<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
รายงานโดย
อารีรัตน์ กิตติศิริ
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
*******************
บุญดอกผ้า คือการนำผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อเป็นผ้าอาบน้ำ หรือเย็บต่อกันใช้บังแดด
บังลมเหมือนการใช้เต้นท์กางในปัจจุบัน แต่งานบุญดอกผ้าได้หายไปจากตำบลหินกอง
อำเภอสุวรรณภูมิ เกือบ 20 ปีแล้ว ปีนี้ขึ้น 7 ค่ำเดือน 3 ตรงกับวันที่ 25
มกราคม งานบุญดอกผ้าถูกฟื้นขึ้นมาให้คนรุ่นหลังได้รับรู้อีกครั้ง
******************
บุญกุ้มข้าว หรือ บุญคูณลาน ทำกันเดือนยี่หลังเก็บเกี่ยว
ขนข้าวขึ้นสู่ลาน นวดข้าวแล้วเอาข้าวเปลือกมารวมกันเป็นกองสูง แล้วทำพิธีขอบคุณแม่โพสพ
และสู่ขวัญข้าว
*******************
บุญข้าวจี่ วันแรม 1 ค่ำเดือน 3 หลังวันมาฆบูชา เอาข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนแล้วอังไฟหรือจี่
จนข้าวเหนียวเริ่มเกรียมแล้วเอาไข่ซึ่งตีไว้ทา จี่ซ้ำอีกโรยเกลือหรือเอาน้ำอ้อยหรือน้ำตาลที่เป็นก้อนยัดใส่เป็นไส้
จนไข่สุกแล้วถวายพระเณรฉันตอนเช้า
*********************
บ้านโพนละมั่ง ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ได้รวบงานทั้งสามไว้วันเดียวกันและใช้ชื่อ
ประเพณีบุญดอกผ้าและแลกเปลี่ยนพันธุกรรมพื้นบ้าน จัดที่ลานวัดโพนละมั่ง
นอกเหนือการฟื้นประเพณีบุญดอกผ้า พิธีเคารพและขอบคุณแม่โพสพที่ให้ข้าวกิน
พิธีจี่ข้าวใหม่ที่นุ่มและหอมแล้วนั้น กิจกรรมที่น่าสนใจคือเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกทุ่งกุลาร้องไห้
ได้นำบทเรียน ประสบการณ์ ผลผลิตเกษตรปลอดสารเคมีมาแสดงและแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นมิติที่เห็นวิถีชีวิตการพึ่งตนเองของคนทุ่งกุลาร้องไห้ที่สอดรับกับนิเวศและร้อยรวมกับวัฒนธรรมอย่างลงตัว
พันธุ์ข้าวสูญหาย จึงต้องแลกเปลี่ยน
หากเป็นฤดูทำนา ท้องทุ่งกุลาเต็มไปด้วยพันธุ์ข้าวหอมมะลิอันลือชื่อว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่มีศักยภาพเหมาะสมมากสุด
แต่ข้าวหอมมะลิที่ได้นั้นกลับถูกส่งขายแล้วเอาเงินซื้อข้าวเหนียวกิน หากอดีตคนทุ่งกุลาปลูกข้าวเหนียวไว้กินหลากหลายสายพันธุ์ต่างเหมาะสมกับพื้นที่โคก
ทุ่ง ทาม เช่น พื้นที่ทามน้ำท่วมขัง ข้าวเหนียวลอยมีคุณสมบัติยืดลำต้นยาวตามน้ำก็ถูกนำมาปลูก
พื้นที่ทุ่งข้าวเหนียวพม่า แตกกอดี รวงใหญ่ยาว เมล็ดเรียวยาว รสชาตินิ่ม
หอมก็จะถูกเลือกปลูก เป็นต้น แต่เมื่อพื้นที่ปลูกข้าวเหนียวที่หลากหลายนั้นถูกพันธุ์ข้าวหอมมะลิเข้ามาแทนพันธุ์ข้าวเหนียวจึงสูญหายไป
งานประเพณีบุญดอกผ้าและแลกเปลี่ยนพันธุกรรมพื้นบ้านจึงเป็นเวทีให้เกษตรกรได้นำพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ถูกนำมาปลูกอีกครั้งในช่วง
4-5 ปีที่ผ่านมา มาแลกเปลี่ยนและพูดคุยถึงความเหมาะสมของพันธุ์ข้าวที่หลากหลายมากกว่าข้าวหอมมะลิ
ดังนั้นข้าวเหนียวพม่า ข้าวขี้ตมใหญ่ ข้าวดอกพยอม ข้าวนางนวล ข้าวเล้าแตก
ข้าวเหนียวลอย และอื่นๆกำลังหวนคืนมาสู่ท้องทุ่งกุลาร้องไห้ที่มีสภาพเป็นทั้งโคก
ทุ่งและทามอีกครั้ง เกษตรกรเองก็พร้อมที่จะฟื้นฟู รักษาและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่สอดคล้องและเหมาะสมกับวิถีของคนทุ่งกุลา
เกษตรกรรมยั่งยืน ทำกันอย่างไร
ส่วนเวทีแลกเปลี่ยนเทคนิคการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ได้รับความร่วมมือจากโครงการส่งเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์
และกองทุนข้าวจังหวัดสุรินทร์ส่งตัวแทนมาเป็นวิทยากรนำเสนอแนวคิดและเทคนิคเบื้องต้นของการทำเกษตรกรรมยั่งยืน
นายทองมา เปรียบยิ่ง เล่าว่าตนพยายามเลิกใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชมาตั้งแต่ปี
2534 ความหมายของเกษตรกรรมยั่งยืนคือการสร้างให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น สร้างผืนนาให้มีกบ
มีเขียด มีความสมดุลทางธรรมชาติ แต่พื้นดินที่เคยใส่ปุ๋ย ใส่ยามานานดินขาดความสมบูรณ์ปลูกข้าวก็ไม่งาม
ดังนั้นต้องปรับปรุงดินให้ดีโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก พืชตระกูลถั่ว
เราต้องกตัญญูต่อผืนดิน ต้องตอบแทนแม่ธรณี ถ้าเราไม่กตัญญูต่อผืนดินเราทำอะไรได้ไม่ดี
หากมีแมลงรบกวนถ้าไม่มากเราก็ปล่อย ถ้ามากเราก็ใช้สมุนไพรไล่แมลงจัดการได้ตามที่แรงเราทำได้
ที่สำคัญถ้าตัดสินใจทำนาไม่ใช้ปุ๋ยเคมี เราต้องคิดให้ตกทั้งครอบครัว เราต้องเคารพและตอบแทนคุณแม่ธรณี
และเราจะได้สุขภาพที่ดีตอบแทน ผู้บริโภคเองก็สุขภาพดี
ส่วนนายภาคภูมิ อินทร์แป้น เสนอประสบการณ์ของตนเองว่า ผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชต้องมองสุขภาพเป็นสำคัญ
การเปลี่ยนมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนในช่วงแรกต้องไม่คิดเรื่องผลตอบแทนทั้งที่เป็นตัวเงินและผลผลิต
เพราะจะไม่ได้ แต่สิ่งที่ได้คือร่างกายเราปลอดภัย ต้นทุนไม่มากผลผลิตที่ได้จึงคุ้มเราอยู่ได้
ดังนั้น เราต้องคำนึงถึงการพึ่งตนเอง ปลูกผักและเลี้ยงสัตว์เป็นอาหารในครอบครัว
ต้องคิดถึงสิ่งที่เอามาใช้ในแปลงเกษตรของเราต้องหาได้ในท้องถิ่นไม่ต้องซื้อ
เทคนิคการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน
คือ หลังเกี่ยวข้าวไถกลบตอซัง แล้วปลูกพืชหมุนเวียนในขณะดินยังมีความชุ่มชื้นอยู่
หากเราเผาแมลงและจุลินทรีย์ต่างๆที่อาศัยอยู่ในดินถูกเผาตายเหมือนกัน ขี้เถ้าปลิวทำลายสิ่งแวดล้อม
