<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
ระหว่างวันที่
27-29 กรกฎาคม 2549 กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA-Watch),
GRAIN และ bilaterals.org ได้ร่วมกันจัดการประชุมนานาชาติเพื่อวางยุทธศาสตร์การต่อสู้กับเอฟทีเอครั้งแรกของโลกที่กรุงเทพมหานคร
โดยมีภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านเอฟทีเอหรือข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีในแต่ละประเทศจาก
19 ประเทศ ทุกมุมโลกมาหารือร่วมกัน อาทิ
คอสตาริก้า ประเทศที่เปรียบเสมือนหลังบ้านของสหรัฐฯ
ที่แม้รัฐบาลจะลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกากลาง (CAFTA) ไปแล้ว ประชาชนซึ่งได้เรียนรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนเม็กซิโกหลังจากทำเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ
(NAFTA) และประสบการณ์จากชิลีซึ่งได้ทำเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกาเช่นกัน รวมตัวกันเป็นเครือข่าย
เคลื่อนไหวและผลักดันจนรัฐสภาไม่รับรอง ทำให้ คาฟต้าไม่มีผลบังคับใช้ในคอสตาริก้า
คอสต้าริก้ามีมหาวิทยาลัยของรัฐอยู่ 4 แห่ง สภามหาวิทยาลัย 3 ใน 4 แห่งร่วมกันต่อต้านเอฟทีเอ
ผู้ตรวจการรัฐสภาก็เป็นองค์กรที่ประกาศตัวว่าไม่เอาเอฟทีเอด้วย เรามีสถาบันอื่นๆที่เป็นที่ยอมรับประกาศตัวว่าไม่เอาเอฟทีเอด้วย
มีศิลปินแสดงวัฒนธรรมคัดค้านเอฟทีเออย่างแข็งขัน จนทำให้รัฐสภาไม่รับรองในที่สุด
มาเรีย ยูเจนิโอ เทรโฮ (Maria Eugenio Trejos) จาก องค์กรความคิดแห่งการสมานฉันท์
(Pensamiento Solidario) กล่าว
โคลัมเบีย แม้จะเป็นประเทศที่สหรัฐ
ฯ แทรกแซงทางการเมืองมากที่สุด แต่ เอฟทีเอ ทำให้ประชาชนออกมารวมพลังคัดค้านอย่างมาก
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2547 เราสามารถระดัมพลังเป็นล้านคนออกมาประท้วงในเมืองหลวง
ประชาชน-ชนพื้นเมืองออกมาปิดถนน แล้วรัฐบาลก็ยิงประชาชน มีคนบาดเจ็บ 500
กว่าคน ตาย 6 คน แต่ก็สามารถให้รัฐบาลต้องนำเอฟทีเอกับสหรัฐเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
และจะมีการลงคะแนนในเดือนตุลาคมนี้ ออเรลิโอ ซูอาเรซ (Aurelio Suarez) จาก
สมาคมแห่งชาติเพื่อการกอบกู้เกษตรกรรมและปศุสัตว์ (Asociacion Nacional por
la Salvacion Agropecuaria - ANSA) กล่าว
ในฟิลิปปินส์ แม้รัฐบาลจะเร่งรัดการเจรจาเอฟทีเอกับญี่ปุ่นและต้องการรวบรัดลงนาม
แต่ประชาชนรวมทั้ง สมาชิกรัฐสภาไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลในการเจรจาเลย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงร่วมกับภาคประชาสังคมฟ้องร้องรัฐบาลในศาลสูงสุดฐานละเมิดรัฐธรรมนูญในการลงนามเอฟทีเอกับญี่ปุ่น
ทำให้จนถึงขณะนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังไม่สามารถลงนามได้
มาริโอ อากูจา (Mario Aguja) ส.ส.จากพรรคอัคบายัน ประเทศฟิลิปปินส์ (Akbayan
Citizen Party) กล่าวว่า เราร่างคำฟ้องไปที่ศาลบอกว่า คนงานจะได้ผลกระทบ
เกษตรกรได้รับผลกระทบ เราต้องการข้อมูล ในฐานะที่เป็น ส.ส.ต้องปกป้องประชาชน
ไม่รู้ข้อมูลจะปกป้องประชาชนได้อย่างไร และรณรงค์ว่า มันขัดรัฐธรรมนูญ
