทำนาจะได้ค่าแรงงานมากกว่าทำนาเอง เพราะบริษัทจะลงทุนให้ทุกอย่างเกษตรกรเพียงแต่ลงแรงอย่างเดียว
ตอนนี้ก็ได้เฉลี่ยวันละประมาณ 150 บาท แต่จะไม่มีสวัสดิการใดใด ยกตัวอย่างที่ระโนดก็มีบริษัทมาจ้างเหมาในแปลงขนาดใหญ่
ดังนั้นการส่งเสริมเรื่องพันธุกรรมพื้นบ้านจึงเป็นไปได้ยาก เพราะระบบบริษัทจะควบคุมทุกอย่าง
ต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยาของบริษัทเท่านั้น
ส่วนเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีในสวนยางก็ได้รับคำอธิบายว่า
ชาวสวนยางส่วนใหญ่ก็ยังใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก ยกเว้นแต่สวนยางที่ยางโตแล้วจะลดปริมาณการใช้ลง
แม้แต่เกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายก็มีการใช้ปุ๋ยเคมีแต่จะน้อยกว่าคนอื่นๆ
ส่วนปุ๋ยหมักชีวภาพมีการนำมาใช้บ้างแต่ก็จะพบปัญหาบ่อยๆ กล่าวคือ ชาวสวนยางไม่ยอมใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพเนื่องจากมีข้อจำกันเรื่องแรงงาน
เพราะการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพต้องใช้ในปริมาณที่มากกว่าปุ๋ยเคมีค่อนข้างมาก
เช่น อาจต้องใส่ถึง 2 ตัน ในขณะที่คนอื่นอาจใช้ปุ๋ยเคมีเพียง 300 กิโลกรัม
รวมทั้งจะมีปัญหาเกี่ยวกับการขนส่งปุ๋ยขึ้นไปใส่ต้นยางในบ้างพื้นที่อีกด้วย
นอกจากนี้ เหตุผลที่ชาวบ้านส่วนมากเลือกที่จะปลูกยางเพราะว่าไม้ยางสามารถขายได้
โดยทั่วไปก็ตกไร่ละประมาณ 4 หมื่นบาท หากมีสวนยาง 10 ไร่ ก็คิดเป็นเงิน 4
แสนกว่าบาท ชาวบ้านถือว่าเงินนี้จะเป็นบำนาญของชีวิต ทำให้ชาวบ้านยังไม่เลิกคิดที่จะปลูกยาง
พวกผมตอนนี้เอาแบบราชการ คือเอาเงินอนาคตมาใช้ก่อน เผื่อจะโค่นต้นยางใช้หนี้ได้
คือ เกษตรกรชอบลอกแบบมาจากคนที่มีฐานะ อย่างข้าราชการก็ว่ามีศักดิ์ศรี เดี๋ยวนี้ถ้ามีที่นากลับกลายเป็นคนจน
คือตอนนี้คนคิดกันว่าทำยางถ้าลงมือทำเองยังไงก็ไม่ขาดทุน คือ ลงทุนตอนนี้รอไปอีก
7 ปีถึงจะได้ผล แต่ก็เหมือนการส่งแชร์ พอกรีดได้แล้วก็มีแต่กำไร มันดีกว่าปลูกพืชอย่างอื่น
เช่น มังคุด เงาะ ที่ราคาก็ไม่แน่นอน ยางเหมือนข้าราชการเพราะว่าแม้ราคาจะตกลงมาเหลือกิโลละ
5 บาทก็ยังรับซื้อ แต่ของอย่างอื่นจะไม่ซื้อ
