กลับไป sathai โฮมเพจ

ต่างความเห็นและมุมมอง เรื่องสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม:
ผู้บริหารและประชาชนควรเชื่อใคร
Different Views and Perspectives on GMOs issue :
Whom decision-makers and public should trust ?

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

GMOs มีประโยชน์มากมายอย่างที่เขาบอกจริงมั้ย?
GMOs เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่เขาพูดจริงหรือ?
แล้วเราควรจะเชื่อใครดี??????

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองและคนรอบข้างในประเด็นที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า GMOs รวมทั้งหลายคนก็มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้โดยตรงทั้งผู้ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้านการนำ GMOs มาใช้ประโยชน์ หลายครั้งทั้งสองฝ่ายก็มีการโต้เถียงกันโดยหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนทั่วไปหรือแม้กระทั่งผู้บริหารในระดับต่างๆ เกิดความสันสนและไม่มีมั่นใจในข้อมูลที่ตนเองได้รับ ทำให้การตัดสินใจใดๆ ที่เกี่ยวกับ GMOs เป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง

อย่างไรก็ตาม จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 โครงการจัดทำกรอบงานแห่งชาติว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพของประเทศไทย เรื่อง การมีส่วนร่วมและการสื่อสารความเสี่ยงของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 นั้น ดร.วิเทศ ศรีเนตร ผู้เป็นหนึ่งในวิทยากรได้มีการหยิบยกประเด็นความแตกต่างระหว่างความเห็นและมุมมองเหล่านี้ขึ้นมาเป็นหัวข้ออภิปราย เพื่อชักนำให้ที่ประชุมเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสามารถสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจในประเด็นต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยสาระสำคัญของการอภิปรายมีดังนี้

ข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ : ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณา
ดร.วิเทศ ศรีเนตร กล่าวว่าประเด็นด้านเทคนิคและเทคโนโลยี (technical and technological issues) ในมิติที่เป็นข้อโตแย้งทางวิทยาศาสตร์ นับเป็นประเด็นสำคัญประการแรกที่ต้องนำมาพิจารณา โดยระบุว่าในปัจจุบันมีมุมมองที่แตกต่างเรื่อง GMOs ใน 3 ประการสำคัญ คือ
มุมมองแรก เชื่อว่าผลิตภัณฑ์และขบวนการการดัดแปลงพันธุกรรมปลอดภัยและมีประโยชน์ ดังนั้นจึงควรสนับสนุนการใช้ และมีสมมุติฐานว่าพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ในการดัดแปลงพันธุกรรมเชื่อถือได้ เข้าใจได้ดี และสามารถจัดการและควบคุมได้อย่างดีโดยภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่
มุมมองที่สอง เป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับมุมมองแรก เชื่อว่ามีความเสี่ยงและยังมีเรื่องที่ไม่ทราบอีกมาก โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่มีต่อระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์ และสุขภาพมนุษย์
มุมมองที่สาม มุมมองนี้เชื่อว่าในปัจจุบันการผลักดันเรื่อง GMOs เป็นความประสงค์ของการวิจัยพัฒนาด้านชีววิทยาโมเลกุล ที่เน้นการค้นคว้าเพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ มากกว่าการหาคำตอบให้เข้าใจก่อนว่าการค้นคว้านั้นมีผลกระทบต่อมนุษย์และโลกเพียงไร

ซึ่ง ดร.วิเทศ ศรีเนตร กล่าวว่ามุมมองทั้งสามนั้น ไม่มีมุมมองใดเลยที่จะสามารถเสนอทางออกในการแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพและสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่มีอยู่ได้
นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมยังไม่สามารถอธิบายด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างกระจ่างชัดโดยง่าย และยังไม่มีเอกสารใดสามารถระบุได้อย่างแท้จริง แต่เรามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจประเด็นข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ โดยเริ่มจากทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานเสียก่อน เพื่อนำไปสู่การทำความเข้าใจกับผลกระทบและประโยชน์ด้านนิเวศและสังคมวัฒนธรรมต่อไป ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วการดัดแปลงพันธุกรรมมีความแตกต่างจากการคัดเลือกพันธุ์แบบเดิม (selective breeding) ในสามประการ คือ