ที่เกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นการเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐฯ
รอบที่ 2 แต่การเจรจาต้องจบก่อนเวลา เพราะมีผู้ประท้วงเกือบแสนคน และสหภาพแรงงานนัดหยุดงานทั่วประเทศเป็นเวลา
1 วัน ชอย แจ กวน (Choi Jae Kwan) ตัวแทนจากสหพันธ์เกษตรกรเกาหลี (Korean
Peasant League KPL) กล่าวว่า เมื่อเริ่มต้นการสำรวจความคิดเห็นมีคนคัดค้านแค่
20% เพราะส่วนใหญ่ไม่รู้จักเอฟทีเอจึงไม่มีความเห็น แต่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการด้านต่างๆ
กว่า 300 คนได้ร่วมมือกันทำวิจัยครอบคลุมหลายมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
สิ่งแวดล้อม การเมือง เป็นเวลา 3 เดือน ได้เอกสารวิชาการมีความหนา 700 หน้า
เผยแพร่ต่อสาธารณะทำให้มีความตื่นตัวกันมาก ผลสำรวจล่าสุด คนเกาหลีใต้ 52%
คัดค้านเอฟทีเอ ในการคัดค้านที่ผ่านมา มีผู้แทนจาก 14 ภาคส่วน อาทิ เกษตรกรรม
อุตสาหกรรม สาธารณสุข ภาพยนตร์ ดนตรี สื่อมวลชน การศึกษา ผู้บริโภค ฯลฯ เป็นเครือข่ายพันธมิตรทำงานทั้งในระดับภูมิภาค
มีการเดินทางทัวร์ทั่วประเทศจัดการแสดงวัฒนธรรม และจัดสัมมนาทุกอำเภอ
ตั้งแต่ เดือนมีนาคม 2545 โรเบิร์ต โซลลิค ผู้แทนการค้าสหรัฐในขณะนั้น ได้ให้การกับคณะกรรมาธิการด้านการเงินของวุฒิสภาสหรัฐ
ระบุว่า สหรัฐฯจะใช้การเจรจาการค้าเสรีแบบทวิภาคีเพื่อเป็นเครื่องมือในการประกันผลประโยชน์ของอเมริกาทั่วโลก
เอฟทีเอ หรือข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีถูกใช้เป็นเครื่องมือใหม่ในการสร้างหลักประกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
ในการเข้าถึงทรัพยากรและตลาดของประเทศต่างๆ รวมถึงการครอบงำเศรษฐกิจ ร่วมกับองค์กรอย่าง
ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และธนาคารเพื่อการพัฒนาในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งลักษณะการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว
เช่น USAID ที่ผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่มาก่อนหน้า ควบคู่ไปกับการขยายอำนาจและอิทธิพลทางทหารในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐทั่วโลก
เอฟทีเอ
จึงไม่ใช่แค่เรื่องการค้า แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองของมหาอำนาจสหรัฐฯ
ขยายอำนาจจักรวรรดินิยมยุคใหม่ ในการครอบครอง และควบคุมตลาดการค้า การลงทุน
และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่าง ๆ ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วโลก เช่น จากประสบการณ์ของประเทศในอเมริกากลางและอเมริกาใต้,
ปากีสถาน, เกาหลีใต้ และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทยและฟิลิปปินส์
และที่สำคัญประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ จะต้องหนุนนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
โดยเฉพาะการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เช่นที่ ต้องส่งทหารไปร่วมรบในอิรัก
และปราบปรามประชาชนในประเทศโดยอ้างว่าเป็น พวกก่อการร้าย