สูญเสียหน้าดิน พืชที่ใช้หมุนเวียนควรเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น โสนแอฟริกา
ถั่วพร้า
พื้นที่จังหวัดสุรินทร์นั้น โสนแอฟริกาเหมาะสมเนื่องจากเป็นที่ลุ่มและทำนาดำ
โสนจะให้ธาตุอาหารและซากเยอะปรับโครงสร้างดินได้ดี จัดการง่ายเหมาะกับพื้นที่นาเยอะๆ
หลังหว่านโสนในปีแรกแล้วปล่อยให้ต้นโสนบางต้นเจริญเติบโตจนมีเมล็ดแก่ ในปีถัดไปเมล็ดแก่ที่ร่วงหล่นเจริญงอกงามได้ไม่ต้องหว่านอีก
ควรเริ่มหว่านปลายเมษายน-ต้นพฤษภาคม ปล่อยให้ต้นสูงประมาณ 1.50-2.00 เมตรแล้วไถกลบ
ปริมาณที่หว่านขึ้นกับสภาพดินถ้าดินไม่สมบูรณ์ใช้ 4 กิโลกรัมต่อไร่และควรเอาปุ๋ยคอกรองก่อน
หากดินมีสภาพดีบ้างแล้วใช้โสนเพียง 2-3 กิโลกรัม/ไร่ ก็พอ
ส่วนถั่วพร้านั้นทนแล้งได้ดี หลังเกี่ยวข้าวราวเดือนธันวาคม- มกราคมไถกลบตอซัง
หว่านถั่วพร้าถึงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วพร้าได้
ถ้าจะให้ได้ดีควรไถ คราดแล้วหว่าน หากต้องการเก็บเมล็ดพันธุ์ควรหว่านปริมาณ
5 กิโลกรัม/ไร่ หากต้องการทำปุ๋ยพืชสดควรใช้ 8-10 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อที่จะได้ซากในปริมาณมากพอ
ส่วนถั่วเขียว และถั่วพุ่มนั้น สามารถหว่านพร้อมข้าวได้เลยแต่ต้องป้องกันวัวหรือควายเข้าไปกิน
อีกทั้งสามารถควบคุมวัชพืชได้ดี และถั่วเขียวไม่ชอบน้ำท่วมขังจะเน่าทันที
วิทยากรอีกท่านคือนายปฏิพัทธ์ จำมี ได้เล่าถึงการขอรับมาตรฐาน ว่าทำได้ 2
แบบคืออย่างแรก มกอ.หรือมาตรฐานกูเอง ถือเป็นหลักสำคัญสุดคือตัวเองต้องเชื่อมั่นและมั่นใจว่าการทำเกษตรของตัวเองนั้นไม่ใช้ปุ๋ยเคมี
ไม่ใช้ยาปราบศัตรูพืชทุกชนิด แต่จะใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักแทน ส่วนการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือ
มกท.นั้นจะต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบที่กำหนดขึ้นให้เป็นมาตรฐานเดียวกันต้องมีการปฏิบัติตั้งแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์
เตรียมดิน ดูแลรักษา การจัดการดิน น้ำ จนกระทั่งเก็บเกี่ยว แต่อย่างไรแล้วสิ่งสำคัญสุดคือการเกิดมาตรฐานของตนเองที่เชื่อมั่นในแนวทางเกษตรยั่งยืน
เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
น่าเสียดายเวลามีจำกัด เพราะถึงเวลาแห่ดอกผ้าไปรอบๆหมู่บ้านโพนละมั่ง
ก่อนจะนำมาฉลองในค่ำคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าชาวโพนละมั่งและเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกทุ่งกุลาร้องไห้พร้อมใจกันระลึกถึงพระคุณของแม่โพสพที่คุ้มครองดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม
ให้ผลิตผลอันอุดมเป็นอาหารหลักของคนไทย
|