ชาวนาภาคอีสานกับชาวสวนยางภาคใต้...ความเหมือนที่แตกต่าง
ในเวทีประชุม
พี่สุเมธ ปานจำลอง ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานของเรา ได้แสดงความคิดเห็นว่าสภาพที่ภาคอีสานมีบางแง่มุมที่คล้ายกับภาคใต้
กล่าวคือคนอีสานที่ปลูกพืชไร่เป็นหลัก เช่น ข้าวโพด ก็จะมีสภาพเดียวกันคือปลูกข้าวโพดเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย
เหมือนคนใต้ที่กรีดยางเพื่อเอาเงินมาซื้อข้าวกิน คนอีสานจะดีกว่าคนภาคใต้คือแม้ไม่มีที่นาแต่เขาก็มีข้าวไร่ปลูกพอกินได้และมีผักสวนครัวปลูกไว้รอบบ้านเอามาทำอาหารกิน
แต่สิ่งที่ด้อยกว่าคือเมื่อปลูกข้าวโพดไม่พอกินจึงต้องส่งลูกมาขายแรงงานในกรุงเทพ
ผิดกับคนใต้ที่ยังมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
พี่สุเมธ แสดงความเห็นว่าการที่คนอีสานปลูกข้าวโพดเอาเงินไปซื้อข้าว
คนใต้ปลูกยางก็เอาเงินไปซื้อข้าว เพราะมีคนบางกลุ่มพยายามทำให้เกษตรกรต้องปลูกข้าวโพดหรือกรีดยางมากๆ
เพื่อไปซื้อข้าวกิน และคนกลุ่มนี้ก็จะได้ปลูกข้าวมาขาย สภาพดังกล่าวน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะเป็นการเปลี่ยนระบบผลิตอาหารที่อยู่ในมือเกษตรกรให้ไปอยู่ในมือของคนอื่น
ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่ใช่แนวทางเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
ทำไมเราไม่ปลูกข้าวไว้กินเองแล้วค่อยปลูกข้าวโพดไว้ขาย ส่วนผักก็ปลูกผักพืชบ้านที่ไม่ต้องดูแลมากให้เหมาะกับสภาพบ้านเรา
ในอีกมุมหนึ่งที่ประชุมต่างก็เห็นด้วยว่าหากชาวสวนยางมีความขยันก็สามารถปลูกข้าวได้เพราะปลูกข้าวกับปลูกยางมีช่วงเวลาทำงานไม่พร้อมกัน
เช่น ฤดูฝนจะเหมาะกับการทำนามากกว่าการกรีดยาง และหากช่วงที่ต้องกรีดยางก็สามารถลดรายจ่ายจากการมีข้าวกินไม่ต้องซื้อ
อย่างไรก็ตามหลายคนแสดงความเห็นว่าสภาพอากาศทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงทำให้ช่วงที่ควรทำนากลับไปคาบเกี่ยวกับการกรีดยาง
ยกตัวอย่างเช่น เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาชาวสวนยางสามารถกรีดยางได้ทั้งเดือนทั้งๆ
ที่เป็นฤดูทำนา
คนที่คิดแบบพึ่งตัวเองเขาว่าเป็น
คนบ้า!?!