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ประเทศเดียวที่พยายามขยายจักรวรรดิใหม่ สหภาพยุโรป
จีน และญี่ปุ่น รวมทั้งอินเดีย ซึ่งเป็นมหาอำนาจเกิดใหม่ ก็พยายามขยายจักรวรรดิของตัวเองไปในทิศทางเดียวกัน
ซึ่งสร้างผลกระทบกับประเทศขนาดเล็กกว่าอย่างมาก โดยที่ผู้ประกอบการรายย่อย
ชุมชนท้องถิ่น ผู้หญิง เด็ก รวมทั้งทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
นอกจากนี้ ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ จะใช้ยุทธวิธีแบ่งแยกแล้วครอบครอง (Divide
and Conquer) ทั้งในระดับระหว่างประเทศในภูมิภาค เพื่อให้แต่ละประเทศแข่งขันกันเองเพื่อสรุปข้อตกลงฯให้เร็วที่สุด
ข้อตกลงเหล่านี้ทำให้ผู้คนสังคมแตกขั้วขัดแย้งกัน ระหว่างผู้ที่คาดหวังจะได้ประโยชน์
กับผู้เสียประโยชน์ ได้แก่ ผู้ส่งออกซึ่งจะได้ประโยชน์จากการส่งออกได้มากขึ้น
ผู้บริโภคซึ่งในระยะสั้นจะได้บริโภคของถูกที่นำเข้ามา ผู้ป่วยที่จะต้องซื้อยาแพง
แรงงานที่ถูกกดขี่หนักขึ้น ไปจนถึงเกษตรกร ชาวนาที่วิถีชีวิตรอวันล่มสลาย
ลักษณะเด่นของการเจรจาเอฟทีเอที่ทุกประเทศต้องเผชิญคือ การเจรจาต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด
ไม่ว่าประเทศนั้นจะพัฒนาแล้วเพียงใด หรือมีประชาธิปไตยมากเพียงใดก็ตาม เช่นกรณีของแคนาดา
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ล่าสุด กรณีของเกาหลีใต้ รัฐบาลเกาหลีใต้ถึงกับยอมรับปากสหรัฐฯจะเก็บข้อตกลงเอฟทีเอเป็นความลับ
หลังเอฟทีเอมีผลบังคับใช้แล้วถึง 3 ปี ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดหูปิดตาประชาชน
และกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้ภาคประชาสังคมในประเทศต่างๆต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิการมีส่วนร่วม
และการเข้าถึงข้อมูล แต่กระนั้นก็ยังได้รับข้อมูลอย่างจำกัดจำเขี่ย และบางประเทศรัฐบาลยังใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่เรียกร้อง
ถ้าเอฟทีเอให้ประโยชน์กับเราจริง ทำไมพวกเขาไม่บอกเราว่ากำลังเจรจาอะไร
ลักษณะเด่นอีกประการของการเจรจาเอฟทีเอ คือ การที่รัฐบาลในแต่ละประเทศจะพยายามโหมโฆษณาชวนเชื่อว่า
เอฟทีเอ จะทำให้เศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น อย่างกรณีของรัฐบาลแอฟริกาใต้ถึงกับมีโฆษณาสร้างภาพว่า
เอฟทีเอ เป็นรถไฟพาไปสู่สวรรค์ และจะทำให้แอฟริกาใต้เป็นประเทศพัฒนาระดับสูง
แต่จากประสบการณ์ของประเทศที่ลงนามเอฟทีเอไปแล้ว เช่น ชิลี ออสเตรเลีย พบว่า
ผลที่เกิดขึ้นไม่ดีอย่างที่โฆษณา หลายกรณีเลวร้ายกว่าที่คิด ในชิลี เอฟทีเอทำให้ประชาชนสูญเสียที่ดิน
มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมการแปรรูปสาธารณูปโภค จนขณะนี้ไม่เหลืออะไรให้แปรอีกแล้ว
น้ำประปา น้ำดื่ม น้ำในทะเล ในอ่างเก็บน้ำ ในแม่น้ำ รวมทั้งสิ้น 80% ของน้ำในชิลีเป็นของบริษัทเอกชน
รวมทั้งพื้นที่มหาสมุทรก็ถูกแปรรูปไปเป็นของเอกชนในกรณีของออสเตรเลีย ที่เอฟทีเอ
สหรัฐ-ออสเตรเลียมีผลบังคับใช้แล้วปีครึ่ง มีการรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจพบว่า