1. ในการดัดแปลงพันธุกรรม นักวิทยาศาสตร์ตัดยีนส์หนึ่งๆ ออกจากสิ่งมีชีวิตและนำไปสอดใส่โดยตรงที่ดีเอนเอของเซลในสิ่งมีชีวิตอื่นหรืออาจดัดแปลงยีนส์ในตัวมันเอง งานแบบนี้ไม่ต้องใช้แนวทางการคัดเลือกพันธุ์แบบเดิมซึ่งแบบเดิมนั้นต้องหาลักษณะที่ต้องการหนึ่งๆ โดยค่อยๆ กำจัดลักษณะอื่นที่ไม่ต้องการในหลายช่วงชีวิต
2. การดัดแปลงพันธุกรรมทำให้เกิดคุณลักษณะใหม่ที่ตกทอดสู่รุ่นได้ตามต้องการ และเป็นได้ด้วยความรวดเร็วมากขึ้นกว่าการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์แบบเดิม และแม้กระทั่งสามารถทำให้เกิดคุณลักษณะใหม่ๆ ขึ้นมาเลยก็ได้
3. การดัดแปลงพันธุกรรมทำให้เกิดการถ่ายยีนส์ระหว่างชนิดพันธุ์ หรือระหว่างกลุ่มสิ่งมีชีวิต ซึ่งจะไม่สามารถพบในธรรมชาติ
จากความแตกต่างดังกล่าวทำให้พันธุวิศวกรรมเป็นศาสตร์ที่ทำให้เกิดสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างน่าประหลาดใจ แต่ทั้งนี้ในทางกลับกันก็ทำให้เกิดกระแสท้าทายโต้แย้งต่อเทคโนโลยีดังกล่าว เช่น การระบุว่าเป็น “nearly godlike power” หรือ รู้สึกไม่สบายใจเพราะ “acting like gods”

อย่างไรก็ตาม การโต้แย้งในฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยนักพันธุศาสตร์ก็ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ และทำให้เชื่อว่าการดัดแปลงพันธุกรรมยังเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และยังไม่ถึงเวลาที่จะนำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมเข้าสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะหากพิจารณาบนพื้นฐานความกังวลต่อการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ

ยกตัวอย่างเช่น การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่อง Human Genome project และ Genetic make-up of “mad-cow diseases” ล้วนเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับทฤษฎีเดิมที่เชื่อว่าดีเอนเอเป็นสารถ่ายทอดพันธุกรรมพื้นฐานอย่างเดียวของสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารนับเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากการมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะเข้าใจ และข้อมูลที่มีส่วนใหญ่ก็มักอยู่กับภาคอุตสาหกรรม ผู้ผลิตและสถาบันวิจัยเป็นหลัก ยังไม่นับรวมถึงความกังวลที่พบความจริงว่าโครงการวิจัยสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมจำนวนมากล้มเหลวโดยไม่มีการเปิดเผยหรือคำอธิบายใดๆ ทำให้การวิเคราะห์หาทางแก้ไขข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ทำได้จำกัด

อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็พบว่าฝ่ายที่ต่อต้านสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมได้มีการประกาศหรือให้ข่าวสารที่ไม่ได้ตรวจสอบความเหมาะสมเท่าที่ควร เช่น กรณี Bt maize กับ monarch butterfly

โดยสรุปแล้วจะเห็นชัดเจนว่าวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เกี่ยวข้องยังมีการโต้แย้งกันอย่างไม่จบสิ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง ไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง unbiased รวมถึงมีการสร้างเครือข่ายความรู้ (knowledge networks) เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ sound และ balanced ในทุกแง่มุม ไม่เว้นแม้แต่คำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อชนิดพันธุ์และระบบนิเวศ

ข้อโต้แย้งทางสังคม การเมืองและสถาบัน : เข้าใจได้ด้วยกลไก
สำหรับแง่มุมด้านสังคม การเมืองและสถาบัน ดร.วิเทศ ศรีเนตร ระบุว่ามักอยู่ที่ระดับเฉพาะพื้นที่หรือเฉพาะการนำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมเข้ามาใช้ ซึ่งวิธีที่จะทำความเข้าใจแง่มุมดังกล่าวนี้ในการโต้แย้งคือการพิจารณากลไกการทำงานสองเรื่องคือ การวิเคราะห์ความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้ และการจัดการความเสี่ยง