เดี๋ยวนี้ชาวบ้านคิดอะไรเป็นเงินหมด มีค่าหัวในการทำงาน
อย่างต่ำๆ ก็หัวละร้อย แม้แต่แค่เก็บน้ำยางอย่างเดียววันละสองชั่วโมงเท่านั้น
พี่สมพรแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่าการที่คนตีค่าหัวในทุกเรื่องเป็นการทำลายวัฒนธรรมดังเดิมจนหมดสิ้น
สำหรับคนที่ยังคิดแบบเก่าๆ ก็ไม่กล้าแสดงออกมากเพราะกลัวจะถูกหาว่าบ้า
อย่างเราปลูกยางผสมผสานกับการปลูกไม้ผลอื่นๆ คนก็หาว่าบ้า บอกว่าเสียพื้นที่ไป
แต่ตอนนี้ผลที่ได้เราก็มีผลไม้ต่างๆ ไว้กิน มีทุกวัน ส่วนยางไม่ได้มีทุกวัน
วันไหนฝนตกก็ทำไม่ได้

พี่สมพร ยกตัวอย่างให้ฟังว่า จากการที่ปัจจุบันแต่ละบ้านไม่มีการสร้างอาหารของตัวเอง
ถ้าหากถนนที่เข้าหมู่บ้านเกิดเสียหายขึ้นมา คนในหมู่บ้านจะอยู่ได้ไม่เกิด
2 วัน เพราะไม่มีอาหารกิน เห็นได้จากพอทางเข้าหมู่บ้านมีปัญหาชาวบ้านก็จะเริ่มโวยวาย
กลายเป็นมีสภาพเหมือนคนในเมืองที่ไม่มีการสต๊อกอาหารไว้ในบ้าน
สถานการณ์ยางภาคใต้...คือปัญหาทางวิธีคิด
จากสถานการณ์ราคายางในปัจจุบันนี้ ทีมงานของเราพบว่าทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับวัฒนธรรมของชุมชนเป็นอย่างมาก
ทั้งในประเด็นของสภาพที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
เนื่องจากเป็นสภาพของการเปลี่ยนระบบอาหารให้ไปอยู่ในมือของคนอื่น มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อสุขภาพเนื่องจากแหล่งอาหารหลักเป็นของที่ผลิตจากภายนอกชุมชน
อาจมีปัญหาความสะอาดและสิ่งเจือปนได้ รวมทั้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมการบริโภค
เด็กๆ จะรู้จักแต่อาหารสำเร็จรูปและขนมจากภายนอก ละทิ้งการบริโภคอาหารพื้นบ้านที่ตัวเองมี
จนมีคำถามเกิดขึ้นในวงประชุมว่าทุกวันนี้สำหรับชาวสวนยางมีอะไรบ้างที่ไม่ต้องซื้อ
นอกจากนี้การที่ต่างคนต่างเน้นทำงานหารายได้ในขณะที่การใช้จ่ายก็ไม่ได้ลดลง
มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นตามรายได้ที่มากขึ้นด้วย ทำให้ชุมชนขาดการปฏิสัมพันธ์กันในเชิงสังคม
การทำกิจกรรมหรือรวมกลุ่มกันทำงานเพื่อสังคมเป็นไปด้วยความยากลำบาก พิจารณาได้จากคำบอกเล่าที่ว่า
มันทำลายวัฒนธรรมมาก แต่ก่อนยางราคากิโลละ 18 บาท ก็ไม่มีอะไร ไม่ต้องรีบกรีดยางก็ได้
แต่พอกิโลละ 90 บาท มันต้องรีบกรีด ถึงราคาจะเริ่มตกก็ต้องรีบกรีด เพราะอยากได้เงิน
อยากเอาเงินมาใช้หนี้ ทำให้ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นเลย แต่ก่อนได้เงินน้อยหรือบางวันไม่ได้เลยก็ไม่เป็นไรอยู่ได้
แต่ทุกวันนี้เงินที่ได้มากขึ้นจริงแต่ก็เอาไปซื้ออาหารซื้อของอย่างอื่นหมด
บางที...สถานการณ์ยางในภาคใต้ อาจเป็นปัญหาที่ต้องเริ่มต้นแก้ไขตั้งแต่วิธีคิดและระบบความเชื่อในการดำเนินวิถีชีวิต
เพื่อมุ่งให้ชุมชนเห็นถึงความสำคัญของการพึ่งพาตัวเองและเกิดการตั้งคำถามต่อกระแสบริโภคนิยมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เฉกเช่นเดียวกับที่พี่สมพร ได้กล่าวกับทีมงานเราในตอนท้ายว่า
ทุกวันนี้ที่ยังพออยู่ได้ พยายามจะไม่เอาเงินในอนาคตมาใช้ เพราะวันข้างหน้ารู้ว่าไม่มีอะไรแน่นอน
|