เพียง 1 ปีของเอฟทีเอทำให้การส่งออกของออสเตรเลียลดลง 5% และขาดดุลเพิ่มขึ้น
5% ซึ่งไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลสัญญาไว้แต่แรก นอกจากนี้ สหรัฐฯยังพยายามที่จะเปลี่ยนกฎหมายสิทธิบัตรและโครงการหลักประกันสุขภาพของออสเตรเลียที่จะทำให้ยามีราคาแพง
ขณะที่อุตสาหกรรมยาของออสเตรเลียต้องย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับการนำเข้าของสหรัฐฯได้
ทำให้ประชาชนตระหนักถึงผลเสียของเอฟทีเอ ขณะนี้กำลังเรียกร้องให้ทบทวนเอฟทีเอกับสหรัฐฯ
และคัดค้านเอฟทีเอที่กำลังจะทำกับจีน
จากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ พบว่า หากมีการเผยแพร่ข้อมูล การวิเคราะห์-วิจัย
เอฟทีเออย่างรอบด้านครอบคลุมทุกมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง
จะทำให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของเอฟทีเอที่จะมีขึ้นกับทุกภาคส่วน และมาร่วมกันคัดค้านอย่างมีพลัง
ในกรณีของคอสตาริก้า ซึ่งได้ลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกากลาง หรือ
CAFTA ไปแล้ว แต่ประชาชนในประเทศจำนวนมากคัดค้าน CAFTA จึงไม่มีผลบังคับใช้ในคอสตาริก้า,
ในฟิลิปปินส์ รัฐบาลยังไม่สามารถลงนามเอฟทีเอกับประเทศญี่ปุ่นได้ เนื่องจากเครือข่ายภาคประชาชนได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ว่ารัฐบาลดำเนินการเจรจาไปโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในโคลัมเบีย สถาบันวิชาการและองค์กรอิสระต่างๆร่วมประกาศจุดยืนค้านเอฟทีเอ
ขณะที่ เกาหลีใต้ ไทย และ เอกวาดอร์ สามารถใช้ข้อมูลรณรงค์จนสามารถชะลอการเจรจาและการลงนามได้
ทั้งนี้ จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของภาคประชาสังคม 19 ชาติทั่วโลกตลอด
3 วัน ผู้นำขบวนการประชาชนได้มีตกลงร่วมกันที่จะสนับสนุนการต่อสู้ซึ่งกันและกัน
รวมทั้งการพัฒนาเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูล ทั้งการสังเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์
งานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผลกระทบ วาระซ่อนเร้น และเล่ห์เหลี่ยมของประเทศมหาอำนาจ
และแทคติคของรัฐบาลต่าง ๆ ที่จะจูงใจประชาชนให้สนับสนุนเอฟทีเอ รวมทั้งการเกาะติดพฤติกรรมบรรษัทข้ามชาติและกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังการเร่งรัดทำเอฟทีเอ
และประกาศเจตนารมย์ร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านเอฟทีเอด้วยความสมานฉันท์
30 กรกฎาคม/กรุงเทพฯ
หมายเหตุ
ภาคประชาสังคมจากประเทศต่างๆที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ มาจาก 19 ประเทศทั่วโลกประกอบไปด้วย
เม็กซิโก, คอสตาริก้า, นิการากัว, โคลัมเบีย, ชิลี, เอกวาดอร์, อาร์เจนติน่า,
โมร็อคโก, เซเนกัล, โมซัมบิก, แอฟริกาใต้, แคนาดา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์,
ปากีสถาน, เกาหลีใต้, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย
ข้อมูลและภาพ
คัดลอกและเรียบเรียงจาก กลุ่มศึกษาเขตการเค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) http://www.ftawatch.org/index.shtml
|