การวิเคราะห์ความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้ (Risk/benefit analysis) จำเป็นต้องพิจารณา costs และ benefits ทั้งหมดจึงจะเป็นการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถจับต้องได้ในการประเมินความเสี่ยงของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม ดังนั้น การใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงในปัจจุบัน จึงเป็นการวิเคราะห์ที่ยังไม่ชัดเจนและไม่ครอบคลุมเพียงพอ ทำให้เกิดข้อโต้แย้งต่างๆ ได้ จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาการประเมินค่าความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น ในทำนองเดียวกันการประเมินค่าผลประโยชน์ของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมก็เป็นเรื่องยากมากในการสร้างสมดุลระหว่างประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งฝ่ายที่สนับสนุนว่ามีประโยชน์มากก็ยังไม่สามารถเอกสารแสดงให้ประจักษ์ได้อย่างพอเพียง นอกจากนี้ในการประเมินค่าความเสี่ยงนั้นก็จะต้องทำความเข้าใจกับการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ด้วย

การจัดการความเสี่ยง (Risk management) เป็นกลไกหลังจากได้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลประโยชน์แล้ว และพบว่ายังมีความเสี่ยงแต่ก็มีผลประโยชน์ที่ได้มากจึงจำเป็นต้องพิจารณาจัดการความเสี่ยงให้เหมาะสม โดยวิธีการจัดการความเสี่ยงที่ใช้และเสนอให้ใช้กันอยู่มีหลายลักษณะ เช่น การประเมินผลกระทบ การตระหนักของสาธารณะและการเข้าถึงข้อมูล หรือ การออกแบบระบบการควบคุมการพัฒนาและการใช้ GMOs เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถใช้ในการตัดสินใจของแต่ละกรณีได้ สามารถกำหนดได้ว่าจะควบคุมโดยวิธีใด และวิธีปฏิบัติใดเหมาะสมที่สุด

ผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรม : ประเด็นแห่งความซับซ้อน
ดร.วิเทศ ศรีเนตร กล่าวว่าผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจเป็นประเด็นข้อโต้แย้งที่ซับซ้อนมากที่สุดในเรื่องสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมและความปลอดภัยทางชีวภาพ พิจารณาได้จากด้านหนึ่งก็เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการเพิ่มผลผลิตอาหาร เป็นการประกันว่าอาหารจะมีอย่างเพียงพอ เป็นการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเห็นว่าการนำเข้ามาใช้จะมีผลกระทบต่อชุมชนหลายเรื่อง

ทั้งนี้ ความกังวลด้านผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่เข้าใจกันน้อยที่สุดในบรรดาประเด็นการโต้แย้งทั้งหลายที่เกี่ยวกับการใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม และมีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาในการประเมินผลกระทบเรื่องนี้ เช่น ความแน่ใจว่า GMOs จะช่วยแก้ปัญหาสังคม และ ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายการใช้ GMOs อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

หลักการพัฒนาและการระวังล่วงหน้า : ความเกี่ยวโยงที่สำคัญ
หลักการเกี่ยวโยงต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับในแนวคิดการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และนำมาใช้ในเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างชัดเจน ก่อให้เกิดกระบวนการสร้างสมดุลอย่างรอบคอบที่สำคัญได้แก่ การระมัดระวังล่วงหน้าและหลักการพัฒนา

การประยุกต์ใช้หลักการระมัดระวังล่วงหน้า (Precautionary principle/approach) ในเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพต้องบูรณาการเชื่อมโยงกับการจัดการความเสี่ยงและกระบวนการตัดสินใจอย่างโปร่งใส อย่างไรก็ตามการเชื่อมโยงนี้ก็มักมีข้อโต้แย้งกันว่าควรดำเนินการอย่างไรจึงจะเหมาะสม เนื่องจากมีความกังวลกันว่าการให้ภาครัฐเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงเพื่อนำมาตัดสินใจอนุญาตใช้ GMOs นั้น มักมีฐานข้อมูลจากฝ่ายที่สนับสนุน GMOs มากกว่าฝ่ายต่อต้าน ดังนั้นการใช้หลักการนี้จึงมักเสนอให้ใช้แบบ case-by-case basis

สำหรับหลักการพัฒนา (Development) เป็นหลักการหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากบางฝ่ายเห็นว่าการใช้เฉพาะหลักการระมัดระวังล่วงหน้าเท่านั้นไม่เหมาะสม จำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการของประเทศในการพัฒนาด้วย รวมทั้งต้องสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา ดังนั้นการระมัดระวังล่วงหน้าในบริบทนี้จึงควรเป็นเพียงหนึ่งในแนวทางหลากหลายของการจัดการสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การศึกษา การให้ข้อมูลข่าวสาร การผลิตที่สะอาด และการจัดการของเสีย เป็นต้น

นอกจากนี้มีประเด็นที่จำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติมในปัจจุบัน เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และบทบาทของโปรแกรมความช่วยเหลือแบบพหุพาคี ทวิภาคีต่างๆ ในเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพ

สิ่งที่ยากหลีกเลี่ยง : การตอบสนองและตัดสินใจ
ดร.วิเทศ ศรีเนตร ชี้ให้เห็นว่าในสภาพปัจจุบันต้องยอมรับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมและจะไม่ยอมกระทำก็ไม่ได้ ซึ่งไม่ว่าท่าทีของปัจเจกชน องค์กร และชาติจะเป็นอย่างไร หรือมีความแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม ผู้บริหารและประชาชนก็จำเป็นต้องตัดสินใจและจำเป็นต้องหาวิธีการตอบสนองต่อการมีอยู่ ต่อการร้องขอให้สนับสนุน ต่อการใช้เทคโนโลยี และต่อสินค้า GMOs อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญและมีความเห็นไม่ตรงกันในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การตอบสนองและการตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อของผู้บริหารควรอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส (Transparent) การมีส่วนร่วม (Participatory) และบนพื้นฐานข้อมูลข่าวสารทางวิทยาศาสตร์และสถิติเป็นสำคัญ ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังมีข้อโต้แย้งนั้น จำเป็นต้องชี้ว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้มีความไม่แน่นอนด้วย แต่ความยากลำบากมักอยู่ตรงที่ข้อมูลเหล่านี้ที่มีความชัดเจนยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย

นอกจากนี้การพิจารณาข้อโต้แย้งในประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (addressing economic and socio-cultural controversies) ควรเริ่มพิจารณาจากข้อมูลที่ง่ายและมีความชัดเจน เช่นการวิเคราะห์ทางสังคม แล้วจึงขยับไปสู่ประเด็นที่ยากขึ้น ได้แก่ ความเสี่ยงต่อสังคมและเศรษฐกิจ โดยกระบวนการทั้งหมดนี้จะต้องทำให้โปร่งใสและต้องเปิดให้สาธารณะเข้ามามีส่วนร่วมทุกขั้นตอน โดยเฉพาะในประเด็นที่มีข้อโต้แย้งกัน

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาแต่เพียงข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเท่านั้นยังไม่เพียงพอ เนื่องการตัดสินใจเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านั้น จำเป็นต้องนำหลักการที่เกี่ยวโยงต่างๆ มาพิจารณาประกอบการตัดสินใจควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลักการระมัดระวังล่วงหน้า หรือหลักอธิปไตยของชาติ เป็นต้น
นอกจากนี้ การสร้างและใช้กรอบงานด้านกฎหมายและสถาบันก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการสนับสนุนให้สามารถตัดสินใจเรื่องสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนและทุกระดับ

ท้ายที่สุดพวกเราจำเป็นต้องก้าวข้าม
ดร.วิเทศ ศรีเนตร กล่าวสรุปว่าการที่ผู้บริหารและประชาชนจะเชื่อความเห็นหรือมุมมองใดหรือไม่นั้น จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าความปลอดภัยทางชีวภาพและสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมยังเป็นเรื่องที่มีความคืบหน้าของกิจกรรมดำเนินอยู่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องที่ตายตัว และมีฐานะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพของโลก ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการโต้แย้ง ทั้งจากฝ่ายที่เห็นว่ามีประโยชน์อย่างประมาณมิได้ เช่น ช่วยขจัดความอดอยาก ช่วยงานด้านสาธารณสุข และจากฝ่ายที่ยอมรับไม่ได้เพราะเชื่อว่ามีระดับความเสี่ยงมากกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์เคยยอมรับว่าเสี่ยง

ดังนั้น ผู้บริหารและประชาชนจำเป็นต้องอยู่กับมันและแสวงหาวิถีที่จะก้าวข้ามปัญหาความโต้แย้งนี้ออกไปให้ได้ โดยขอให้เชื่อมั่นว่าถึงแม้เราจะยังขาดความแน่นอนด้านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอในการตัดสินใจ แต่การกำหนดมาตรการป้องกัน การใช้หลักการระมัดระวังล่วงหน้าที่อยู่บนพื้นฐานของการประเมินความเสี่ยงจะช่วยทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นแม้จะไม่ใช้การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดก็ตาม...


ข้อมูลและภาพ
คัดลอกและเรียบเรียงจาก เอกสารประกอบการอภิปรายเรื่อง “ต่างความเห็นและมุมมองเรื่องสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม : ผู้บริหารและประชาชนควรเชื่อใคร” โดย ดร.วิเทศ ศรีเนตร สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม