กลับไป sathai โฮมเพจ

สวนรักษ์ ตลาดนัดสีเขียวที่ไม่ธรรมดา

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง



เช้ามืดทุกวันเสาร์ที่สวนรักษ์ สวนสาธารณะกลางเมืองสุรินทร์จะมีพ่อค้า แม่ค้า บรรดาลูกๆ เอาพืชผักอินทรีย์ กุ้ง หอย ปู ปลาธรรมชาติมาจากแปลงที่ปลูกที่เลี้ยงขายให้กับผู้บริโภคในเมืองสุรินทร์ พวกเขาเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ขาย ที่นี้คือตลาดสีเขียวจังหวัดสุรินทร์ที่แตกต่างกับตลาดทั่วๆไป สิ่งที่เอามาจำหน่ายเป็นสินค้าเกษตรปลอดสารเคมี ผักพื้นบ้าน อาหารและขนมท้องถิ่นที่หากินได้ยาก ข้าวพื้นบ้านชื่อแปลกหู เช่น เนียงกวงซอ เนียงกวงกะเบิดมุ บองกษัตริย์ นางร้อยใหญ่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ธรรมชาติอื่นๆอีกมากมาย ที่นี่ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งซื้อขายเท่านั้น แต่เป็นที่พบปะ พูดคุย เชื่อมร้อยผู้ซื้อผู้ขายให้เข้าถึงวิถีชีวิต พร้อมที่จะเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผู้ซื้อรายหนึ่งกล่าวกับเราว่า



"ได้มาหาซื้อพืช ผัก อาหารที่นี้ทุกวันเสาร์ ส่วนใหญ่มาซื้อสองรอบที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ต้องซื้อเยอะๆ พวกผักซื้อไปบางทีก็เอาไปดองกินได้นานๆ ผักที่นี้มั่นใจว่าปลอดสารเคมี และมีผักพื้นบ้านเยอะดี”

และเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาตลาดนัดสีเขียวคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากกว่าเคย เนื่องด้วยคณะกรรมการตลาดนัดสีเขียวสุรินทร์ได้ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์ และโครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์ จัดให้มีกิจกรรม “งานบายศรีสู่ขวัญเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น กินอาหารปลอดภัย” เพื่อรณรงค์ให้สาธารณะได้เกิดความรู้ความเข้าใจ ตระหนักและเห็นความสำคัญของพันธุกรรมพื้นบ้าน ในฐานะที่เป็นฐานทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ และอธิปไตยทางด้านอาหารของท้องถิ่น

ภายในงานมีศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน นำพันธุ์ข้าวพื้นบ้านมาแสดงกว่า 60 ชนิด มีนิทรรศการให้รู้จักพืชมหันตภัยจีเอ็มโอ บอร์ดทางเลือกของเกษตรกรในการรักษาอนุรักษ์พันธุ์พื้นบ้าน มีเวทีเสวนาทางวิชาการเรื่องพันธุ์ไทหรือพันธุ์ทาส การแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน พิธีบายศรีสู่ขวัญข้าว เป็นต้น

ก่อนเที่ยงวันใต้ร่มไม้ เวทีเสวนาพันธุ์ไทหรือพันธุ์ทาสเริ่มขึ้น มีผู้ร่วมเสวนา 3 คน คือ นายเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ นายเอียด ดีพูน นักพัฒนาอาวุโสของเมืองสุรินทร์ นายภาคภูมิ อินทร์แป้น ตัวแทนเกษตรกรตำบลทมอ โดยมีนายสุเมธ ปานจำลอง เครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคอีสานเป็นผู้ดำเนินรายการ “พันธุ์ไทหรือพันธุ์ทาส” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยเพื่อที่จะให้เกษตรกรได้ร่วมกันทบทวนสถานะความเป็นเกษตรกรในปัจจุบันว่าตกอยู่ในวังวนความเป็นไทหรือทาส




เดชา ศิริภัทร ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นไทคืออิสระ จะปลูกจะขายอะไรต้องเป็นอิสระ เกษตรกรปัจจุบันไม่เป็นอิสระแล้วคือเป็นทาส พอเริ่มปลูกข้าวต้องคิดว่าขายใคร พันธุ์ต้องซื้อตลาด ปลูกแล้วต้องซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฮอร์โมน ต้องหาเงินมาซื้อ แล้วเป็นหนี้สิน หากเกษตรกรเริ่มจากการใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ไม่เหมาะสมนั่นคือเป็นทาสไม่รู้ตัว

ดังนั้นพันธุ์จึงมีความสำคัญถ้าเราไม่รักษาให้ดีมันก็จะสูญหายไป ในปัจจุบันมีหลายบริษัทที่เข้ามาคุมพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์ เกษตรกรเองก็เชื่อว่าพันธุ์ที่มาจากบริษัทนั้นเป็นพันธุ์ดี แต่ปรากฏว่าพันธุ์เหล่านั้นไม่สามารถเก็บรักษาได้ หากไม่ใช้ปุ๋ย ไม่ใช้ยาแล้วผลผลิตก็ไม่มี นี่คือการปลูกขาด ตัวอย่างเช่น ไก่ซื้อมาเลี้ยงแล้วทำพันธุ์ไม่ได้ แตงโมซื้อมาแล้วเก็บเมล็ดไม่ได้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวานราคาเมล็ดพันธุ์สูงมากแต่เก็บเมล็ดไม่ได้ บริษัทควบคุมหมด เราต้องซื้อทุกอย่าง พันธุ์ ปุ๋ย ยา นอกจากนั้นบริษัทได้จดสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์ หากใครเอามาปลูกหรือครอบครองไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะผิดกฎหมาย

ท้ายสุดความสำคัญจึงอยู่ที่พันธุ์ ถ้าคุมพันธุ์ได้สามารถกำหนดได้ทุกอย่าง และเป็นไท

ส่วนเอียด ดีพูน ให้ความเป็นห่วงต่อเมล็ดพันธุ์ที่สัญจรและผลัดพรากไปจากชุมชน ซึ่งไม่ใช้เฉพาะพันธุ์ข้าวเท่านั้นแต่รวมหมายถึงพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ต่างๆ ปลานิลกลายเป็นปลานิลติดคุกเพราะกินพืชไม่เป็นต้องกินอาหารจากบริษัท ส่วนพันธุ์ข้าวมะลิ 105 ที่ดั้งเดิมมาจาก จังหวัดฉะเชิงเทราแล้วมาทดแทนพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่อีสานนั้นนอกจากความไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศแล้ว ปรากฏว่าข้าวหอมมะลิ คนสุรินทร์ไม่เลือกกินเพราะกินกับปลาร้าหรือปลาจ๋อมไม่อร่อยสู้ข้าว เนียงกวงไม่ได้ เมื่อเมล็ดพันธุ์สูญหายไปก็เป็นการทำลายล้างการพึ่งตนเอง เกษตรกรจึงกลายเป็นทาส

เกษตรกรจะเป็นไทได้ ต้องมีมาตรฐานจิตใจที่ดีเชื่อมั่นในแนวทางเกษตรอินทรีย์ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พันธุ์ สุขภาพ ที่สำคัญการผลิตต้องพึ่งตนเองต้องทำเอง เก็บรักษาและใช้พันธุ์ท้องถิ่น มีปัจจัย 4 ที่เกิดจากการผลิตของตัวเองอย่างเพียงพอ

สุดท้ายภาคภูมิ อินแป้น ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ให้กำลังใจกับเกษตรกรทุกๆคนว่า การหลุดพ้นจากการเป็นทาสนั้นไม่ยาก เกษตรกรต้องมองวิถีชีวิตว่าจะกิน จะอยู่อย่างไร การปฏิบัติจริงทำได้ไม่ยาก ในเรื่องเมล็ดพันธุ์ต้องมีการเก็บรักษา ไม่ใช่เฉพาะพันธุ์ข้าวเท่านั้นแต่รวมถึงพันธุ์พืช ผักต่างๆด้วย ถ้าทำได้เช่นนี้เราหลุดจากการเป็นทาสของพันธุ์แล้ว เราไม่ต้องซื้อพันธุ์ นอกจากนั้นเราต้องรวมกลุ่มในการสำรวจว่าเรามีพันธุ์พื้นบ้านอะไรอยู่ อยู่กับใคร มีการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าวและพืชผักพื้นบ้าน มีการปลูกและขยายผลต่อไป เพราะพันธุ์ที่เราใช้เป็นพันธุ์พื้นบ้านที่เก็บพันธุ์ได้นานชั่วอายุคน ผลผลิตที่ได้ก็ดีต่อสุขภาพกินแล้วไม่เป็นโรค นี่คือการหลุดจากความเป็นทาส

หลังจาก 3 คนได้ทบทวนให้เห็นภาพความเป็นไทหรือเป็นทาสแล้ว สุเมธ ปานจำลอง ได้สรุปย้ำเตือนให้เห็นว่าพันธุ์ทาสคือการผูกขาดทางพันธุ์พืชและสัตว์ การครอบงำทางการผลิต การเอากำไรมากมาย ซึ่งกระทำโดยบริษัท ส่วนไทก็คือสิ่งที่ดีที่มีอยู่ในชุมชน คือการพึ่งตนเองทั้งพันธุ์และการผลิต รวมทั้งเกษตรกรต้องมีมาตรฐานจิตใจที่เชื่อมั่นในแนวเกษตรอินทรีย์พร้อมทั้งการผลิตที่ตอบสนองปัจจัย 4 นี่คือความเป็นไท


เสร็จสิ้นการเสวนา ทางตลาดสีเขียวจังหวัดสุรินทร์ได้เลี้ยงอาหารกลางวันมีทั้งขนมจีนที่ทำมาจากข้าวเจ้าแดงเส้นนุ่มอร่อย กินกับน้ำยาและผักสดที่ปลอดสารเคมี มีข้าวพื้น เช่น บ้านเนียงกวงซอ เนียงกวงกะเบิดมุ เหลืองอ่อน มะลิแดง นางร้อยใหญ่ที่หุงใส่หม้อดินกับแกงพื้นบ้านไว้ให้กิน ตบท้ายด้วยขนมลอดช่องกับกะทิแสนอร่อยคลายร้อนช่วงกลางวัน “ตลาดนัดสีเขียวสุรินทร์” จึงเป็นตลาดนัดความรู้ เป็นตลาดที่ช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีและความร่วมมือทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นตลาดที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันไม่ว่าราคาที่เป็นธรรม ผลผลิตปลอดภัยต่อสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญเป็นตลาดที่อนุรักษ์พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ อาหารพื้นบ้านซึ่งหาพบได้ยากในตลาดสังคมไทย นับเป็นโชคดีของคนสุรินทร์ที่มีสิ่งดีงามเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจต้องมีชีวิตที่พึ่งพาแค่ซุปเปอร์มาเก็ตที่เป็นของต่างชาติและหาอาหารปลอดสารและพื้นเมืองไม่ได้ อย่างคนในเมืองเหมือนเราๆ






หมายเหตุ อ่านรายละเอียดถอดเทปจากเวทีเสวนาพันธุ์ไทหรือพันธุ์ทาส